Сетевая библиотекаСетевая библиотека
เส้นทางแห่งวีรบุรุษ มอร์แกน ไรซ์ วงแหวนของผู้วิเศษ #1 วงแหวนของผู้วิเศษ มีส่วนผสมทุกอย่างของการประสบความสำเร็จทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องหลัก โครงเรื่องย่อย ความลึกลับ อัศวินผู้กล้าหาญ ความสัมพันธ์ที่เบ่งบานพร้อมกับการอกหัก การหลอกหลวงและการทรยศ มันจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้หลายชั่วโมง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกวัย แนะนำให้มีประจำไว้ในห้องสมุดสำหรับคอนักอ่านเรื่องแฟนตาซีBooks and Movie Reviews, Roberto Mattos หนังสือขายดีอันดับ 1 กับบทวิจารณ์ห้าดาวกว่า 500 ความเห็นในอเมซอน! จากนักเขียนขายดีอันดับ 1 มอร์แกน ไรซ์ กับการเปิดตัวนิยายแฟนตาซีที่น่าพิศวงชุดใหม่ เส้นทางแห่งวีรบุรุษ (เล่ม 1 ในชุด วงแหวนของผู้วิเศษ) เป็นมหากาพย์ที่เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มอายุ 14 ปีที่มีความพิเศษคนหนึ่ง เดินทางมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเขตชานเมืองในอาณาจักรวงแหวน เป็นน้องชายคนสุดท้อง ที่ไม่ใช่คนโปรดของพ่อและถูกบรรดาพี่ชายเกลียดชัง ธอร์กรินรู้ว่าเขาแตกต่างจากคนอื่น เขาฝันที่จะได้เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ได้เข้าร่วมในกองทหารยุวชน และช่วยปกป้องอาณาจักรวงแหวนจากสิ่งมีชีวิตที่อีกด้านของหุบเขา เมื่อเขาโตพอและถูกพ่อห้ามไม่ให้เข้าคัดเลือกเข้าเป็นทหารในกองทหารยุวชน เขาจึงไม่ยอมรับคำปฏิเสธ และเริ่มต้นการเดินทางของตัวเอง ด้วยความตั้งใจอย่างจริงจังที่จะบุกเข้าในปราสาทของพระราชาและถูกคัดเลือกแต่ราชสำนักของพระราชาก็มีเรื่องราวชีวิตมากมาย ทั้งการแย่งชิงอำนาจ ความทะเยอทะยาน ริษยา ความรุนแรงและการหักหลัง ราชาแม็คกิลต้องเลือกรัชทายาทจากโอรสและธิดา และยังมีดาบประจำราชวงศ์อันเก่าแก่ ขุมพลังของพวกเขาทั้งหมดที่ยังคงไม่ได้รับการแตะต้อง รอคอยผู้ที่ถูกเลือกเดินทางมาถึง ธอร์กรินมาถึงในฐานะคนนอก และต้องฝ่าฟันเพื่อให้ได้รับการยอมรับ และได้เข้าร่วมในกองทหารยุวชนของพระราชา ธอร์กรินได้เรียนรู้ว่าเขามีพลังลึกลับที่ตัวเองไม่เข้าใจ เขามีพรสวรรค์พิเศษและมีชะตากรรมพิเศษ เขาตกหลุมรักเจ้าหญิง และขณะที่ความสัมพันธ์ต้องห้ามกำลังเบ่งบาน เขาก็ได้พบคู่ปรับที่ทรงอำนาจ ขณะที่เขาดิ้นรนเพื่อเข้าใจพลังของตัวเองในดินแดนห่างไกล ไกลกว่าหุบเขาและแม้แต่ดินแดนของมังกร พ่อมดของพระราชาช่วยเหลือเขาและบอกเล่าเกี่ยวกับมารดาที่เขาไม่เคยรู้จัก ก่อนที่ธอร์กรินจะออกไปผจญภัยและได้เป็นนักรบอย่างที่เขาปรารถนา เขาต้องผ่านการฝึกฝน แต่อาจจะรวบรัดลง เมื่อเขาพบว่าตัวเองถูกพาเข้าไปสู่เรื่องราวหลักและรองในราชวงศ์ เรื่องที่อาจเป็นภัยต่อความรักและโค่นเขาพร้อมด้วยอาณาจักรทั้งหมดลงได้ ด้วยการสร้างสรรค์ตัวละครและเนื้อเรื่องที่เป็นผลงานระดับโลก ทำให้ เส้นทางแห่งวีรบุรุษ เป็นมหากาพย์เรื่องราวของเพื่อนและคู่รัก คู่แข่งและคู่แค้น อัศวินและมังกร แผนทางการเมืองและเล่ห์เพทุบาย การเติบโต การอกหัก การหลอกลวง ความทะเยอะทะยานและการทรยศ และยังเป็นเรื่องราวแห่งเกียรติยศและความกล้าหาญ โชคชะตา วาสนาและเวทมนต์ เป็นนิยายแฟนตาซีที่จะนำเราไปสู่โลกที่เราจะไม่มีวันลืม ซึ่งเหมาะกับทุกเพศและวัย ด้วยเรื่องราว 82,000 คำ เล่มที่ 2-14 ในชุดนี้มีให้อ่านแล้ว! เรื่องแฟนตาซีที่ถักร้อยความลึกลับและน่าอัศจรรย์ไว้ในโครงเรื่อง เส้นทางแห่งวีรบุรุษ เป็นเรื่องราวการสร้างความกล้าหาญและการค้นพบเป้าหมายในชีวิตที่นำไปสู่การเติบโต มีวุฒิภาวะ และเป็นเลิศ สำหรับผู้ที่มองหาเรื่องราวการผจญภัยแนวแฟนตาซี มีตัวละครสำคัญ อุปกรณ์ตัวช่วย และฉากต่อสู้ที่น่าตื่นตาที่เน้นให้เห็นการพัฒนาของธอร์ จากเด็กหนุ่มช่างฝัน กลายเป็นชายหนุ่มที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวประหลาดที่ไม่น่าเป็นไปได้ เพื่อความอยู่รอด แค่เริ่มต้นก็รู้ว่าจะเป็นมหากาพย์นิยายชุดที่วัยรุ่นต้องการ Midwest Book Review (D. Donovan, eBook Reviewer) มหากาพย์นิยายแฟนตาซีของไรซ์ รวมความคลาสสิคของเรื่องราวแนวนี้ มีโครงเรื่องที่เข้มแข็งและได้แรงบันดาลใจมาจากสก็อตแลนด์ยุคโบราณและประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น และแผนการร้ายในราชสำนัก – Kirkus Reviews เส้นทางแห่งวีรบุรุษ (เล่ม 1 ในชุด วงแหวนของผู้วิเศษ) มอร์แกน ไรซ์ ประวัติ มอร์แกน ไรซ์ มอร์แกน ไรซ์ เป็นผู้เขียนหนังสือขายดีอันดับ 1 เรื่อง THE VAMPIRE JOURNALS นิยายชุดสำหรับวัยรุ่น จำนวน 11 เล่ม (ยังมีเล่มต่อไป), นิยายชุดขายดีอันดับ 1เรื่อง THE SURVIVAL TRILOGY นิยายระทึกขวัญ จำนวน 2 เล่ม (ยังมีเล่มต่อไป) และนิยายชุดมหากาพย์แฟนตาซีขายดีอันดับ 1 วงแหวนของผู้วิเศษ จำนวน 11 เล่ม (ยังมีเล่มต่อไป) หนังสือของมอร์แกน มีทั้งรูปแบบหนังสือเสียงและเป็นรูปเล่ม และแปลเป็นภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาเลียน สเปน โปรตุเกส ญี่ปุ่น จีน สวีเดน ดัตช์ ฮังกาเรียน เช็ค และสโลวัก (และภาษาอื่น ๆ ที่จะตามมา) มอร์แกนอยากฟังความคิดเห็นจากพวกคุณ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.morganricebooks.com เพื่อสมัครรับข่าวสารทางอีเมล พร้อมรับหนังสือ และของรางวัลมากมาย และสามารถดาวน์โหลดแอพฟรี พร้อมทั้งรับทราบข่าวสารล่าสุด หรือเชื่อมต่อผ่านเฟซบุคและทวีตเตอร์ โปรดติดตาม! คำนิยมสำหรับ มอร์แกน ไรซ์ “วงแหวนของผู้วิเศษ มีส่วนผสมทุกอย่างของการประสบความสำเร็จทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องหลัก โครงเรื่องย่อย ความลึกลับ อัศวินผู้กล้าหาญ ความสัมพันธ์ที่เบ่งบานพร้อมกับการอกหัก การหลอกหลวงและการทรยศ มันจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้หลายชั่วโมง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกวัย แนะนำให้มีประจำไว้ในห้องสมุดสำหรับคอนักอ่านเรื่องแฟนตาซี” --Books and Movie Reviews, Roberto Mattos “ไรซ์ทำได้ยอดเยี่ยมในการดึงคุณเข้าสู่เรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้น ใช้พรรณนาโวหารได้อย่างเยี่ยมยอด ทำให้เห็นภาพได้ดีกว่าภาพวาดเสียอีก เป็นงานเขียนที่ดีและอ่านอย่างรวดเร็วมาก” --Black Lagoon Reviews (สำหรับเรื่อง Turned) “เป็นหนังสือในดวงใจสำหรับนักอ่านวัยรุ่น มอร์แกน ไรซ์ สร้างงานเขียนที่ตื่นเต้นและหักมุม แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร หนังสือชุดนี้เป็นเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่ง ที่มีความพิเศษ!...อ่านง่ายแต่เดินเรื่องได้ฉับไว ...เรตผู้ปกครองควรแนะนำ --The Romance Reviews (สำหรับเรื่อง Turned) “ดึงความสนใจของฉันได้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ…เป็นเรื่องราวการผจญภัยที่น่าอัศจรรย์ ดำเนินเรื่องฉับไวและเต็มไปด้วยฉากแอคชั่นตั้งแต่ต้นเรื่อง ไม่มีจังหวะน่าเบื่อเลย” --Paranormal Romance Guild (สำหรับเรื่อง Turned) “เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่น โรแมนติกและตื่นเต้น หาไปอ่านสักเล่มแล้วคุณจะตกหลุมรักอีกครั้ง” --vampirebooksite.com (สำหรับเรื่อง Turned) “โครงเรื่องยอดเยี่ยม เป็นหนังสือที่คุณอ่านแล้วจะไม่อยากวาง มีตอนจบที่น่าตื่นเต้นและลุ้นจนคุณอยากจะซื้อเล่มต่อไปทันที มาดูกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป” --The Dallas Examiner (สำหรับเรื่อง Loved) “เป็นหนังสือที่เป็นคู่แข่งของ TWILIGHT และ VAMPIRE DIARIES และเป็นเล่มที่คุณอ่านแล้วจะไม่อยากวางจนถึงหน้าสุดท้าย หากคุณชอบการผจญภัย ความรักและแวมไพร์ หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่คุณมองหา!” --Vampirebooksite.com (สำหรับเรื่อง Turned) “มอร์แกน ไรซ์ ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าเป็นนักเล่าเรื่องที่มีพรสวรรค์ หนังสือเรื่องนี้จะดึงดูดความสนใจของนักอ่านมากมาย รวมทั้งนักอ่านวัยรุ่นที่ชื่นชอบเรื่องราวประเภทแวมไพร์และแฟนตาซี ตอนจบของเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อจนทำให้คุณตกใจ” --The Romance Reviews (สำหรับเรื่อง Loved) หนังสือของ มอร์แกน ไรซ์ ชุด วงแหวนของผู้วิเศษ เส้นทางแห่งวีรบุรุษ (เล่ม 1) ขบวนแห่งกษัตริย์ (เล่ม 2) A FATE OF DRAGONS (เล่ม 3) A CRY OF HONOR (เล่ม 4) A VOW OF GLORY (เล่ม 5) A CHARGE OF VALOR (เล่ม 6) A RITE OF SWORDS (เล่ม 7) A GRANT OF ARMS (เล่ม 8) A SKY OF SPELLS (เล่ม 9) A SEA OF SHIELDS (เล่ม 10) A REIGN OF STEEL (เล่ม 11) A LAND OF FIRE (เล่ม 12) A RULE OF QUEENS (เล่ม 13) ชุด SURVIVAL TRILOGY ARENA ONE: SLAVERSUNNERS (เล่ม 1) ARENA TWO (เล่ม 2) ชุด VAMPIRE JOURNALS TURNED (เล่ม 1) LOVED (เล่ม 2) BETRAYED (เล่ม 3) DESTINED (เล่ม 4) DESIRED (เล่ม 5) BETROTHED (เล่ม 6) VOWED (เล่ม 7) FOUND (เล่ม 8) RESURRECTED (เล่ม 9) CRAVED (เล่ม 10) FATED (เล่ม 11) (http://www.amazon.com/Quest-Heroes-Book-Sorcerers-Ring/dp/B00F9VJRXG/ref=la_B004KYW5SW_1_13_title_0_main?s=books&ie=UTF8&qid=1379619328&sr=1-13) ฟัง (http://www.amazon.com/Quest-Heroes-Book-Sorcerers-Ring/dp/B00F9VJRXG/ref=la_B004KYW5SW_1_13_title_0_main?s=books&ie=UTF8&qid=1379619328&sr=1-13) นิยายชุด วงแหวนของผู้วิเศษ ในรูปแบบหนังสือเสียง! มีให้ฟังแล้วที่ Amazon (http://www.amazon.com/Quest-Heroes-Book-Sorcerers-Ring/dp/B00F9VJRXG/ref=la_B004KYW5SW_1_13_title_0_main?s=books&ie=UTF8&qid=1379619328&sr=1-13) Audible (http://www.audible.com/pd/Sci-Fi-Fantasy/A-Quest-of-Heroes-Audiobook/B00F9DZV3Y/ref=sr_1_3?qid=1379619215&sr=1-3) iTunes (https://itunes.apple.com/us/audiobook/quest-heroes-book-1-in-sorcerers/id710447409) ลิขสิทธิ์ © 2012 โดย มอร์แกน ไรซ์ สงวนลิขสิทธิ์ ยกเว้นที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ของสหรัฐฯ พ.ศ. 2519 ห้ามนำส่วนใดของการเผยแพร่นี้ไปทำซ้ำ แจกจ่ายหรือถ่ายทอดในรูปแบบใด ๆ หรือโดยความหมายใด ๆ หรือเก็บบันทึกเป็นข้อมูล หรือระบบสืบค้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน หนังสือ ebook นี้ อนุญาตเพื่อความบันเทิงส่วนตัวของคุณเท่านั้น และ ebook เล่มนี้ไม่อาจนำไปขายซ้ำ หรือยกให้ผู้อื่น หากคุณต้องการแบ่งปันหนังสือเล่มนี้กับผู้อื่น ขอความกรุณาซื้อเพิ่มใหม่เป็นส่วนตัว หากคุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ และไม่ได้ซื้อ หรือไม่ได้ซื้อในนามของคุณ ขอความกรุณาส่งคืนและดำเนินการซื้อในนามของคุณ ขอบคุณที่ให้ความเคารพในการทำงานอย่างหนักของผู้เขียน หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ชื่อ ตัวละคร ธุรกิจ องค์กร สถานที่ สถานการณ์ และเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน หรือเป็นการแต่งขึ้น ความคล้ายคลึงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลจริง ทั้งที่ยังมีชีวิตหรือเสียชีวิตไปแล้ว เป็นความบังเอิญทั้งสิ้น Jacket image Copyright RazoomGame, used under license from Shutterstock.com. สารบัญ บทที่ 1 (#uc981b40a-90c1-58c9-89db-dcc1ab28bc15) บทที่ 2 (#u04f81fae-2f19-5d35-ae22-52df954bceb6) บทที่ 3 (#u19343683-800a-51f6-8b8b-dc71fcf6abf0) บทที่ 4 (#ubebde8b3-e605-5799-ae1b-becd81c84caa) บทที่ 5 (#u6d63226d-ab05-5c0e-9b87-f77cc6b7a917) บทที่ 6 (#uca73ea81-d48c-54fc-a0e7-d2d2d8880e83) บทที่ 7 (#litres_trial_promo) บทที่ 8 (#litres_trial_promo) บทที่ 9 (#litres_trial_promo) บทที่ 10 (#litres_trial_promo) บทที่ 11 (#litres_trial_promo) บทที่ 12 (#litres_trial_promo) บทที่ 13 (#litres_trial_promo) บทที่ 14 (#litres_trial_promo) บทที่ 15 (#litres_trial_promo) บทที่ 16 (#litres_trial_promo) บทที่ 17 (#litres_trial_promo) บทที่ 18 (#litres_trial_promo) บทที่ 19 (#litres_trial_promo) บทที่ 20 (#litres_trial_promo) บทที่ 21 (#litres_trial_promo) บทที่ 22 (#litres_trial_promo) บทที่ 23 (#litres_trial_promo) บทที่ 24 (#litres_trial_promo) บทที่ 25 (#litres_trial_promo) บทที่ 26 (#litres_trial_promo) บทที่ 27 (#litres_trial_promo) บทที่ 28 (#litres_trial_promo) “ความกังวลนั้นอยู่บนเศียรที่สวมมงกุฎ” วิลเลียม เช็คสเปียร์ เฮนรีที่ 4 องก์ 2 บทที่ 1 เด็กหนุ่มยืนอยู่บนเนินที่สูงที่สุดของเขตประเทศต่ำในอาณาจักรตะวันตกของอาณาจักรวงแหวน เขามองไปทางเหนือ เฝ้าดูแสงแรกของดวงอาทิตย์ เด็กหนุ่มมองเห็นเนินเขาเขียวชอุ่มทอดตัวไกลสุดลูกหูลูกตา สูง ๆ ต่ำ ๆ เหมือนโหนกของอูฐในรูปของหุบเขาและยอดเขามากมาย รัศมีสีส้มแผดเผาของแสงแรกแห่งดวงอาทิตย์อ้อยอิ่งอยู่ในหมอกยามเช้า ทำให้สายหมอกเป็นประกายราวกับแสงเวทมนตร์ ซึ่งพอเหมาะกับอารมณ์ของเด็กหนุ่ม เขาแทบจะไม่เคยตื่นเช้าเท่านี้และไม่เคยออกจากบ้านมาไกลแบบนี้ ทั้งยังไม่เคยปีนขึ้นมาสูงขนาดนี้ด้วย เขารู้ดีว่าจะทำให้บิดาโกรธ แต่สำหรับวันนี้เค้าไม่ใส่ใจ ในวันนี้เขาขอเพิกเฉยต่อกฎเกณฑ์และงานการนับล้าน ๆ ที่บีบคั้นเขามาตลอดสิบสี่ปี เพราะวันนี้เป็นวันที่ไม่ธรรมดา เป็นวันที่โชคชะตาของเขาได้เดินทางมาถึงแล้ว ธอร์กริน เด็กหนุ่มจากอาณาจักรตะวันตก แห่งจังหวัดภาคใต้ จากเชื้อสายแม็คคลอยด์ เป็นที่รู้จักของทุกคนที่เขาเกี่ยวข้องในชื่อ ธอร์ บุตรคนเล็กสุดในบรรดาบุตรชายสี่คน และเป็นคนที่บิดาโปรดปรานน้อยที่สุด เขาตื่นอยู่ทั้งคืนเพื่อเฝ้ารอคอยวันนี้ เด็กหนุ่มนอนกระสับกระส่าย ดวงตาพร่ามัว เฝ้ารอคอย จดจ่อกับแสงแรกของดวงอาทิตย์ เพราะวันเช่นนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบหลายปี และหากเขาพลาด เขาจะต้องติดแหงก อยู่ที่หมู่บ้านนี้ รับชะตากรรมทำหน้าที่ดูแลฝูงสัตว์ของบิดาไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นความคิดที่เขายอมรับไม่ได้ วันเกณฑ์พล เป็นวันที่กองทัพของพระราชาออกสำรวจไปทุกจังหวัดและคัดเลือกอาสาสมัครเข้าประจำการในกองทหารยุวชนของพระราชา ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ธอร์ไม่เคยฝันถึงอย่างอื่นเลย สำหรับเขาแล้วชีวิตนี้หมายถึงสิ่งเดียวเท่านั้น คือการได้เข้าร่วมในกองรบเงิน กองกำลังอัศวินชั้นยอดของพระราชา ที่แต่งกายด้วยชุดเกราะชั้นเลิศ พร้อมอาวุธชั้นเยี่ยมที่สุดในสองอาณาจักร คนที่จะเข้าร่วมกองรบเงินได้นั้นจะต้องได้เข้าร่วมในกองทหารยุวชนเสียก่อน เป็นกองกำลังทหารอายุระหว่างสิบสี่ถึงสิบเก้าปี และหากไม่ใช่บุตรชายของขุนนางหรือนักรบที่มีชื่อเสียงแล้ว ก็ไม่มีทางอื่นที่จะได้เข้าร่วมในกองทหารนี้ วันเกณฑ์พลเป็นข้อยกเว้นเดียว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมากในทุก ๆ หลายปี เมื่อกองทหารขาดกำลังพล และเหล่าทหารของพระราชาออกเสาะหากำลังพลใหม่ไปทั่วอาณาจักร ทุกคนรู้ดีว่ามีสามัญชนน้อยมากที่ได้รับเลือก และยิ่งน้อยเข้าไปอีกที่จะได้เข้าร่วมในกองทหารจริง ๆ ธอร์สังเกตขอบฟ้าอย่างตั้งใจ มองหาสัญญาณความเคลื่อนไหว