Сетевая библиотекаСетевая библиотека
การเดินทางแห่งราชา มอร์แกน ไรซ์ วงแหวนของผู้วิเศษ #2 วงแหวนของผู้วิเศษ มีส่วนผสมทุกอย่างของการประสบความสำเร็จทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องหลัก โครงเรื่องย่อย ความลึกลับ อัศวินผู้กล้าหาญ ความสัมพันธ์ที่เบ่งบานพร้อมกับการอกหัก การหลอกหลวงและการทรยศ มันจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้หลายชั่วโมง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกวัย แนะนำให้มีประจำไว้ในห้องสมุดสำหรับคอนักอ่านเรื่องแฟนตาซีBooks and Movie Reviews, Roberto Mattosขบวนแห่งกษัตริย์นำเราเข้าไปใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว สู่มหากาพย์การผจญภัยของธอร์เข้าสู่วัยหนุ่ม เมื่อเขาเริ่มรู้มากขึ้นว่าตัวเองเป็นใคร พลังของเขาคืออะไร เมื่อเขาเริ่มเข้าสู่การเป็นนักรบหลังจากที่เขาหนีออกจากคุกใต้ดิน ธอร์หวาดกลัวที่ได้รู้เรื่องการพยายามลอบปลงพระชนม์ราชาแม็คกิลเป็นครั้งที่สอง เมื่อพระราชาสิ้นพระชนม์ ทั้งอาณาจักรก็ปั่นป่วน เพราะทุกคนต่างต้องการราชบัลลังก์ ราชสำนักของพระราชามีเรื่องราวชีวิตมากมาย ทั้งการแย่งชิงอำนาจ ความทะเยอทะยาน ริษยา ความรุนแรงและการหักหลัง การเลือกรัชทายาทจากโอรสและธิดา และยังมีดาบประจำราชวงศ์อันเก่าแก่ ขุมพลังของพวกเขา จะมีโอกาสถูกใช้งานโดยคนที่มาใหม่ แต่ทั้งหมดนี้อาจจะกลับตาลปัตร มีการพบอาวุธสังหาร และบ่วงก็รัดแน่นขึ้นในการตามหาตัวผู้ลอบปลงพระชนม์ ในขณะเดียวกันราชวงศ์แม็คกิลต้องเผชิญหน้ากับอันตรายใหม่จากราชวงศ์แม็คคลาวด์ ซึ่งเตรียมการโจมตีจากภายในอาณาจักรวงแหวนธอร์ต่อสู้เพื่อชนะใจเจ้าหญิงเกว็นโดลินอีกครั้ง แต่อาจจะไม่มีเวลาพอ เขาถูกสั่งให้หยุด เพื่อเตรียมตัวไปกับพี่น้องกองทหารยุวชนเพื่อไปทำภารกิจหนึ่งร้อยวัน หนึ่งร้อยวันแห่งนรกอันแสนทรหดที่ทหารกองยุวชนทุกคนจะต้องรอดชีวิตไปให้ได้ กองทหารยุวชนจะต้องข้ามหุบเขา ออกไปนอกการคุ้มครองของอาณาจักรวงแหวน ไปสู่แดนเถื่อน และลงเรือข้ามทะเลทาร์ทูเวียนไปยังเกาะแห่งหมอก ที่เล่ากันว่ามีมังกรคอยคุ้มครองอยู่ เพื่อเป็นการเริ่มต้นสู่วัยหนุ่มของพวกเขาพวกเขาจะกลับมาได้ไหม? อาณาจักรวงแหวนจะรอดหรือไม่ตอนที่พวกเขาไม่อยู่? และในที่สุดธอร์จะได้รู้ความลับเกี่ยวกับโชคชะตาของเขาหรือไม่? ด้วยการสร้างสรรค์ตัวละครและเนื้อเรื่องที่เป็นผลงานระดับโลก ทำให้ ขบวนแห่งกษัตริย์เป็นมหากาพย์เรื่องราวของเพื่อนและคู่รัก คู่แข่งและคู่แค้น อัศวินและมังกร แผนทางการเมืองและเล่ห์เพทุบาย การเติบโต การอกหัก การหลอกลวง ความทะเยอะทะยานและการทรยศ และยังเป็นเรื่องราวแห่งเกียรติยศและความกล้าหาญ โชคชะตา วาสนาและเวทมนต์ เป็นนิยายแฟนตาซีที่จะนำเราไปสู่โลกที่เราจะไม่มีวันลืม ซึ่งเหมาะกับทุกเพศและวัยเล่มที่ 2-13 ในชุดนี้มีให้อ่านแล้ว! การเดินทางแห่งราชา (เล่ม 2 ในชุดวงแหวนของผู้วิเศษ) มอร์แกน ไรซ์ ประวัติ มอร์แกน ไรซ์ มอร์แกน ไรซ์ เป็นผู้เขียนหนังสือขายดีอันดับ 1 เรื่อง THE VAMPIRE JOURNALS นิยายชุดสำหรับวัยรุ่น จำนวน 11 เล่ม (ยังมีเล่มต่อไป), นิยายชุดขายดีอันดับ 1เรื่อง THE SURVIVAL TRILOGY นิยายระทึกขวัญ จำนวน 2 เล่ม (ยังมีเล่มต่อไป) และนิยายชุดมหากาพย์แฟนตาซีขายดีอันดับ 1 วงแหวนของผู้วิเศษ จำนวน 11 เล่ม (ยังมีเล่มต่อไป) หนังสือของมอร์แกน มีทั้งรูปแบบหนังสือเสียงและเป็นรูปเล่ม และแปลเป็นภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาเลียน สเปน โปรตุเกส ญี่ปุ่น จีน สวีเดน ดัตช์ ตุรกี ฮังกาเรียน เช็ค และสโลวัก (และภาษาอื่น ๆ ที่จะตามมา) มอร์แกนอยากฟังความคิดเห็นจากพวกคุณ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.morganricebooks.com เพื่อสมัครรับข่าวสารทางอีเมล พร้อมรับหนังสือ และของรางวัลมากมาย และสามารถดาวน์โหลดแอพฟรี พร้อมทั้งรับทราบข่าวสารล่าสุด หรือเชื่อมต่อผ่านเฟซบุคและทวีตเตอร์ โปรดติดตาม! คำนิยมสำหรับ มอร์แกน ไรซ์ “วงแหวนของผู้วิเศษ มีส่วนผสมทุกอย่างของการประสบความสำเร็จทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องหลัก โครงเรื่องย่อย ความลึกลับ อัศวินผู้กล้าหาญ ความสัมพันธ์ที่เบ่งบานพร้อมกับการอกหัก การหลอกหลวงและการทรยศ มันจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้หลายชั่วโมง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกวัย แนะนำให้มีประจำไว้ในห้องสมุดสำหรับคอนักอ่านเรื่องแฟนตาซี” --Books and Movie Reviews, Roberto Mattos “ไรซ์ทำได้ยอดเยี่ยมในการดึงคุณเข้าสู่เรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้น ใช้พรรณนาโวหารได้อย่างเยี่ยมยอด ทำให้เห็นภาพได้ดีกว่าภาพวาดเสียอีก เป็นงานเขียนที่ดีและอ่านอย่างรวดเร็วมาก” --Black Lagoon Reviews (สำหรับเรื่อง Turned) “เป็นหนังสือในดวงใจสำหรับนักอ่านวัยรุ่น มอร์แกน ไรซ์ สร้างงานเขียนที่ตื่นเต้นและหักมุม แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร หนังสือชุดนี้เป็นเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่ง ที่มีความพิเศษ!...อ่านง่ายแต่เดินเรื่องได้ฉับไว ...เรตผู้ปกครองควรแนะนำ --The Romance Reviews (สำหรับเรื่อง Turned) “ดึงความสนใจของฉันได้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ…เป็นเรื่องราวการผจญภัยที่น่าอัศจรรย์ ดำเนินเรื่องฉับไวและเต็มไปด้วยฉากแอคชั่นตั้งแต่ต้นเรื่อง ไม่มีจังหวะน่าเบื่อเลย” --Paranormal Romance Guild (สำหรับเรื่อง Turned) “เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่น โรแมนติกและตื่นเต้น หาไปอ่านสักเล่มแล้วคุณจะตกหลุมรักอีกครั้ง” --vampirebooksite.com (สำหรับเรื่อง Turned) “โครงเรื่องยอดเยี่ยม เป็นหนังสือที่คุณอ่านแล้วจะไม่อยากวาง มีตอนจบที่น่าตื่นเต้นและลุ้นจนคุณอยากจะซื้อเล่มต่อไปทันที มาดูกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป” --The Dallas Examiner (สำหรับเรื่อง Loved) “เป็นหนังสือที่เป็นคู่แข่งของ TWILIGHT และ VAMPIRE DIARIES และเป็นเล่มที่คุณอ่านแล้วจะไม่อยากวางจนถึงหน้าสุดท้าย หากคุณชอบการผจญภัย ความรักและแวมไพร์ หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่คุณมองหา!” --Vampirebooksite.com (สำหรับเรื่อง Turned) “มอร์แกน ไรซ์ ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าเป็นนักเล่าเรื่องที่มีพรสวรรค์ หนังสือเรื่องนี้จะดึงดูดความสนใจของนักอ่านมากมาย รวมทั้งนักอ่านวัยรุ่นที่ชื่นชอบเรื่องราวประเภทแวมไพร์และแฟนตาซี ตอนจบของเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อจนทำให้คุณตกใจ” --The Romance Reviews (สำหรับเรื่อง Loved) หนังสือของ มอร์แกน ไรซ์ ชุด วงแหวนของผู้วิเศษ เส้นทางแห่งวีรบุรุษ (เล่ม 1) การเดินทางแห่งราชา (เล่ม 2) ชะตาแห่งมังกร (เล่ม 3) A CRY OF HONOR (เล่ม 4) A VOW OF GLORY (เล่ม 5) A CHARGE OF VALOR (เล่ม 6) A RITE OF SWORDS (เล่ม 7) A GRANT OF ARMS (เล่ม 8) A SKY OF SPELLS (เล่ม 9) A SEA OF SHIELDS (เล่ม 10) A REIGN OF STEEL (เล่ม 11) A LAND OF FIRE (เล่ม 12) A RULE OF QUEENS (เล่ม 13) ชุด SURVIVAL TRILOGY ARENA ONE: SLAVERSUNNERS (เล่ม 1) ARENA TWO (เล่ม 2) ชุด VAMPIRE JOURNALS TURNED (เล่ม 1) LOVED (เล่ม 2) BETRAYED (เล่ม 3) DESTINED (เล่ม 4) DESIRED (เล่ม 5) BETROTHED (เล่ม 6) VOWED (เล่ม 7) FOUND (เล่ม 8) RESURRECTED (เล่ม 9) CRAVED (เล่ม 10) FATED (เล่ม 11) ดาวน์โหลดหนังสือของมอร์แกน ไรซ์ได้ที่นี่! ฟัง นิยายชุด วงแหวนของผู้วิเศษ ในรูปแบบหนังสือเสียง! ลิขสิทธิ์ © 2013 โดย มอร์แกน ไรซ์ สงวนลิขสิทธิ์ ยกเว้นที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ของสหรัฐฯ พ.