เขารู้ว่ากองรบเงินจะต้องใช้เส้นทางนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่เข้าไปยังหมู่บ้านของเขา และเขาอยากจะเป็นคนแรกที่ได้เห็นกองรบเงิน ฝูงแกะของ ธอร์ประท้วงอยู่รอบตัวเขา พวกมันประสานเสียงร้องน่ารำคาญ กระตุ้นให้เขาพาพวกมันกลับลงเนินเขาไปหาทุ่งหญ้าที่น่าเล็มกว่า เขาพยายามไม่สนใจเสียงร้องและกลิ่นเหม็นสาบ เด็กหนุ่มต้องตั้งสมาธิ ตลอดหลายปีของการดูแลฝูงสัตว์ หลายปีของการเป็นคนรับใช้ให้บิดา เป็นลูกไล่ให้บรรดาพี่ชาย เป็นคนที่ได้รับการดูแลน้อยที่สุดแต่ทำงานหนักที่สุด สิ่งที่ทำให้เรื่องทั้งหลายนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ก็คือความคิดที่ว่าวันหนึ่งเขาจะไปจากที่นี่ วันหนึ่งเมื่อกองรบเงินมาถึง เขาจะทำให้ทุกคนที่ดูถูกเขาต้องประหลาดใจ และเขาจะได้รับคัดเลือก แค่พริบตาเดียวเขาก็จะได้ขึ้นรถม้าของพวกนั้นแล้วบอกลากับทุกสิ่งที่นี่ แน่นอนว่าบิดาของธอร์ไม่เคยมองว่าเขาเป็นผู้สมัครเข้ากองทหารอย่างจริงจัง ที่จริงแล้วบิดาไม่เคยมองว่าเขาเป็นผู้เข้าชิงสำหรับอะไรเลย บิดาทุ่มเทความรักความสนใจให้แก่พี่ชายทั้งสามคนของธอร์ พี่ชายคนโตอายุสิบเก้าปี และคนอื่น ๆ อายุไล่กันคนละหนึ่งปี ทำให้ธอร์เด็กกว่าคนอื่น ๆ สามปี อาจจะเป็นเพราะพวกพี่ชายมีอายุใกล้เคียงกัน หรืออาจจะเพราะพวกเขาหน้าตาคล้ายกันแต่ไม่มีอะไรเหมือนธอร์ พวกเขาสามคนขลุกอยู่ด้วยกัน แทบจะไม่รับรู้การมีตัวตนอยู่ของธอร์เลย ที่แย่กว่านั้นคือพวกพี่ชายสูงใหญ่กว่า และแข็งแรงกว่าเขา แม้ธอร์จะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนตัวเตี้ย ถึงกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกตัวเล็กเมื่ออยู่ใกล้พวกนั้น รู้สึกเหมือนขาแข็งแรงของเขาผอมบาง เมื่อเทียบกับขาล่ำสันราวกับถังไม้โอ๊คของพวกพี่ชาย บิดาไม่ได้พยายามแก้ไขอะไรเรื่องนี้ ที่จริงแล้วดูเหมือนจะพอใจเสียด้วยซ้ำ เขาปล่อยให้ธอร์ดูแลแกะ และลับคมอาวุธ ขณะที่พวกพี่ชายได้ฝึกฝน แม้จะไม่เคยพูดออกมา แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันดีว่าธอร์จะต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาปีกของพี่ชาย ถูกบังคับให้มองดูพวกเขาประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ถ้าบิดาและพี่ชายของเขามีเส้นทางของตัวเองแล้ว ชะตากรรมของธอร์ก็คงจะเป็นการอยู่ที่นี่ ถูกหมู่บ้านนี้กลืนกิน และคอยช่วยเหลือครอบครัวของเขาตามที่พวกเขาต้องการ เรื่องแย่อีกอย่างคือธอร์รู้ว่าพวกพี่ชายรู้สึกว่าถูกเขาคุกคาม อาจจะเกลียดเขาด้วยซ้ำ ธอร์มองเห็นในสายตาที่จ้องมองมาทุกครั้ง ในท่าทางของพวกเขา ซึ่งเขาไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่เขาคงจะไปกระตุ้นบางอย่างในตัวพวกนั้น เช่น ความกลัว ความริษยา หรืออาจจะเป็นเพราะธอร์แตกต่างจากพวกเขา หน้าตาไม่คล้ายกัน หรือไม่พูดจาภาษาเดียวกัน เขายังแต่งตัวไม่เหมือนพวกนั้นด้วย บิดาจะเก็บเสื้อคลุมที่ดีที่สุด สีม่วงและสีแดง อาวุธชุบทอง ไว้สำหรับพี่ชายของเขา ในขณะที่ธอร์ต้องใส่ผ้าขี้ริ้วซอมซ่อ แต่ธอร์ก็ทำให้ดีที่สุดด้วยสิ่งที่เขามี พยายามหาทางทำให้ชุดของเขาพอดีตัว ด้วยการผูกสายรัดไว้ที่เอว แล้วหน้าร้อนเช่นเวลานี้ เขาตัดแขนเสื้อออกเพื่อที่แขนกำยำของเขาจะได้สัมผัสลมเย็น เสื้อของเขาเข้าชุดกับกางเกงลินินเนื้อหยาบ เพียงตัวเดียวของเขา กับรองเท้าบู้ทที่ทำจากหนังคุณภาพแย่ที่สุด พันรัดไว้กับหน้าแข้ง มันเทียบไม่ได้เลยกับหนังรองเท้าบู้ทของพวกพี่ชาย แต่ธอร์ก็ทำให้มันใช้งานได้ เสื้อผ้าของเขาเป็นเครื่องแบบปกติของคนเลี้ยงสัตว์ แต่ธอร์แทบจะไม่มีลักษณะของคนเลี้ยงสัตว์เลย เขาสูงและสมส่วน มีขากรรไกรที่แข็งแรง และคางบึกบึน โหนกแก้มสูง และดวงตาสีเทา ดูคล้ายกับนักรบที่มาอยู่ผิดที่ผิดทาง ผมสีน้ำตาลเหยียดตรงทิ้งตัวเป็นคลื่นอยู่บนศีรษะ ยาวระใบหูและต้นคอ ดวงตาของเขาเป็นประกายเหมือนฝูงปลากระทบแสง เช้าวันนี้พี่ชายของธอร์คงได้รับอนุญาตให้นอนตื่นสาย ได้รับประทานอาหารมีประโยชน์ แล้วถูกส่งไปรับการคัดเลือกพร้อมกับอาวุธที่ดีที่สุด และคำอวยพรของบิดา ในขณะที่ธอร์คงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม เขาพยายามจะพูดเรื่องนี้กับบิดาครั้งหนึ่ง มันไม่ค่อยดีนัก บิดารีบสรุปจบการสนทนา แล้วเขาก็ยังไม่ได้ลองอีก มันไม่ยุติธรรมเลย ธอร์ตั้งใจจะปฏิเสธชะตากรรมที่บิดาวางแผนไว้ให้เขา เมื่อได้เห็นสัญญาณแรกของขบวนทหารหลวง เขาจะรีบวิ่งกลับไปบ้าน ไปเผชิญหน้ากับบิดา และไม่ว่าจะชอบหรือไม่ เขาจะเสนอตัวกับทหารของพระราชา ธอร์จะยืนให้เลือกพร้อมกับคนอื่น ๆ บิดาจะห้ามเขาไม่ได้ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกในท้องบิดเขม็งเป็นเกลียว อาทิตย์ดวงแรกเคลื่อนสูงขึ้น และเมื่ออาทิตย์ดวงที่สองเริ่มฉายแสง สีเขียวมิ้นต์ เพิ่มชั้นแสงบนท้องฟ้าสีม่วง ธอร์ก็เห็นพวกนั้น เขาผุดลุกขึ้น ขนลุกและตื่นเต้น ตรงขอบฟ้านั่น เห็นเป็นเงาร่างจาง ๆ ของรถม้า ล้อรถบดฝุ่นฟุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้า หัวใจเขาเต้นเร็วขึ้นเมื่อเห็นรถม้าอีกคัน และอีกคัน แม้จะมองจากตรงนี้ รถม้าสีทองก็เปล่งประกายในแสงอาทิตย์ เหมือนปลาหลังเงินกระโจนขึ้นจากน้ำ เมื่อนับได้สิบสองคัน ธอร์ก็ทนรอต่อไปไม่ได้ หัวใจเขาเต้นรัวอยู่ในอก เขาลืมฝูงสัตว์เป็นครั้งแรกในชีวิต ธอร์หันหลังแล้วถลันลงเนินไป ตั้งใจว่าจะไม่หยุดจนกว่าจะได้แนะนำตัว * ธอร์แทบจะไม่หยุดพักหายใจเลยระหว่างรีบวิ่งลงเนินมา วิ่งผ่านหมู่ไม้ โดนกิ่งก้านข่วนเอาแต่เขาก็ไม่สนใจ เขาวิ่งไปถึงที่โล่ง มองเห็นหมู่บ้านของเขาทอดตัวอยู่เบื้องล่าง หมู่บ้านชนบทที่ยังหลับใหล เต็มไปด้วยบ้านดินสีขาวชั้นเดียว หลังคามุงจาก มีเพียงไม่กี่สิบหลังคาเรือนในหมู่บ้าน ควันไฟลอยขึ้นจากปล่องไฟ เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่ตื่นแต่เช้า มาเตรียมอาหารเช้า มันเป็นสถานที่ในอุดมคติซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทของพระราชาพอที่จะกันคนสัญจรผ่านไปมา โดยต้องขี่ม้ากันหนึ่งวันเต็ม ๆ เป็นเพียงหมู่บ้านเกษตรกรรมอีกแห่งตรงชายแดนของอาณาจักรวงแหวน เป็นซี่ล้ออีกซี่ในวงล้อของอาณาจักรตะวันตก ธอร์กระโจนพรวดสุดท้ายเข้าไปในจัตุรัสของหมู่บ้าน เตะดินกระจายเมื่อวิ่งผ่านไป ไก่และสุนัขวิ่งหนีให้พ้นทางเขา หญิงชราคนหนึ่ง นั่งยอง ๆ อยู่นอกบ้านของเธอ ข้างหม้อน้ำที่กำลังเดือด ส่งเสียงขู่เขา “ช้าลงหน่อย เจ้าหนู!” เธอตะโกนบอกเมื่อเขาวิ่งผ่าน เตะฝุ่นฟุ้งเข้าไปในเตาไฟของเธอ แต่ธอร์ก็ไม่ได้ช้าลง ไม่ใช่เพื่อหญิงชรา หรือเพื่อใคร ๆ เขาเลี้ยวเข้าซอยหนึ่ง แล้วก็เลี้ยวไปอีกซอยหนึ่ง เลี้ยวไปมาตามทางที่เขาคุ้นเคย จนถึงบ้าน มันเป็นบ้านหลังเล็ก ธรรมดาเหมือนบ้านหลังอื่น ๆ มีผนังและมุมสีขาว หลังคามุงจาก และเช่นเดียวกับบ้านหลังอื่น มันมีห้องเดียว ถูกแบ่งเป็นที่นอนของบิดาด้านหนึ่ง และของพวกพี่ชายอีกด้านหนึ่ง จะไม่เหมือนบ้านอื่นก็ตรงที่มีเล้าไก่เล็ก ๆ อยู่หลังบ้าน ที่นี่แหละคือที่ที่ธอร์ถูกเนรเทศให้มานอน ตอนแรกเขาก็นอนรวมกับพวกพี่ ๆ แต่นานวันพวกเขาเติบโตขึ้น ใจร้ายและปิดกั้นมากขึ้น แสดงออกให้เห็นว่าไม่ต้องการแบ่งที่ให้ธอร์ เด็กหนุ่มเคยเสียใจ แต่ตอนนี้เขากลับพอใจกับพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง พอใจที่ได้อยู่ห่างจากพวกพี่ ๆ นั่นยิ่งยืนยันว่าเขาเป็นคนนอกในครอบครัว ซึ่งเขารู้ดีอยู่แล้ว ธอร์วิ่งมาถึงประตูหน้าและกระโจนพรวดเข้าไปโดยไม่หยุด “ท่านพ่อ!” เขาตะโกน หอบหายใจ “กองรบเงิน! พวกเขามาถึงแล้ว!” บิดาและพี่ชายทั้งสามคนของเขานั่งล้อมกันอยู่ที่โต๊ะอาหารเช้า แต่งตัวเรียบร้อยด้วยชุดที่ดีที่สุด เมื่อสิ้นเสียงธอร์ ทั้งหมดผุดลุกขึ้น แล้วพุ่งผ่านเขาไป กระแทกไหล่ธอร์ตอนที่วิ่งออกจากบ้าน ไปยังถนน ธอร์ตามออกมา เห็นทุกคนกำลังยืนมองขอบฟ้า “ข้าไม่เห็นใครเลย” เดรค พี่ชายคนโตกล่าวเสียงต่ำ เขามีไหล่กว้างที่สุด ผมตัดสั้นเหมือนกับน้องชายคนอื่น ๆ ดวงตาสีน้ำตาล ริมฝีปากบางเบ้อย่างไม่ชอบใจ เขานิ่วหน้าใส่ธอร์ เหมือนปกติ “ข้าก็ไม่เห็น” ดรอสส์พูดตาม เขาเด็กกว่าเดรคหนึ่งปี และมักจะเข้าข้างพี่ชาย “พวกเขากำลังมา!” ธอร์โต้ “ข้าสาบาน!” บิดาหันมาหาธอร์ แล้วคว้าไหล่เขาแน่น “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?” บิดาถาม “ข้าเห็นพวกเขา” “อย่างไร? จากที่ไหน?” ธอร์ลังเล บิดาต้อนเขาจนมุม แน่นอนว่าบิดารู้อยู่แล้วว่าสถานที่เดียวที่ธอร์จะสามารถมองเห็นกองรบเงินจะต้องเป็นจากบนยอดเนินข้างบนนั่น ตอนนี้ธอร์ไม่แน่ใจว่าเขาควรตอบอย่างไร “ข้า...ปีนขึ้นไปบนเนิน...” “กับฝูงสัตว์อย่างนั้นหรือ? เจ้าก็รู้ว่าพวกมันไม่ควรไปไกลขนาดนั้น” “แต่วันนี้มันพิเศษ ข้าต้องการเห็น” บิดาถลึงตามองเขา “เข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้ แล้วหยิบดาบของพี่เจ้า เอาฝักดาบไปขัดให้เงาที่สุดก่อนที่ทหารของพระราชาจะมาถึง” บิดาจบเรื่องกับเขาแล้ว หันกลับไปหาพวกพี่ชายที่กำลังยืนชะเง้ออยู่ที่ถนน “ท่านพ่อคิดว่าพวกเขาจะเลือกเราไหม?” เดิร์สถาม เขาเป็นคนเล็กสุดในบรรดาพี่ชายสามคน แก่กว่าธอร์สามปีเต็ม “พวกเขาคงโง่เขลาถ้าไม่ทำอย่างนั้น” บิดาบอก “ปีนี้พวกนั้นขาดกำลังพล ทหารเหลือน้อย ไม่อย่างนั้นจะลำบากมาถึงที่นี่ทำไมกัน พวกเจ้าสามคนแค่ยืนตรง เชิดหน้า ยืดอก อย่าจ้องตาพวกเขา แต่ก็อย่าหลบตาด้วย จงเข้มแข็งและมั่นใจ อย่าแสดงความอ่อนแอ ถ้าเจ้าอยากเข้าร่วมในกองทหารของพระราชา เจ้าต้องทำตัวให้เหมือนว่าเจ้าเป็นทหารแล้ว” “ครับ ท่านพ่อ” พี่ชายสามคนของเขาตอบพร้อมกัน แล้วเข้าประจำตำแหน่ง บิดาหันมามองธอร์ “ทำไมเจ้าถึงยังอยู่ตรงนี้?” บิดาถาม “เข้าไปข้างใน!” ธอร์ยืนนิ่ง ใจสลาย เขาไม่อยากจะขัดคำสั่งบิดา แต่เขาต้องพูด หัวใจเขาเต้นรัวเมื่อคิดค้าน เด็กหนุ่มตัดสินใจว่าการเชื่อฟังคงจะดีที่สุด ไปหยิบดาบ แล้วจากนั้นค่อยมาคุยกับบิดา การขัดคำสั่งทันทีคงไม่ช่วยอะไร ธอร์วิ่งเข้าไปในบ้าน วิ่งออกด้านหลังไปยังตู้เก็บอาวุธ เขาเจอดาบของพี่ชายทั้งสาม พวกมันเป็นดาบที่สวยงาม ด้ามดาบทำจากเงินเนื้อดีที่สุด เป็นของขวัญล้ำค่าที่บิดาต้องทำงานตรากตรำหลายปี เขาคว้าดาบทั้งสามเล่มมา ประหลาดใจเหมือนเช่นเคยกับน้ำหนักของพวกมัน แล้ววิ่งกลับไปยังหน้าบ้าน ธอร์พุ่งไปหาพี่ชาย ส่งดาบให้ แล้วหันกลับมาหาบิดา “อะไรกัน ไม่ได้ขัดหรือ?” เดรคถาม บิดาหันมาอย่างไม่พอใจ แต่ก่อนที่เขาจะทันพูดอะไร ธอร์ก็ชิงพูดขึ้น “ท่านพ่อ ได้โปรด ข้าต้องพูดกับท่าน!” “ข้าบอกให้เจ้าขัด....” “ได้โปรด ท่านพ่อ!” บิดาจ้องมาอย่างไม่เห็นด้วย แต่คงจะเห็นความจริงจังบนใบหน้าของธอร์ เพราะในที่สุด บิดาก็พูดออกมาว่า “ว่าอย่างไร?” “ข้าอยากเข้ารับการคัดเลือกเข้ากองทหาร พร้อมกับคนอื่น ๆ” พี่ชายทั้งสามหัวเราะขึ้นด้านหลังเขา ทำให้ธอร์หน้าแดง แต่บิดาไม่ได้หัวเราะ ตรงกันข้ามใบหน้ากลับบึ้งตึงมากขึ้น “เจ้าอยากอย่างนั้นหรือ?” บิดาถาม ธอร์พยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้าอายุสิบสี่ปีแล้ว ข้ามีคุณสมบัติ” “เขาจำกัดที่อายุสิบสี่ปี” เดรคบอกอย่างดูถูกข้ามไหล่มา “แต่ถ้าพวกเขารับเจ้า เจ้าคงจะเด็กที่สุด แล้วเจ้าคิดว่าพวกเขาจะเลือกเจ้าแทนที่คนอย่างข้า ที่แก่กว่าเจ้าห้าปีอย่างนั้นหรือ?” “เจ้ามันอวดดี” เดิร์สบอก “เหมือนที่เป็นเสมอ” ธอร์หันไปหาพวกเขา “ข้าไม่ได้ขอเจ้า” เขาบอก เขาหันมาหาบิดาที่ยังคงนิ่วหน้า “ท่านพ่อ ได้โปรด” เขากล่าว “ให้โอกาสข้าเถอะ ข้าขอเพียงเท่านี้ ข้ารู้ว่าข้ายังเด็ก แต่ข้าจะพิสูจน์ตัวเองเมื่อเวลาผ่านไป” บิดาสั่นศีรษะ “เจ้าไม่ใช่ทหาร ลูกชาย เจ้าไม่เหมือนพี่ชายของเจ้า เจ้าเป็นคนเลี้ยงสัตว์ ชีวิตของเจ้าอยู่ที่นี่ กับข้า เจ้าต้องทำหน้าที่ของเจ้า และต้องทำให้ดีด้วย คนเราไม่ควรจะฝันให้สูงเกินไป ยอมรับชีวิตของเจ้าเสีย แล้วเรียนรู้ที่จะรักมัน” ธอร์รู้สึกใจสลายเมื่อเห็นชีวิตของเขาพังไปต่อหน้าต่อตา ไม่ เขาคิด มันจะเป็นอย่างนี้ไม่ได้ “แต่ท่านพ่อ....” “เงียบเถอะ!” บิดาตะโกนก้องฝ่าอากาศ “พอได้แล้ว พวกเขามานั่นแล้ว หลบไปให้พ้นทาง แล้วก็ทำตัวให้ดีที่สุดตอนที่พวกเขามาที่นี่ด้วย” บิดาก้าวไปข้างหน้า ใช้มือหนึ่งผลักธอร์ไปด้านข้างราวกับเขาเป็นวัตถุที่ไม่อยากเห็น ฝ่ามือหนาของบิดาดันเข้าที่อกธอร์ เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นดังขึ้น ชาวบ้านพากันออกจากบ้านมาเข้าแถวอยู่ที่ถนน ฝุ่นฟุ้งกระจายบอกให้รู้ถึงการมาของขบวนทหาร หลังจากนั้นพวกเขาก็มาถึง รถม้าสิบสองคันมาพร้อมกับเสียงดังเหมือนฟ้าผ่า พวกทหารเข้ามาในเมืองเหมือนกับกองกำลังจู่โจม มาหยุดอยู่ใกล้บ้านของธอร์ ม้าของพวกเขาเหยาะย่างมา ส่งเสียงฟืดฟาด กว่าฝุ่นจะจางก็กินเวลาพักหนึ่ง ธอร์กระวนกระวายพยายามแอบดูอาวุธและชุดเกราะของพวกเขา เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นกองรบเงินใกล้ชิดแบบนี้มาก่อน เขารู้สึกใจเต้น นายทหารที่อยู่บนหลังม้าตัวหน้าสุดลงจากหลังม้า นี่ไงทหารของกองรบเงินตัวจริง ในชุดเสื้อเกราะแวววาว ห้อยดาบยาวที่เอว เขาดูอายุราวสามสิบปี เป็นชายฉกรรจ์ ที่มีเคราบนใบหน้า มีแผลเป็นที่แก้ม และจมูกบิดเบี้ยวจากการสู้รบ เขาเป็นผู้ชายที่ดูแข็งแกร่งที่สุดที่ธอร์เคยพบ ลำตัวใหญ่กว่าคนอื่นสองเท่า มีท่าทางที่บอกว่าเขาเป็นหัวหน้า นายทหารโดดลงมายืนบนถนนดิน เดือยรองเท้าส่งเสียงกรุ้งกริ้งเมื่อเขาเดินไปยังเด็กหนุ่มที่เข้าแถวเรียงกันอยู่ ทั่วทั้งหมู่บ้านมีเด็กหนุ่มยืนเข้าแถวด้วยความหวังหลายสิบคน การได้เข้าร่วมกองรบเงินหมายถึงชีวิตที่มีเกียรติ การต่อสู้ ชื่อเสียง และความรุ่งโรจน์ ที่มาพร้อมกับที่ดิน ตำแหน่ง และความร่ำรวย แล้วยังหมายถึงเจ้าสาวที่ดีที่สุด ที่ดินผืนงามที่สุด และชีวิตที่รุ่งโรจน์ มันยังนำมาซึ่งเกียรติยศแก่ครอบครัว ซึ่งการได้เข้าร่วมในกองทหารยุวชนนั้นคือบันไดขั้นแรก ธอร์จ้องมองรถม้าสีทองคันใหญ่ รู้ว่ามันบรรทุกทหารเกณฑ์ได้หลายคน อาณาจักรนี้ใหญ่โต มีหลายเมืองที่พวกเขาต้องไปแวะ ธอร์กลืนน้ำลาย รู้ว่าโอกาสของเขายิ่งห่างไกลกว่าที่เขาคิดไว้ เขาต้องเอาชนะพวกเด็กหนุ่มเหล่านี้ ซึ่งหลายคนเป็นเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง ไหนจะพี่ชายสามคนของเขาอีก ธอร์รู้สึกห่อเหี่ยว เขาแทบจะหยุดหายใจ เมื่อทหารนายนั้นเดินมาเงียบ ๆ สำรวจแถวเด็กหนุ่มที่ยืนด้วยความหวัง เขาเริ่มต้นที่หัวแถวด้านไกลออกไป แล้วค่อย ๆ เดินวนดู แน่นอนว่าธอร์รู้จักเด็กหนุ่มคนอื่น ๆ และรู้ด้วยว่าบางคนแอบไม่อยากถูกเลือก แม้ครอบครัวจะอยากส่งพวกเขาไป พวกเขาหวาดกลัว คงจะเป็นทหารที่ไม่ได้เรื่อง ธอร์ร้อนผ่าวด้วยความอดสู เขารู้สึกว่าเขาสมควรได้รับเลือกมากเท่ากับเด็กหนุ่มคนอื่น ๆ การที่พวกพี่ชายของเขาโตกว่า ตัวใหญ่และแข็งแรงกว่า ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีสิทธิ์ยืนเข้าแถวและถูกเลือก ธอร์ร้อนรุ่มด้วยความชังบิดา มันแทบจะปะทุออกมาทางผิวหนังของเขาเมื่อทหารนายนั้นเดินใกล้เข้ามา นายทหารหยุดเดินเป็นครั้งแรก ตรงหน้าพี่ชายของธอร์ เขามองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า และดูท่าว่าจะประทับใจ เขายื่นมือออกมา คว้าดาบของพวกเขาคนหนึ่งไป แล้วกระชากออกจากฝัก เหมือนจะทดสอบความแข็งแรงของมัน นายทหารยิ้มออกมา “เจ้าไม่เคยใช้ดาบสู้รบมาก่อนเลย ใช่ไหม?” เขาถามเดรค ธอร์เห็นเดรคกังวลเป็นครั้งแรกในชีวิต เขากลืนน้ำลาย “ไม่ครับ ใต้เท้า แต่ข้าใช้มันบ่อยครั้งในการฝึกซ้อม และข้าหวังว่า...” “การฝึกซ้อม!” นายทหารหัวเราะลั่น แล้วหันไปหาทหารนายอื่น ๆ ที่ร่วมประสานเสียงหัวเราะ ใส่หน้าเดรค เดรคหน้าแดงก่ำ เป็นครั้งแรกที่ธอร์เห็นเขาอาย ปกติแล้วเดรคต่างหาก เป็นฝ่ายทำให้คนอื่นอับอาย “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะบอกให้ศัตรูของเราเกรงกลัวเจ้า คนที่ใช้ดาบในการฝึกซ้อม!” กองทหารหัวเราะขึ้นอีกครั้ง นายทหารหันไปหาพี่ชายคนอื่น ๆ ของธอร์ “เด็กหนุ่มสามคนจากคอกเดียวกัน” เขากล่าว เอามือถูคางรกเครา “ดูท่าจะมีประโยชน์ พวกเจ้าล่ำสันดี คงไม่ต้องทดสอบ เจ้ายังต้องฝึกอีกมากหากอยากจะฟันใครเป็น” เขาหยุด “ข้าคิดว่าเราคงหาที่ให้พวกเจ้าได้” เขาพยักหน้าไปทางรถม้าด้านหลัง “ขึ้นไป เร็วด้วยล่ะ ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ” พี่ชายสามคนของธอร์รีบวิ่งไปที่รถม้า หน้าบาน ธอร์เห็นว่าบิดาของเขาก็หน้าบานด้วยเหมือนกัน แต่ธอร์คอตกตอนที่เฝ้ามองพวกพี่ชายวิ่งไป นายทหารหันกลับมาแล้วเดินต่อไปยังบ้านหลังถัดไป ธอร์ทนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว “ใต้เท้า” ธอร์ตะโกนออกมา บิดาของเขาหันกลับมาจ้อง แต่ธอร์ไม่สนใจอีกต่อไป นายทหารหยุด หันหลังให้ธอร์ ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมา ธอร์ก้าวไปอีกสองก้าว หัวใจเต้นรัว เขายืดอกมากเท่าที่จะทำได้ “ท่านยังไม่ได้พิจารณาข้าเลย ใต้เท้า” เขาบอก นายทหารสะดุ้ง มองธอร์หัวจรดเท้าราวกับเห็นเป็นเรื่องตลก “ยังอย่างนั้นเหรอ?” เขาถาม แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ทหารของเขาก็หัวเราะด้วย แต่ธอร์ไม่สนใจ ตอนนี้เป็นจังหวะของเขา ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสแล้ว “ข้าอยากเข้าร่วมกองทหาร” ธอร์บอก นายทหารก้าวมาหาธอร์ “ตอนนี้น่ะหรือ?” เขาดูขบขัน “นี่เจ้าอายุครบสิบสี่ปีแล้วหรือยัง?” “ข้าครบสิบสี่ปีแล้ว ใต้เท้า เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว” “สองอาทิตย์ที่แล้ว!” นายทหารระเบิดหัวเราะ เช่นเดียวกับทหารข้างหลังเขา “ถ้าอย่างนั้น ศัตรูของเราคงจะต้องกลัวตัวสั่นแน่ ๆ ตอนเห็นเจ้า” ธอร์รู้สึกร้อนผ่าวด้วยความอับอาย เขาต้องทำบางอย่าง เขาจะปล่อยให้จบแบบนี้ไม่ได้ นายทหารหันหลังจะเดินจากไป แต่ธอร์ยอมไม่ได้ เขาก้าวไปข้างหน้าแล้วตะโกน “ใต้เท้า ท่านกำลังทำผิดพลาด!” เกิดความเงียบจนน่าหวาดหวั่นในหมู่คน เมื่อนายทหารหยุดและค่อย ๆ หันกลับมาอีกครั้ง ตอนนี้ใบหน้าเขาบึ้งตึง “เจ้าเด็กโง่” บิดาเขากล่าว คว้าไหล่ธอร์ “กลับเข้าไปข้างใน” “ข้าไม่ไป!” ธอร์ตะโกน สะบัดตัวจากการเกาะกุมของบิดา นายทหารก้าวมาหาธอร์ ขณะที่บิดาของเขาถอยหลบ “เจ้ารู้โทษของการดูหมิ่นกองรบเงินหรือไม่?” นายทหารตะคอกถาม ธอร์ใจเต้น แต่เขารู้ว่าเขาถอยไม่ได้ “โปรดอภัยให้เขาด้วย ใต้เท้า” บิดากล่าว “เขายังเด็กและ...” “ข้าไม่ได้พูดกับเจ้า” นายทหารกล่าว สายตาดุดันของเขาทำให้บิดาของธอร์ต้องหันหน้าหนี นายทหารหันมาหาธอร์ “ตอบข้ามา!” เขาบอก ธอร์กลืนน้ำลาย พูดไม่ออก นี่ไม่เหมือนที่เขาคิดภาพไว้ในหัว “การดูหมิ่นกองรบเงินก็เท่ากับดูหมิ่นพระราชา” ธอร์บอกอย่างนอบน้อม พูดสิ่งที่เขาจำได้ “ใช่” นายทหารตอบ “ซึ่งหมายความว่าข้าสามารถสั่งเฆี่ยนเจ้าสี่สิบครั้งได้ ถ้าข้าอยากทำ” “ข้าหมายความว่าไม่ได้ดูหมิ่นครับ ใต้เท้า” ธอร์บอก “ข้าเพียงต้องการถูกเลือก ได้โปรด ข้าฝันถึงเรื่องนี้มาตลอดชีวิต โปรดให้ข้าได้เข้าร่วมกับกองทหารของท่าน” นายทหารมองดูเขา สีหน้าค่อยคลายลงช้า ๆ อึดใจหนึ่งเขาจึงส่ายศีรษะ “เจ้ายังเด็ก เจ้าหนู เจ้ามีหัวใจที่กล้าหาญ แต่เจ้ายังไม่พร้อม กลับมาหาเราเมื่อเจ้าโตกว่านี้” จากนั้นก็หันหลังแล้วเดินจากไป แทบจะไม่มองเด็กหนุ่มคนอื่น แล้วกระโจนขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็ว ธอร์คอตก มองดูขบวนทหารเคลื่อนพล พวกเขาจากไปรวดเร็วเหมือนเช่นตอนมา สิ่งสุดท้ายที่ธอร์เห็นคือพี่ชายของเขา นั่งอยู่ด้านหลังรถม้าคันท้ายสุด มองมาที่เขา ทำหน้าเบ้และเยาะเย้ย พวกเขากำลังถูกพาไปไกลจากสายตาของธอร์ ไปจากที่นี่ ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า ภายในใจธอร์รู้สึกเหมือนกำลังจะตาย เมื่อความตื่นเต้นรอบตัวเขาจางลง ชาวบ้านเดินหลบกลับเข้าไปในบ้านของตัวเอง “เจ้ารู้ไหมว่าทำตัวโง่แค่ไหน เจ้าเด็กโง่?” บิดาตวาด คว้าไหล่เขา “รู้ตัวไหมว่าเจ้าอาจจะทำลายโอกาสของพี่ ๆ เจ้า?” ธอร์ปัดมือบิดาอย่างหยาบคาย บิดาเอนถอยไปแล้วใช้หลังมือตบหน้าเขา ธอร์รู้สึกถึงความเจ็บปวด เขาจ้องมองบิดา เป็นครั้งแรกที่ส่วนหนึ่งในตัวเขาอยากจะตอบโต้ แต่เขาก็ระงับตัวเองไว้ “ไปตามแกะของข้า แล้วพาพวกมันกลับมา เดี๋ยวนี้! ตอนที่เจ้ากลับมา อย่าหวังว่าจะมีอาหารให้กิน เจ้าไม่ต้องกินอะไรคืนนี้ แล้วก็คิดถึงสิ่งที่เจ้าทำลงไปด้วย” “บางทีข้าไม่ควรจะกลับมาเลย!” ธอร์ตะโกน แล้วหันหลังวิ่งจากไป ไปไกลจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังเนินเขา “ธอร์!” บิดาของเขาตะโกน ชาวบ้านสองสามคนที่ยังอยู่บนถนน หยุดแล้วหันมามอง เด็กหนุ่มวิ่งช้า ๆ ก่อนจะเร็วขึ้น อยากจะไปให้ไกลจากที่นี่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังร้องไห้ น้ำตาไหลนองใบหน้า เมื่อทุกความฝันสลายไป บทที่ 2 ธอร์เดินเรื่อยเปื่อยไปตามเนินเขาอยู่หลายชั่วโมงด้วยความเดือดดาล จนกระทั่งในที่สุดเขาก็หยุดนั่งพักที่เนินเขาลูกหนึ่ง ธอร์นั่งกอดเข่ามองไปยังขอบฟ้า เขาเฝ้ามองขบวนรถม้าหายลับไป มองดูฝุ่นที่ยังฟุ้งอยู่อีกหลายชั่วโมงหลังจากนั้น คงจะไม่มีการมาคัดเลือกอีกแล้ว ตอนนี้ชะตาของเขาถูกกำหนดให้อยู่ที่นี่ ในหมู่บ้านนี้ไปอีกหลายปี รอคอยโอกาสต่อไป ถ้าพวกทหารจะกลับมาอีก ถ้าเพียงแต่บิดาของเขายอมอนุญาต ตอนนี้ก็เหลือแค่เขาและบิดาเพียงลำพังในบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าบิดาจะต้องระเบิดโทสะใส่เขาอย่างเต็มที่ เขาคงต้องเป็นคนรับใช้ให้บิดาต่อไป และเมื่อวันเวลาผ่านไป ธอร์ก็คงจะลงเอยเหมือนบิดา ติดแหงกอยู่ในเมืองเล็ก ๆ มีชีวิตที่ต่ำต้อย ขณะที่พี่ชายมีชีวิตที่รุ่งโรจน์และมีชื่อเสียง เส้นเลือดของธอร์ร้อนผ่าวด้วยความอดสู นี่ไม่ใช่ชีวิตที่เขาต้องการ เขารู้ดี เด็กหนุ่มพยายามคิดหาสิ่งที่เขาจะทำได้ ทางไหนก็ได้ที่เขาจะเปลี่ยนแปลงมัน แต่ก็คิดไม่ออก นี่คงเป็นชีวิตในแบบที่เขาถูกกำหนดมา หลังจากนั่งอยู่หลายชั่วโมง ธอร์ก็ลุกขึ้นอย่างเศร้าสร้อย แล้วเริ่มเดินกลับไปตามเนินเขาที่คุ้นเคย สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เขาเดินกลับไปหาฝูงสัตว์บนเนินสูงอย่างไม่มีทางเลือก ขณะที่ปีนป่าย อาทิตย์ดวงแรกเริ่มคล้อยลง และดวงที่สองเคลื่อนสู่จุดสูงสุด แผ่รัศมีสีเขียวจาง ๆ ธอร์เดินช้า ๆ ไม่เร่งรีบ หยิบหนังสติ๊กที่เหน็บเอวไว้มาอย่างใจลอย แผ่นหนังเปื่อยจากการใช้งานมานานปี เขาล้วงเข้าไปในถุงที่ผูกอยู่ที่สะโพก แตะลูกหินที่ไปเลือกหามาจากลำธารที่ดีที่สุด แต่ละก้อนเกลี้ยงเกลากว่าก้อนถัดไป บางทีเขาก็ยิงนก บ้างก็หนู เป็นกิจวัตรที่เขาปฏิบัติมานานปี ตอนแรกเขายิงไม่โดนเลย หลังจากนั้นเขาก็ยิงถูกครั้งหนึ่ง และนับตั้งแต่นั้น เขาก็เล็งได้แม่นยำ ตอนนี้ลูกหินกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาไปแล้ว และมันยังช่วยให้เขาได้ระบายโทสะ พวกพี่ชายอาจจะได้เหวี่ยงดาบใส่ท่อนไม้ แต่พวกเขาไม่มีทางยิงนกที่กำลังบินได้ด้วยก้อนหิน ธอร์หยิบลูกหินใส่หนังสติ๊กอย่างไม่ใส่ใจ ง้างแล้วยิงออกไปสุดแรง สมมุติว่ากำลังยิงไปที่บิดา เขายิงถูกกิ่งของต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไป หักสะบั้นลงมา ตั้งแต่ที่เขารู้ว่าสามารถฆ่าสัตว์ที่กำลังเคลื่อนที่ได้ เขาก็หยุดเล็งไปที่พวกมัน เพราะกลัวพลังของตัวเองและไม่อยากจะทำร้ายสิ่งมีชีวิต ตอนนี้เป้าของเขาคือกิ่งไม้ แต่แน่นอนว่ายกเว้นหมาจิ้งจอกที่มาไล่ฝูงแกะของเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกหมาจิ้งจอกเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ห่าง ผลที่ได้คือฝูงแกะของธอร์ปลอดภัยที่สุดในหมู่บ้าน ธอร์คิดถึงพวกพี่ชายแล้วก็โมโหอีก พวกเขาจะอยู่ที่ไหนแล้วตอนนี้ หลังจากนั่งรถไปหนึ่งวันก็คงจะไปถึงปราสาทของพระราชา เขาทำได้แต่เพียงนึกจินตนาการ เด็กหนุ่มเห็นภาพพี่ชายได้รับการต้อนรับอย่างเอิกเกริก ผู้คนแต่งกายด้วยชุดที่ดีที่สุดมาต้อนรับ บรรดานักรบจากกองรบเงินกล่าวทักทาย พวกเขาคงจะได้เข้าไปอยู่ในค่ายทหาร สถานที่ฝึกซ้อมในเขตราชสำนัก ได้ใช้อาวุธชั้นยอด แต่ละคนคงได้รับมอบให้ติดตามอัศวินที่มีชื่อเสียง แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็จะได้เป็นอัศวิน มีม้าเป็นของตัวเอง มีตราเครื่องหมายประจำตัว และมีเด็กรับใช้ของตัวเอง พวกเขาคงจะได้เข้าร่วมงานเทศกาลทุกงานและได้ร่วมโต๊ะเสวยกับพระราชา มันช่างเป็นชีวิตที่น่าหลงใหล แล้วมันก็หลุดมือธอร์ไปแล้ว เด็กหนุ่มรู้สึกไม่สบาย พยายามผลักความคิดเหล่านั้นออกไปจากใจ แต่ก็ทำไม่ได้ มีส่วนหนึ่งในตัวเขา ส่วนที่ลึกที่สุดกรีดร้องบอกเขาว่าอย่ายอมแพ้ บอกว่าเขามีชะตาที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่รู้ว่ามันไม่ใช่ที่นี่ ธอร์รู้สึกว่าเขาแตกต่าง อาจจะพิเศษด้วยซ้ำ ไม่มีใครเข้าใจเขาและต่างก็ประเมินค่าของเขาต่ำเกินไป ธอร์ขึ้นไปถึงเนินที่สูงที่สุดและมองเห็นฝูงแกะของเขา พวกมันได้รับการฝึกมาอย่างดี ยังคงอยู่รวมฝูงกัน เล็มหญ้าอะไรก็ได้ที่พวกมันหาเจออยู่อย่างพอใจ เขานับจำนวน มองหาสีแดงที่ทำเครื่องหมายไว้บนหลังพวกมัน ธอร์ตัวแข็งทื่อเมื่อนับเสร็จ แกะหายไปหนึ่งตัว เขานับอีกครั้งและอีกครั้ง ธอร์ไม่อยากจะเชื่อว่าแกะหายไปหนึ่งตัว เขาไม่เคยทำแกะหายมาก่อน และบิดาคงจะไม่มีทางยกโทษให้เขาแน่ ที่แย่กว่านั้นคือเขาทนไม่ได้ที่แกะของเขาหลงหายไปในป่าเพียงลำพัง เขาไม่ชอบเห็นสัตว์ไร้เดียงสาต้องลำบาก ธอร์รีบวิ่งไปที่ยอดเนินแล้วกวาดตามองไปตามแนวขอบฟ้าจนกระทั่งมองเห็นมัน อยู่ที่เนินเขาซึ่งห่างออกไปหลายลูก เจ้าแกะตัวหนึ่งมีรอยสีแดงบนหลัง เป็นเจ้าตัวเกเรของฝูง เขาใจหายวูบเมื่อรู้ว่าแกะตัวนั้นไม่เพียงแต่หนีไป ทั้ง ๆ ที่มีที่ให้เลือกไปมากมาย แต่มันดันเลือกไปทางตะวันตก ไปยังป่าดาร์ควู้ด เด็กหนุ่มกลืนน้ำลาย ดาร์ควู้ดเป็นสถานที่ต้องห้าม ไม่เพียงแกะเท่านั้น แต่รวมถึงมนุษย์ด้วย มันอยู่นอกเขตหมู่บ้าน และตั้งแต่ธอร์เดินได้ เขาก็รู้ว่าไม่ควรจะเสี่ยงไปที่นั่น ซึ่งเขาไม่เคยไป มีตำนานบอกว่าการไปที่นั่นคือการหาเรื่องตาย ต้นไม้ในป่านั้นไม่มีจุดสังเกต และเต็มไปด้วยสัตว์ดุร้าย ธอร์เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดอย่างใคร่ครวญ เขาปล่อยให้แกะหายไปไม่ได้ เด็กหนุ่มประเมินว่าหากเขารีบไป เขาน่าจะพามันกลับมาทันเวลา หลังจากเหลียวกลับไปมองอีกครั้ง เขาก็หันหลังและพุ่งไปทางทิศตะวันตก ตรงไปยังป่าดาร์ควู้ด มีเมฆหนารวมตัวกันอยู่เหนือที่นั่น เขารู้สึกหดหู่แต่ดูเหมือนขาของเขาจะพาเขาก้าวไปได้เอง เด็กหนุ่มรู้ว่าหันหลังกลับไม่ได้ แม้เขาจะอยากทำก็ตาม มันเหมือนเขากำลังวิ่งไปสู่ฝันร้าย * ธอร์วิ่งเร็วจี๋ผ่านเนินหลายลูกโดยไม่หยุด เข้าไปสู่ร่มเงาของป่าดาร์ควู้ด ทางเดินสิ้นสุดลงที่แนวชายป่า เขาวิ่งเข้าไปในเขตแดนที่ไม่มีจุดสังเกต ใบไม้ในฤดูร้อนกรอบแกรบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของธอร์ ทันที่เขาเข้าไปในป่า ก็ถูกกลืนหายไปในความมืด ต้นสนสูงตระหง่านบดบังแสงสว่างไว้ ในป่านี้อากาศหนาวกว่า เมื่อเขาก้าวเข้ามา ธอร์รู้สึกเย็นยะเยือก ไม่ใช่เพียงเพราะความมืดหรือความหนาวเท่านั้น แต่เป็นเพราะอย่างอื่นด้วย บางอย่างที่เขาอธิบายไม่ถูก เป็นความรู้สึกว่า...กำลังถูกเฝ้ามอง ธอร์เงยหน้ามองกิ่งก้านโบราณและลำต้นตะปุ่มตะป่ำที่ใหญ่กว่าตัวเขา แกว่งไกวและส่งเสียงเอี้ยดอ้าดอยู่ในสายลม เขาเดินเข้ามาในป่ายังไม่ถึงห้าสิบก้าว ก็ได้ยินเสียงร้องประหลาดของสัตว์ เมื่อเหลียวกลับมามองก็แทบจะมองไม่เห็นช่องทางที่เพิ่งเข้ามา เขารู้สึกราวกับหาทางออกไม่ได้เสียแล้ว ธอร์เริ่มลังเล ป่าดาร์ควู้ดตั้งอยู่ที่ชายขอบของหมู่บ้านและชายขอบของการรับรู้ของธอร์ เป็นสิ่งที่ลึกล้ำและเป็นปริศนา คนเลี้ยงสัตว์คนไหนที่เคยทำแกะหายเข้ามาในป่านี้ ไม่เคยมีใครกล้าเข้ามาตาม แม้แต่บิดาของธอร์ เรื่องเล่าเกี่ยวกับป่าแห่งนี้มันเร้นลับและหลอกหลอนเกินไป อย่างไรก็ตามเรื่องไม่ธรรมดาในวันนี้ทำให้ธอร์ไม่ใส่ใจอีกต่อไป และทำให้เขาเลิกกังวล ส่วนหนึ่งในตัวเขาอยากจะฝ่าพรมแดน ไปให้ไกลจากบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วปล่อยให้ชะตาชีวิตพาเขาไป เขาเดินต่อไปก่อนจะหยุด ไม่แน่ใจว่าควรไปทางไหน เขาสังเกตเห็นร่องรอย กิ่งไม้หักงอซึ่งคงจะเป็นทางที่แกะของเขาผ่านไป จึงหันไปตามทางนั้น ครู่หนึ่งก็เลี้ยวอีก ก่อนที่อีกหนึ่งชั่วโมงจะผ่านไป ธอร์ก็หลงทางอย่างสิ้นหวัง เขาพยายามจดจำทิศทางที่เขาผ่านมา แต่แล้วก็กลับไม่แน่ใจ ความกังวลปั่นป่วนอยู่ในช่องท้อง อย่างไรก็ตามธอร์คิดว่าทางออกทางเดียวคือการเดินหน้าต่อไป เขาจึงเดินต่อ เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ธอร์สังเกตเห็นลำแสงดวงอาทิตย์จึงมุ่งหน้าไปหา และพบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าที่โล่งเล็ก ๆ เขาหยุดยืนนิ่ง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่กำลังเห็นตรงหน้า มีคนยืนอยู่ตรงนั้น หันหลังให้ธอร์ เขาสวมเสื้อคลุมผ้าซาตินสีฟ้าตัวยาว ไม่สิ ไม่ใช่คนธรรมดา ธอร์รู้สึกได้ เขาคนนั้นเป็นอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นนักบวชดรูอิด เขายืนตัวสูงตรง ศีรษะคลุมไว้ด้วยผ้าคลุมศีรษะ ยืนนิ่งไม่ไหวติง ราวกับไม่สนใจโลก ธอร์ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เขาเคยได้ยินเรื่องของพวกดรูอิด แต่ไม่เคยพบมาก่อน แต่เมื่อดูจากเครื่องหมายบนเสื้อคลุมที่ตกแต่งด้วยทองอย่างปราณีตแล้ว คน ๆ นี้ไม่ได้เป็นแค่นักบวชดรูอิด เครื่องหมายพวกนั้นเป็นตราหลวง สัญลักษณ์ราชสำนักของพระราชา ธอร์ไม่เข้าใจว่านักบวชดรูอิดหลวงมาทำอะไรที่นี่? หลังจากรู้สึกว่าเวลาผ่านไปนานชั่วกัปชั่วกัลป์ นักบวชดรูอิดก็หันหน้ามาหาธอร์ช้า ๆ เมื่อเขาหันมา ธอร์จำใบหน้าของเขาได้ มันทำให้ธอร์ถึงกับลืมหายใจ เป็นหนึ่งในใบหน้าที่มีผู้จดจำได้มากที่สุดในอาณาจักร เขาคือนักบวชดรูอิดประจำพระองค์ของพระราชา อาร์กอน เป็นที่ปรึกษาของพระราชาแห่งอาณาจักรตะวันตกมาหลายศตวรรษ สาเหตุที่เขามาอยู่ที่นี่ ห่างไกลจากราชสำนัก มาอยู่ใจกลางป่าดาร์ควู้ดนั้นเป็นปริศนา ธอร์สงสัยว่าตัวเองกำลังจินตนาการไปเองหรือไม่ “ดวงตาของเจ้าไม่ได้หลอกลวงเจ้าหรอก” อาร์กอนบอก จ้องตรงมาที่ธอร์ เสียงของเขาต่ำและโบราณราวกับต้นไม้พวกนั้นพูดออกมา ดวงตาโตขุ่นมัวดูเหมือนจะมองประเมินธอร์ทะลุปรุโปร่ง ธอร์รู้สึกถึงพลังงานรุนแรงแผ่จากร่างนักบวชดรูอิด ราวกับเขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าดวงอาทิตย์ เด็กหนุ่มคุกเข่าแล้วน้อมศีรษะลงทันที “ใต้เท้า” เขากล่าว “ข้อขออภัยที่รบกวนท่าน” การไม่เคารพที่ปรึกษาของพระราชาจะได้รับโทษจองจำหรือประหารชีวิต เป็นความจริงที่ฝังหัวมาตั้งแต่เขาเกิด “ยืนขึ้น เจ้าหนู” อาร์กอนบอก “ถ้าข้าอยากให้เจ้าคุกเข่า ข้าจะบอกเอง” ธอร์ค่อย ๆ ลุกขึ้นและมองไปที่เขา อาร์กอนเดินใกล้เข้ามาอีกสองสามก้าว ก่อนจะหยุดและจ้องมองธอร์ จนกระทั่งธอร์รู้สึกอึดอัด “เจ้ามีดวงตาของมารดา” อาร์กอนบอก ธอร์ตกใจ เขาไม่เคยพบมารดาและไม่เคยพบใครที่รู้จักมารดา นอกจากบิดาของเขา บิดาบอกว่ามารดาตายตอนให้กำเนิดเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่ธอร์มักจะรู้สึกผิด เขาสงสัยมาตลอดว่านั่นคงเป็นสาเหตุที่ครอบครัวเกลียดเขา “ข้าคิดว่าท่านคงจะจำข้าเป็นคนอื่น” ธอร์กล่าว “ข้าไม่มีมารดา” “อย่างนั้นหรือ?” อาร์กอนถามยิ้ม ๆ “เจ้าเกิดจากบิดาคนเดียวอย่างนั้นหรือ?” “ใต้เท้า ข้าหมายถึงมารดาของข้าเสียชีวิตตอนให้กำเนิดข้า ข้าคิดว่าท่านจำคนผิด” “เจ้าคือธอร์กริน แห่งเชื้อสายแม็คคลอยด์ เป็นน้องชายคนเล็กในบรรดาพี่น้องสี่คน เป็นคนที่ไม่ถูกเลือก” ธอร์เบิกตากว้าง เขาแทบไม่รู้ว่าควรจะคิดอย่างไร ที่คนระดับท่านอาร์กอนรู้ว่าเขาคือใคร เป็นเรื่องที่เกินกว่าที่ธอร์จะเข้าใจ เขาไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะมีใครนอกหมู่บ้านรู้จักเขา “ท่าน...รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?” อาร์กอนยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบอะไร ธอร์รู้สึกใคร่รู้ขึ้นมาทันที “ท่าน...” ธอร์ตะกุกตะกักหาคำพูด “...ท่านรู้จักมารดาของข้าได้อย่างไร? ท่านเคยพบนางหรือ? นางเป็นใคร?” อาร์กอนหันหลังแล้วเดินจากไป “เก็บคำถามไว้โอกาสหน้า” เขาบอก ธอร์มองเขาจากไปด้วยความสงสัย มันช่างเป็นการเผชิญหน้าที่น่าเวียนหัวและเป็นปริศนา และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยให้อาร์กอนเดินจากไป ธอร์รีบวิ่งตามเขาไป “ท่านมาทำอะไรที่นี่?” ธอร์ถาม รีบวิ่งตามให้ทัน อาร์กอนซึ่งใช้ไม้เท้าสีงาช้างเก่าแก่ เดินเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ “ท่านคงจะไม่ได้มารอข้าอยู่ใช่ไหมขอรับ?” “จะใครเสียอีกล่ะ?” อาร์กอนถาม ธอร์วิ่งตามหลังเขาเข้าไปในป่า ทิ้งลานโล่งไว้เบื้องหลัง “แต่ทำไมถึงเป็นข้า? ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะมาที่นี่? ท่านต้องการอะไรขอรับ?” “มากคำถามเหลือเกิน” อาร์กอนบอก “เจ้าพูดมากไป ควรจะหยุดฟังเสียบ้าง”ะ ธอร์ยังตามไปจนเข้าไปถึงป่าทึบ เขาพยายามหุบปากเงียบ “เจ้าเข้ามาหาแกะที่หลงทางมา” อาร์กอนบอก “เป็นความพยายามที่สูงส่ง แต่เจ้าเสียเวลาเปล่า เจ้าแกะนั่นไม่มีทางรอด” ธอร์เบิกตาโต “ท่านทราบได้อย่างไร?” “ข้ารู้จักโลกที่เจ้าไม่รู้จัก เจ้าหนุ่ม อย่างน้อยก็ในเวลานี้” ธอร์ประหลาดใจขณะปีนป่ายตามไป “แต่เจ้าก็ยังไม่ฟัง มันเป็นธรรมชาติของเจ้า ดื้อดึงเหมือนกับมารดาของเจ้า เจ้าจะไปตามแกะ ตั้งใจที่จะช่วยชีวิตมัน” ธอร์หน้าแดงเมื่ออาร์กอนอ่านใจเขาออก “เจ้าเป็นเด็กคล่องแคล่ว มีความมุ่งมั่น ทะนงตัวเกินไป มันเป็นคุณสมบัติที่ดี แต่วันหนึ่งมันอาจจะเป็นหายนะของเจ้า” อาร์กอนเริ่มปีนขึ้นไปถึงสันเขาที่ปกคลุมด้วยมอสส์ ขณะที่ธอร์ตามไป “เจ้าอยากจะเข้าร่วมในกองทหารยุวชนของพระราชา” อาร์กอนพูด “ใช่ขอรับ” ธอร์บอกอย่างตื่นเต้น “ข้าพอจะมีโอกาสไหม? ท่านช่วยได้หรือไม่?” อาร์กอนหัวเราะเสียงต่ำก้องกังวานที่ทำให้ธอร์เย็นวาบไปตามแนวสันหลัง “ข้าสามารถทำให้หลายสิ่งเกิดขึ้นได้ ชะตากรรมของเจ้าถูกกำหนดไว้แล้ว อยู่ที่เจ้าจะเลือกเดิน” ธอร์ไม่เข้าใจ เมื่อพวกเขาขึ้นไปถึงยอดเขา อาร์กอนหยุดและหันมาหาธอร์ เขายืนห่างไปไม่กี่ฟุต พลังของอาร์กอนแผดเผาธอร์ “ชะตากรรมของเจ้าสำคัญมาก” เขาบอก “จงอย่าละทิ้งมัน” ธอร์เบิกตากว้าง ชะตากรรมของเขาอย่างนั้นหรือ? สำคัญอย่างนั้นหรือ? เขารู้สึกตัวพองด้วยความภาคภูมิ “ข้าไม่เข้าใจ ท่านกล่าวเป็นปริศนา ได้โปรดบอกข้าอีกหน่อยเถอะ” อาร์กอนอันตรธานหายไป ธอร์อ้าปากค้าง เขามองหาไปทุกทาง ฟังเสียง และพิศวงสงสัย นี่เขาจินตนาการเรื่องทั้งหมดขึ้นมาหรือเปล่า? มันเป็นภาพลวงตาอย่างนั้นหรือ? ธอร์หันกลับไปมองป่าดาร์ควู้ด จากจุดนี้ สูงขึ้นมาบนยอดเขา เขามองเห็นได้กว้างไกลขึ้น เขาเพ่งมอง เห็นความเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป เขาได้ยินเสียงและมั่นใจว่านั่นคือแกะของเขา ธอร์ถลันลงไปตามแนวสันเขาที่ปกคลุมด้วยมอสส์ รีบไปตามทิศของเสียง กลับเข้าไปในป่า ระหว่างที่วิ่งไป เขาก็ยังไม่อาจสลัดภาพการเผชิญหน้ากับอาร์กอนออกไปได้ เขาไม่อยากเชื่อว่ามันได้เกิดขึ้นจริง นักบวชดรูอิดของพระราชามาทำอะไรที่นี่? ถ้าเขามารอธอร์ มันเพราะอะไร? แล้วเขาหมายถึงอะไรเรื่องชะตากรรมของธอร์? ยิ่งธอร์พยายามหาคำตอบ เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจ อาร์กอนเตือนไม่ให้เขาไปต่อ แต่ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้เขาทำ ขณะที่กำลังมุ่งหน้าไปนี้ ธอร์รู้สึกสังหรณ์แรงขึ้นว่าเหตุการณ์สำคัญกำลังจะเกิดขึ้น เขาเลี้ยวและหยุดยืนตัวแข็งกับภาพที่เห็นตรงหน้า ฝันร้ายที่สุดทั้งหมดของเขาเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลานี้ ธอร์ขนหัวลุกเมื่อตระหนักว่าเขาทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงที่เข้ามาในป่าดาร์ควู้ดลึกขนาดนี้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขา ห่างออกไปไม่ถึงสามสิบเก้าคือ ซีโบลด์ ลำตัวเทอะทะเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของมัน ยืนตรงอยู่บนขาทั้งสี่ ขนาดใกล้เคียงกับม้า มันเป็นสัตว์ที่น่ากลัวที่สุดในป่าดาร์ควู้ด หรืออาจจะในอาณาจักรด้วยซ้ำ ธอร์ไม่เคยเห็นตัวจริงของมัน เคยได้ยินแต่ในตำนาน มันคล้ายสิงโตแต่ลำตัวใหญ่และหนากว่า หนังของมันเป็นสีแดงเข้ม มีดวงตาสีเหลืองแวววาว ตำนานบอกว่าสีแดงของมันเกิดขึ้นจากเลือดของเด็กไร้เดียงสา ตลอดชีวิตของธอร์ เขาได้ยินว่ามีไม่กี่คนที่เคยพบเจ้าสัตว์ร้ายนี้ แต่ก็ยังเป็นที่กังขา อาจจะเป็นเพราะไม่เคยมีใครรอดชีวิตมาได้จริง ๆ บางคนก็บอกว่าซีโบลด์เป็นเทพแห่งป่า หรือภาพนิมิต แต่ภาพนิมิตอะไร ธอร์ก็ไม่เข้าใจ เขาก้าวถอยหลังอย่างระมัดระวัง ปากของเจ้าซีโบลด์อ้าค้าง น้ำลายหยดมาตามเขี้ยว มันจ้องมองมาด้วยดวงตาสีเหลือง ในปากของมันมีแกะที่หลงมานอนหงายท้อง ร้องครวญครางอยู่ ลำตัวครึ่งหนึ่งถูกเขี้ยวฝัง ใกล้ตายเต็มที ซีโบลด์ดูจะเพลิดเพลินกับการฆ่า มันไม่รีบร้อน ดูพอใจที่ได้ทรมานเหยื่อของมัน ธอร์ทนฟังเสียงร้องไม่ได้ เจ้าแกะดิ้นรนอย่างอับจนหนทาง เขารู้สึกว่าเป็นความผิดของเขา ความคิดแรกของธอร์บอกให้เขาหันหลังแล้ววิ่งหนี แต่เขารู้ดีว่าคงไม่มีทางพ้น เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้น่าจะวิ่งชนะทุกสิ่ง การวิ่งหนีคงแค่กระตุ้นมันเท่านั้น เขาไม่อาจปล่อยให้แกะของเขาตายแบบนั้น เด็กหนุ่มยืนนิ่งด้วยความกลัว รู้ดีว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่าง ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาเข้าควบคุม ธอร์ค่อย ๆ ล้วงลงไปในถุง หยิบลูกหินออกมา แล้วใส่เข้าที่ในหนังสติ๊ก เขาง้างมันด้วยมือสั่นเทา ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วยิงออกไป ลูกหินพุ่งผ่านอากาศไปกระทบเป้าอย่างจัง แม่นราวจับวาง ยิงถูกดวงตาของเจ้าแกะทะลุผ่านเข้าไปในสมองของมัน เจ้าแกะตัวอ่อนพับ ตายทันที ธอร์ช่วยให้มันพ้นจากความทรมาน ซีโบลด์ถลึงตา เดือดดาลที่ธอร์สังหารของเล่นของมัน มันค่อย ๆ อ้าข้ากรรไกรมหึมาออก ทิ้งซากแกะให้หล่นตุ้บลงบนพื้นป่า จากนั้นจึงหันกลับมาหาธอร์ มันคำราม เสียงต่ำน่ากลัวดังออกมาจากท้องของมัน เมื่อมันเริ่มย่างตรงมาหาเขา ธอร์ใจเต้นรัว เขาหยิบลูกหินอีกก้อนใส่หนังสติ๊ก เอนตัว เตรียมยิงอีกครั้ง ซีโบลด์เริ่มวิ่งเต็มที่ มันเคลื่อนที่เร็วกว่าสิ่งใดที่ธอร์เคยเห็นมาในชีวิต เขาก้าวมาข้างหน้า แล้วยิงลูกหิน ภาวนาให้โดนเป้า เพราะเขารู้ดีว่าไม่มีเวลายิงได้อีกก่อนที่มันจะมาถึงตัว ลูกหินกระแทกตาขวาของเจ้าสัตว์ร้ายหลุดกระเด็น เป็นการยิงที่ทรงพลัง หากเป็นสัตว์เล็กกว่านี้คงจะทรุดลงไปกองแล้ว แต่ซีโบลด์ไม่ใช่สัตว์เล็กกว่านี้ มันไม่หยุด ส่งเสียงคำรามกับการบาดเจ็บ แต่ไม่ได้ช้าลงแม้แต่น้อย แม้จะเหลือตาข้างเดียว และแม้จะมีก้อนหินฝังอยู่ในสมอง มันก็ยังคงพุ่งเข้าใส่ธอร์อย่างไม่สนใจ ไม่มีทางที่ธอร์จะทำอะไรได้เลย ชั่วขณะต่อมา เจ้าสัตว์ยักษ์ก็อยู่บนตัวเขา มันเงื้อกรงเล็บมหึมาและตะปบลงบนไหล่ของเด็กหนุ่ม ธอร์ร้องโหยหวน รู้สึกเหมือนถูกมีดสามเล่มเฉือนเนื้อ เลือดอุ่น ๆไหลทะลักออกมา ซีโบลด์ตรึงเขาไว้กับพื้นด้วยขาทั้งสี่ของมัน น้ำหนักมหาศาลราวกับมีช้างเหยียบอยู่บนอก ธอร์รู้สึกว่าซี่โครงถูกบีบ สัตว์ร้ายเงยหน้า อ้าปากกว้างจนเห็นเขี้ยว และค่อย ๆ ก้มต่ำลงหาลำคอของธอร์ ขณะนั้นธอร์ยื่นมือขึ้นไปจับคอมันไว้ มันเหมือนจับกล้ามเนื้อแข็ง ๆ เขาเกือบจะยันไม่ไหวอีกแล้ว แขนสองข้างเริ่มสั่น เมื่อเขี้ยวคมลดต่ำลงมา ธอร์รู้สึกถึงลมหายใจร้อนเป่ารดหน้า รู้สึกว่าน้ำลายของมันหยดลงมาที่คอของเขา เสียงคำรามลึกจากในอกของมัน สนั่นอยู่ข้างหู เขารู้ว่าเขาคงจะต้องตาย ธอร์หลับตา ได้โปรดเถิด พระเจ้า โปรดประทานพลังแก่ข้า ให้ข้าได้ต่อสู้กับเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ โปรดเถิด ข้าขอวิงวอน ข้าจะทำทุกอย่างที่พระองค์ต้องการ จะถือเป็นหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงของข้า ทันใดนั้นมีบางอย่างเกิดขึ้น ธอร์รู้สึกถึงความร้อนรุนแรงแผ่จากร่างกายของเขา แล่นไปตามเส้นเลือด เหมือนสนามพลังพุ่งทะลุผ่านเขา ธอร์ลืมตาและเห็นสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจ มีแสงสีเหลืองแผ่จากฝ่ามือของเขา เมื่อเขาผลักลำคอของซีโบลด์ ช่างน่าอัศจรรย์ที่เขาสามารถต้านแรงของมัน และยันมันให้หยุดนิ่งได้ ธอร์ออกแรงดันจนสามารถผลักมันถอยห่าง พละกำลังของเขาเพิ่มยิ่งขึ้น ตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกถึงลูกปืนพลังงานที่ผลักเจ้าสัตว์ยักษ์กระเด็นถอยหลังไป ธอร์ส่งมันลอยไปไกลถึงสิบฟุต ลงไปนอนหงายท้อง เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ซีโบลด์ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าหาเขาด้วยโทสะ แต่ครั้งนี้ธอร์รู้สึกแตกต่างไป พลังงานบางอย่างไหลผ่านตัวเขา เขารู้สึกมีพลังยิ่งกว่าที่เคย เมื่อสัตว์ร้ายกระโจนขึ้นสู่อากาศ ธอร์หมอบต่ำลง คว้าท้องของมันไว้ แล้วเหวี่ยง ใช้แรงของมันผลักตัวมันเองออกไป ซีโบลด์ลอยเข้าไปในป่า กระแทกเข้ากับต้นไม้ แล้วหล่นลงบนพื้น ธอร์จ้องเขม็ง ด้วยความประหลาดใจ นี่เขาเพิ่งเหวี่ยงซีโบลด์ลอยไปอย่างนั้นหรือ? สัตว์ร้ายกระพริบตาสองครั้ง มองมาที่ธอร์ มันยืนขึ้นและพุ่งเข้าใส่อีก ครั้งนี้ เมื่อมันกระโจน ธอร์คว้าคอมันไว้ แล้วล้มลงไปบนพื้นด้วยกัน ซีโบลด์ทับอยู่บนตัวเขา แต่ธอร์พลิกตัวขึ้นไปคร่อมมันไว้ เขาจับคอมันไว้แน่น บีบไว้ด้วยมือทั้งสอง ซีโบลด์พยายามจะยกหัวขึ้น แล้วใช้เขี้ยวงับแต่ไม่โดน ธอร์รู้สึกถึงพละกำลังใหม่ เขากดมือลงไปและยึดไว้แน่น ปล่อยให้พลังงานพุ่งผ่านตัวเขา ทันใดนั้นเอง เขารู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งว่าเจ้าสัตว์ร้ายอย่างน่าอัศจรรย์ ในที่สุดเขาบีบคอซีโบลด์จนตาย เจ้าสัตว์ยักษ์ตัวอ่อนพับไป ธอร์ยังไม่ยอมปล่อยอยู่อีกนาทีเต็ม เขายืนขึ้นช้า ๆ หอบหายใจ จ้องมองด้วยดวงตาเบิกโพลง พลางกุมแขนข้างที่บาดเจ็บไว้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น? นี่เขา..ธอร์..เพิ่งสังหารซีโบลด์อย่างนั้นหรือ? เขาคิดว่ามันคือสัญญาณ วันนี้ทั้งวัน เขารู้สึกมาตลอดว่าจะมีสิ่งสำคัญเกิดขึ้น เขาเพิ่งฆ่าสัตว์ที่น่ากลัวและเลื่องชื่อที่สุดในอาณาจักร ด้วยมือข้างเดียว ปราศจากอาวุธ มันดูเป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีใครเชื่อเขาแน่ ๆ ธอร์รู้สึกโลกหมุนขณะที่นึกสงสัยว่าพลังอะไรครอบงำเขา มันหมายถึงอะไรกัน และตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร พวกที่จะมีพลังแบบนั้นได้มีแต่นักบวชดรูอิดเท่านั้น แต่บิดาและมารดาของเขาก็ไม่ใช่ดรูอิด ดังนั้นเขาเองก็ไม่มีทางเป็นได้ หรือว่าเขาเป็นดรูอิด? ธอร์รู้สึกว่ามีบางคนอยู่ด้านหลัง เขาหมุนตัวไปพบอาร์กอนยืนอยู่ตรงนั้น กำลังจ้องมองไปที่สัตว์ร้าย “ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?” ธอร์ถามอย่างประหลาดใจ อาร์กอนไม่ใส่ใจ “ท่านเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่?” ธอร์ถาม ยังคงไม่เชื่อ “ข้าไม่รู้ว่าข้าทำได้อย่างไร” “แต่เจ้ารู้” อาร์กอนบอก “ลึกลงไปในตัวเจ้ารู้ดี เจ้าแตกต่างจากคนอื่น” “มันเหมือนกับ...คลื่นพลัง” ธอร์บอก “เหมือนพละกำลังที่ข้าไม่เคยรู้ว่ามี” “สนามพลัง” อาร์กอนพูด “วันหนึ่งเจ้าจะรู้จักมันอย่างดี และอาจจะเรียนรู้การควบคุมมัน” ธอร์กุมไหล่ รู้สึกเจ็บปวดรุนแรง เขามองเห็นมืออาบไปด้วยเลือด รู้สึกวิงเวียนและกังวลว่าจะเป็นเช่นไรหากเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือ อาร์กอนก้าวมาข้างหน้าสามก้าว ยื่นมือมาจับมือข้างที่ว่างของธอร์ แล้ววางปิดลงบนแผล เขากดไว้อย่างนั้น เอนตัวแล้วหลับตา ธอร์รู้สึกถึงความอุ่นที่แผ่ซ่านไปตามแขน ไม่กี่วินาที เลือดเหนียวบนมือเขาก็แห้ง และรู้สึกว่าความเจ็บปวดจางหายไป เขามองดูแต่ไม่อาจเข้าใจ เขาหายจากการบาดเจ็บ ที่เหลืออยู่คือรอยแผลเป็นสามรอยจากกรงเล็บ บาดแผลปิดสนิทและดูเหมือนหายมาหลายวันแล้ว ไม่มีเลือดไหลอีก ธอร์มองอาร์กอนอย่างประหลาดใจ “ท่านทำได้อย่างไร?” เขาถาม อาร์กอนยิ้ม “ข้าเปล่า เจ้าต่างหาก ข้าเพียงแต่ชี้นำพลังของเจ้า” “แต่ข้าไม่มีพลังรักษา” ธอร์บอกอย่างงุนงง “ไม่อย่างนั้นหรือ?” อาร์กอนบอก “ข้าไม่เข้าใจ เรื่องทั้งหมดนี้ไม่มีเหตุผลเลย” ธอร์กล่าว เริ่มหมดความอดทน “ได้โปรด บอกข้าทีเถิด” อาร์กอนมองเมิน “บางอย่างเจ้าต้องเรียนรู้เมื่อเวลาผ่านไป” ธอร์คิดถึงบางอย่าง “นี่หมายความว่าข้าสามารถเข้าร่วมกองทหารยุวชนของพระราชาได้ ใช่หรือไม่?” เขาถามอย่างตื่นเต้น “แน่นอนสิ ถ้าข้าสามารถฆ่าซีโบลด์ได้ ข้าก็สามารถเป็นที่ยอมรับเหมือนคนอื่น ๆ” “แน่นอนเจ้าเข้าได้” เขาตอบ “แต่พวกเขาเลือกพี่ชายของข้า...