ศ. 2519 ห้ามนำส่วนใดของการเผยแพร่นี้ไปทำซ้ำ แจกจ่ายหรือถ่ายทอดในรูปแบบใด ๆ หรือโดยความหมายใด ๆ หรือเก็บบันทึกเป็นข้อมูล หรือระบบสืบค้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน หนังสือ ebook นี้ อนุญาตเพื่อความบันเทิงส่วนตัวของคุณเท่านั้น และ ebook เล่มนี้ไม่อาจนำไปขายซ้ำ หรือยกให้ผู้อื่น หากคุณต้องการแบ่งปันหนังสือเล่มนี้กับผู้อื่น ขอความกรุณาซื้อเพิ่มใหม่เป็นส่วนตัว หากคุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ และไม่ได้ซื้อ หรือไม่ได้ซื้อในนามของคุณ ขอความกรุณาส่งคืนและดำเนินการซื้อในนามของคุณ ขอบคุณที่ให้ความเคารพในการทำงานอย่างหนักของผู้เขียน หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ชื่อ ตัวละคร ธุรกิจ องค์กร สถานที่ สถานการณ์ และเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน หรือเป็นการแต่งขึ้น ความคล้ายคลึงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลจริง ทั้งที่ยังมีชีวิตหรือเสียชีวิตไปแล้ว เป็นความบังเอิญทั้งสิ้น Jacket image Copyright RazoomGame, used under license from Shutterstock.com. สารบัญ บทที่ หนึ่ง (#ud3c2b327-55f4-5b2d-aed9-d80e94251e61) บทที่ สอง (#ua72d9168-e4dc-5d3b-b702-5bf5441cc022) บทที่ สาม (#udf771e0e-94a4-5bd2-afb3-2a7e96015928) บทที่ สี่ (#u71bb1d44-40eb-5cbb-a084-7c51705f6d5c) บทที่ ห้า (#ufd086b8b-f6a1-5ecc-85ae-0727179ffecd) บทที่ หก (#u2788cc54-0fcf-56ad-8fe0-320b5a0eff48) บทที่ เจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ แปด (#litres_trial_promo) บทที่ เก้า (#litres_trial_promo) บทที่ สิบ (#litres_trial_promo) บทที่ สิบเอ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ สิบสอง (#litres_trial_promo) บทที่ สิบสาม (#litres_trial_promo) บทที่ สิบสี่ (#litres_trial_promo) บทที่ สิบห้า (#litres_trial_promo) บทที่ สิบหก (#litres_trial_promo) บทที่ สิบเจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ สิบแปด (#litres_trial_promo) บทที่ สิบเก้า (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบ (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบเอ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบสอง (#litres_trial_promo) “นี่กริชหรือที่ข้าแลเห็นอยู่เบื้องหน้า หันด้ามเข้าหาข้า? มาสิ ให้ข้ากำเจ้าไว้ มือข้าสัมผัสเจ้ามิได้ แต่นัยน์ตาข้ายังมองเห็น” วิลเลียม เช็คสเปียร์ แม็คเบ็ธ บทที่ หนึ่ง ราชาแม็คกิลทรงดำเนินโซเซเข้ามาในห้องบรรทม เพราะทรงดื่มมากเกินไป ทั้งห้องหมุนติ้ว พระเศียรยังปวดตุบจากงานเลี้ยงเมื่อคืน สตรีนางหนึ่งซึ่งไม่ทรงรู้จักเคล้าเคลียอยู่ข้างพระวรกาย แขนข้างหนึ่งโอบไว้รอบบั้นพระองค์ เสื้อผ้าหลุดลุ่ย นางประคองพระองค์ไปที่พระแท่นพลางหัวเราะคิกคัก มหาดเล็กสองนายปิดประตูตามหลังและหลบไปอย่างเงียบ ๆ พระราชาไม่รู้ว่าราชินีของพระองค์ประทับอยู่ที่ใด และในคืนนี้ทรงไม่สนพระทัย ทั้งสองพระองค์แทบจะไม่ได้ร่วมพระแท่นบรรทมกันแล้ว ด้วยพระนางมักจะบรรทมที่ห้องประทับส่วนตัว โดยเฉพาะในคืนที่มีงานฉลอง เมื่อการเลี้ยงอาหารยาวนานเกินไป พระนางทรงรู้ดีถึงความบันเทิงของสวามี และดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจ นอกจากนี้ พระองค์ทรงเป็นราชา และราชาในราชวงศ์แม็คกิลมักจะปกครองตามความพอใจ ขณะที่ราชาแม็คกิลมุ่งหน้าไปที่พระแท่น ทั้งห้องก็หมุนอย่างบ้าคลั่ง จนพระองค์สะบัดสตรีนางนั้นออกไป ไม่ทรงอยู่ในอารมณ์สำหรับเรื่องนี้แล้ว “ออกไป!” ราชาตรัสสั่ง แล้วผลักไสนางออกห่าง สตรีนางนั้นยืนนิ่ง ทั้งตกใจและเจ็บปวด ขณะที่ประตูเปิดออก และมหาดเล็กกลับเข้ามาคว้าแขนนางไว้คนละข้าง แล้วนำนางออกไป นางขัดขืนแต่เสียงร้องก็เงียบลงเมื่อประตูถูกปิดตามหลัง ราชาแม็คกิลประทับนั่งบนพระแท่น สองหัตถ์เท้าพระเศียรไว้ พยายามหยุดอาการปวดพระเศียร เป็นเรื่องไม่ปกติสำหรับพระองค์ที่ทรงปวดพระเศียรเร็วเช่นนี้ ก่อนที่น้ำจันฑ์จะทันออกฤทธิ์เสียอีก แต่คืนนี้มันต่างไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วไปหมด งานเลี้ยงฉลองเป็นไปด้วยดี ขณะที่พระองค์ทรงสำราญกับเนื้อชั้นดีและไวน์รสแรง ตอนที่ ธอร์ เด็กหนุ่มคนนั้นโผล่เข้ามาและทำลายทุกอย่างลง เริ่มต้นด้วยการบุกรุกของเขากับความฝันไร้สาระ จากนั้นเขายังบังอาจปัดแก้วจากหัตถ์ของพระองค์ แล้วสุนัขตัวนั้นก็เข้ามาแล้วเลียไวน์ก่อนจะล้มลงขาดใจตายต่อหน้าทุกคน ราชาแม็คกิลตัวสั่นตั้งแต่ตอนนั้น ความตระหนักรู้กระแทกใส่พระองค์ราวกับค้อนทุบ ว่ามีใครบางคนพยายามที่จะวางยาพิษพระองค์ เพื่อลอบปลงพระชนม์ พระราชาแทบไม่อยากเชื่อ ใครบางคนเล็ดลอดผ่านองครักษ์ ผ่านคนทดสอบอาหารและไวน์ของพระองค์มาได้ ทรงรอดพ้นจากจากความตายอย่างเฉียดฉิว และยังทรงตัวสั่นอยู่ ราชาแม็คกิลทรงจำได้ว่าธอร์ถูกนำตัวไปยังคุกใต้ดิน และทรงสงสัยขึ้นมาอีกครั้งว่านั่นเป็นคำสั่งที่ถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากใจหนึ่งทรงมั่นพระทัยว่าเด็กหนุ่มไม่มีทางที่จะรู้ว่าแก้วนั้นมียาพิษหากว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ใส่มันลงไปหรือเป็นผู้สมคบคิดกระทำการในทางใดทางหนึ่ง แต่อีกใจหนึ่งพระองค์ทรงรู้ดีว่าธอร์มีพลังลึกลับซ่อนอยู่ อาจจะลึกลับเกินไป และบางทีเขาอาจจะพูดความจริง บางทีเขาอาจจะเห็นมันในความฝันอย่างที่บอก ที่จริงแล้วธอร์อาจจะเป็นผู้ช่วยชีวิตพระองค์ไว้ และพระองค์ทรงส่งคนที่มีความจงรักภักดีอย่างแท้จริงไปเข้าคุกใต้ดิน พระเศียรของราชาปวดตุบ ๆ เมื่อทรงคิดถึงเรื่องนี้ ขณะที่ทรงประทับนั่งพลางถูรอยย่นบนพระนลาฏ พยายามจะหาคำตอบ แต่พระองค์ทรงมึนเมาเกินไปในคืนนี้ พระสติไม่แจ่มใสและความคิดสับสน ทรงไม่สามารถคิดให้ถี่ถ้วนได้ แล้วที่นี่ก็ร้อนเกินไป เป็นคืนในฤดูร้อนที่อบอ้าว พระวรกายรุมร้อนอยู่หลายชั่วโมงในช่วงเวลาหรรษาจากอาหารและเครื่องดื่ม ทรงรู้สึกว่าพระเสโทไหลอาบ ราชาแม็คกิลทรงถอดและเหวี่ยงฉลองพระองค์คลุมออก ตามด้วยฉลองพระองค์ตัวนอก เหลือเพียงฉลองพระองค์ตัวใน พระองค์ทรงปาดเหงื่อจากคิ้วและเครา แล้วทรงเอนวรกาย สลัดบู้ทคู่ใหญ่และหนักออกทีละข้าง ทรงงอนิ้วพระบาทเมื่อสัมผัสอากาศ ราชาแม็คกิลประทับนั่งอยู่เช่นนั้น พลางสูดหายใจแรง พยายามทำใจให้สงบ วันนี้พระองค์ทรงเจริญอาหารและมันช่างเป็นภาระ พระราชาเตะขาขึ้นแล้วเอนวรกายลงนอน หนุนพระเศียรลงกับพระเขนย ทรงถอนหายใจแล้วทอดพระเนตรมองขึ้นไป มองผ่านเสาพระแท่นทั้งสี่ ขึ้นไปยังเพดาน ทรงหวังให้ห้องหยุดหมุนเสียที ใครกันอยากจะสังหารข้า? พระองค์ทรงสงสัยขึ้นมาอีก ทรงรักธอร์ดุจบุตรชาย ส่วนหนึ่งในพระหทัยรู้ว่าไม่ใช่ธอร์ ทรงสงสัยว่าจะเป็นใครได้อีก และพวกนั้นมีเหตุจูงใจอะไร ที่สำคัญที่สุดหากว่าพวกมันจะพยายามอีกล่ะ พระองค์จะปลอดภัยหรือไม่? คำพยากรณ์ของอาร์กอนจะถูกต้องหรือไม่? พระราชาทรงรู้สึกว่าหนังตาหนักขึ้น ขณะที่ทรงรู้ว่าคำตอบของเรื่องนี้อยู่นอกเหนือความเข้าใจของพระองค์ หากพระสติแจ่มชัดกว่านี้สักหน่อย อาจจะทรงคิดออก แต่คงต้องรอถึงรุ่งสางจึงค่อยเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาของพระองค์ ให้เริ่มทำการสอบสวนเรื่องนี้ คำถามในใจของพระองค์ไม่ใช่ใครต้องการให้พระองค์ตาย แต่เป็นใครกันที่ไม่ต้องการให้พระองค์ตาย ในราชสำนักเต็มไปด้วยคนที่ต้องการบัลลังก์ของพระองค์ บรรดาแม่ทัพผู้ทะเยอทะยาน สมาชิกสภาเจ้าอุบาย ขุนนางผู้กระหายอำนาจ สายลับ คู่ปรับเก่า คนลอบสังหารจากฝั่งแม็คคลาวด์ หรือแม้แต่มาจากแดนเถื่อน บางทีอาจจะใกล้กว่านั้นก็เป็นได้ พระราชาแม็คกิลทรงกระพริบพระเนตรเมื่อเริ่มง่วงงุน แต่มีบางอย่างดึงความสนใจของพระองค์ทำให้พยายามลืมพระเนตร พระองค์สังเกตเห็นความเคลื่อนไหว เมื่อมองหาก็ไม่พบว่ามีมหาดเล็กอยู่ตรงนั้น ทรงกระพริบพระเนตรอย่างสับสน มหาดเล็กไม่เคยทิ้งให้พระองค์อยู่เพียงลำพังในห้องนี้ และทรงนึกไม่ออกว่าสั่งให้พวกเขาออกไป และยิ่งแปลกมากขึ้น เมื่อประตูห้องเปิดออกกว้าง ขณะนั้นเอง ราชาแม็คกิลได้ยินเสียงจากอีกฟากของห้อง จึงหันไปมอง ตรงนั้นเองมีบางอย่างเคลื่อนไหวมาตามผนัง โผล่ออกมาจากเงามืดสู่แสงคบไฟ เป็นชายร่างสูงผอม สวมเสื้อคลุมสีดำ มีผ้าคลุมปกปิดใบหน้า พระราชากระพริบพระเนตรอยู่หลายครั้ง พลางสงสัยว่าทรงเห็นสิ่งเหล่านี้จริงหรือไม่ ในตอนแรกทรงมั่นพระทัยว่ามันเป็นเพียงเงา แสงจากคบไฟวูบไหวเล่นตลกกับสายพระเนตรของพระองค์ แต่ครู่ต่อมาร่างนั้นก้าวเข้าใกล้มากขึ้นและมาถึงพระแท่นอย่างรวดเร็ว ราชาแม็คกิลพยายามเพ่งมองในแสงสลัว พยายามดูว่าคือใคร พระองค์ทรงผุดลุกขึ้นประทับนั่งด้วยสัญชาตญาณ และด้วยความเป็นนักรบเก่า ทรงเอื้อมไปที่บั้นพระองค์เพื่อจับดาบหรืออย่างน้อยก็มีดสั้น แต่พระองค์ทรงถอดฉลองพระองค์ออกและไม่มีอาวุธใดเหลืออยู่ ทรงประทับอยู่บนพระแท่นอย่างไร้อาวุธ ตอนนี้ร่างนั้นเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เหมือนกับอสรพิษในยามราตรี ค่อยคืบคลานเข้ามาใกล้ เมื่อพระราชาแม็คกิลประทับนั่ง พระองค์ทรงเห็นใบหน้านั้น ทั้งห้องยังคงหมุน ความมึนเมาทำให้พระองค์ไม่อาจเข้าใจได้แจ่มชัด แต่ชั่วขณะนั้น ทรงสาบานได้ว่าเป็นใบหน้าของโอรสของพระองค์ กาเร็ธ? พระราชาทรงตื่นตะหนกขึ้นมาทันที ทรงสงสัยว่าเขามาทำอะไรที่นี่ ในยามดึกดื่นเช่นนี้ โดยไม่บอกไม่กล่าว “ลูกพ่อ?” ทรงเรียกออกไป พระราชาทอดเนตรเห็นแววตามุ่งร้ายและนั่นเพียงพอแล้ว พระองค์กระโดดลุกจากพระแท่น แต่ร่างนั้นก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มันกระโจนเข้าใส่ และก่อนที่ราชาแม็คกิลจะทันยกหัตถ์ขึ้นป้องกัน วัตถุหนึ่งสะท้อนกับแสงคบไฟ พุ่งมาอย่างเร็ว เร็วเกินไป คมมีดแหวกอากาศ ปักลงที่พระอุระของพระองค์ พระราชาทรงร้องออกมา เป็นเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ทรงประหลาดพระทัยกับเสียงร้องของพระองค์เอง มันคือเสียงกรีดร้องในสนามรบ ที่ทรงเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน เป็นเสียงร้องของนักรบที่บาดเจ็บสาหัส ราชาแม็คกิลทรงรู้สึกถึงโลหะเย็นที่แทงทะลุซี่โครง แทรกผ่านกล้ามเนื้อ ผสมกับพระโลหิต ทิ่มลึกเข้าไปยิ่งขึ้น ความเจ็บปวดรุนแรงกว่าที่ทรงเคยนึกฝัน ดูราวกับมันจะไม่หยุดทิ่มลึกเข้าไป ราชาอ้าโอษฐ์ค้าง และรู้สึกถึงโลหิตอุ่นและเค็มในพระโอษฐ์ ทรงหายใจแรงขึ้น พยายามบังคับตัวเองให้เงยขึ้นมองใบหน้าเบื้องหลังผ้าคลุม แล้วพระองค์ต้องตกพระทัย ทรงคาดผิด นั่นไม่ใช่ใบหน้าของโอรส แต่เป็นคนใกล้ชิด ใครคนหนึ่งซึ่งคล้ายกับโอรสของพระองค์ สมองของพระองค์ปั่นป่วนด้วยความสับสน ขณะที่ทรงพยายามนึกชื่อของคนผู้นี้ เมื่อร่างนั้นยืนตระหง่านง้ำอยู่เหนือราชาแม็คกิล ในมือถือมีด พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นและผลักเข้าที่ไหล่ของชายผู้นั้น ด้วยความพยายามที่ต้องการจะหยุดมัน ทรงรู้สึกถึงพละกำลังของนักรบเก่าปะทุขึ้นในวรกาย รู้สึกถึงพลังของบรรพบุรุษ ส่วนลึกในกายของพระองค์ที่ทำให้ทรงเป็นกษัตริย์ ว่าจะต้องไม่ยอมแพ้ ทรงผลักผู้ลอบสังหารด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี ด้วยการผลักเพียงครั้งเดียว ชายคนนั้นผอมบางกว่าที่ราชาแม็คกิลคิด มันเซถอยหลังพลางส่งเสียงร้องออกมา ถลาไปอีกฟาก พระราชาทรงลุกขึ้นยืนด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด ทรงเอื้อมหัตถ์ไปดึงมีดออกจากพระอุระ แล้วขว้างออกไปกระทบพื้นหินเสียงดัง ก่อนจะไถลไปตามพื้น กระแทกเข้ากับผนังที่อยู่ไกลออกไป ชายคนนั้น ซึ่งผ้าคลุมศีรษะหล่นลงมากองอยู่บนบ่า ตะกายขึ้นยืน จ้องมองกลับมาด้วยดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว ขณะที่ราชาแม็คกิลทรงวางท่าขู่ ชายคนนั้นหันหลังวิ่งไปอีกฟากของห้อง แวะหยิบมีดสั้นก่อนที่จะหนีออกไป พระราชาพยายามจะไล่ตาม แต่ชายคนนั้นเร็วเกินไป และความเจ็บปวดก็พุ่งพล่านขึ้นอีก แปลบลึกที่พระอุระ ทรงเริ่มรู้สึกอ่อนแรง ราชาแม็คกิลหยุดยืนนิ่ง เพียงลำพังในห้องบรรทม ทอดเนตรมองโลหิตที่ไหลจากพระอุระสู่พระหัตถ์ พระองค์ทรุดลงกับพระชานุ พระราชาเริ่มรู้สึกหนาว เอนพระวรกายลงและพยายามจะตะโกนออกมา “องครักษ์” ทรงร้องเสียงแผ่ว พระองค์ทรงสูดหายใจลึก แม้จะเจ็บปวดแสนสาหัส ทรงรวบรวมกำลังเปล่งสุรเสียง สุรเสียงแห่งราชา “องครักษ์!” ทรงตะโกนก้อง ราชาแม็คกิลทรงได้ยินเสียงฝีเท้าจากโถงที่อยู่ห่างออกไป ค่อย ๆ ใกล้เข้ามา ได้ยินเสียงประตูเปิดออก รู้สึกว่ามีคนเข้ามาใกล้ แต่ทั้งห้องเริ่มหมุนอีก และครั้งนี้ไม่ใช่ด้วยฤทธิ์น้ำจัณฑ์ สิ่งสุดท้ายที่ทรงเห็นคือพื้นหินเย็น ๆ เคลื่อนเข้าใกล้พระพักตร์ บทที่ สอง ธอร์คว้าห่วงเหล็กสำหรับเคาะประตูไม้บานมหึมาตรงหน้า แล้วดึงสุดแรง มันเปิดออกช้า ๆ ส่งเสียงเอี้ยดอ้าด เผยให้เห็นห้องบรรทมของพระราชา เขาก้าวเข้าไป รู้สึกขนลุกซู่ไปตามแขนขณะข้ามผ่านธรณีประตู ธอร์รู้สึกถึงความมืดมิดที่นี่ มันอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศราวกับหมอก เขาก้าวเข้าไปในห้องอีกหลายก้าว ได้ยินเสียงปะทุของคบไฟบนผนัง ขณะก้าวเข้าไปหาร่างที่นอนกองอยู่บนพื้น เขารู้แล้วว่านั่นคือพระราชา รู้ว่าพระองค์ถูกลอบสังหาร รู้ว่าเขามาช้าเกินไป ธอร์อดสงสัยไม่ได้ว่าองครักษ์หายไปไหนกันหมด ทำไมจึงไม่มีใครอยู่ช่วยพระองค์ เขารู้สึกแข้งขาอ่อนเมื่อเหยียบย่างก้าวสุดท้ายเข้าไปหาพระราชา เขาคุกเข่าลงบนพื้นหิน คว้าพระอังสาที่เย็นเฉียบ แล้วพลิกพระวรกายขึ้น พระราชาแม็คกิล ราชาผู้ล่วงลับ ประทับอยู่ตรงนั้น พระเนตรเบิกโพลง สวรรคต... ธอร์เงยหน้าขึ้น จู่ ๆ ก็มีมหาดเล็กมายืนอยู่เหนือทั้งสอง ถือแก้วเสวยประดับอัญมณีใบใหญ่ ใบที่ธอร์เห็นในงานเลี้ยง ใบที่ทำจากทองคำและประดับด้วยทับทิมและไพลิน มหาดเล็กจ้องมองธอร์ และค่อย ๆ รินไวน์ลงบนพระอุราของราชาแม็คกิล ไวน์กระเด็นเลอะทั่วใบหน้าของธอร์ ธอร์ได้ยินเสียงร้องแหลม เมื่อหันไปมองก็เห็นเอสโตฟีลีส เหยี่ยวของเขาเกาะอยู่บนพระอังสา กำลังเลียไวน์จากพระปราง ธอร์ได้ยินเสียง เมื่อหันไปดูก็เห็นอาร์กอน ยืนอยู่เหนือเขา และมองลงมาอย่างเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งของเขาถือมงกุฎที่เป็นประกาย ส่วนอีกข้างถือคทา อาร์กอนเดินมาหาแล้ววางมงกุฎลงบนศีรษะของธอร์อย่างแน่นหนา ธอร์รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่จมลงมา มันพอดิบพอดี เนื้อโลหะโอบรัดรอบขมับของเขา ธอร์เงยหน้ามองอาร์กอนอย่างประหลาดใจ “บัดนี้เจ้าคือราชา” อาร์กอนประกาศ ธอร์กระพริบตา และเมื่อเขาลืมตาขึ้น ก็ได้เห็นกองทหารยุวชนและกองรบเงินทุกคน ชายฉกรรจ์และเด็กหนุ่มหลายร้อยคนเบียดเสียดกันเข้ามาในห้อง หันหน้าหาเขา แล้วทุกคนก็คุกเข่าลงพร้อมกัน คำนับให้เขา ก้มหน้าต่ำติดพื้น “ราชาของพวกเรา” เสียงประสานกันดังขึ้น ธอร์สะดุ้งตื่น เขาผุดลุกขึ้นนั่ง หายใจแรงพลางมองไปรอบ ๆ ที่นี่ทั้งมืดและชื้น เขาระลึกได้ว่านั่งอยู่บนพื้นหิน หลังพิงกำแพง ธอร์หรี่ตามองไปในความมืด เห็นลูกกรงเหล็กอยู่ห่างออกไปและเบื้องหลังมันคือคบไฟวูบไหว แล้วเขาก็จำได้ ที่นี่คือคุกใต้ดิน