พวกเขาไม่ได้เลือกข้า” “พี่ชายของเจ้าไม่สามารถสังหารสัตว์ตัวนี้ได้หรอก” ธอร์มองกลับมา ครุ่นคิด “แต่พวกเขาปฏิเสธข้าแล้ว ข้าจะเข้าร่วมได้อย่างไร?” “ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นักรบต้องการคำเชิญ?” อาร์กอนถาม คำพูดของเขาซึมซาบเข้ามา ธอร์รู้สึกตัวอุ่นขึ้น “ท่านหมายถึงว่า ข้าเพียงแค่ไปแสดงตัว? โดยไม่ต้องเชิญอย่างนั้นหรือ?” อาร์กอนยิ้ม “เจ้ากำหนดชะตากรรมของเจ้าเอง ผู้อื่นไม่สามารถทำได้” ธอร์กระพริบตา แล้วทันใดนั้น อาร์กอนก็หายไปอีกครั้ง ธอร์หมุนหาไปรอบ ๆ ทุกทิศทาง แต่ไม่พบร่องรอยของเขา “ทางนี้” เสียงดังขึ้น ธอร์หันไปและพบก้อนหินใหญ่อยู่ข้างหน้า เขาได้ยินเสียงดังมาจากด้านบน จึงปีนก้อนหินขึ้นไปทันที เขาขึ้นไปถึงด้านบน แต่ก็ต้องประหลาดใจที่ไม่พบอาร์กอน จากมุมนี้ เขาสามารถมองเห็นเหนือยอดไม้ในป่าดาร์ควู้ด เขาเห็นจุดที่สิ้นสุดแนวป่า เห็นอาทิตย์ดวงที่สองกำลังตกเป็นสีเขียวเข้ม และไกลกว่านั้นเขาเห็นถนนที่มุ่งไปสู่ปราสาทของพระราชา “ถนนเส้นนั้นเป็นทางให้เจ้าเดินไป” เสียงดังขึ้นอีก “หากเจ้ากล้า” ธอร์หันหลังแต่ไม่พบสิ่งใด มีเพียงเสียง สะท้อนก้อง แต่เขารู้ดีว่าอาร์กอนอยู่ที่นั่น ตรงไหนสักแห่ง กำลังกระตุ้นเขา ซึ่งลึกลงไปในใจธอร์รู้ดีว่าอาร์กอนพูดถูก ธอร์ลงจากก้อนหินใหญ่อย่างไม่ลังเลอีกต่อไป แล้วมุ่งหน้าออกจากป่า ไปยังถนนที่อยู่ไกลออกไป วิ่งเต็มฝีเท้าเพื่อโชคชะตาของเขา บทที่ 3 ราชาแม็คกิล มีวรกายล่ำสัน อุระบึกบึน มีเคราหนาสีดอกเลาและเกศายาวสีเดียวกัน กับนลาฏกว้างที่มีร่องรอยผ่านการสู้รบมามากเกินไป พระองค์ประทับอยู่บนเชิงเทินด้านบนของปราสาท โดยมีราชินีประทับอยู่เคียงข้าง ทั้งสองกำลังดูการเตรียมงานเฉลิมฉลองของวันนี้ ในเขตราชสำนักที่ทอดตัวอยู่เบื้องล่างด้วยความรุ่งโรจน์ กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เมืองที่รุ่งเรืองนี้ล้อมรอบด้วยป้อมปราการหินโบราณ ปราสาทของพระราชา เชื่อมต่อกับถนนคดเคี้ยวหลายสาย มีอาคารสร้างด้วยหินหลายรูปทรงหลายขนาด ซึ่งใช้เป็นที่พักของบรรดานักรบ ผู้ดูแล คอกม้า กองรบเงิน กองทหารยุวชน ทหารรักษาการณ์ ค่ายทหาร คลังอาวุธ และชุดเกราะ และท่ามกลางบรรดาอาคารเหล่านี้ เป็นบ้านเรือนของราษฎรที่เลือกอาศัยอยู่ภายในกำแพงเมืองอีกหลายร้อยหลังคาเรือน ระหว่างถนนสายต่าง ๆ มีสนามหญ้ากว้างหลายเอเคอร์ อุทยานหลวง ลานหิน และบ่อน้ำพุ ตัวปราสาทได้รับการบูรณะมาหลายศตวรรษ โดยพระบิดาของราชาแม็คกิล และบรรพชนรุ่นก่อน โดยในขณะนี้เป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันเป็นป้อมปราการที่ปลอดภัยที่สุดในอาณาจักรตะวันตกของวงแหวน พระราชาแม็คกิลมีนักรบที่จงรักภักดีและเก่งกาจที่สุดที่ราชาองค์ใดจะมีได้ และตลอดพระชนม์ชีพ ไม่มีผู้ใดกล้ารุกราน ทรงเป็นแม็คกิลองค์ที่เจ็ดที่ครองบัลลังก์ และทรงปกครองด้วยดีมาตลอดสามสิบสองปี พระองค์เป็นราชาที่ประเสริฐและปราดเปรื่อง อาณาจักรเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในรัชสมัยของพระองค์ ทรงมีกำลังทหารเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า อาณาจักรแผ่ไพศาลออกไป ทรงพระราชทานเงินช่วยเหลือแก่ราษฏร และไม่มีคำร้องทุกข์แม้แต่คำเดียวจากราษฎร พระองค์ทรงเป็นราชาที่มีเมตตา ไม่เคยมีช่วงเวลาที่บ้านเมืองสงบสุขและประชาชนอยู่ดีกินดีเช่นนี้ นับตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ ช่างน่าแปลกที่เรื่องนี้ทำให้พระองค์ไม่อาจบรรทมในยามราตรี ราชาแม็คกิลรู้ประวัติศาสตร์หลายยุคหลายสมัยดี ไม่เคยมีช่วงเวลาสงบสุขได้ยาวนาน โดยปราศจากสงคราม พระองค์จะไม่แปลกพระทัยเลย หากจะถูกโจมตี แต่จะเมื่อไร และจากใครกัน แน่นอนว่าภัยที่น่ากลัวที่สุดนั้นมาจากภายนอกวงแหวน จากดินแดนป่าเถื่อนที่ปกครองโดยเผ่าคนเถื่อนที่อยู่ห่างไกล ซึ่งได้ปราบปรามเอาชนะผู้คนที่อาศัยอยู่ภายนอกวงแหวน ภายนอกเขตหุบเขาลึก สำหรับราชาแม็คกิลและบรรพกษัตริย์เจ็ดรัชสมัยก่อนพระองค์ พวกคนเถื่อนไม่เคยเป็นภัยคุกคามโดยตรง เนื่องจากทำเลที่ตั้งที่มีลักษณะเฉพาะของอาณาจักรของพระองค์ เป็นรูปวงกลม เหมือนวงแหวน แยกตัวจากโลกภายนอกโดยมีหุบเขาลึกกว้างหนึ่งไมล์คั่นไว้ และมีสนามพลังปกป้องมานับตั้งแต่รัชสมัยของราชาแม็คกิลพระองค์แรก จึงแทบจะไม่ต้องกังวลกับพวกคนเถื่อนเลย แม้พวกนั้นจะพยายามหลายต่อหลายครั้ง ที่จะบุกโจมตี ฝ่าสนามพลัง เพื่อข้ามหุบเขามา แต่ไม่เคยทำสำเร็จเลย ตราบเท่าที่พระองค์และราษฎรอยู่ภายในวงแหวน จะไม่มีภัยอันตรายใด ๆ จากภายนอก ถึงกระนั้น ก็ไมได้หมายความว่าจะไม่มีภัยจากภายใน และนั่นคือสาเหตุที่ราชาแม็คกิลไม่อาจบรรทมหลับได้ในช่วงหลังนี้ อันที่จริงสาเหตุของการเฉลิมฉลองในวันนี้คือพิธีอภิเษกสมรสของธิดาองค์โต เป็นการอภิเษกที่จัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อระงับศึก เพื่อรักษาสันติภาพอันเปราะบางระหว่างอาณาจักรตะวันออกและตะวันตกของวงแหวน วงแหวนมีรัศมีห้าร้อยไมล์แผ่กว้างไปทุกทิศทุกทาง ถูกแบ่งกลางด้วยแนวเทือกเขา เป็นเขตภูเขาสูง อีกด้านของเขตภูเขา เป็นที่ตั้งของอาณาจักรตะวันออก ซึ่งปกครองครึ่งหนึ่งของวงแหวน อาณาจักรตะวันออกปกครองโดยคู่ปรับของพวกเขา ราชวงศ์แม็คคลาวด์ ที่มักจะพยายามทำลายการสงบศึกอันเปราะบางกับราชวงศ์แม็คกิล แม็คคลาวด์ไม่พอใจและไม่ยินดีกับอาณาเขตของตัวเอง เชื่อว่าอาณาจักรฝั่งตนมีพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์น้อยกว่า พวกเขาพยายามแย่งชิงดินแดนเขตภูเขาด้วย โดยยืนยันว่าเขตภูเขาทั้งหมดเป็นของพวกเขา ทั้งที่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นของแม็คกิล มีข้อพิพาทเรื่องพรมแดนไม่จบไม่สิ้น และเป็นภัยรุกรานที่เกิดขึ้นมาตลอด เมื่อราชาแม็คกิลทรงคิดถึงเรื่องนี้ พระองค์รู้สึกรำคาญใจ แม็คคลาวด์ควรจะพอใจ พวกเขาปลอดภัยอยู่ภายในวงแหวน มีหุบเขาลึกคอยปกป้อง ได้อยู่บนดินแดนที่ดีและไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัว ทำไมพวกเขาจึงไม่พอใจกับครึ่งหนึ่งของวงแหวน? เป็นเพราะราชาแม็คกิลทรงมีกองทัพที่แข็งแกร่งอย่างมากเป็นครั้งแรกในประวัติกาล แม็คคลาวด์จึงไม่กล้าบุกโจมตี แต่ราชาแม็คกิลทรงชาญฉลาด พระองค์รู้ว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ทรงตระหนักว่าความสุขสงบนี้ไม่ยั่งยืน ดังนั้นจึงทรงจัดให้มีพิธีอภิเษกสมรสระหว่างธิดาองค์โตของพระองค์กับเจ้าชายองค์โตของราชวงศ์แม็คคลาวด์ และพิธีก็มาถึงในวันนี้แล้ว ขณะที่ทอดพระเนตรมองเบื้องล่าง ทรงเห็นราษฎรนับพันคนแต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีสันสดใส ทยอยกันมาจากทุกมุมของอาณาจักร จากทั้งสองฟากของเขตภูเขา ผู้คนจากเกือบทั้งอาณาจักรวงแหวน หลั่งไหลกันมาที่ป้อมปราการของพระองค์ บรรดาราษฎรต่างเตรียมงานกันแรมเดือน สั่งการให้ทุกอย่างดูมั่งคั่งและแข็งแกร่ง นี่ไม่ใช่เพียงแค่พิธีอภิเษกสมรสเท่านั้น แต่เป็นวันส่งข้อความถึงพวกแม็คคลาวด์ ราชาแม็คกิลทรงสำรวจทหารนับร้อยที่เข้าแถวประจำการอยู่บนเชิงเทิน บนถนน และตามกำแพง มีทหารมากกว่าที่พระองค์ต้องการเสียอีก แต่ก็ทรงพอพระทัย มันคือการแสดงแสนยานุภาพที่ทรงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ทรงรู้สึกกังวลด้วย สถานการณ์นั้นตึงเครียด เสี่ยงต่อการปะทะ พระองค์หวังว่าจะไม่มีพวกใจร้อน เมาอาละวาดลุกฮือขึ้นมาจากทั้งสองฝั่ง ราชาแม็คกิลทอดพระเนตรสนามประลอง สนามเด็กเล่น แล้วคิดถึงวันที่กำลังจะมาถึงนี้ จะเต็มไปด้วยการละเล่นและการประลอง รวมถึงการเฉลิมฉลองทุกรูปแบบ มันคงจะรุนแรง แม็คคลาวด์จะต้องมาพร้อมกับกองทัพเล็ก ๆ และทุกการประลอง มวยปล้ำ และการแข่งขันอื่น ๆ จะต้องถือเป็นสำคัญ หากมีการตุกติกขึ้นแม้เพียงครั้งเดียว นั่นอาจจะนำไปสู่สงคราม “ราชาของข้า” พระองค์รู้สึกถึงหัตถ์นุ่มบนพระกร เมื่อหันไปหาครีอา ราชินีของพระองค์ พระนางยังคงเป็นสตรีที่มีสิริโฉมงดงามที่สุดที่พระองค์เคยพบ ทรงครองรักร่วมกันอย่างมีความสุขมาตลอดรัชสมัย และได้ทรงให้กำเนิดโอรสและธิดาถึงห้าพระองค์ โดยไม่เคยปริปากบ่น ในจำนวนนี้ทรงมีพระโอรสถึงสามพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น พระนางยังเป็นที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้มากที่สุด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ราชาแม็คกิลได้เรียนรู้ว่าพระนางทรงชาญฉลาดยิ่งกว่าใคร ที่จริงทรงฉลาดกว่าพระองค์เองเสียด้วยซ้ำ “มันเป็นวันแห่งการเมือง” พระนางตรัส “แต่ก็เป็นวันแต่งงานของลูกสาวของเราด้วย พยายามมีความสุขหน่อยเถิด มันเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น” “ข้าคงจะกังวลน้อยกว่านี้ หากข้าไม่มีอะไรเลย” ราชาตรัสตอบ “แต่ตอนนี้เรามีทุกสิ่ง ทุกอย่างทำให้ข้าต้องกังวล เราปลอดภัยแต่ข้ากลับไม่รู้สึกปลอดภัยเลย” พระนางทอดพระเนตรตอบด้วยดวงตาโตสีน้ำตาลเข้มอย่างเห็นใจ ดวงตาทั้งคู่ของพระนางดูราวกับเก็บปัญญาแห่งโลกเอาไว้ เปลือกตาหลุบต่ำเหมือนเช่นที่เคยเป็น ทำให้ดูคล้ายง่วงงุนเล็กน้อย พระพักตร์ล้อมกรอบด้วยเกศางามสีน้ำตาลแซมเทาเหยียดตรงที่ห้อยระอยู่สองข้างแก้ม พระนางทรงมีริ้วรอยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่แทบจะไม่เปลี่ยนไปเลย “นั่นเป็นเพราะพระองค์ไม่ได้ปลอดภัย” พระนางตรัสบอก “ไม่มีราชาองค์ใดปลอดภัย มีสายลับแฝงอยู่ในราชสำนักของเรามากกว่าที่พระองค์จะสนพระทัยอยากรู้เสียอีก แต่มันก็เป็นเช่นนั้น” ราชินีเอนกายเข้าใกล้และจุมพิต ก่อนจะแย้มสรวล “พยายามสนุกสนานบ้าง” พระนางบอก “อย่างไรเสียมันก็คืองานแต่งงาน” แล้วจึงหันหลัง และเสด็จไปจากเชิงเทินปราสาท ราชาแม็คกิลทอดเนตรมองพระนางจากไป แล้วจึงหันกลับไปมองราชสำนักของพระองค์ พระนางพูดถูก ถูกเสมอ พระองค์เองก็อยากจะสนุกสนาน ด้วยทรงรักธิดาองค์โต และนี่มันก็คืองานแต่งงาน เป็นวันที่สวยงามที่สุดในช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของปี ฤดูใบไม้ผลิมาถึงจุดสูงสุดของมันแล้ว และฤดูร้อนกำลังจะเริ่มต้น ดวงอาทิตย์ทั้งสองเหมาะเจาะอยู่บนท้องฟ้า สายลมเย็นพัดโชยแผ่วเบา ทุกอย่างกำลังเบ่งบาน ต้นไม้ทุกต้น ปกคลุมด้วยดอกไม้สีชมพู ม่วง ส้มและขาว ไม่มีสิ่งใดที่จะทรงปรารถนามากไปกว่าการได้ลงไปประทับอยู่กับพสกนิกร ได้ทอดพระเนตรเห็นธิดาอภิเษกสมรส ได้เสวยเหล้าเอลจนกระทั่งเสวยอีกไม่ไหว แต่พระองค์ไม่อาจทำได้ ทรงมีราชกิจมากมายที่ต้องทำก่อน จึงจะสามารถออกไปจากปราสาทได้ นอกจากนี้วันพิธีอภิเษกสมรสของพระธิดานั้นเป็นพันธะสัญญาของราชา พระองค์ต้องพบกับคณะที่ปรึกษา โอรสธิดา และราษฎรที่มาต่อแถวยาว พวกเขามีสิทธิ์ที่จะได้เห็นราชาในวันนี้ ราชาแม็คกิลคงจะทรงโชคดีมาก หากได้ออกจากปราสาทไปทันพระราชพิธีช่วงอาทิตย์ตก * แม็คกิลทรงฉลองพระองค์ที่งดงามที่สุด ทรงสนับเพลาสีดำอมม่วง รัดพระองค์ทองคำ ฉลองพระองค์ยาวทำจากเส้นไหมชั้นเยี่ยมสีทองและม่วง ฉลองพระองค์ตัวนอกสีขาว ฉลองพระบาทหนังสูงถึงพระชงฆ์ และทรงมงกุฎทองคำที่มีทับทิมเม็ดเขื่องประดับอยู่ตรงกลาง พระองค์เสด็จผ่านโถงปราสาท ที่มีข้าราชบริพารเฝ้าอยู่สองข้าง ทรงดำเนินผ่านห้องแล้วห้องเล่า ลงบันไดจากเชิงเทิน ตัดผ่านท้องบรรทม และผ่านห้องโถงหลังคาโค้งสูงกับแนวหน้าต่างกระจกสี ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จไปถึงบานประตูไม้โอ๊คโบราณ หนาเท่ากับไม้ทั้งต้น ซึ่งมหาดเล็กเปิดออกให้ก่อนที่จะถอยหลบไป ที่นี่คือท้องพระโรง คณะที่ปรึกษาของพระองค์ยืนรอเฝ้าเมื่อเสด็จมาถึง แล้วประตูก็ปิดลงตามหลัง “เชิญนั่งได้” แม็คกิลตรัสบอก น้ำเสียงห้วนกว่าปกติ ทรงเบื่อหน่ายพิธีรีตองการปกครองแผ่นดินที่ไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะในวันนี้ และทรงอยากให้ผ่านไปโดยเร็ว ราชาแม็คกิลเสด็จผ่านท้องพระโรงที่ทำให้พระองค์ประทับใจอยู่เสมอ หลังคาสูงห้าสิบฟุต ผนังด้านหนึ่งเป็นแผ่นกระจกสี พื้นและผนังด้านอื่น ๆ สร้างจากก้อนหินหนาหนึ่งฟุต ห้องนี้สามารถรองรับเจ้าขุนมูลนายได้กว่าหนึ่งร้อยคน แต่ในวันเช่นวันนี้ เมื่อคณะที่ปรึกษาขอเข้าเฝ้า มีเพียงพระองค์กับที่ปรึกษาจำนวนหยิบมือในห้องกว้างมืดทึม ในห้องมีโต๊ะรูปครึ่งวงกลมตัวมหึมาตั้งอยู่ คณะที่ปรึกษาของพระองค์ยืนอยู่หลังโต๊ะตัวนี้ ราชาแม็คกิลเสด็จผ่านทางที่ผ่าตรงกลางไปยังบัลลังก์ ก้าวขึ้นบันไดหิน ผ่านรูปสลักสิงโตสีทอง แล้วประทับนั่งบนบัลลังก์ทองคำ ที่หุ้มด้วยเบาะกำมะหยี่สีแดง พระบิดาของพระองค์เคยประทับบนบัลลังก์นี้ เช่นเดียวกับพระบิดาของพระองค์ และกษัตริย์แม็คกิลองค์อื่น ๆ เมื่อประทับบนบัลลังก์ทรงรู้สึกถึงภาระของบรรพบุรุษทุกรัชสมัย ราชาทรงมองสำรวจคณะที่ปรึกษาที่มารอเฝ้า บรอมเป็นแม่ทัพที่เก่งที่สุดและเป็นที่ปรึกษาด้านการทหาร คอล์คเป็นแม่ทัพคุมกองทหารยุวชน อะเบอร์ธอลผู้ชราที่สุดเป็นนักปราชญ์และนักประวัติศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาแก่ราชามาสามรัชกาลแล้ว เฟิร์ธที่ปรึกษาด้านกิจการภายในราชสำนัก เป็นชายร่างผอมมีผมสั้นสีเทากับดวงตาลึกหลุกหลิก เฟิร์ธเป็นคนที่แม็คกิลไม่เคยไว้ใจเลย และทรงไม่เข้าใจตำแหน่งของเขาด้วย แต่พระบิดาและเสด็จปู่ของพระองค์มีตำแหน่งที่ปรึกษากิจการราชสำนัก พระองค์จึงคงตำแหน่งนี้ไว้เพื่อถวายความเคารพต่อบุพการี ต่อมาคือโอเว็นเสนาบดีคลัง บราเดห์ที่ปรึกษากิจการภายนอก เออร์แนนผู้ดูแลการเก็บภาษี ดูเว็นที่ปรึกษาด้านราษฎร และเคลวินผู้แทนขุนนาง แน่นอนว่าราชาทรงมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่อาณาจักรของพระองค์เป็นดินแดนเสรี พระบิดาของแม็คกิลทรงภาคภูมิใจที่อนุญาตให้ขุนนางมีสิทธิมีเสียงในทุกเรื่อง ผ่านทางตัวแทนของพวกเขา เป็นการถ่วงดุลย์อำนาจระหว่างราชาและขุนนางที่ไม่ง่ายนักตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ในขณะนี้อาจมีความกลมเกลียวกัน แต่ในช่วงเวลาอื่นอาจมีการลุกฮือขึ้นและช่วงชิงอำนาจกันระหว่างขุนนางและราชวงศ์ ซึ่งเป็นการถ่วงดุลย์อำนาจที่ดี ขณะที่พระองค์สำรวจภายในห้อง ทรงสังเกตว่าที่ปรึกษาหายไปคนหนึ่ง คนที่ทรงอยากหารือด้วยมากที่สุด...อาร์กอน แต่ก็เป็นเรื่องปกติ อาร์กอนจะไปจะมาเมื่อใด ไม่อาจคาดเดาได้ แม้จะทำให้ทรงกริ้วเสมอ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับ วิถีของดรูอิดนั้นเป็นเรื่องลึกลับสำหรับพระองค์ เมื่อไม่มีอาร์กอน ราชาแม็คกิลยิ่งรู้สึกรีบเร่งมากขึ้น พระองค์อยากให้เสร็จเรื่องโดยเร็ว เพื่อจะได้ไปทำอีกร้อยพันสิ่งที่รออยู่ก่อนพิธีอภิเษก คณะที่ปรึกษานั่งล้อมกันรอบโต๊ะครึ่งวงกลม หันเผชิญหน้ากับพระองค์ ห่างกันทุกสิบฟุต แต่ละคนนั่งบนเก้าอี้ไม้โอ๊คโบราณสลักลวดลายอย่างปราณีต “ฝ่าบาท ข้าขอเป็นผู้เริ่ม” โอเว็นทูล “เชิญ รวบรัดหน่อยนะ วันนี้เวลาข้ามีจำกัด” “วันนี้เจ้าหญิงคงจะได้รับของขวัญมากมาย ซึ่งเราทั้งหลายหวังว่ามันจะเต็มพระคลังของพระนาง และราษฎรนับพันที่ต้องการถวายบรรณาการและของขวัญแด่พระองค์ ต่างเข้าพักในโรงแรมและร้านนางโลมจนเต็ม นั่นก็คงจะช่วยเติมทรัพย์สมบัติในท้องพระคลังหลวง แต่อย่างไรก็ตาม จากการเตรียมงานฉลองต่าง ๆ สำหรับวันนี้ทำให้ทรัพย์สมบัติในท้องพระคลังพร่องไปจำนวนมากพอดู ข้าขอแนะนำให้ขึ้นภาษีราษฎรและพวกขุนนาง เป็นการเก็บครั้งเดียวเพื่อช่วยบรรเทาภาระจากเหตุสำคัญนี้” ราชาแม็คกิลทรงเห็นความกังวลบนใบหน้าของเสนาบดีคลัง และทรงใจหายเมื่อคิดถึงเรื่องสมบัติในท้องพระคลังที่พร่องหายไป แต่พระองค์จะไม่เก็บภาษีอีก “คงจะดีกว่า หากมีทรัพย์สมบัติน้อยแต่มีผู้จงรักภักดี” ราชาแม็คกิลตรัส “ความร่ำรวยของเรามาจากความสุขของราษฎร เราจะไม่เก็บภาษีอีก” “แต่ฝ่าบาท หากเราไม่...” “ข้าตัดสินใจแล้ว มีเรื่องอะไรอีก?” โอเว็นทรุดลงนั่ง หมดหวัง “ข้าแต่พระองค์” บรอมทูลบอกเสียงต่ำ “ตามที่ทรงมีรับสั่งให้เพิ่มกำลังพลประจำการในพระราชพิธีวันนี้ เป็นการแสดงแสนยานุภาพที่น่าประทับใจ แต่การที่เรากระจายกำลังไปเช่นนี้ หากมีการโจมตีขึ้นในอาณาจักร เราจะอ่อนแอ” ราชาแม็คกิลพยักหน้า คิดทบทวน “ศัตรูของเราจะไม่โจมตีตอนที่เราเลี้ยงอาหารพวกเขาหรอก” คนอื่น ๆ พากันหัวเราะ “แล้วมีข่าวอะไรจากเขตภูเขาบ้าง?” “ไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวใด ๆ มาหลายสัปดาห์แล้ว ดูเหมือนกองทัพของพวกนั้นจะถูกดึงไปเตรียมงานพิธีอภิเษกสมรส บางทีพวกนั้นอาจจะพร้อมสงบศึกแล้ว” ราชาไม่ทรงแน่ใจนัก “มันอาจจะหมายความว่าการจัดให้มีการแต่งงานนี้ได้ผล หรือพวกมันอาจรอจังหวะโจมตีในโอกาสหน้า ท่านคิดว่าอย่างไร ผู้เฒ่า?” แม็คกิลทรงหันไปตรัสถามอะเบอร์ธอล อะเบอร์ธอลกระแอม เสียงของเขาแหบพร่า “ฝ่าบาท เสด็จพ่อและเสด็จปู่ของพระองค์ ไม่เคยไว้ใจพวกแม็คคลาวด์ การที่พวกเขากำลังนอนหลับ ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะไม่ตื่น” แม็คกิลพยักหน้า เห็นด้วยกับความคิดนี้ “แล้วกองทหารยุวชน เป็นอย่างไรบ้าง?” พระองค์ตรัสถามคอล์ค “วันนี้เราได้ทหารเกณฑ์มาใหม่” คอล์คทูลตอบ พร้อมพยักหน้าเร็ว “ลูกชายข้าอยู่ด้วยไหม?” ราชาตรัสถาม “เจ้าชายยืนอย่างภาคภูมิร่วมกับคนอื่น ๆ และทรงเป็นทหารที่ดี” แม็คกิลพยักหน้า แล้วทรงหันไปหาบราเดห์ “มีข่าวอะไรจากภายนอกหุบเขาบ้าง?” “ฝ่าบาท หน่วยลาดตระเวนของเราพบว่ามีการพยายามจะข้ามมาหลายครั้งในช่วงไม่นานนี้ อาจจะเป็นสัญญาณว่า พวกคนเถื่อนกำลังระดมกำลังเพื่อโจมตี” “ถ้าหากมีการโจมตีเต็มกำลังล่ะ?” ราชาตรัสถาม “ตราบเท่าที่เกราะยังทำงาน เราก็ไม่มีอะไรต้องกลัว พวกคนเถื่อนไม่เคยข้ามหุบเขาได้สำเร็จมาหลายศตวรรษแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะคิดเป็นอย่างอื่น” ราชาแม็คกิลไม่มั่นใจนัก การโจมตีจากภายนอกนั้นล่วงเลยมานาน พระองค์อดสงสัยไม่ได้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไร “ฝ่าบาท” เฟิร์ธทูลด้วยเสียงขึ้นจมูกของเขา “ข้าจำเป็นต้องทูลว่าวันนี้ราชสำนักจะเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติจากอาณาจักรแม็คคลาวด์ คงจะเป็นการดูหมิ่นหากพระองค์ไม่ทรงให้การต้อนรับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นคู่ปรับหรือไม่ ข้าขอแนะนำว่าฝ่าบาทควรจะใช้เวลาบ่ายนี้เพื่อทักทายพวกเขา นอกจากนี้ยังมีคณะผู้ติดตามกลุ่มใหญ่ ของขวัญจำนวนมาก และตามข่าวว่ามีสายลับจำนวนมากด้วย” “ใครจะบอกได้ว่าสายลับไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วหรอกหรือ?” แม็คกิลตรัสถาม พลางมองเฟิร์ธอย่างพิจารณา และสงสัยเหมือนเช่นเคยว่าสายลับอาจจะเป็นเขาเอง เฟิร์ธอ้าปากจะตอบ แต่ราชาแม็คกิลถอนหายใจพลางยกหัตถ์ขึ้น จบการสนทนา “ถ้ามีเรื่องเพียงเท่านี้ งั้นข้าจะไปล่ะ ต้องไปร่วมงานแต่งงานลูกสาวข้า” “ฝ่าบาท” เคลวินทูล กระแอมกระไอ “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ตามจารีตประเพณี ในวันอภิเษกสมรสของบุตรองค์โตของพระองค์ กษัตริย์แม็คกิลทุกพระองค์จะต้องแต่งตั้งผู้สืบราชบัลลังก์ ราษฎรคงคาดหวังว่าพระองค์ก็จะทำเช่นเดียวกัน พวกเขาเริ่มซุบซิบกันแล้ว คงจะไม่เป็นการดีหากจะทำให้พวกเขาผิดหวัง โดยเฉพาะเมื่อดาบโชคชะตายังคงไม่ขยับ” “เจ้าจะให้ข้าแต่งตั้งรัชทายาททั้งที่ข้ายังครองราชย์อยู่อย่างนั้นหรือ?” ราชาตรัสถาม “ฝ่าบาท ข้ามิได้มีเจตนาจะทำให้ทรงขุ่นเคือง” เคลวินละล่ำละลัก เป็นกังวล ราชายกหัตถ์ขึ้น “ข้ารู้ประเพณีดี และที่จริงวันนี้ข้าจะเลือกทายาทคนหนึ่ง” “ทรงบอกพวกเราได้หรือไม่ว่าเป็นใคร?” เฟิร์ธทูลถาม ราชาแม็คกิลทอดพระเนตรมองเขาอย่างรำคาญ เฟิร์ธเป็นพวกช่างนินทา และพระองค์ไม่ไว้ใจชายผู้นี้ “เจ้าจะรู้ข่าวเองเมื่อเวลาเหมาะสม” พระราชาประทับยืนขึ้น ทุกคนลุกตาม พวกเขาโค้งคำนับ แล้วหันหลังรีบออกจากท้องพระโรงไป ราชาแม็คกิลยังคงประทับนิ่ง ครุ่นคิดไม่รู้ว่านานเท่าไร ในวันเช่นวันนี้พระองค์นึกหวัง ไม่อยากเป็นพระราชา * พระราชาเสด็จลงจากบัลลังก์ ฉลองพระบาทดังสะท้อนในความเงียบ ขณะเสด็จไปตามท้องพระโรง ทรงเปิดประตูไม้โอ๊คโบราณด้วยพระองค์เอง ทรงดึงที่จับประตูทำจากเหล็ก แล้วเสด็จเข้าไปในห้องด้านข้าง พระองค์ทรงสำราญกับความสงบและสันโดษของห้องแสนสบายนี้เหมือนเช่นเคย ผนังห้องกว้างด้านละไม่ถึงยี่สิบก้าว แต่มีเพดานโค้งสูง ทั้งห้องทำด้วยหิน มีหน้าต่างกลมประดับกระจกสีเล็ก ๆ หนึ่งบานบนผนังด้านหนึ่ง แสงส่องผ่านกระจกสีเหลืองและแดง ส่องต้องวัตถุเพียงสิ่งเดียวในห้องโล่ง ๆ นี้ ดาบโชคชะตา มันถูกวางอยู่กลางห้อง ทอดตัวอยู่บนแท่นรอง ยั่วยวนเหมือนหญิงงาม ราชาแม็คกิลเสด็จเข้าไปใกล้ วนดู และสำรวจดาบเล่มนี้เหมือนที่เคยทำเมื่อทรงพระเยาว์ ดาบโชคชะตา เป็นดาบในตำนาน เป็นขุมพลังและอำนาจของทั้งอาณาจักร ตกทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง ใครก็ตามที่มีพละกำลังยกมันขึ้นได้จะเป็นผู้ที่ถูกเลือก ผู้ที่ถูกกำหนดให้ปกครองอาณาจักรไปตลอดชีวิต ช่วยปลดปล่อยอาณาจักรจากภยันตรายทั้งปวง ทั้งภายในและภายนอกวงแหวน แม็คกิลทรงเติบโตมากับตำนานอันงดงามนี้ และทันทีที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ จึงได้ทรงลองยกดาบนี้ เนื่องจากมีเพียงกษัตริย์ราชวงศ์แม็คกิลเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ลองยก พระราชาทุกพระองค์ก่อนหน้าทรงทำไม่สำเร็จ แม็คกิลมั่นใจว่าพระองค์จะแตกต่าง มั่นใจว่าพระองค์คือผู้ถูกเลือก แต่ก็มิได้เป็นเช่นนั้น ความล้มเหลวของพระองค์เป็นรอยด่างในความเป็นกษัตริย์ของพระองค์นับตั้งแต่นั้น เช่นเดียวกับพระราชาทุกพระองค์ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ราชาแม็คกิลกำลังทอดพระเนตรดาบโชคชะตา ทรงสำรวจคมดาบยาวที่สร้างขึ้นจากวัตถุที่เป็นปริศนา ซึ่งไม่เคยมีใครรู้จัก ต้นกำเนิดของดาบเล่มนี้ยิ่งคลุมเครือ มีข่าวลือว่ามันผุดขึ้นมาจากพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหว เมื่อมองดูมันอีก ก็ทรงรู้สึกถึงความเจ็บปวดจากความล้มเหลวขึ้นอีกครั้ง แม้จะทรงเป็นราชาที่ดี แต่ไม่ใช่ผู้ที่ถูกเลือก ราษฎรรู้เรื่องนี้ดี ศัตรูของพระองค์ก็รู้ ถึงจะเป็นพระราชาที่ดี แต่ไม่ว่าจะทรงทำสิ่งใด พระองค์ก็ไม่มีทางเป็นผู้ที่ถูกเลือกได้ หากพระองค์สามารถยกดาบขึ้นได้ ทรงคิดว่าความไม่สงบในราชสำนัก การสมคบคิดกันคงจะมีน้อยลง ราษฎรก็จะเชื่อมั่นในพระองค์มากขึ้น ศัตรูก็จะไม่กล้าคิดรุกราน ส่วนหนึ่งของพระองค์อยากให้ดาบเล่มนี้หายไปพร้อมกับตำนานของมัน แต่ทรงรู้ดีว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น มันเป็นคำสาป และอำนาจของตำนาน แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่ากองทัพ ขณะที่ทรงทอดพระเนตรดูมันเป็นครั้งที่พัน ราชาแม็คกิลอดสงสัยขึ้นมาอีกไม่ได้ ว่าใครจะเป็นผู้ถูกเลือก สายเลือดของพระองค์คนใดถูกกำหนดให้ยกมันขึ้นได้? ขณะคิดถึงดาบที่วางอยู่ตรงหน้า และการเลือก รัชทายาท ทรงสงสัยว่าจะบุตรคนใดจะถูกกำหนดให้ยกดาบขึ้นได้ “น้ำหนักของดาบนั้นมหาศาล” มีเสียงดังขึ้น ราชาแม็คกิลหมุนตัว ทรงประหลาดใจที่มีคนอื่นอยู่ในห้องเล็กนี้ด้วย พบอาร์กอนยืนอยู่ตรงช่องประตู แม็คกิลทรงจำเสียงของเขาได้ก่อนที่จะเห็นตัวเสียอีก ทั้งหงุดหงิดที่เขาไม่มาเฝ้าก่อนหน้านี้และทั้งยินดีที่เขามาในตอนนี้ “ท่านมาสาย” แม็คกิลตรัส “การรับรู้เรื่องเวลาของพระองค์ใช้กับข้าไม่ได้” อาร์กอนทูลตอบ ราชาแม็คกิลหันกลับไปที่ดาบ “ท่านเคยคิดไหมว่าข้าจะสามารถยกมันขึ้นได้?” ตรัสถามอย่างครุ่นคิด “เมื่อวันที่ข้าขึ้นครองราชย์” “ไม่” อาร์กอนทูลตอบเสียงเรียบ แม็คกิลหันกลับมาทอดพระเนตรเขา “ท่านรู้ว่าข้าจะทำไม่ได้ ท่านเห็นมันใช่ไหม?” “ถูกแล้ว” พระราชาทรงครุ่นคิด “มันทำให้ข้ากลัวเวลาที่ท่านตอบตรง ๆ นี่ไม่เหมือนเป็นท่านเลย” อาร์กอนนิ่งเงียบ จนในที่สุดราชาแม็คกิลจึงทรงตระหนักว่าเขาจะไม่กล่าวสิ่งใดอีก “วันนี้ข้าจะเลือกรัชทายาท” พระราชาตรัส “มันรู้สึกไม่มีประโยชน์เลยที่จะเลือกรัชทายาทในวันนี้ เป็นเรื่องทำลายความสุขของราชาในงานแต่งงานของลูกสาว” “บางทีความสำราญเช่นนั้นอาจจะต้องลดน้อยลง” “แต่ข้ายังเหลือเวลาครองราชย์อีกหลายปี” แม็คกิลทรงอ้าง “อาจจะไม่มากเท่าที่ท่านคิด” อาร์กอนทูลตอบ ราชาแม็คกิลหรี่พระเนตร นึกสงสัย นี่เป็นข้อความอย่างนั้นหรือ? แต่อาร์กอนก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มอีก “ลูกหกคน ข้าควรจะเลือกใคร?” ราชาตรัสถาม “ทำไมทรงถามข้า? ในเมื่อพระองค์ได้เลือกแล้ว” แม็คกิลทอดเนตรมองเขา “ท่านเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย ถูกต้อง ข้าได้เลือกแล้ว แต่ข้าอยากรู้ว่าท่านคิดอย่างไร” “ข้าคิดว่าทรงเลือกได้ฉลาด” อาร์กอนทูล “แต่ทรงจำไว้ว่า ราชาไม่สามารถปกครองจากหลุมศพ ไม่ว่าท่านคิดจะเลือกใคร โชคชะตาก็มีทางเลือกของมันเอง” “ข้าจะมีชีวิตอยู่ไหม อาร์กอน?” แม็คกิลตรัสถามจริงจัง ถามคำถามที่ทรงอยากรู้นับตั้งแต่ตื่นบรรทมจากฝันร้ายน่ากลัวเมื่อกลางดึกคืนก่อน “เมื่อคืนข้าฝันถึงอีกา” ทรงเล่าเพิ่ม “มันเข้ามาขโมยมงกุฎของข้า แล้วกาอีกตัวก็พาข้าไป ข้ามองเห็นอาณาจักรอยู่เบื้องล่าง มันกลายเป็นสีดำเมื่อข้าผ่านไป กลายเป็นที่ดินแห้งแล้งและรกร้าง” ทรงเงยหน้ามองอาร์กอน น้ำพระเนตรคลอ “มันเป็นแค่ความฝัน หรือมีอะไรมากกว่านั้น?” “ความฝันมักมีอะไรมากกว่านั้นเสมอ มิใช่หรือ?” อาร์กอนทูลถาม ราชาแม็คกิลทรงห่อเหี่ยวขึ้นมาทันที “อันตรายอยู่ที่ไหน? บอกข้าอีกหน่อยเถอะ” อาร์กอนก้าวเข้าไปใกล้ แล้วจ้องมองพระเนตรอย่างจริงจัง พระราชาแม็คกิลทรงรู้สึกราวกับกำลังมองเข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง อาร์กอนก้าวไปข้างหน้า แล้วกระซิบว่า “มักจะอยู่ใกล้กว่าที่ทรงคิด” บทที่ 4 ธอร์ซ่อนตัวอยู่ในกองฟางด้านหลังรถม้าที่แล่นกระแทกกระทั้นไปตามถนนชนบท เขาวิ่งมาถึงถนนเมื่อคืนก่อนและรอคอยอย่างอดทนจนกระทั่งรถม้าบรรทุกที่ผ่านมาใหญ่พอที่เขาจะแอบขึ้นไปโดยไม่เป็นที่สังเกต ตอนนั้นมืดแล้ว และรถม้าแล่นช้าพอที่เขาจะวิ่งไล่และกระโดดขึ้นไปด้านหลัง เขาหล่นลงบนกองฟางและมุดแอบอยู่ด้านใน โชคดีที่คนขับไม่เห็นเขา ธอร์ไม่แน่ใจว่ารถม้าคันนี้จะไปที่ปราสาทของพระราชาหรือไม่ แต่มันมุ่งหน้าไปทางนั้น และรถม้าใหญ่ขนาดนี้กับเครื่องหมายต่าง ๆ พวกนี้ คงจะไปอยู่ไม่กี่แห่ง ระหว่างที่ธอร์เดินทางมาทั้งคืน เขาตื่นอยู่หลายชั่วโมง นอนคิดถึงการเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย การได้พบอาร์กอน และคิดถึงโชคชะตาของเขา บ้านหลังเก่าและมารดา เขารู้สึกว่าจักรวาลกำลังตอบรับเขา บอกว่าเขามีชะตากรรมอื่นอีก เขานอนประสานมือหนุนศีรษะ มองท้องฟ้ายามค่ำคืน ผ่านหลังคาผ้าใบรุ่งริ่ง ธอร์มองดูจักรวาลสุกสกาว กลุ่มดาวสีแดงช่างอยู่ห่างไกล เขารู้สึกเบิกบานใจ ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เขาได้ออกเดินทาง เขาไม่รู้ว่าไปไหนแต่เขาก็จะไป ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไปให้ถึงปราสาทของพระราชา เมื่อธอร์ลืมตาตื่นในตอนเช้า แสงสว่างจ้าพุ่งเข้ามา เขาจึงรู้ตัวว่าเผลอหลับไป เขารีบลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบ ๆ ก่นด่าตัวเองที่หลับไป เขาควรจะระวังมากกว่านี้ เขาโชคดีแล้วที่ไม่โดนจับได้ รถม้ายังคงเคลื่อนที่ แต่ไม่กระเทือนมาก นั่นหมายถึงถนนดีขึ้นแล้ว พวกเขาคงจะอยู่ใกล้เมือง ธอร์มองลงไปและเห็นว่าถนนเรียบ ไม่มีก้อนหิน ไม่มีหลุมบ่อ วางแนวด้วยเปลือกหอยสีขาวสะอาด หัวใจเขาเต้นเร็วขึ้น พวกเขากำลังจะถึงปราสาทของพระราชาแล้ว ธอร์มองไปด้านหลังของรถม้าแล้วรู้สึกเต็มตื้น บนถนนเรียบสะอาดนี้ มีกิจกรรมมากมาย รถม้าหลายสิบคัน มีทุกแบบทุกขนาดบรรทุกของหลากหลายชนิด แล่นอยู่เต็มถนน คันหนึ่งบรรทุกขนสัตว์ อีกคันบรรทุกพรม มีอีกคันบรรทุกไก่ นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าอีกหลายร้อยคนเดินเท้ามา บางคนจูงฝูงปศุสัตว์ บ้างก็เทินตะกร้าสินค้าบนศีรษะ ชายสี่คนถือมัดผ้าไหม ทรงตัวมาบนไม้ค้ำถ่อ ฝูงชนต่างมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน ธอร์รู้สึกมีชีวิตชีวา เขาไม่เคยเห็นคนเยอะขนาดนี้ ไม่เคยเห็นสินค้ามากมาย เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น เขาเคยอยู่แต่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ มาตลอดชีวิต แล้วตอนนี้ได้มาอยู่ที่ศูนย์กลาง แวดล้อมด้วยผู้คน เขาได้ยินเสียงดัง เสียงโซ่กระทบกัน เสียงไม้แผ่นใหญ่กระแทกแรงมากจนพื้นสะเทือน ครู่ต่อมามีเสียงอื่นดังขึ้น เป็นเสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นไม้ ธอร์มองลงไปจึงเห็นว่าพวกเขากำลังข้ามสะพาน เบื้องล่างคือคูน้ำกว้าง นี่คือสะพานยกนั่นเอง ธอร์ชะโงกออกไปดู เห็นเสาหินขนาดใหญ่ มีประตูเหล็กแหลมอยู่ด้านบน พวกเขากำลังผ่านประตูกษัตริย์ มันเป็นประตูที่ใหญ่ที่สุดที่เขาเคยเห็น ธอร์เงยหน้ามองเหล็กแหลม นึกสงสัยว่าหากมันหล่นลงมา พวกเขาคงจะถูกผ่าเป็นสองซีก เขาสังเกตเห็นทหารกองรบเงินสี่นายเฝ้าที่ทางเข้า หัวใจเขาเต้นเร็วขึ้น พวกเขาผ่านอุโมงค์หินยาว ครู่ต่อมาท้องฟ้าจึงปรากฏอีกครั้ง พวกเขาอยู่ภายในเขตปราสาทของพระราชาแล้ว ธอร์แทบไม่อยากเชื่อ ภายในนี้ยิ่งวุ่นวายมากกว่าเสียอีก ถ้าจะเป็นไปได้ ดูเหมือนมีผู้คนนับพัน หลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทาง มีสนามหญ้ากว้างเพิ่งตัดใหม่ ดอกไม้บานอยู่ทุกแห่ง ถนนกว้างขึ้น สองข้างทางเป็นซุ้ม แผงขายของ และตึกหิน มีทหารของพระราชาอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ แต่งกายด้วยชุดเกราะ ธอร์ทำสำเร็จแล้ว ด้วยความตื่นเต้น ธอร์ยืนขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เขาทำเช่นนั้น รถม้าก็หยุดลงทันที ทำให้เขาเซหงายหลัง ลงไปนอนบนกองฟาง ก่อนที่ธอร์จะทันลุกขึ้น เขาได้ยินเสียงไม้เปิดออก มองขึ้นไปเห็นชายชรา ศีรษะล้าน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่า ๆ ทำหน้าบึ้งตึงโกรธเกรี้ยว คนขับรถม้ายื่นมือเข้ามา คว้าข้อเท้าธอร์ไว้ด้วยมือผอมมีแต่กระดูก แล้วลากเขาออกมา ธอร์ลอยลงไปนอนกระแทกพื้นดิน เกิดฝุ่นฟุ้งตลบ เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบ ๆ ตัวเขา “ถ้าคราวหน้าเจ้าแอบขึ้นรถข้าอีก เจ้าหนู เจ้าโดนล่ามแน่ ๆ โชคดีแล้วที่ข้าไม่เรียกกองรบเงินมาตอนนี้” ชายแก่หันหลัง ถ่มน้ำลาย รีบกลับไปขึ้นรถแล้วเฆี่ยนม้าให้ออกวิ่งไป ธอร์ค่อย ๆ เรียกสติแล้วลุกขึ้นยืนด้วยความอาย เขามองไปรอบ ๆ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาคนหรือสองคนหัวเราะเบา ๆ ธอร์ยิ้มเยาะกลับไปจนพวกนั้นเมินหลบ เขาปัดฝุ่นออกแล้วถูแขนทั้งสองข้าง แม้ความภาคภูมิของเขาจะถูกทำร้าย แต่ไม่ใช่ร่างกายของเขา กำลังใจของเขาคืนกลับมาขณะที่มองไปรอบ ๆ รู้สึกพิศวงและคิดว่าเขาควรจะมีความสุขที่อย่างน้อยเขาก็มาได้ไกลขนาดนี้แล้ว ตอนนี้เขาได้ออกจากรถม้าและมองดูรอบ ๆ ได้อย่างอิสระ เป็นทัศนียภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ สนามกว้างสุดลูกหูลูกตา ตรงกลางคือปราสาทหินงดงาม ล้อมรอบด้วยหอคอย กำแพงหินแข็งแรงที่มีเชิงเทินอยู่ด้านบน ทุกแห่งมีทหารของพระราชาเดินลาดตระเวน รอบตัวพวกเขาคือสนามหญ้าสีเขียวที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเยี่ยม ลานหิน น้ำพุ สวนต้นไม้ นี่คือเมืองกรุง มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามา ทุกแห่งเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย ทั้งพ่อค้า ทหาร คนชั้นสูงที่ต่างดูรีบเร่ง ธอร์ใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะเข้าใจว่ามีเหตุการณ์สำคัญกำลังเกิดขึ้น ระหว่างที่เขาเดินไปเรื่อย ๆ ได้เห็นว่ากำลังมีการเตรียมการ วางเก้าอี้และตั้งปะรำพิธี ดูเหมือนพวกเขากำลังเตรียมงานแต่งงาน หัวใจธอร์เต้นสะดุด สิ่งที่เขาเห็นอยู่ไกล ๆ นั่นคือสนามประลองบนหลังม้าของอัศวิน ทางดินยาวที่มีเชือกกั้นแบ่ง ส่วนอีกสนามเขาเห็นทหารกำลังขว้างหอกใส่เป้าที่อยู่ไกลออกไป