เขาถูกลากตัวมาที่นี่หลังจากงานเลี้ยง เขาจำได้ว่าถูกทหารยามชกเข้าที่ใบหน้า และเขาคงจะหมดสติไป ไม่รู้ว่านานเพียงใด ธอร์ลุกขึ้นนั่ง หายใจแรงขึ้น พยายามสลัดภาพฝันร้ายออกไป มันช่างเหมือนจริง เขาภาวนาไม่ให้เป็นเรื่องจริง อย่าให้พระราชาสวรรคต ภาพพระศพยังติดตาเขาอยู่ นี่ธอร์ได้เห็นบางอย่างจริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงสิ่งที่เขาคิดไปเอง? ธอร์รู้สึกว่ามีคนเตะเข้าที่ฝ่าเท้าของเขา เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นร่างหนึ่งยืนอยู่เหนือเขา “เจ้าตื่นเสียที” มีเสียงดังขึ้น “ข้ารออยู่หลายชั่วโมงแล้ว” ในแสงสลัวนั้น ธอร์เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขา รูปร่างผอม ตัวเตี้ยและมีแก้มตอบ มีรอยแผลเป็นจากฝีดาษ แต่ภายใต้ดวงตาสีเขียวคู่นั้นดูมีความใจดีและเฉลียวฉลาด “ข้าชื่อแมเร็ค” เขาบอก “เพื่อนร่วมห้องขังของเจ้า เจ้าโดนโทษอะไรมาล่ะ?” ธอร์ยืดตัวขึ้น พยายามคิด เขาเอนหลังพิงกำแพง ยกมือขึ้นเสยผม แล้วพยายามนึก ปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน “พวกเขาบอกว่าเจ้าพยายามปลงพระชนม์พระราชา” แมเร็คบอกต่อ “เขาพยายามลอบปลงพระชนม์จริง และเราจะฉีกเขาเป็นชิ้น ๆ หากเขาออกมานอกลูกกรงนั่น” มีเสียงคำรามบอก เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นขัดจังหวะ เสียงถ้วยดีบุกกระแทกกับลูกกรงโลหะ ธอร์มองไปเห็นตลอดแนวทางเดินนั้นเป็นห้องขัง มีนักโทษท่าทางพิกลแนบศีรษะกับลูกกรง และท่ามกลางแสงวูบไหวของคบไฟ พวกนั้นยิ้มหยันมาให้เขา ส่วนใหญ่ไม่ได้โกนหนวดเครา มีฟันหลอ และบางคนดูเหมือนอยู่ที่นี่มานานหลายปี มันช่างเป็นภาพที่น่ากลัว ซึ่งธอร์ต้องบังคับตัวเองให้เมินหน้าหนี นี่เขาลงมาอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือ? เขาจะต้องติดอยู่ที่นี่ กับคนพวกนี้ตลอดไปอย่างนั้นหรือ? “อย่าไปสนใจพวกเขาเลย” แมเร็คบอก “ที่ห้องนี้มีแค่เจ้ากับข้า พวกเขาเข้ามาไม่ได้หรอก และข้าไม่สนใจหรอกถ้าเจ้าจะวางยาพิษพระราชา ข้าเองก็อยากจะทำเหมือนกัน” “ข้าไม่ได้วางยาพระราชา” ธอร์บอกอย่างขุ่นเคือง “ข้าไม่ได้วางยาใคร ข้าพยายามช่วยพระองค์ต่างหาก ที่ข้าทำคือปัดแก้วเสวยของพระองค์” “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าแก้วนั้นมียาพิษ?” มีเสียงคนที่แอบฟังอยู่ตะโกนขึ้น “ข้าว่าเวทมนต์ล่ะสิ?” เสียงหัวเราะล้อเลียนดังขึ้นพร้อมกันจากห้องขังอื่น ๆ “มันเป็นคนทรงล่ะมัง!” พวกนั้นคนหนึ่งตะโกนขึ้นอย่างล้อเลียน คนอื่นพากันหัวเราะ “ไม่ใช่หรอก ก็แค่บังเอิญเดาถูกต่างหาก!” อีกคนแผดเสียงขึ้น สร้างความพอใจให้คนอื่น ๆ ธอร์ถลึงตา ไม่พอใจกับคำกล่าวหา และอยากจะอธิบายให้พวกนั้นเข้าใจ แต่เขารู้ว่าคงจะเสียเวลาเปล่า นอกจากนั้นเขาไม่จำเป็นต้องแก้ต่างให้อาชญากรพวกนี้ฟัง แมเร็คมองเขาอย่างค้นคว้า ไม่ใช่ด้วยแววตาสอดรู้เหมือนคนอื่น เขามองมาราวกับกำลังพิจารณา “ข้าเชื่อเจ้า” เขาบอกขึ้นเบา ๆ “เจ้าเชื่อหรือ?” ธอร์ถาม แมเร็คยักไหล่ “ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเจ้าจะวางยาพระราชา เจ้าจะโง่ขนาดให้พระองค์รู้อย่างนั้นหรือ?” แมเร็คหันหลังแล้วเดินห่างไปไม่กี่ก้าว ไปยังอีกฟากของห้องขัง ก่อนจะนั่งลงพิงกำแพงหันหน้ามาหาธอร์ ตอนนี้ธอร์เป็นฝ่ายสงสัย “แล้วเจ้าโดนโทษอะไรมา?” เขาถาม “ข้าเป็นขโมย” แมเร็คบอก ดูออกจะภูมิใจ ธอร์ประหลาดใจ เขาไม่เคยพบขโมยมาก่อน ขโมยตัวจริง ตัวเขาเองไม่เคยมีความคิดเรื่องการขโมย และมักจะประหลาดใจที่รู้ว่ามีคนทำ “ทำไมเจ้าถึงขโมย?” ธอร์ถาม แมเร็คยักไหล่ “ครอบครัวของข้าไม่มีอาหาร พวกเขาต้องกิน ข้าไม่มีความรู้หรือทักษะอื่น การขโมยเป็นสิ่งที่ข้ารู้จัก ไม่มีอะไรสำคัญหรอก ส่วนใหญ่เป็นพวกอาหาร อะไรก็ได้ที่ทำให้พวกเขารอด ข้ารอดตัวมาได้หลายปี แล้วก็มาถูกจับได้ นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ข้าถูกจับ ครั้งที่สามนี่เลวร้ายที่สุด” “ทำไมล่ะ?” ธอร์ถาม แมเร็คเงียบไป แล้วส่ายหน้าช้า ๆ ธอร์เห็นดวงตาของเขารื้นด้วยน้ำตา “กฎหมายของพระราชาเข้มงวด ไม่มีข้อยกเว้น ทำผิดครั้งที่สาม พวกเขาจะตัดมือเจ้า” ธอร์ตกใจ เขาเหลือบมองมือของแมเร็ค ทั้งสองข้างยังอยู่ดี “พวกเขายังไม่ได้มาจัดการกับข้า” แมเร็คบอก “แต่พวกเขาจะมาแน่” ธอร์รู้สึกแย่ แมเร็คมองเมินไป ราวกับละอาย ธอร์เองก็เช่นกัน ไม่ต้องการจะคิดถึงมัน เขายกมือขึ้นกุมศีรษะ รู้สึกปวดหัว ขณะพยายามปะติดปะต่อความคิด สองสามวันมานี้ช่างวุ่นวาย เกิดเรื่องขึ้นมากมาย ในด้านหนึ่งเขารู้สึกถึงความสำเร็จ ถึงการปลดปล่อย เขาเห็นอนาคต เห็นการลอบวางยาพิษราชาแม็คกิล และได้ช่วยชีวิตพระองค์ แต่อาจจะเป็นเพราะโชคชะตาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ อาจจะเป็นเพราะชะตากรรมสามารถเบี่ยงเบนได้ ธอร์รู้สึกภูมิใจ ที่เขาได้ช่วยพระราชา แต่อีกด้านหนึ่ง เขากลับต้องมาอยู่ที่นี่ ในคุกใต้ดินนี่ ไม่สามารถกู้ชื่อเสียงของตัวเอง ความหวังและความฝันทั้งหมดต้องพังทลายลง โอกาสได้เข้าร่วมในกองทหารยุวชนหลุดลอยไปแล้ว ตอนนี้เขาคงจะโชคดีถ้าไม่ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ข้างล่างนี่ เขารู้สึกเจ็บปวดเมื่อคิดว่าราชาแม็คกิล ผู้ซึ่งต้อนรับเขาประดุจบิดา บิดาจริง ๆ เพียงคนเดียวที่เขาไม่เคยมี จะทรงเชื่อว่าเขาพยายามจะลอบปลงพระชนม์พระองค์ และเขาเจ็บปวดเมื่อคิดว่าเจ้าชายรีซ เพื่อนรักของเขาอาจจะเชื่อว่าธอร์พยายามจะปลงพระชนม์พระบิดาของพระองค์ หรือที่แย่กว่านั้น เจ้าหญิงเกว็นโดลิน เขาคิดถึงการได้พบกันครั้งสุดท้าย ซึ่งพระนางเชื่อว่าเขาเป็นขาประจำที่ร้านนางโลม ธอร์รู้สึกราวกับสิ่งดี ๆ ในชีวิตถูกดึงหายไป เขาสงสัยว่าทำไมเรื่องเหล่านี้ต้องเกิดกับเขา เขาเพียงแต่อยากจะทำความดี ธอร์ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดกับเขาอีก แต่เขาไม่ใส่ใจ เขาเพียงอยากจะกู้ชื่อเสียง ให้คนได้รู้ว่าเขาไม่ได้พยายามจะทำร้ายพระราชา และเขามีพลังจริง ๆ สามารถเห็นอนาคตได้จริง เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรต่อไป แต่เขารู้เรื่องหนึ่ง นั่นคือเขาจะต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ ก่อนที่ธอร์จะทันคิดจนจบ เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้า รองเท้าบู้ทหนัก ๆ เดินดังเข้ามาตามทางเดินหิน เสียงลูกกุญแจกระทบกัน แล้วครู่ต่อมาผู้คุมร่างใหญ่ก็โผล่มาให้เห็น คนเดียวกับที่ลากธอร์เข้ามาที่นี่และต่อยเข้าที่หน้าของเขา เมื่อเห็นเขา ธอร์ก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาที่แก้ม รู้สึกถึงมันเป็นครั้งแรก และรู้สึกแขยง “เอ นี่มันเจ้าตัวแสบที่พยายามลอบปลงพระชนม์พระราชาไม่ใช่หรือ” ผู้คุมทำหน้าบูดบึ้งขณะไขกุญแจเหล็ก หลังจากมีเสียงกริ๊กสองสามครั้ง เขาก็เอื้อมมาเลื่อนประตูห้องขังออก ถือตรวนมาด้วยมือหนึ่ง มีขวานเล่มเล็กห้อยอยู่ที่เอว “เดี๋ยวเจ้าก็จะต้องโดน” ผู้คุมเยาะหยันธอร์ แล้วหันไปหาแมเร็ค “แต่ตอนนี้เป็นคราวของเจ้า เจ้าขโมยตัวจ้อย ครั้งที่สามแล้ว” เขาบอกพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย “ไม่มีข้อยกเว้น” ผู้คุมพุ่งเข้าไปหาแมเร็ค กระชากเขาแรง กระตุกแขนข้างหนึ่งไปข้างหลัง สวมตรวนลงไปแล้วเกี่ยวปลายอีกข้างไว้กับห่วงบนกำแพง แมเร็คตะโกน กระตุกดึงโซ่ตรวนอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะเป็นอิสระ แต่ไม่มีประโยชน์ ผู้คุมเข้ามาด้านหลังเขาแล้วคว้าตัวเขารัดไว้แน่น จับมือข้างที่ว่างของเขาวางลงบนแท่นหิน “นี่จะสอนเจ้าว่าอย่าขโมย” เขาคำราม ผู้คุมดึงขวานออกจากเข็มขัดแล้วเงื้อขึ้นเหนือหัว ปากอ้ากว้าง ฟันน่าเกลียดยื่นออกมาขณะที่เขาคำราม “ไม่!” แมเร็คกรีดร้อง ธอร์นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างหวาดกลัว ตะลึงงันเมื่อผู้คุมเหวี่ยงอาวุธลงมา เล็งที่ข้อมือของแมเร็ค ธอร์รู้ว่าในไม่กี่วินาที เด็กหนุ่มที่น่าสงสารคนนี้จะถูกตัดมือขาดตลอดไป ด้วยข้อหาเพียงเพราะการขโมยอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยครอบครัวของเขา ความอยุติธรรมของเรื่องนี้แผดเผาอยู่ในใจเขา และเขารู้ว่าจะยอมไม่ได้ มันไม่ยุติธรรม ธอร์รู้สึกว่าร่างกายเขาเริ่มร้อนขึ้น จากนั้นเริ่มรู้สึกรุ่มร้อนภายใน ไล่ขึ้นมาจากปลายเท้าและไหลผ่านไปยังฝ่ามือ เขารู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง รู้สึกว่าเขาเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าผู้คุม รู้สึกถึงทุกชั่วขณะของทุกวินาที ขณะที่ขวานของผู้คุมเงื้ออยู่กลางอากาศ ธอร์รู้สึกถึงลูกบอลพลังงานแผดเผาอยู่ที่ฝ่ามือของเขา และเหวี่ยงเข้าใส่ผู้คุม เขามองดูด้วยความอัศจรรย์ใจขณะที่ลูกกลมสีเหลืองลอยจากฝ่ามือของเขา ผ่านอากาศ ให้ความสว่างแก่ห้องขังอันมืดมิดขณะที่ลอยผ่านไป และพุ่งเข้าใส่หน้าของผู้คุม มันกระแทกเข้าที่หัวของเขา ขณะนั้นเองผู้คุมทิ้งขวานหลุดจากมือ ก่อนจะลอยผ่านห้องขังไปกระแทกเข้ากับกำแพงแล้วร่วงลงไปกองกับพื้น ธอร์ช่วยแมเร็คไว้ได้ในเสี้ยววินาทีก่อนที่คมขวานจะถึงข้อมือของเขา แมเร็คมองมาที่ธอร์ ดวงตาเบิกกว้าง ผู้คุมสะบัดศีรษะ ขยับจะลุกขึ้น ตั้งท่าจะจับธอร์ แต่ธอร์รู้สึกถึงพลังที่แผดเผาอยู่ในตัวเขา ขณะที่ผู้คุมลุกขึ้นยืน หันมาเผชิญหน้า ธอร์ก็วิ่งเข้าใส่ ก่อนจะกระโดดขึ้นในอากาศ แล้วถีบเข้าที่หน้าอก เขารู้สึกถึงพลังที่ไม่เคยรู้จักพลุ่งพล่านอยู่ในร่างกายและได้ยินเสียงกระแทกเมื่อแรงถีบของเขาส่งชายร่างใหญ่ลอยไปกระแทกกำแพง แล้วร่วงลงไปกองอยู่บนพื้น ครั้งนี้หมดสติแน่นิ่งไปจริง ๆ แมเร็คยืนนิ่งอย่างตกใจ ขณะที่ธอร์รู้ดีว่าต้องทำอะไร เขาหยิบขวานขึ้นมาแล้วรีบคว้าตรวนของแมเร็ควางลงบนแท่นหิน แล้วสับลงไป เกิดประกายไฟวาบขึ้นในอากาศขณะที่โซ่ถูกทำลาย แมเร็คผงะหลบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองโซ่ที่กองอยู่ที่ปลายเท้า และรู้ตัวว่าเป็นอิสระ เขาจ้องธอร์ อ้าปากค้าง “ข้าไม่รู้จะขอบใจเจ้าอย่างไรดี” แมเร็คบอก “ข้าไม่รู้เจ้าทำได้อย่างไร ไม่ว่ามันคืออะไร หรือเจ้าเป็นใคร หรือว่าเจ้าเป็นอะไร แต่เจ้าก็ช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าเป็นหนี้เจ้าครั้งหนึ่ง และนั่นเป็นสิ่งที่ข้าจะไม่ละเลย” “เจ้าไม่ได้ติดค้างอะไรข้า” ธอร์บอก “ผิดแล้ว” แมเร็คพูด ยื่นมือไปจับแขนธอร์ “ตอนนี้เจ้าคือพี่น้องของข้าแล้ว และข้าจะตอบแทนเจ้าในสักวัน” แมเร็คหันหลังแล้วรีบออกทางประตูห้องขังที่เปิดอยู่ วิ่งไปตามทางเดิน ไปยังเสียงตะโกนของนักโทษคนอื่น ๆ ธอร์มองออกไป เห็นผู้คุมที่นอนหมดสติ ประตูห้องขังที่เปิดอยู่ และรู้ว่าเขาเองก็ต้องไปเหมือนกัน เสียงตะโกนของนักโทษเริ่มดังมากขึ้น เขาก้าวออกไป มองซ้ายมองขวา ก่อนจะตัดสินใจวิ่งไปในทางตรงกันข้ามกับแมเร็ค อย่างไรเสียพวกเขาคงไม่สามารถตามจับทั้งคู่ได้พร้อมกัน บทที่ สาม ธอร์วิ่งไปในความมืด ผ่านถนนที่วุ่นวายในราชสำนัก รู้สึกประหลาดใจกับความสับสนอลหม่านรอบ ๆ ตัว ถนนที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน ฝูงชนรีบเร่งไปกันด้วยความชุลมุน หลายคนถือคบเพลิง จุดให้แสงยามราตรี ทำให้เกิดเงาบนใบหน้าผู้คน ขณะที่ระฆังบนปราสาทถูกตีอย่างต่อเนื่อง เสียงกังวานต่ำดังขึ้นนาทีละครั้ง ธอร์รู้ดีว่าหมายถึงอะไร ความตาย เสียงระฆังแจ้งการตาย และมีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้นในอาณาจักรที่ระฆังจะถูกตีให้ในคืนนี้ นั่นคือพระราชา ธอร์ใจเต้นด้วยความสงสัย มีดสั้นที่เขาเห็นในความฝันวาบขึ้นในหัว มันเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ? เขาจะต้องรู้ให้แน่ ธอร์เอื้อมมือไปคว้าตัวคนที่ผ่านมา เป็นเด็กหนุ่มที่วิ่งสวนทางมา “เจ้าจะไปไหน?” ธอร์ถาม “นี่เขาวุ่นวายอะไรกัน?” “เจ้าไม่ได้ยินหรอกหรือ?” เด็กหนุ่มตอบกลับอย่างตระหนก “พระราชาสวรรคตแล้ว! ทรงถูกแทง! มีคนชุมนุมกันที่หน้าประตูราชา พยายามจะหาข่าวเรื่องนี้ หากเป็นจริง ก็เป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับเราทุกคน เจ้าคิดดูสิ? แผ่นดินที่ไร้ราชาน่ะ?” แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นก็ปัดมือธอร์ออก วิ่งจากไปในความมืด ธอร์ยืนนิ่ง ใจเต้นแรง ไม่อยากรับรู้ความจริงที่เกิดขึ้นรอบตัว ความฝันของเขา นิมิตของเขา มันเกินกว่าจะจินตนาการได้ เขาได้เห็นอนาคตมาแล้วสองครั้ง มันทำให้เขาเริ่มกลัว พลังของเขาล้ำลึกกว่าที่เขารู้ และดูเหมือนนับวันจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องทั้งหมดนี้มันจะนำไปสู่ที่ไหนกัน? ธอร์ยืนอยู่ตรงนั้น พยายามคิดว่าควรจะไปที่ไหนต่อ เขาหนีออกมา แต่กลับไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี แน่นอนว่าภายในไม่นานทหารยาม อาจจะทั้งราชสำนักคงจะต้องตามหาตัวเขา เรื่องที่ธอร์หนีออกมาคงยิ่งทำให้เขาดูมีความผิด แต่การที่ราชาแม็คกิลทรงถูกแทงขณะที่เขาถูกจองจำอยู่ นั่นไม่ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขาหรอกหรือ? หรือมันทำให้เขาดูเหมือนเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด? ธอร์ไม่อย่างเสี่ยง เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครในอาณาจักรอยู่ในอารมณ์ที่จะฟังเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผล ดูเหมือนทุกคนรอบตัวเขากำลังกระหายเลือด และเขาอาจจะกลายเป็นแพะรับบาป ธอร์จะต้องหาที่หลบจากเรื่องวุ่นวายนี่และล้างมลทินให้ตัวเอง สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดคือไปให้ไกลจากที่นี่ เขาควรจะหนี ไปซ่อนตัวที่หมู่บ้านของเขา หรือไกลกว่านั้น ไปให้ไกลจากที่นี่ที่สุดเท่าที่เขาจะไปได้ แต่ธอร์ไม่อยากเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุด นั่นไม่ใช่เขา เขาอยากจะอยู่ที่นี่ เพื่อล้างมลทินให้ตัวเอง และได้อยู่ในกองทหารยุวชน เขาไม่ใช่คนขี้ขลาด และเขาจะไม่หนี เหนืออื่นใดเขาอยากเข้าเฝ้าราชาแม็คกิลก่อนที่จะสวรรคต ธอร์คิดว่าพระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพ พระราชาต้องทรงอยากพบเขา เขารู้สึกผิดอย่างมากที่ไม่สามารถหยุดยั้งการลอบปลงพระชนม์นี้ได้ เขาถูกกำหนดให้มองเห็นการสวรรคตของพระองค์เพื่ออะไรกันหากเขาจะแก้ไขอะไรไม่ได้? แล้วเขาเห็นนิมิตว่าพระองค์ถูกลอบวางยาพิษทำไมกัน ในเมื่อที่จริงแล้วทรงถูกแทง? ขณะที่ธอร์ยืนคิดใคร่ครวญอยู่นั้น เขาก็นึกถึงเจ้าชายรีซขึ้นมา เจ้าชายเป็นคนเดียวที่เขาไว้ใจได้ว่าจะไม่ส่งตัวเขาให้กับทางการ และอาจจะช่วยให้เขาหลบอย่างปลอดภัย ธอร์รู้ว่าเจ้าชายรีซจะเชื่อเขา ทรงรู้ว่าความรักที่ธอร์มีให้แก่พระบิดาของพระองค์เป็นความรู้สึกที่แท้จริง และหากจะมีใครที่จะช่วยล้างมลทินให้เขาได้ ก็คงจะมีเพียงเจ้าชายรีซเท่านั้น ธอร์ต้องตามหาเจ้าชาย ธอร์ออกวิ่งไปตามตรอกซอกซอย ลดเลี้ยวฝ่าฝูงชนขณะที่วิ่งออกห่างประตูกษัตริย์ มุ่งหน้าไปยังปราสาท เขารู้ว่าห้องบรรทมของเจ้าชายรีซอยู่ที่ปีกตะวันออก ใกล้กับกำแพงเมืองชั้นนอก และเขาหวังว่าเจ้าชายจะอยู่ในนั้น หากพระองค์อยู่ เขาอาจจะดึงความสนใจของเจ้าชายได้ ให้ช่วยพาเขาเข้าไปในปราสาท ธอร์กังวลว่าหากเขายังอ้อยอิ่งอยู่บนถนนนี่ คงจะมีคนจำเขาได้ในไม่ช้า และเมื่อฝูงชนพวกนี้จำเขาได้ คงจะรุมฉีกเขาเป็นชิ้น ๆ ขณะที่ธอร์วิ่งลัดเลี้ยวไปตามถนน เท้าของเขาลื่นไถลไปตามพื้นโคลนในคืนกลางฤดูร้อน