สนามอีกด้านมีนักธนูกำลังเล็งไปที่มัดฟาง ดูเหมือนทุกที่มีแต่การละเล่น การแข่งขัน นอกจากนี้ยังมีดนตรี พิณ ขลุ่ย และฉิ่งฉาบ คณะนักดนตรีเดินเตร่ไปทั่ว เหล้าองุ่นถังใหญ่ถูกกลิ้งออกมา มีการเตรียมจัดโต๊ะและอาหาร บริเวณงานเลี้ยงไกลสุดลูกหูลูกตา เหมือนกับธอร์เข้าไปอยู่ท่ามกลางการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ระหว่างที่กำลังสงสัยกับสิ่งรอบตัว ธอร์นึกขึ้นได้ว่าต้องหากองทหารยุวชน เขามาช้าแล้ว และเขาต้องแนะนำตัวให้เป็นที่รู้จัก ธอร์รีบไปหาคนแรกที่เขาเห็น เป็นชายแก่ที่ดูจากเสื้อคลุมเปื้อนคราบเลือด น่าจะเป็นคนขายเนื้อ กำลังรีบเดินไปตามถนน ทุกคนที่นี่ดูเร่งรีบ “ขอโทษครับ ท่าน” ธอร์กล่าว คว้าแขนเขาไว้ ชายแก่ก้มมองดูมือของธอร์อย่างไม่พอใจ “อะไรกัน เจ้าหนู?” “ข้ากำลังหากองทหารยุวชนของพระราชา ท่านรู้ไหมว่าพวกเขาฝึกกันที่ไหน?” “ข้าดูเหมือนแผนที่อย่างนั้นหรือ?” ชายแก่ทำเสียงไม่พอใจ แล้วผละจากไป ธอร์ผงะกับความหยาบคายนั้น เขาหันไปหาคนถัดไป เป็นผู้หญิงที่กำลังนวดแป้งอยู่บนโต๊ะยาว มีผู้หญิงหลายคนที่โต๊ะตัวนี้ กำลังทำงานกันคร่ำเคร่ง ธอร์คิดว่าพวกนางคนหนึ่งน่าจะรู้ “ขอโทษครับ แม่หญิง” เขาบอก “ท่านพอจะรู้ไหมว่ากองทหารยุวชนของพระราชาฝึกกันที่ไหน?” พวกนางมองหน้ากันแล้วหัวเราะคิกคัก บางคนดูแก่กว่าเขาไม่กี่ปี คนที่ดูอายุมากที่สุดหันมามองเขา “เจ้ามาหาผิดที่แล้วล่ะ” นางบอก “ที่นี่พวกเรากำลังเตรียมงานฉลอง” “แต่มีคนบอกข้าว่าพวกเขาฝึกกันในบริเวณปราสาทของพระราชา” ธอร์บอก รู้สึกงุนงง กลุ่มผู้หญิงหัวเราะขึ้นอีกครั้ง คนที่โตสุดยกมือเท้าสะโพกแล้วส่ายศีรษะ “เจ้าทำเหมือนว่านี่เป็นครั้งแรกที่เจ้ามาที่ปราสาท เจ้าไม่รู้รึไงว่ามันใหญ่โตแค่ไหน?” ธอร์หน้าแดงเมื่อพวกผู้หญิงหัวเราะ จากนั้นจึงผละจากมา เขาไม่ชอบที่ถูกล้อเลียน เด็กหนุ่มเห็นถนนหลายสิบสายอยู่ตรงหน้า คดโค้งไปมาทั่วเขตปราสาท ตลอดแนวกำแพงมีประตูทางเข้าอย่างน้อยสิบสองแห่ง ขนาดและขอบเขตของที่นี่ช่างไพศาล เขารู้สึกท้อแท้ ถึงหากันหลายวันก็อาจจะไม่เจอ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ทหารต้องรู้แน่นอนว่าพวกนั้นฝึกกันที่ไหน เขารู้สึกกังวลที่จะต้องไปหาทหารของพระราชา แต่ก็รู้ว่าต้องทำ ธอร์หันหลัง รีบไปที่กำแพงเมือง ที่มีทหารยืนเฝ้ายามตรงประตูที่อยู่ใกล้ที่สุด หวังว่าจะไม่ถูกโยนออกมา ทหารยามยืนตรง มองตรงไปข้างหน้า “ข้ากำลังหากองทหารยุวชน” ธอร์บอก พยายามทำเสียงให้กล้าหาญที่สุด ทหารยังคงมองตรงไปข้างหน้า ไม่สนใจเขา “ข้าบอกว่าข้ากำลังหากองทหารยุวชน!” ธอร์ยืนกราน เสียงดังขึ้น ตั้งใจให้เขาสนใจ หลังจากผ่านไปสองสามวินาที ทหารนายนั้นเหลือบมามอง ยิ้มเยาะ “ท่านบอกข้าได้ไหมว่ามันอยู่ที่ไหน?” ธอร์เซ้าซี้ “แล้วเจ้ามีธุระอะไรกับพวกนั้น?” “ธุระสำคัญมาก ๆ” ธอร์รีบบอก หวังว่าทหารนายนี้จะไม่ผลักไสเขา ทหารหันกลับไปมองตรงไปด้านหน้า ไม่สนใจเขาอีกครั้ง ธอร์รู้สึกหมดหวัง กลัวว่าเขาคงจะไม่ได้คำตอบ แต่หลังจากที่รู้สึกเหมือนนานมาก ทหารก็ตอบเขา “ไปทางประตูตะวันออก จากนั้นมุ่งหน้าไปทางเหนือให้ไกลเท่าที่เจ้าจะไปได้ แล้วใช้ประตูที่สามทางซ้ายมือ แล้วแยกไปทางขวา และขวาอีกที ผ่านประตูหินโค้งอันที่สอง พวกนั้นอยู่หลังประตูนั้นแหละ แต่ข้าขอบอกว่าเจ้าเสียเวลาเปล่า พวกเขาไม่ต้อนรับแขกหรอก” นั่นคือทั้งหมดที่ธอร์ต้องการได้ยิน เขาหันหลังวิ่งข้ามสนาม ไปตามคำบอกโดยไม่รอช้า ทบทวนทิศทางอยู่ในใจ พยายามจดจำมัน เขาสังเกตว่าดวงอาทิตย์เคลื่อนสูงขึ้น ได้แต่ภาวนาว่าเมื่อเขาไปถึง มันจะยังไม่สายเกินไป * ธอร์รีบวิ่งไปตามถนนสะอาดที่วางเปลือกหอยเป็นแนว เลี้ยวไปมาไปตามทางในเขตปราสาท เขาพยายามอย่างที่สุดที่จะไปตามทางที่รู้มา และหวังว่าเขาจะไม่หลงทาง ที่อีกฟากของสนาม เขาเห็นประตูทั้งหมด แล้วเลือกบานที่สามทางซ้าย เขาวิ่งผ่านเข้าไปแล้วไปตามทางแยก วิ่งไปตามทางแล้วทางเล่า ธอร์วิ่งฝ่าฝูงชน ผู้คนนับพันหลั่งไหลเข้ามาในเมือง ฝูงชนหนาแน่นขึ้นทุกนาที ไหล่เขากระแทกกับนักเล่นพิณ นักมายากล ตัวตลก และผู้ให้ความบันเทิงทุกรูปแบบ ทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงาม ธอร์ทนไม่ได้เมื่อคิดว่าการคัดเลือกเริ่มต้นไปแล้วโดยไม่มีเขา พยายามตั้งสมาธิขณะที่เลี้ยวไปตามทาง มองหาสัญลักษณ์ใด ๆ ของสนามฝึก เขาวิ่งผ่านประตูหินโค้ง เลี้ยวไปตามถนนอีกสาย และที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ นั่นคือจุดหมายปลายทางของเขา อัฒจันทร์ขนาดเล็ก สร้างจากหินเป็นรูปวงกลมสมบูรณ์ มีทหารยืนเฝ้ายามที่ประตูขนาดใหญ่ตรงกลาง ธอร์ได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีแว่วดังมาจากด้านหลังกำแพงแล้วใจเต้นรัว เขามาถูกที่แล้ว ธอร์วิ่งเร็วจนหายใจไม่ทัน เมื่อเขาไปถึงประตู ทหารยามสองนายก้าวออกมาแล้วลดหอกของพวกเขาลงขวางทางไว้ ทหารยามคนที่สามก้าวมา ยกมือขึ้นห้าม “หยุดอยู่ตรงนั้น” เขาสั่ง ธอร์หยุดทันที หอบหายใจ แทบจะระงับความตื่นเต้นไม่ได้ “ท่าน...ไม่...เข้าใจ” เขาหอบ ตะกุกตะกักคำพูดออกมาระหว่างพยายามหายใจ “ข้าต้องเข้าไปข้างใน ข้ามาช้าแล้ว” “ช้าสำหรับอะไร?” “การคัดเลือก” ทหารยามร่างเตี้ยล่ำมีผิวตะปุ่มตะป่ำ หันไปมองเพื่อน ที่มองกลับมาอย่างดูถูก เขาหันกลับมามองสำรวจธอร์ด้วยสีหน้าเหยียดหยาม “พวกเกณฑ์ใหม่ถูกพาเข้าไปเป็นชั่วโมงแล้ว มากับรถม้าหลวง ถ้าเจ้าไม่ได้รับเชิญ ก็เข้าไปไม่ได้” “แต่ท่านไม่เข้าใจ ข้าต้อง...” ทหารยามยื่นมือมาคว้าเสื้อของธอร์ “เจ้าสิไม่เข้าใจ เจ้าเด็กอวดดี กล้าดียังไงถึงมาที่นี่และพยายามจะบุกเข้าไป? ไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะจับล่าม” เขาผลักธอร์ กระเด็นถอนหลังไปหลายฟุต ธอร์เจ็บที่อกตรงที่ถูกทหารยามผลัก แต่ยิ่งกว่านั้นคือเจ็บที่ถูกปฏิเสธ เขารู้สึกโกรธ เขาไม่ได้มาไกลขนาดนี้เพื่อถูกปฏิเสธจากทหารยามโดยที่ยังไม่ได้เข้าไปแสดงตัว เขาตั้งใจที่จะเข้าไปข้างในให้ได้ ทหารยามนายนั้นหันกลับไปหาเพื่อน ธอร์เดินจากมาช้า ๆ เขาเดินตามเข็มนาฬิกาไปรอบอาคารรูปวงกลม เด็กหนุ่มมีแผนอยู่ในใจ เขาเดินไปจนพ้นสายตา จากนั้นจึงวิ่งเหยาะ ๆ เลาะไปตามกำแพง เขาหันไปดูให้แน่ใจว่าไม่มีทหารยามกำลังมอง แล้วจึงเร่งฝีเท้าขึ้นเต็มกำลัง เมื่อไปได้ครึ่งทางเขาสังเกตเห็นอีกช่องทางเข้าไปในสนาม สูงขึ้นไปมีช่องโค้งในกำแพงหิน มีลูกกรงเหล็กกั้นไว้ แต่มีช่องหนึ่งที่ลูกกรงเหล็กหายไป เขาได้ยินเสียงโห่ร้องดังขึ้นอีก ธอร์โหนตัวขึ้นไปแล้วมอง หัวใจเขาเต้นรัวเร็ว ที่เห็นอยู่ภายในสนามฝึกขนาดใหญ่คือพลที่เกณฑ์มาใหม่หลายสิบคน รวมทั้งพวกพี่ชายของเขา กำลังเข้าแถว พวกนั้นยืนอยู่ต่อหน้าทหารกองรบเงินสิบสองนาย มีทหารเดินตรวจแถวเพื่อประเมิน พวกที่เกณฑ์ใหม่อีกกลุ่มยืนอยู่อีกด้าน มีทหารนายหนึ่งเฝ้าดูอยู่ พวกนั้นกำลังขว้างหอกไปที่เป้าที่อยู่ห่างออกไป มีคนหนึ่งขว้างพลาด เลือดของธอร์ร้อนผ่าวด้วยความขุ่นเคือง เขาสามารถขว้างโดนเป้าพวกนั้นได้ เขาก็เก่งไม่น้อยไปกว่าพวกนั้น เพียงแค่เขาเด็กกว่า ตัวเล็กกว่า มันไม่ยุติธรรมเลยที่เขาถูกกันออกมา ทันใดนั้น ธอร์รู้สึกว่ามีมือบนหลังเขาและถูกดึงลอยลงมา กระแทกพื้นแข็งด้านล่างจนจุกแอ้ด เขามองขึ้นมาเห็นทหารยามจากหน้าประตู กำลังยิ้มเยาะ “ข้าบอกเจ้าว่าอย่างไรเจ้าหนู?” ก่อนที่เขาจะทันมีปฏิกิริยาอย่างไร ทหารยามเอนตัวแล้วเตะธอร์อย่างแรง เขารู้สึกถึงแรงกระแทกที่ซี่โครง ขณะที่ทหารยามเตรียมจะเตะเขาอีกครั้ง คราวนี้ ธอร์ยึดขาของทหารยามไว้ได้กลางอากาศ เขาผลัก ทำให้ทหารเสียการทรงตัวแล้วล้มลง ธอร์รีบลุกขึ้นยืน ในขณะเดียวกัน ทหารยามก็ลุกขึ้นยืนด้วย ธอร์จ้องมองเขา ตกใจกับสิ่งที่เพิ่งทำลงไป ทหารถลึงตาใส่เขา “ข้าไม่เพียงแต่จะล่ามเจ้าเท่านั้น” ทหารยามขู่ “แต่ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้ ไม่มีใครแตะต้องทหารของพระราชาได้ ลืมไปเลยเรื่องการเข้าร่วมกองทหารยุวชนของเจ้า ตอนนี้เจ้าต้องถูกเฉดไปอยู่ในคุกใต้ดิน! เจ้าคงจะโชคดีถ้าได้ออกมาให้ใครพบเจออีก!” ทหารยามดึงโซ่ตรวนของเขาออกมา แล้วก้าวเข้าหาธอร์ มีความเคียดแค้นบนใบหน้า ธอร์รีบคิด เขายอมให้ตัวเองถูกตีตรวนไม่ได้ แต่เขาก็ไม่อยากจะทำร้ายทหารยาม เขาต้องคิดหาทางอื่น และต้องคิดให้เร็วด้วย เด็กหนุ่มนึกถึงหนังสติ๊กของเขา สัญชาตญาณเข้าควบคุมเมื่อเขาคว้ามันขึ้นมา ใส่ลูกหิน เล็งแล้วยิง ลูกหินแหวกอากาศไปกระแทกโซ่ตรวนหลุดจากมือทหารยามที่กำลังตกตะลึง มันยังกระแทกโดนนิ้วของเขาด้วย ทหารยามผงะและสะบัดมือ ตะโกนร้องด้วยความเจ็บปวด ขณะที่โซ่ตรวนหล่นไปกองที่พื้น ทหารมองธอร์อย่างหมายหัว เขาชักดาบออกมา เป็นดาบแบบพิเศษที่มีห่วงโลหะ “นั่นเป็นความผิดพลาดอย่างสุดท้ายของเจ้า” เขาขู่อย่างน่ากลัวแล้วพุ่งเข้าใส่ ธอร์ไม่มีทางเลือก ทหารนายนี้คงไม่ปล่อยเขาแน่ เด็กหนุ่มใส่ลูกหินอีกลูกในหนังสติ๊กแล้วง้าง เขาเล็งอย่างตั้งใจ ไม่ต้องการสังหารทหารยาม แต่ก็ต้องหยุดเขาให้ได้ ดังนั้นแทนที่จะเล็งไปยังหัวใจ จมูก ตา หรือศีรษะ ธอร์จึงเล็งไปยังบริเวณที่เขารู้ว่าจะหยุดทหารนายนี้ได้โดยไม่ฆ่าเขา ที่หว่างขาของทหารยามนั่นเอง เด็กหนุ่มยิงลูกหินออกไป โดยออมกำลังไว้แต่ก็แรงพอที่จะล้มทหารได้ มันตรงเผงเข้าเป้า ทหารยามทรุดลง ทิ้งดาบ กุมเป้าลงไปนอนงอก่องอขิงบนพื้น “เจ้าจะต้องถูกแขวนคอ!” เขาคำรามออกมา ทั้งที่เจ็บปวด “ทหาร! ทหาร!” ธอร์เงยหน้าขึ้น เห็นทหารยามอีกหลายนายกำลังวิ่งมาทางเขา ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็คงจะหมดโอกาส เขาไม่ยอมเสียเวลาอีก รีบวิ่งไปยังช่องเปิดบนกำแพง เด็กหนุ่มต้องกระโดดผ่านช่องนั้นเข้าไปภายในสนาม แล้วแนะนำตัวให้เป็นที่รู้จัก เขาจะสู้กับทุกคนที่ขวางทาง บทที่ 5 ราชาแม็คกิลประทับอยู่ที่ท้องพระโรงด้านบนในปราสาท ในท้องพระโรงส่วนพระองค์ ห้องที่ทรงใช้เพื่อกิจการส่วนพระองค์ ประทับอยู่บนบัลลังก์ที่ทำจากไม้แกะสลัก ทอดเนตรมองโอรสธิดาทั้งสี่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า เคนดริค โอรสองค์โตสุด อายุยี่สิบห้าปี เป็นนักรบที่ดีและเป็นสุภาพบุรุษที่แท้จริง ในบรรดาลูกทุกคน เขาเหมือนราชาแม็คกิลมากที่สุด ซึ่งนั่นช่างน่าแปลก เพราะเคนดริคเป็นลูกนอกสมรสที่เกิดกับหญิงนางหนึ่ง ที่ทรงลืมไปนานแล้ว ราชาแม็คกิลทรงเลี้ยงเคนดริคร่วมกับโอรสธิดาองค์อื่น ๆ แม้ในตอนแรกราชินีจะคัดค้าน โดยทรงยื่นเงื่อนไขว่าพระราชาจะต้องไม่มอบบัลลังก์ให้เขา ในตอนนี้เงื่อนไขนั้นกลับทำให้พระองค์ทรงเจ็บปวด เนื่องจากเคนดริคเป็นชายหนุ่มที่ดีที่สุดที่ทรงรู้จัก เป็นลูกชายที่พ่อควรภาคภูมิใจ ไม่มีใครเหมาะสมจะเป็น รัชทายาทมากไปกว่าเขา คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กาเร็ธ เป็นบุตรคนที่สองแต่เป็นบุตรคนแรกที่เกิดจากการสมรส เขาอายุยี่สิบสามปี ผอมบางมีแก้มตอบและดวงตาโตสีน้ำตาลลอกแลก บุคลิกของเขาแตกต่างจากพี่ชายคนโตของเขาเป็นอย่างมาก กาเร็ธไม่มีลักษณะใด ๆ เหมือนเคนดริคเลย พี่ชายเป็นคนตรงไปตรงมา ส่วนกาเร็ธจะซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ เคนดริคเป็นคนที่มีความภาคภูมิและทระนง แต่กาเร็ธเป็นคนไม่ซื่อสัตย์และไม่จริงใจ พระราชาแม็คกิลทรงเจ็บปวดที่รู้สึกไม่ชอบโอรสของตนเอง และทรงพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะแก้นิสัยของโอรส แต่หลังจากช่วงหนึ่งในสมัยวัยรุ่นของโอรส ทรงตัดสินพระทัยว่านิสัยของโอรสคนนี้ถูกชะตากำหนดมาแล้ว ทั้งเจ้าเล่ห์เพทุบาย หิวอำนาจและทะเยอทะยานในทุกทางที่ผิด นอกจากนี้พระองค์ยังทรงรู้ว่ากาเร็ธไม่มีความรักให้แก่สตรี และยังมีชายคู่รักมากมาย หากเป็นราชาองค์อื่นคงจะขับไล่โอรสเช่นนี้ไปแล้ว แต่ราชาแม็คกิลทรงใจกว้างกว่านั้น นี่ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่รักลูกชาย พระองค์ไม่ได้ตัดสินเขาจากเรื่องนี้ สิ่งที่พระองค์นำมาตัดสินคือความชั่วร้าย และเจ้าเล่ห์ของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงมองข้ามไปไม่ได้ บุตรคนที่ยืนต่อจากกาเร็ธคือธิดาคนที่สอง เกว็นโดลีน นางเพิ่งอายุครบสิบหกปี เป็นสตรีที่งดงามที่สุดที่พระองค์เคยทอดพระเนตร และลักษณะนิสัยของนางยิ่งโดดเด่นกว่ารูปโฉม นางจิตใจดี มีเมตตาและเอื้อเฟื้อ เป็นสตรีที่ดีที่สุดที่ทรงรู้จัก ในเรื่องนี้นางมีคุณสมบัติเทียบเท่าเคนดริค นางมองดูราชาแม็คกิลด้วยความรักที่บุตรีจะมีต่อบิดา และพระองค์ทรงรู้สึกได้ถึงความจงรักภักดีในแววตานั้น ทรงภาคภูมิใจในตัวธิดาคนนี้ยิ่งกว่าโอรสทั้งหลายเสียอีก คนที่ยืนต่อจากเกว็นโดลินคือ รีส โอรสคนเล็กสุด เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีที่มีความทระนงและมุ่งมั่น กำลังจะเติบโตเป็นชายหนุ่ม ราชาแม็คกิลทรงพอใจอย่างยิ่งที่โอรสได้เข้าร่วมในกองทหารยุวชน และทรงมองออกแล้วว่าเขาจะเติบโตเป็นผู้ชายแบบไหน พระองค์ไม่สงสัยเลยว่าวันหนึ่ง รีสจะเป็นโอรสที่ดีที่สุดของพระองค์ เป็นผู้ปกครองที่ดี แต่ยังไม่ถึงเวลานั้น เขายังเด็กเกินไป ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมาก พระราชาแม็คกิลทรงสับสนขณะที่สำรวจตรวจตราโอรสธิดาทั้งสี่ ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ทรงภาคภูมิใจระคนผิดหวัง ทั้งขุ่นเคืองและรำคาญ เนื่องจากมีบุตรอีกสองคนหายไป ลูอันดา ธิดาองค์โต ซึ่งแน่นอนว่าคงกำลังเตรียมตัวสำหรับงานอภิเษก และการที่นางกำลังจะแต่งงานออกเรือนไปอยู่อาณาจักรอื่น นางจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกรัชทายาท แต่ก็อดฟรีย์ โอรสคนกลางวัยสิบแปดปี ก็หายตัวไป ราชาแม็คกิลทรงหน้าแดงด้วยความกริ้ว นับตั้งแต่ก็อดฟรีย์ยังเป็นเด็ก เขาก็แสดงความไม่สนใจในราชบัลลังก์ เป็นที่เห็นได้ชัดเจนมาตลอดว่าเขาไม่สนใจและไม่ต้องการ และที่ราชาแม็คกิลทรงเสียพระทัยอย่างยิ่งคือการที่ก็อดฟรีย์เลือกที่จะทิ้งชีวิตไปในโรงเหล้ากับเพื่อนเสเพล ทำให้ราชวงศ์ต้องอับอายและไร้เกียรติ เขาเป็นคนเกียจคร้าน นอนเกือบทั้งวัน เวลาที่เหลือก็หมดไปกับการดื่มเหล้า ใจหนึ่งทรงโล่งอกที่เขาไม่มาอยู่ที่นี่ด้วย แต่อีกใจทรงรู้สึกว่าเป็นการดูหมิ่น ที่จริงทรงคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว และได้ส่งทหารออกไปค้นหาตามโรงเหล้าแล้วนำตัวกลับมา พระราชาประทับอยู่เงียบ ๆ รอคอยจนกระทั่งพวกทหารกลับมาถึง ประตูไม้โอ๊คบานหนาเปิดออก และพวกทหารเดินแถวเข้ามา ลากก็อดฟรีย์เข้ามาด้วย ทหารดันเขาออกมา ก็อดฟรีย์ถลาเข้ามาในห้องเมื่อทหารปิดประตูตามหลัง พี่น้องคนอื่น ๆ หันไปมอง ก็อดฟรีย์สกปรก เหม็นกลิ่นเหล้าคลุ้ง ไม่โกนหนวดเคราและแต่งตัวไม่เรียบร้อย เขายิ้มกลับมา อวดดีเหมือนเช่นเคย “สวัสดี พระบิดา” ก็อดฟรีย์ทูล “นี่ข้าพลาดความสนุกอะไรไปหรือเปล่า?” “เจ้าจะต้องยืนอยู่กับพี่น้องของเจ้า แล้วรอให้ข้าพูด ถ้าหากเจ้าไม่ทำ พระเจ้าช่วยด้วยเถอะ ข้าจะล่ามเจ้าไว้ในคุกใต้ดินรวมกับนักโทษคนอื่น ๆ และเจ้าจะไม่ได้เห็นอาหาร...เหล้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง.. ไปอีกสามวัน เต็ม ๆ” ก็อดฟรีย์มองพระบิดาอย่างท้าทาย ในแววตานั้น ราชาแม็คกิลทรงเห็นขุมพลังล้ำลึก บางอย่างที่เหมือนกับพระองค์ ประกายบางอย่างที่วันหนึ่งจะมีประโยชน์กับก็อดฟรีย์เป็นอย่างดี หากเขาสามารถก้าวข้ามสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไปได้ ก็อดฟรีย์ยังดื้อดึงจนถึงที่สุด เขารออยู่ถึงสิบวินาทีก่อนจะยอมทำตามในที่สุด ค่อย ๆ เดินทอดน่องไปรวมกับคนอื่น ราชาแม็คกิลทอดพระเนตรโอรสธิดาทั้งห้าที่ยืนอยู่ตรงหน้า ลูกนอกสมรส คนเบี่ยงเบน ขี้เมา ธิดา และโอรสคนเล็ก เป็นส่วนผสมที่ประหลาด และพระองค์ไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาทั้งหมดถือกำเนิดมาจากพระองค์ ตอนนี้ ในวันอภิเษกของธิดาคนโต เป็นภาระที่พระองค์ต้องเลือกรัชทายาทจากทั้งห้าคนนี้ จะเป็นไปได้อย่างไร? อย่างไรก็ตาม มันช่างเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ พระองค์ยังทรงแข็งแรงและสามารถปกครองต่อไปได้อีกสามสิบปี รัชทายาทที่ทรงเลือกในวันนี้อาจจะไม่ได้ขึ้นครองราชย์อีกหลายทศวรรษ เป็นธรรมเนียมที่น่ารำคาญสำหรับพระองค์ มันอาจจะเหมาะสมดีในรัชสมัยของพระบิดาของพระองค์ แต่ตอนนี้ไม่เห็นประโยชน์ พระราชาทรงกระแอม “พวกเรามารวมกันในวันนี้ตามจารีตที่สืบต่อกันมา พวกเจ้ารู้ดีว่าวันนี้เป็นวันอภิเษกของธิดาคนโตของข้า ภาระจึงตกแก่ข้าที่จะต้องแต่งตั้งรัชทายาท ผู้ที่จะสืบราชบัลลังก์แห่งอาณาจักรนี้ หากข้าตาย ไม่มีผู้ใดเหมาะสมจะปกครองมากไปกว่าพระมารดาของพวกเจ้า แต่กฎมณเฑียรบาลระบุว่าผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจึงสามารถสืบทอดราชบัลลังก์ได้ ดังนั้นข้าจึงต้องเลือก” ราชาแม็คกิลทรงหยุดคิด เกิดความเงียบครอบคลุมไปทั่ว พระองค์ทรงรู้สึกถึงการรอคอย ทรงทอดพระเนตรดวงตาของพวกเขา และเห็นการแสดงออกที่แตกต่างกันไป ลูกนอกสมรสดูโล่งอก เขารู้ดีว่าจะไม่ถูกเลือก เจ้าคนเบี่ยงเบนตาวาวด้วยความทะเยอทะยาน ราวกับคิดว่าจะถูกเลือกอย่างแน่นอน เจ้าขี้เมามองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่สนใจอะไร ส่วนธิดามองมาด้วยความรัก รู้ดีว่านางไม่มีส่วนในเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็รักในบิดา เช่นเดียวกับโอรสคนเล็ก “เคนดริค ข้าคิดเสมอว่าเจ้าเป็นลูกชาย แต่กฎทำให้ข้าไม่อาจมอบบัลลังก์ให้แก่คนที่ไม่มีสิทธิ์สมบูรณ์ตามกฎหมาย” เคนดริคโค้ง “พระบิดา ข้าไม่เคยคาดหวังให้ทรงทำเช่นนั้น ข้าพอใจกับสิ่งที่มีแล้ว ได้โปรดอย่าให้เรื่องนี้ทำให้ต้องลำบากพระทัย” ราชาทรงเจ็บปวดกับการตอบรับของเขา ทรงรู้สึกว่าเขามีความดีอย่างแท้จริง และยิ่งต้องการจะแต่งตั้งให้เขาสืบทอดราชบัลลังก์ “ทีนี้ก็เหลือพวกเจ้าอีกสี่คน รีส เจ้าเป็นเด็กหนุ่มที่ดี ดีที่สุดที่ข้าเคยพบ แต่เจ้ายังเด็กเกินไปที่จะมีส่วนในเรื่องนี้” “ข้าก็หวังเช่นนั้น พระบิดา” รีสทูลตอบ พร้อมคำนับเล็กน้อย “ก็อดฟรีย์ เจ้าเป็นหนึ่งในโอรสสามคนที่ชอบด้วยกฎหมายของข้า แต่เจ้าเลือกที่จะทิ้งชีวิตไปใน โรงเหล้า กับเรื่องโสมม เจ้าได้รับอภิสิทธิ์มากมายในชีวิต แต่เจ้ากลับปฏิเสธทุกสิ่ง หากข้าจะมีความผิดหวังอันยิ่งใหญ่ในชีวิต สิ่งนั้นก็คงเป็นเจ้า” ก็อดฟรีย์หน้าบึ้งตึง ขยับตัวอย่างอึดอัด “เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้น ข้าก็คงจะหมดธุระตรงนี้แล้ว ข้ากลับไปที่โรงเหล้าได้แล้ว ใช่ไหม พระบิดา?” เขารีบโค้งคำนับอย่างล้อเลียน แล้วหันหลังเดินข้ามห้องไป “กลับมาที่นี่!” ราชาแม็คกิลตวาด “เดี๋ยวนี้!” ก็อดฟรีย์ยังคงเดินต่อ ไม่สนใจพระองค์ เขาเดินไปดึงประตูเปิดออก ทหารสองนายยืนอยู่ตรงนั้น ราชาทรงกริ้ว ขณะที่ทหารมองพระองค์อย่างลังเล แต่ก็อดฟรีย์ไม่ได้รอ เขาพุ่งตัวผ่านพวกนั้นไปยังโถงด้านนอก “จับเขาไว้!” พระราชาตะโกน “แล้วพาไปให้พ้น อย่าให้ราชินีเห็นเขา ข้าไม่อยากให้แม่ต้องทุกข์ใจที่เห็นสภาพเขาในวันแต่งงานของธิดา” “พะยะค่ะ ฝ่าบาท” พวกทหารทูล ปิดประตูแล้วรีบวิ่งตามเขาไป พระราชาแม็คกิลประทับนั่ง หอบหายใจ พักตร์แดง พยายามสงบอารมณ์ เป็นครั้งที่พันที่ทรงสงสัยว่าทรงทำสิ่งใดไปจึงได้มีลูกเช่นนี้ พระองค์หันกลับมายังโอรสธิดาที่เหลือ ทั้งสี่มองมาที่บิดา คอยอยู่เงียบ ๆ พระราชาทรงหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสมาธิ “ตอนนี้ก็เหลือแค่สองคน” ทรงตรัสต่อ “และจากพวกเจ้าสองคนนี้ ข้าต้องเลือกหนึ่งคนเป็นรัชทายาท” ราชาแม็คกิลหันไปหาธิดา “เกว็นโดลิน นั่นคือเจ้า” เกิดความเงียบไปทั่วห้อง ทุกคนดูตกตะลึง โดยเฉพาะเกว็นโดลิน “ท่านตรัสถูกแล้วหรือ พระบิดา?” กาเร็ธทูลถาม “ท่านตรัสว่าเกว็นโดลินอย่างนั้นหรือ?” “พระบิดา ข้ารู้สึกเป็นเกียรติ” เกว็นโดลินทูล “แต่ข้าไม่อาจรับได้ ข้าเป็นสตรี” “ถูกแล้ว ไม่เคยมีสตรีขึ้นครองบัลลังก์ของแม็คกิล แต่ครั้งนี้ข้าได้ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนธรรมเนียม เกว็นโดลิน เจ้าเป็นสตรีที่มีจิตใจดีและมีน้ำใจที่สุดที่ข้าเคยพบ เจ้ายังอายุน้อย แต่ด้วยประสงค์ของพระเจ้า ข้าจะยังไม่ตายในเร็ว ๆ นี้ และเมื่อเวลานั้นมาถึง เจ้าจะชาญฉลาดพอที่จะปกครองแผ่นดิน อาณาจักรนี้เป็นของเจ้า” “แต่พระบิดา!” กาเร็ธทูลเสียงดัง หน้าซีดเผือด “ข้าเป็นโอรสคนโตตามกฎหมาย! ตามประวัติศาสตร์ของราชวงศ์แม็คกิล บัลลังก์จะตกแก่โอรสคนโต!” “ข้าคือราชา” ราชาแม็คกิลตรัสอย่างขุ่นเคือง “และข้าเป็นผู้กำหนดกฎ” “แต่นี่มันไม่ยุติธรรม!” กาเร็ธโอดครวญ “ข้าควรจะได้เป็นราชา ไม่ใช่น้องสาวของข้า ไม่ใช่สตรี!” “หุบปากของเจ้าได้แล้ว เจ้าหนุ่ม!” ราชาแม็คทรงตวาด สั่นเทิ้มด้วยความกริ้ว “เจ้ากังขาการตัดสินใจของข้าอย่างนั้นหรือ?” “นี่ข้าถูกมองข้ามไปเพราะสตรีอย่างนั้นหรือ? นั่นคือสิ่งที่พระองค์คิดกับข้าอย่างนั้นหรือ?” “ข้าตัดสินใจแล้ว” ทรงตรัสตอบ “เจ้าจะต้องเคารพมัน แล้วทำตามอย่างเชื่อฟัง เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในอาณาจักรของข้า ตอนนี้พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” ทุกคนโค้งคำนับอย่างรวดเร็วแล้วรีบออกไป แต่กาเร็ธหยุดอยู่ที่ประตู ไม่อาจพาตัวเองออกไป เขาหันกลับมา เผชิญหน้ากับพระบิดาเพียงลำพัง ราชาแม็คกิลทรงเห็นความผิดหวังในสีหน้าของเขา แน่นอนว่าเขาคาดหวังว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น รัชทายาทในวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาต้องการที่จะรัชทายาทเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ได้ทำให้ราชาแม็คกิลประหลาดพระทัยเลย และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ไม่ทรงเลือกเขา “ทำไมพระบิดาทรงเกลียดข้า?” เขาทูลถาม “ข้าไม่ได้เกลียดเจ้า ข้าเพียงแต่เห็นว่าเจ้าไม่เหมาะที่จะปกครองอาณาจักร” “เพราะอะไร?” กาเร็ธร้องถาม “เพราะนั่นคือสิ่งที่เจ้าแสวงหา” กาเร็ธหน้าแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าราชาแม็คกิลมองเขาทะลุถึงเนื้อแท้ที่สุดของเขา พระราชาทอดพระเนตรและเห็นความเกลียดชังแผดเผาอยู่ในดวงตาของโอรส อย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ กาเร็ธผลุนผลันออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีก แล้วกระแทกประตูตามหลัง ราชาแม็คกิลทรงตัวสั่น ท่ามกลางเสียงสะท้อนก้อง พระองค์ยังจำแววตาของโอรสและรู้สึกถึงความเกลียดชังอย่างล้ำลึก ลึกยิ่งกว่าศัตรูของพระองค์เสียอีก ในช่วงขณะนั้น ทรงคิดถึงอาร์กอน คิดถึงคำพูดของเขาที่ว่าอันตรายนั้นอยู่ใกล้ เป็นไปได้ไหมว่ามันจะใกล้ถึงเพียงนี้? บทที่ 6 ธอร์วิ่งจี๋ข้ามสนามกว้างภายในอัฒจันทร์ เขาวิ่งเร็วสุดชีวิต ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าของทหารยามวิ่งตามมาอย่างกระชั้นชิด พวกเขาวิ่งไล่ธอร์ข้ามสนามที่ทั้งร้อนและคลุ้งฝุ่น สบถด่าไปพลาง ตรงหน้าของเขามีสมาชิกกองทหารยุวชน และพวกเกณฑ์มาใหม่ยืนกระจายอยู่ เด็กหนุ่มหลายสิบคนเหมือนกันกับเขา เพียงแต่แก่กว่าและแข็งแรงกว่า พวกเขากำลังฝึกและถูกทดสอบหลาย ๆ อย่าง บางคนขว้างหอก บางคนพุ่งแหลน ส่วนหนึ่งกำลังฝึกจับทวน พวกเขาเล็งไปที่เป้าที่อยู่ห่างออกไป และแทบจะไม่พลาดเลย พวกนี้คือคู่แข่งของเขา ซึ่งดูน่าเกรงขาม ท่ามกลางพวกเขามีอัศวินจริง ๆ อีกหลายสิบคน สมาชิกของกองรบเงินยืนล้อมเป็นครึ่งวงกลม กำลังดูการฝึก ประเมินและตัดสินว่าใครจะได้อยู่และใครจะถูกส่งกลับบ้าน ธอร์รู้ว่าเขาจะต้องพิสูจน์ตัวเอง จะต้องทำให้คนพวกนี้ประทับใจ อีกไม่ช้าพวกทหารยามจะไล่เขาทัน หากมีโอกาสที่เขาจะสร้างความประทับใจได้ ก็ต้องเวลานี้ละ แต่อย่างไรกันเล่า? เขารีบคิดขณะที่วิ่งข้ามสนามไป ตั้งใจจะไม่ยอมถูกปฏิเสธ ขณะที่ธอร์วิ่งตัดสนามไปนั้น เริ่มมีบางคนสังเกตเห็น พวกเกณฑ์มาบางคนหยุดแล้วหันมามองเขา เช่นเดียวกับพวกอัศวิน ในไม่ช้าธอร์รู้สึกว่าทุกคนหันมาสนใจเขา พวกเขาดูประหลาดใจ ธอร์รู้ว่าพวกเขาคงสงสัยว่าเขาเป็นใคร มาวิ่งอยู่ในสนาม โดยมีทหารยามสามนายวิ่งไล่กวด นี่ไม่ใช่วิธีสร้างความประทับใจที่ธอร์ต้องการ ตลอดทั้งชีวิต เขาฝันที่จะได้ร่วมกองทหารยุวชน แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาวาดภาพไว้ว่าจะเกิดขึ้น ระหว่างที่ธอร์วิ่งไปพลางคิดใคร่ครวญหาวิธี ก็มีคนมาช่วยหาคำตอบให้ เด็กหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง พลเกณฑ์ใหม่ที่ตัดสินใจว่าจะใช้โอกาสนี้สร้างความประทับใจให้ตัวเองโดยการหยุดธอร์ ร่างกายสูงใหญ่ล่ำสันของเขาใหญ่กว่าธอร์เกือบสองเท่า เขายกดาบไม้ขึ้นขวางทางธอร์ ธอร์รู้ว่าเขาตั้งใจจะกระแทกธอร์ให้ล้ม เพื่อให้เป็นตัวตลกต่อหน้าคนอื่น ๆ และจะทำให้ตัวเองได้เปรียบพวกที่เกณฑ์มาใหม่คนอื่นมากขึ้น นั่นทำให้ธอร์ไม่พอใจ แต่เขาไม่มีอะไรจะไปต่อกรกับเด็กหนุ่มคนนี้ได้ นี่ไม่ใช่การต่อสู้ของเขา แต่ธอร์ก็ตัดสินใจจะสู้ เพื่อจะได้มีโอกาสเหมือนกับคนอื่น ๆ เมื่อเข้าไปใกล้ ธอร์ยิ่งไม่อยากเชื่อในขนาดตัวของเด็กหนุ่มคนนี้ เขาสูงตระหง่านอยู่เหนือธอร์ หน้าตาถมึงทึง มีปอยผมสีดำหนาคลุมหน้าผาก มีใบหน้าเหลี่ยม ขากรรไกรบึกบีนที่สุดที่ธอร์เคยเห็น เขาไม่เห็นทางที่จะต่อกรกับเด็กหนุ่มคนนี้ได้เลย เด็กหนุ่มพุ่งเข้าหาธอร์พร้อมกับดาบไม้ ธอร์รู้ดีว่าหากเขาไม่รีบทำอะไร จะต้องถูกคว่ำลงไปกอง แล้วสัญชาตญาณของเขาก็เข้าสั่งการ ธอร์หยิบหนังสติ๊กขึ้นมา ง้างแล้วยิงลูกหินไปที่มือของเด็กหนุ่มคนนั้น กระแทกดาบหลุดจากมือตอนที่เขากำลังเหวี่ยงดาบลงมาพอดี ดาบกระเด็นหลุดไปขณะที่เด็กหนุ่มส่งเสียงร้อง พลางกุมมือ ธอร์ไม่ยอมเสียเวลา เขาพุ่งเข้าไป อาศัยโอกาสนี้กระโจนขึ้นไปในอากาศ และถีบเด็กหนุ่มคนนั้น ธอร์ใช้สองเท้ายันเข้าที่อกกว้าง แต่เด็กหนุ่มคนนั้นล่ำสันมากจนเหมือนเขาถีบเข้ากับต้นโอ๊ค เด็กหนุ่มผงะถอยไปไม่กี่นิ้ว ขณะที่ธอร์หล่นลงไปกองอยู่แทบเท้าเขา นี่ท่าจะไม่ดีแล้ว ธอร์คิด ขณะหล่นกระแทกพื้นดังตุ้บ แก้วหูลั่น เขาพยายามลุกขึ้นยืน แต่เด็กหนุ่มก้าวเข้ามาหา ยื่นมือมาคว้าหลังธอร์แล้วเหวี่ยงเขาลอยไป หน้ากระแทกพื้น พวกเด็กหนุ่มคนอื่นล้อมวงกันรอบตัวทั้งคู่และส่งเสียงโห่ร้อง ธอร์หน้าแดง รู้สึกอับอาย เขาพลิกตัวจะลุกขึ้น แต่เด็กหนุ่มคนนั้นเร็วกว่า เข้ามาอยู่เหนือตัวเขาแล้วกดธอร์ลงกับพื้น ก่อนที่ธอร์จะรู้ตัว มันก็กลายเป็นการแข่งขันมวยปล้ำไปแล้ว น้ำหนักของเด็กหนุ่มคนนั้นช่างมหาศาล ธอร์ได้ยินเสียงตะโกนดังแว่ว ๆ จากพวกที่ล้อมวงอยู่ โห่ร้องอย่างกระหายเลือด ใบหน้าถมึงทึงของเด็กหนุ่มที่มองลงมาขณะยื่นมือออกมา หมายจะเอานิ้วโป้งจิ้มตาธอร์ เขาไม่อยากเชื่อเลย ดูเหมือนเด็กหนุ่มคนนี้อยากจะทำร้ายเขาอย่างจริงจัง นี่เขาอยากได้เปรียบคนอื่นขนาดนี้เชียวหรือ? ในวินาทีสุดท้ายนั้น ธอร์หันหน้าหลบ มือของเด็กหนุ่มจึงพลาด กระแทกไปที่พื้นดิน ธอร์อาศัยจังหวะนั้นกลิ้งหลบออกมา เขาลุกขึ้นยืน และหันไปเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มที่ยืนขึ้นเช่นเดียวกัน เขาพุ่งเข้าหา เหวี่ยงหมัดใส่หน้าธอร์ แต่ธอร์หลบได้ในวินาทีสุดท้าย ลมผ่านหน้าเขาไป เขารู้ว่าถ้าหมัดของเด็กหนุ่มโดนหน้าเขา กรามเขาต้องหักแน่ ๆ ธอร์ยืดตัวชกไปที่ท้องของเด็กหนุ่ม แต่แทบจะไม่มีผลอะไร มันเหมือนกับชกโดนต้นไม้ ก่อนที่ธอร์จะทันทำอะไรต่อ เด็กหนุ่มก็ศอกเข้าที่หน้า ธอร์ผงะถอยหลัง เซถลาเพราะแรงกระแทก แรงเหมือนโดนค้อนฟาดจนหูลั่น ขณะที่ธอร์โซเซ หอบหายใจ เด็กหนุ่มก็พุ่งเข้ามาอีก เตะเขาแรงที่หน้าอก ธอร์กระเด็นลอยไปกระแทกพื้น เด็กคนอื่น ๆ ส่งเสียงโห่ร้องยินดี ธอร์มึนงง ลุกขึ้นนั่ง แต่เด็กหนุ่มก็พุ่งเข้าใส่อีกครั้ง เหวี่ยงหมัดชกเขาอีก กระแทกแรงเข้าที่หน้า คว่ำเขาลงไปนอนหงายหลังแน่นิ่งอีกครั้ง ธอร์นอนอยู่อย่างนั้น ได้ยินเสียงโห่ร้องแว่วจากคนอื่น ๆ รู้สึกถึงรสเฝื่อนของเลือดที่ไหลจากจมูก และรอยแตกบนใบหน้า เขาครางด้วยความเจ็บปวด เมื่อลืมตาขึ้นมอง เขาเห็นเด็กหนุ่มหันหลังเดินกลับไปหา เพื่อน ๆ ฉลองชัยชนะของเขา ธอร์อยากจะยอมแพ้ เด็กหนุ่มคนนี้ตัวใหญ่มาก การพยายามจะต่อสู้ด้วยมันเปล่าประโยชน์ และเขาทนรับหมัดอีกไม่ไหวแล้ว แต่บางอย่างในตัวเขาผลักดัน ไม่ให้เขายอมแพ้ ไม่ใช่ต่อหน้าคนพวกนี้ อย่ายอมแพ้ ลุกขึ้น ลุกขึ้น ธอร์รวบรวมกำลัง ครางออกมาขณะที่กลิ้งตัวแล้วยันตัวขึ้นบนมือและเข่า จากนั้นจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน เขาเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่ม เลือดไหล ตาบวมปูดแทบมองไม่เห็น หอบหายใจแรง แล้วยกหมัดขึ้น เด็กหนุ่มร่างยักษ์หันกลับมามองธอร์ เขาส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าควรจะนอนนิ่ง ๆ นะเจ้าหนู” เขาขู่ ขณะเริ่มเดินกลับมาหาธอร์ “พอได้แล้ว!” มีเสียงตะโกนขึ้น “เอลเด็น ถอยไป!” อัศวินคนหนึ่งก้าวออกมายืนระหว่างพวกเขา ยกมือขึ้นห้ามไม่ให้เอลเด็นเข้ามาใกล้ธอร์ ฝูงชนหุบปากเงียบ ขณะที่มองดูอัศวิน เห็นได้ชัดว่าอัศวินคนนี้เป็นคนที่ต้องเคารพ ธอร์เงยหน้าขึ้นมอง เห็นความน่าเกรงขามของอัศวินคนนี้ เขาอายุประมาณยี่สิบปี ตัวสูงมีไหล่กว้าง คางบึกบึน และมีผมสีน้ำตาลที่ตัดเล็มอย่างดี ธอร์รู้สึกชอบเขาขึ้นมาทันที ชุดดเกราะชั้นเลิศกับเสื้อเกราะที่ทำจากเงินขัดเงาของเขามีตราราชวงศ์ สัญลักษณ์นกเหยี่ยวซึ่งเป็นตราประจำราชวงศ์แม็คกิล ธอร์คอแห้งผาก เขายืนอยู่ต่อหน้าเชื้อพระวงศ์ เขาแทบไม่อยากเชื่อ “อธิบายมาสิ เจ้าหนู” เขาบอกธอร์ “ทำไมถึงบุกเข้ามาในสนามโดยไม่ได้รับเชิญ?” ทันใดนั้นก่อนที่ธอร์จะทันตอบอะไร ทหารยามสามนายก็ฝ่าเข้ามาในวง คนที่นำหน้า หอบหายใจ ชี้นิ้วมาที่ธอร์ “มันขัดคำสั่งเรา!” ทหารยามตะโกน “ข้าจะล่ามมันแล้วพาไปไว้ที่คุกใต้ดิน!” “ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด!” ธอร์ประท้วง “ตอนนี้เจ้าทำไหม?” ทหารยามตะคอก “บุกเข้ามาในเขตราชฐานโดยไม่ได้รับอนุญาต ใช่ไหม?” “ที่ข้าต้องการคือโอกาสเท่านั้น!” ธอร์ตะโกน หันไปอ้อนวอนอัศวินตรงหน้าเขา คนที่เป็นเชื้อพระวงศ์ด้วย “ข้าต้องการโอกาสได้เข้าร่วมกองทหารยุวชน!” “สนามฝึกนี้สำหรับคนที่ได้รับเชิญเท่านั้น เจ้าหนู” มีเสียงแหบพร่าดังขึ้น Конец ознакомительного фрагмента. Текст предоставлен ООО «ЛитРес». Прочитайте эту книгу целиком, купив полную легальную версию (https://www.litres.ru/pages/biblio_book/?art=43698303&lfrom=334617187) на ЛитРес. Безопасно оплатить книгу можно банковской картой Visa, MasterCard, Maestro, со счета мобильного телефона, с платежного терминала, в салоне МТС или Связной, через PayPal, WebMoney, Яндекс.Деньги, QIWI Кошелек, бонусными картами или другим удобным Вам способом.
СКАЧАТЬ БЕСПЛАТНО