ในที่สุดเขาก็ไปถึงกำแพงหินที่เชิงเทินชั้นนอก ธอร์วิ่งแอบไปตามกำแพง หมอบต่ำให้พ้นสายตาของทหารยามที่ยืนประจำทุกสองสามฟุต เมื่อเขาเข้าใกล้หน้าต่างห้องบรรทมของเจ้าชายรีซ ธอร์เอื้อมไปหยิบลูกหิน โชคดีที่พวกนั้นลืมปลดหนังสติ๊กคู่ใจอันเก่า อาวุธเพียงอย่างเดียวของเขา ธอร์ดึงมันออกจากข้างเอว วางลูกหินเข้าที่แล้วยิงออกไป ธอร์เล็งออกไปอย่างแม่นยำ เขายิงลูกหินข้ามกำแพงปราสาท ผ่านเข้าไปในหน้าต่างห้องบรรทมที่เปิดรับลมของเจ้าชายรีซ เขาได้ยินมันกระแทกเข้ากับผนังห้องด้านใน จากนั้นจึงรอคอย ก้มหลบไปตามกำแพงเพื่อให้พ้นจากสายตาของทหารยามที่เหลียวหาเมื่อได้เสียง ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ธอร์ใจฝ่อเมื่อคิดว่าเจ้าชายอาจจะไม่ได้อยู่ในห้อง หากพระองค์ไม่อยู่ เขาควรจะหนีไปจากที่นี่ ไม่มีทางอื่นที่เขาจะได้หลบอย่างปลอดภัย เขากลั้นหายใจ หัวใจเต้นเร็ว ขณะที่เฝ้ารอและจ้องมองหน้าห้องบรรทมของเจ้าชายรีซที่เปิดอยู่ หลังจากที่รอนานเหมือนไม่สิ้นสุด ธอร์กำลังจะหันหลังจากไป เขาก็เห็นร่างหนึ่งชะโงกศีรษะออกจากหน้าต่าง สองมือจับขอบหน้าต่างไว้ แล้วมองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย ธอร์ยืนขึ้น พุ่งออกห่างจากกำแพงสองสามก้าว แล้วโบกมือหนึ่งขึ้นสูง เจ้าชายรีซทอดพระเนตรลงมาและสังเกตเห็นเขา ทรงมีสีหน้าว่าจำได้ มองเห็นได้ในแสงคบไฟแม้กระทั่งจากตรงนี้ ธอร์รู้สึกโล่งอกที่ได้เห็นความยินดีในแววพระเนตรของเจ้าชาย มันบอกทุกอย่างที่เขาต้องการรู้ เจ้าชายจะไม่ส่งตัวเขาให้ทางการ เจ้าชายรีซส่งสัญญาณให้เขารอ ธอร์รีบวิ่งกลับมาข้างกำแพง หมอบต่ำเมื่อทหารยามหันมาทางเขา ธอร์รออยู่อย่างนั้นไม่รู้นานเท่าใด เตรียมพร้อมที่จะวิ่งหนีทหารยาม จนในที่สุดเจ้าชายก็ปรากฏกายขึ้น ทรงวิ่งพรวดออกมาจากประตูชั้นนอก หายใจแรงขณะที่ทรงหันซ้ายหันขวา มองหาธอร์ เจ้าชายรีซรีบวิ่งเข้ามาสวมกอดธอร์ไว้ ธอร์รู้สึกเต็มตื้น เขาได้ยินเสียงร้องแหลม เมื่อมองลงไปก็ต้องดีใจที่เห็น โครห์นซุกอยู่ในฉลองพระองค์ของเจ้าชายรีซ มันแทบจะกระโดดออกมาตอนที่เจ้าชายล้วงตัวมันแล้วส่งให้แก่ธอร์ โครห์น ลูกเสือดาวขาวที่ธอร์ช่วยชีวิตไว้ กระโจนเข้าสู่อ้อมแขนธอร์ ครวญครางเสียงแหลมและเลียหน้าเขา ขณะที่เขากอดมันไว้ เจ้าชายรีซแย้มสรวล “ตอนที่พวกนั้นจับตัวเจ้าไป มันพยายามจะตามไป ข้าเอาตัวมันมาเพื่อจะได้มั่นใจว่ามันปลอดภัย” ธอร์ตบแขนเจ้าชายเบา ๆ ด้วยความขอบคุณ แล้วหัวเราะออกมาเมื่อโครห์นยังเลียหน้าเขาไม่หยุด “ข้าก็คิดถึงเจ้าเหมือนกัน เจ้าหนู” ธอร์หัวเราะ จูบมันกลับ “เงียบได้แล้ว ไม่อย่างนั้นทหารยามจะได้ยินเสียงเรา” โครห์นเงียบเสียงลง ราวกับเข้าใจที่เขาบอก “เจ้าหนีมาได้อย่างไร?” เจ้าชายตรัสถามอย่างประหลาดใจ ธอร์ยักไหล่ เขาไม่แน่ใจว่าควรจะตอบอย่างไร เขายังรู้สึกอึดอัดที่จะพูดถึงพลังของตัวเอง ที่เขายังไม่เข้าใจดี ธอร์ไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าเขาเป็นตัวประหลาด “ข้าคงโชคดี คิดว่าอย่างนั้น” เขาทูลตอบ “ข้าเห็นโอกาสและคว้ามันไว้” “ข้าแปลกใจที่ฝูงชนไม่รุมฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ” เจ้าชายรีซตรัส “มันมืด” ธอร์ทูล “ข้าคิดว่าคงไม่มีใครจำข้าได้ อาจจะยังจำไม่ได้” “เจ้ารู้ไหม ทหารทุกนายในอาณาจักรกำลังตามหาตัวเจ้า? เจ้ารู้หรือเปล่าว่าพระบิดาของข้าทรงถูกแทง?” ธอร์พยักหน้าอย่างจริงจัง “ทรงปลอดภัยดีไหม?” เจ้าชายรีซพระพักตร์สลดลง “ไม่” ทรงตอบอย่างเคร่งขรึม “พระองค์กำลังจะสวรรคต” ธอร์รู้สึกใจสลาย ราวกับเป็นบิดาของตัวเอง “ท่านรู้ใช่ไหมว่าข้าไม่ได้เป็นคนทำ?” ธอร์ทูลถามอย่างมีความหวัง เขาไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร เขาต้องการเพียงให้เพื่อนรักของเขา โอรสองค์เล็กของราชาแม็คกิล รู้ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ “แน่นอน” เจ้าชายรีซตรัส “ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอก” ธอร์รู้สึกโล่งอก เขาตบที่พระอังสาอย่างขอบคุณ “แต่ทั้งอาณาจักรจะไม่เชื่อมั่นเหมือนข้า” เจ้าชายรีซตรัส “สถานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเจ้าคืออยู่ห่างจากที่นี่ ข้าจะให้ม้าที่มีฝีเท้าเร็วที่สุด พร้อมเสบียง แล้วส่งเจ้าไปให้ไกล เจ้าจะต้องซ่อนตัวจนกว่าเรื่องทุกอย่างจะสงบ จนกว่าพวกเขาจะพบตัวมือสังหารตัวจริง ตอนนี้ไม่มีใครคิดอะไรได้แจ่มแจ้งหรอก” ธอร์ส่ายศีรษะ “ข้าไปไม่ได้” เขาทูลบอก “นั่นจะทำให้ข้ายิ่งเป็นคนผิด ข้าอยากให้คนอื่นรู้ว่าข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่อาจวิ่งหนีจากปัญหา ข้าจะต้องล้างมลทินให้ตัวเอง” เจ้าชายรีซส่ายพระพักตร์ “หากเจ้าอยู่ที่นี่ พวกเขาจะต้องพบตัวเจ้า แล้วเจ้าก็จะถูกจับไปขังอีก แล้วจากนั้นก็ต้องถูกประหาร ถ้าไม่ถูกประชาทัณฑ์เสียก่อนนะ” “ข้าคงจะต้องเสี่ยงดู” เขาทูล เจ้าชายทอดเนตรมองเขานิ่งนาน แววพระเนตรเปลี่ยนจากกังวลเป็นความชื่นชมอย่างช้า ๆ แล้วทรงพยักพระพักตร์ “เจ้าช่างทระนง และโง่เขลา เขลายิ่งนัก แต่นั่นก็ทำให้ข้าชอบเจ้า” เจ้ารีสแย้มสรวล ขณะที่ธอร์ยิ้มตอบ “ข้าต้องพบพระบิดาของพระองค์” เขาทูล “ข้าต้องการโอกาสได้อธิบายกับพระองค์ด้วยตัวเอง ว่าข้าไม่ได้ทำ ว่าข้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากพระองค์ตัดสินพระทัยจะลงโทษข้า ข้าก็ยินดี แต่ขอโอกาสให้ข้าสักครั้ง ข้าอยากให้พระองค์ได้ทรงทราบ ข้าขอท่านเพียงเท่านี้” เจ้าชายรีซทอดเนตรมองเขาเขม็งอย่างประเมิน ในที่สุดหลังจากนานเหมือนจะไม่สิ้นสุด เจ้าชายก็ทรงพยักพระพักตร์ “ข้าพาเจ้าไปเฝ้าพระบิดาได้ ข้ารู้ทางด้านหลังที่จะไปถึงห้องบรรทมเลย แต่มันเสี่ยง เมื่อเจ้าเข้าไปแล้ว เจ้าต้องพึ่งตัวเอง มันไม่มีทางออกและข้าจะช่วยอะไรเจ้าไม่ได้อีก มันอาจจะหมายถึงชีวิต เจ้าแน่ใจนะว่าต้องการจะเสี่ยง?” ธอร์พยักหน้าตอบอย่างจริงจัง “ถ้าอย่างนั้นก็ดี” เจ้าชายตรัส แล้วเอื้อมไปหยิบเสื้อคลุมโยนให้ธอร์ ธอร์รับไว้แล้วมองดูอย่างประหลาดใจ เขารู้ว่าเจ้าชายรีซต้องคิดเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว เจ้าชายรีซทรงแย้มสรวลขณะที่ธอร์เงยหน้าขึ้นมอง “ข้ารู้ว่าเจ้าโง่พอที่จะอยู่ ข้าไม่หวังอะไรที่น้อยกว่านี้จากเพื่อนรักของข้าหรอก” บทที่ สี่ เจ้าชายกาเร็ธทรงดำเนินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องบรรทม คิดทบทวนเหตุการณ์ในคืนนี้ด้วยความวิตกกังวล พระองค์ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง ทุกสิ่งมันผิดพลาดไปหมด ทรงไม่เข้าใจว่าเจ้าเด็กโง่ธอร์ คนนอกคอกนั่น ล่วงรู้แผนการลอบวางยาพิษของพระองค์ได้อย่างไร และยิ่งไปกว่านั้นมันยังสามารถปัดถ้วยเสวยได้เสียอีก เจ้าชาย กาเร็ธคิดย้อนไปถึงขณะที่ทรงเห็นธอร์กระโดดเข้าปัดถ้วยเสวย ตอนที่ทรงเห็นถ้วยหล่นกระทบพื้นหิน เห็นเหล้าไวน์หกนองพื้น เหมือนกับเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์หกกระจายลงไปด้วย ในชั่วขณะนั้นเจ้าชายกาเร็ธทรงรู้สึกว่าแผนการพังพินาศ ทุกสิ่งที่ทรงหวังย่อยยับลงไป และเมื่อเจ้าหมาตัวนั้นเลียเหล้าไวน์แล้วขาดใจตาย ก็ทรงรู้ว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว ทรงเห็นทั้งชีวิตวาบขึ้นตรงหน้า ทรงเห็นตัวเองถูกจับได้ ถูกตัดสินจองจำอยู่ในคุกใต้ดินในข้อหาที่พยายามลอบปลงพระชนม์พระบิดา หรือแย่กว่านั้นก็คงถูกประหารชีวิต มันช่างโง่เง่า พระองค์ไม่น่าจะเริ่มแผนการนี้ ไม่น่าไปหายายแม่มดนั่น แต่อย่างน้อยเจ้าชายกาเร็ธก็ทรงมีปฏิภาณ อาศัยจังหวะผุดลุกขึ้นยืน แล้วชี้นิ้วป้ายความผิดไปที่ธอร์ เมื่อคิดย้อนกลับไปทรงรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่มีไหวพริบ ความคิดที่ผุดขึ้นมาในขณะนั้นดูจะได้ผลจนต้องประหลาดใจ พวกนั้นลากธอร์ออกไป แล้วหลังจากนั้นงานเลี้ยงก็เกือบจะเรียบร้อยลงอีกครั้ง แน่ละ ว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีก แต่อย่างน้อยที่สุด ความสงสัยก็ตกอยู่ที่เจ้าหนุ่มคนนั้น เจ้าชายกาเร็ธได้แต่ภาวนาให้เป็นเช่นนั้นไปตลอด มันนานหลายศตวรรษมาแล้วนับตั้งแต่มีคนพยายามจะลอบปลงพระชนม์ราชาแม็คกิล และเจ้าชายกาเร็ธทรงกลัวว่าจะมีข้อกังขา และจะมีคนขุดคุ้ยลึกลงไป เมื่อคิดย้อนไปช่างเป็นเรื่องโง่เขลาที่พยายามจะวางยาพิษพระราชา พระบิดาของพระองค์เป็นผู้ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ เจ้าชายน่าจะรู้ดี ว่าทรงทำเรื่องเกินตัว และตอนนี้เจ้าชายทรงอดรู้สึกไม่ได้ว่าเหมือนกับกำลังรอเวลาที่พระองค์จะตกเป็นผู้ต้องสงสัย คงจะต้องทำอะไรเพื่อยืนยันว่าธอร์เป็นคนผิด และให้มันถูกประหารไปก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป อย่างน้อยที่สุดเจ้าชายกาเร็ธก็จะได้แก้หน้า หลังจากที่ทำพลาดไป พระองค์ได้ยกเลิกแผนการลอบปลงพระชนม์ ตอนนี้ทรงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นแล้ว หลังจากที่ทรงเห็นว่าผิดแผน เจ้าชายทรงตระหนักว่าส่วนหนึ่งของพระองค์ไม่ต้องการปลงพระชนม์พระบิดา ไม่อยากให้โลหิตเปื้อนมือ พระองค์คงจะไม่ได้เป็นราชา และอาจจะไม่มีวันได้เป็น แต่หลังจากเรื่องในคืนนี้ที่ลงเอยไปด้วยดี อย่างน้อยพระองค์ก็เป็นอิสระ และคงจะไม่ทรงสามารถรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้อีก ทั้งความลับ การปิดบัง ความกังวลว่าจะถูกเปิดโปง มันมากเกินไปสำหรับพระองค์ ขณะที่ทรงดำเนินกลับไปกลับมา ราตรีก็ยิ่งล่วงเลยไป และในที่สุดพระองค์ก็ค่อยสงบลง ขณะที่ทรงเริ่มรู้สึกเป็นตัวเอง และเตรียมพร้อมที่จะเข้าบรรทม จู่ ๆ ก็มีเสียงโครมคราม เมื่อหันไปทอดเนตรก็เห็นประตูห้องบรรทมถูกกระแทกเปิดออก เฟิร์ธพรวดพราดเข้ามา ตาเบิกโพลงอย่างตื่นตระหนก รีบวิ่งเข้ามาในห้องราวกับถูกไล่ตามมา “ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว!” เฟิร์ธกรีดร้อง “ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว! ข้าเป็นคนฆ่า ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว!” เฟิร์ธตีโพยตีพาย คร่ำครวญ เจ้าชายกาเร็ธไม่เข้าใจเลยว่าเขากำลังพูดอะไร หรือว่าเขาเมา? เฟิร์ธวิ่งไปทั่วห้อง กรีดร้อง ฟูมฟาย ยกมือทั้งสองข้างขึ้น และตอนนั้นเองที่เจ้าชายกาเร็ธสังเกตฝ่ามือของเขา เปื้อนไปด้วยโลหิต เสื้อคลุมสีเหลืองของเขาก็มีคราบสีแดง เจ้าชายกาเร็ธพระทัยหายวูบ เฟิร์ธเพิ่งฆ่าคนมา แต่ใครกัน? “ใครสิ้นพระชนม์?” เจ้าชายตรัสถาม “เจ้าพูดถึงใคร?” แต่เฟิร์ธฟูมฟายและไม่มีสติ เจ้าชายวิ่งไปหาเขา คว้าไหล่ไว้แน่นแล้วเขย่า “บอกข้ามา!” เฟิร์ธลืมตาแล้วจ้องมองมาด้วยแววตาของม้าป่า “พระบิดาของพระองค์! พระราชา! สิ้นพระชนม์แล้ว! ด้วยมือของข้า!” สิ้นคำพูดของเขา เจ้าชายกาเร็ธรู้สึกราวกับถูกมีดแทงเข้าที่หัวใจ พระองค์ทรงจ้องเขา พระเนตรเบิกกว้างนิ่งตะลึง ทรงรู้สึกชาไปทั้งวรกาย เจ้าชายปล่อยไหล่เขา แล้วเซถอยหลัง พยายามหายใจ ทรงบอกได้จากรอยโลหิตทั้งหมดว่าเฟิร์ธพูดความจริง ทรงไม่อยากเชื่อ เฟิร์ธน่ะหรือ? เด็กเลี้ยงม้าน่ะหรือ? คนที่ใจอ่อนที่สุดในบรรดาสหายน่ะหรือ? เป็นคนปลงพระชนม์พระบิดาอย่างนั้นหรือ? “แต่...มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?” เจ้าชายระล่ำระลักถาม “เมื่อไร?” “เกิดขึ้นในห้องบรรทม” เฟิร์ธทูลตอบ “เมื่อกี้นี้เอง ข้าแทงพระองค์” เรื่องราวที่ทรงได้ยินเริ่มซึมซาบเข้าไป ทำให้เจ้าชายเริ่มคืนสติ ทรงสังเกตเห็นประตูห้องบรรทมเปิดอยู่ จึงรีบวิ่งไปกระแทกปิด โดยตรวจตราให้แน่ใจว่าไม่มีทหารยามเห็น โชคดีที่ทางเดินว่างเปล่า พระองค์ทรงเลื่อนสลักเหล็กอันใหญ่ขัดประตูไว้ เจ้าชายรีบเดินกลับมา เฟิร์ธยังคงฟูมฟาย พระองค์ต้องทำให้เขาสงบลง พระองค์ต้องการคำตอบ เจ้าชายกาเร็ธทรงจับบ่าเขาไว้ แล้วดึงหันมา ก่อนจะตบเขาด้วยหลังมือแรงพอที่จะทำให้เขาหยุด เฟิร์ธหันมาสนใจพระองค์ “เล่ามาให้หมด” เจ้าชายกาเร็ธตรัสอย่างเย็นชา “บอกข้ามาให้ละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าถึงทำอย่างนั้น?” “ทรงหมายความว่าอย่างไร ทำไม” เฟิร์ธทูลถามอย่างสับสน “ท่านอยากปลงพระชนม์พระองค์ เรื่องยาพิษนั่นไม่ได้ผล ข้าคิดว่าข้าช่วยได้ ข้าคิดว่านั่นคือสิ่งที่พระองค์ต้องการ” เจ้าชายกาเร็ธส่ายพระเศียร ทรงกุมเสื้อของเฟิร์ธไว้แล้วเขย่าตัวเขาครั้งแล้วครั้งเล่า “ทำไมถึงทำอย่างนี้!?” ทรงแผดเสียง เจ้าชายกาเร็ธทรงรู้สึกเหมือนทั้งโลกแตกสลายลง ทรงตกพระทัยที่รู้ว่าแท้จริงแล้วทรงเสียพระทัยเรื่องพระบิดา เจ้าชายไม่เข้าใจเลย เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงอยากเห็นพระบิดาถูกยาพิษสิ้นพระชนม์ที่โต๊ะนั่นยิ่งกว่าสิ่งใด แต่ตอนนี้ข่าวว่าพระบิดาถูกปลงพระชนม์มันกระแทกใจพระองค์ราวกับข่าวการตายของเพื่อนที่ดีที่สุด พระองค์รู้สึกเสียพระทัยอย่างยิ่งยวด ส่วนหนึ่งของพระองค์ไม่อยากให้พระบิดาสวรรคต โดยเฉพาะไม่ใช่ด้วยวิธีนี้ ไม่ใช่ด้วยฝีมือของเฟิร์ธ ไม่ใช่เพราะคมมีด “ข้าไม่เข้าใจ” เฟิร์ธสะอื้น “ไม่กี่ชั่วโมงก่อนท่านพยายามจะปลงพระชนม์ด้วยตัวเอง แผนการเรื่องแก้วเสวยนั่น ข้าคิดว่าท่านจะดีใจ!” เจ้าชายกาเร็ธทรงประหลาดพระทัย ที่ทรงต่อยเข้าที่ใบหน้าของเฟิร์ธ “ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าทำแบบนี้!” เจ้าชายตะคอก “ข้าไม่เคยบอกให้เจ้าทำแบบนี้ ทำไมเจ้าถึงทำ? ดูเจ้าสิ ตัวเปื้อนเลือดไปหมด ตอนนี้เราทั้งคู่จบเห่แล้ว แค่รอเวลาจนกว่าทหารจะมาจับตัวเรา” “ไม่มีใครเห็น” เฟิร์ธโอดครวญ “ข้าแอบเข้าไประหว่างเปลี่ยนเวร ไม่มีใครเห็นข้า” “แล้วอาวุธอยู่ที่ไหน?” “ข้าไม่ได้ทิ้งมันไว้” เฟิร์ธทูลบอกอย่างภูมิใจ “ข้าไม่ได้โง่ ข้าเอามันออกมา” “เจ้าใช้มีดอะไร?” เจ้าชายตรัสถาม ความคิดวุ่นวายถึงเรื่องที่จะตามมา พระองค์เริ่มรู้สึกกังวล พยายามคิดถึงทุกรายละเอียดที่เจ้าโง่นี่อาจจะทิ้งร่องรอยไว้ ทุกรายละเอียดที่อาจจะนำมาถึงพระองค์ “ข้าใช้มีดที่ตามรอยไม่ได้” เฟิร์ธบอก อย่างภูมิใจในตัวเอง “มันเป็นมีดทื่อ ๆ ไม่มีลักษณะเด่นอะไร ข้าพบที่คอกม้า มีเหมือน ๆ กันสี่เล่ม มันตามรอยไม่ได้หรอก” เขาทูลซ้ำ เจ้าชายกาเร็ธพระทัยหายวูบ “มันเป็นมีดสั้น ด้ามสีแดง มีใบมีดโค้งหรือเปล่า? เหน็บอยู่ที่ผนังข้างม้าของข้าใช่ไหม?” เฟิร์ธพยักหน้าอย่างสงสัย เจ้าชายทรงถลึงตา “เจ้าโง่ มีดนั่นตามรอยได้แน่นอน!” “แต่มันไม่มีร่องรอยใด ๆ บนใบมีดเลย!” เฟิร์ธประท้วง อย่างหวาดกลัว เสียงของเขาสั่น “มันไม่มีรอยบนใบมีด แต่มันมีรอยที่ด้าม!” เจ้าชายทรงตะโกน “ที่ข้างใต้! เจ้าโง่ เจ้าไม่ได้ดูให้ดี” เจ้าชายกาเร็ธก้าวไปข้างหน้า พระพักตร์แดงก่ำ “ตราของม้าข้าสลักไว้ข้างใต้ด้าม ใครที่รู้จักราชวงศ์ดีสามารถตามรอยมีดนั่นกลับมาถึงข้าได้” พระองค์จ้องเฟิร์ธที่ดูจะแข็งทื่อไป ทรงอยากจะฆ่าเขาเสีย “เจ้าทำยังไงกับมัน?” เจ้าชายกาเร็ธตรัสถาม “บอกมาว่ามันยังอยู่กับเจ้า บอกมาว่าเจ้าเอามันกลับมาด้วย ได้โปรด” เฟิร์ธกลืนน้ำลาย “ข้ากำจัดมันไปแล้วอย่างระวัง ไม่มีใครจะหามันพบได้” เจ้าชายพระพักตร์บูดบึ้ง “ที่ไหน?” “ข้าโยนมันลงไปในช่องเทกระโถนของปราสาท พวกเขาเทกระโถนลงไปในแม่น้ำทุกชั่วโมง พระองค์อย่าทรงห่วง ป่านนี้มันลงไปอยู่ก้นแม่น้ำแล้ว” ทันใดนั้นเสียงระฆังของปราสาทก็ดังขึ้น เจ้าชายกาเร็ธหันหลังวิ่งไปเปิดหน้าต่างอย่างตื่นตระหนก พระองค์ทอดพระเนตรออกไปและเห็นความวุ่นวายเบื้องล่าง ฝูงชนรายล้อมอยู่รอบปราสาท เสียงระฆังพวกนั้นหมายถึงสิ่งเดียว เฟิร์ธไมได้โกหก เขาปลงพระชนม์พระราชา เจ้าชายกาเร็ธรู้สึกวรกายเย็นเฉียบ พระองค์ไม่อยากเชื่อว่าได้ทรงวางแผนการอันชั่วร้ายขึ้น และเฟิร์ธเป็นผู้ลงมือ มีเสียงทุบที่หน้าประตูห้องบรรทมของพระองค์ ก่อนจะถูกเปิดผางออก ทหารองครักษ์หลายนายกรูเข้ามา ชั่วขณะนั้นเจ้าชายกาเร็ธมั่นใจว่าพวกเขาจะมาจับพระองค์ แต่กลับต้องประหลาดใจ พวกทหารหยุดและถวายความเคารพ “ฝ่าบาท พระบิดาของพระองค์ทรงถูกลอบแทง อาจจะมีมือสังหารหลบเข้ามา ขอทรงหลบอยู่ในห้องบรรทม พระราชาทรงบาดเจ็บสาหัสมาก” เจ้าชายกาเร็ธทรงขนลุกซู่เมื่อได้ยินคำสุดท้าย “บาดเจ็บหรือ?” เจ้าชายทวนถาม คำนั้นแทบจะทิ่มเข้าไปในพระศอ “พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพหรือ?” “ถูกแล้ว ฝ่าบาท ขอพระเจ้าทรงอยู่กับพระองค์ พระราชาจะปลอดภัยและบอกเราได้ว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำการชั่วช้านี้” ทหารองครักษ์โค้งถวายคำนับสั้น ๆ ก่อนจะรีบออกไปจากห้องบรรทม แล้วปิดประตูตามหลัง เจ้าชายกาเร็ธโทสะเดือดพล่าน ทรงคว้าไหล่เฟิร์ธไว้ แล้วลากเขาไปโยนเข้ากับกำแพงหิน เฟิร์ธมองจ้องมาด้วยดวงตาเบิกกว้าง ดูหวาดกลัว พูดไม่ออก “เจ้าทำอะไรลงไป?” เจ้าชายตะโกน “ตอนนี้เราทั้งคู่จบเห่แล้ว!” “แต่...แต่...” เฟิร์ธตะกุกตะกัก “...ข้ามั่นใจว่าพระองค์สวรรคต!” “เจ้ามั่นใจทุกอย่าง” เจ้าชายตรัส “แล้วมันก็พลาดทุกอย่าง!” แล้วเจ้าชายกาเร็ธก็เกิดความคิดขึ้น “มีดนั่น” เจ้าชายตรัส “ เราจะต้องเก็บมันมาก่อนที่จะสายเกินไป” “แต่ข้าโยนมันทิ้งไปแล้ว ฝ่าบาท” เฟิร์ธทูล “มันไหลลงแม่น้ำไปแล้ว!” “เจ้าโยนมันลงไปในช่องเทกระโถน มันไม่ได้หมายความว่ามีดนั่นจะลงไปอยู่ในแม่น้ำแล้ว” “แต่มันควรจะเป็นอย่างนั้น!” เฟิร์ธทูลบอก เจ้าชายกาเร็ธทรงทนความโง่เขลาของเจ้างั่งนี่อีกไม่ไหว ทรงผลุนผลันวิ่งผ่านเขา ออกประตูไป มีเฟิร์ธตามไปติด ๆ “ข้าจะไปกับพระองค์ ข้าจะพาไปดูตรงที่ข้าโยนมันลงไป” เฟิร์ธทูลบอก เจ้าชายหยุดที่โถงทางเดิน ทรงหันมาจ้องเฟิร์ธ ตัวเขาเต็มไปด้วยโลหิต ซึ่งพระองค์ทรงประหลาดพระทัยที่ทหารองครักษ์ไม่สังเกตเห็น เป็นโชคดี เฟิร์ธดูเป็นคนผิดยิ่งกว่าที่เคย “ข้าจะพูดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น” เจ้าชายทรงคำราม “กลับไปที่ห้องเจ้าเดี๋ยวนี้ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเผามันทิ้งเสีย กำจัดรอยเลือดให้หมด แล้วก็หายไปจากปราสาทนี้เสีย อยู่ให้ห่างจากข้าในคืนนี้ เข้าใจที่ข้าบอกไหม?” เจ้าชายผลักเขาออกห่าง แล้ววิ่งจากไป ทรงถลันไปตามโถงทางเดิน วิ่งลงไปตามบันไดเวียนชั้นแล้วชั้นเล่า ลงไปยังส่วนที่พักของคนรับใช้ ในที่สุดเจ้าชายก็ลงไปถึงชั้นใต้ดิน คนรับใช้หลายคนหันมามอง พวกเขากำลังขัดหม้อใบใหญ่และต้มน้ำ กองไฟใหญ่ลุกโหมอยู่ในเตาเผา พวกคนรับใช้สวมผ้ากันเปื้อนเลอะเทอะ เนื้อตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ ที่อีกด้านของห้อง เจ้าชายทรงสังเกตเห็นกระโถนใบใหญ่ สิ่งปฏิกูลถูกเทลงมาตามช่องและแตกกระเซ็นทุกนาที เจ้าชายกาเร็ธทรงหันไปหาคนรับใช้ที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วคว้าแขนไว้อย่างสิ้นหวัง “เทกระโถนครั้งสุดท้ายเมื่อไร?” เจ้าชายตรัสถาม “มันถูกยกออกไปที่แม่น้ำเมื่อนาทีที่แล้วนี่เอง ฝ่าบาท” เจ้าชายกาเร็ธหันหลังวิ่งออกไปจากห้อง พุ่งทะยานไปตามทางเดินในปราสาท กลับขึ้นบันไดเวียน แล้วถลันออกไปสู่อากาศเย็นยามราตรี พระองค์ทรงวิ่งตัดสนามหญ้า แทบไม่หายใจขณะที่วิ่งตรงไปยังแม่น้ำ ขณะที่วิ่งเข้าไปใกล้ เจ้าชายทรงพบที่ซ่อนตัวด้านหลังต้นไม้ใหญ่ ใกล้กับตลิ่ง พระองค์ทรงมองดูคนรับใช้สองคนยกหม้อเหล็กใบใหญ่ขึ้น และเทมันลงไปในกระแสน้ำเชี่ยว เจ้าชายทรงเฝ้ามองมันถูกเทจนหมด จนกระทั่งคนรับใช้ทั้งสองถือหม้อหันหลังกลับไปตามทางเดินสู่ปราสาท ในที่สุดเจ้าชายกาเร็ธก็ทรงพอพระทัย ไม่มีใครสังเกตเห็นมีดเล่มนั้น ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน ตอนนี้มันลงไปอยู่ในกระแสน้ำแล้ว ถูกพัดไปสู่ที่ใดไม่รู้ หากพระบิดาสิ้นพระชนม์ลงในคืนนี้ ก็จะไม่มีหลักฐานใดหลงเหลือให้สาวไปถึงตัวฆาตกร หรืออาจจะมี? บทที่ ห้า ธอร์เดินตามเจ้าชายรีซไปติด ๆ โครห์นตามมาด้านหลังขณะที่พวกเขาผ่านไปตามทางด้านหลังสู่ห้องบรรทมของพระราชา เจ้าชายรีซนำเขาผ่านประตูลับที่ซ่อนอยู่ในกำแพงด้านหนึ่ง ทรงถือคบไฟนำทางขณะที่เดินเรียงเดี่ยวกันไปตามทางแคบ ๆ ผ่านเข้าไปในพื้นที่ชั้นในของปราสาทตามเส้นทางวกวนน่าเวียนหัว พวกเขาเดินขึ้นไปตามบันไดหินแคบ ๆ ที่นำไปสู่ทางเดินอีกเส้น ทั้งหมดเลี้ยวและพบบันไดอีกอัน ธอร์รู้สึกทึ่งกับความซับซ้อนของทางเดินพวกนี้ “ทางนี้ถูกสร้างขึ้นหลายร้อยปีมาแล้ว” เจ้าชายรีซทรงกระซิบบอกขณะที่เดินกันไป พลางหอบหายใจเมื่อต้องปีนขึ้น “มันถูกสร้างโดยเสด็จทวดของพระบิดาข้า ราชาแม็คกิลองค์ที่สาม ทรงสร้างหลังจากถูกโอบล้อม เพื่อใช้เป็นเส้นทางหลบหนี แต่น่าขำที่เราไม่เคยถูกโอบล้อมอีกเลยนับตั้งแต่นั้น แล้วทางพวกนี้ก็ไม่มีใครใช้มาเป็นศตวรรษแล้ว มันถูกปิดไว้แล้วข้ามาพบเมื่อสมัยยังเด็ก ข้าชอบเข้ามาใช้เดินไปรอบปราสาทโดยไม่มีใครรู้ว่าข้าอยู่ที่ไหน สมัยเรายังเด็ก เกว็น ก็อดฟรีย์และข้ามักจะเล่นซ่อนแอบกันในนี้ เคนดริคโตเกินไป ส่วนกาเร็ธก็ไม่ชอบเล่นกับพวกเรา มีกฎว่าห้ามมีคบไฟ มันมืดสนิท น่ากลัวมาก ๆ ตอนนั้น” ธอร์พยายามเดินตามให้ทัน ขณะที่เจ้าชายรีซนำทางไปได้อย่างน่าทึ่ง เห็นได้ชัดว่าทรงจดจำทุกย่างก้าวได้อย่างขึ้นใจ “ท่านจำทางเลี้ยวพวกนี้ได้อย่างไร?” ธอร์ทูลถามด้วยความทึ่ง “ถ้าเจ้าเป็นเด็กผู้ชายที่เติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวในปราสาท” เจ้าชายตรัส “โดยเฉพาะเมื่อคนอื่น ๆ โตกว่า และเจ้ายังเด็กเกินกว่าจะเข้าร่วมกองทหารยุวชน มันก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ทำ ข้าถือเป็นภารกิจที่จะต้องค้นพบทุกซอกทุกมุมของที่นี่” ทั้งสองเลี้ยวอีกครั้ง ก้าวลงบันไดหินไปสามขั้น ก่อนจะเลี้ยวผ่านช่องแคบ ๆ บนกำแพง แล้วเดินลงไปตามบันไดยาว ในที่สุดเจ้าชายรีซก็พามาถึงประตูไม้โอ้คบานหนามีฝุ่นจับ ทรงแนบพระกรรณกับประตูแล้วฟัง ธอร์ก้าวมายืน ข้าง ๆ “นี่คือประตูอะไรหรือ?” ธอร์ทูลถาม “ชู่” เจ้าชายส่งเสียงบอก ธอร์เงียบเสียงแล้วแนบหูเข้ากับประตูบ้าง และนิ่งฟัง โครห์นยืนอยู่ด้านหลังเขา เงยหน้ามอง “นี่คือประตูหลังไปสู่ห้องบรรทมของพระบิดา” เจ้าชายกระซิบ “ข้าอยากฟังว่ามีใครอยู่กับพระองค์บ้าง” ธอร์นิ่งฟังเสียงอู้อี้หลังประตูด้วยใจเต้นแรง “เสียงเหมือนคนอยู่กันเต็มห้อง” เจ้าชายรีซตรัส เจ้าชายหันมามองธอร์อย่างมีความหมาย “เจ้ากำลังจะเดินเข้าสู่ทะเลเพลิง บรรดาแม่ทัพทั้งหลายคงอยู่ที่นั่น สมาชิกสภา ที่ปรึกษา พระญาติอีก ทุกคนเลยล่ะ ข้ามั่นใจว่าทุกคนต้องจับตามองเจ้า คนที่ต้องสงสัยว่าเป็นฆาตกร มันจะเหมือนการเดินไปถูกรุมประชาทัณฑ์ หากพระบิดายังทรงคิดว่าเจ้าพยายามจะลอบปลงพระชนม์พระองค์ เจ้าคงจบเห่ เจ้าแน่ใจนะว่าต้องการจะทำอย่างนี้?” ธอร์กลืนน้ำลายดังเอื๊อก ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว ลำคอของเขาแห้งผากเมื่อคิดว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต มันคงจะง่ายกว่าถ้าจะหันหลังแล้วหนีไปตอนนี้ เขาคงจะมีชีวิตอย่างปลอดภัยที่ไหนสักแห่ง ไกลจากปราสาทของพระราชา หรือเขาจะก้าวผ่านประตูนี้ไปและเป็นไปได้ว่าจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือในคุกใต้ดินกับพวกคนแคระ หรืออาจจะถูกประหาร เขาสูดหายใจเข้าลึก แล้วตัดสินใจ เขาจะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเลวร้ายนี้ เขาจะถอยหนีไม่ได้ ธอร์พยักหน้า เขากลัวที่จะอ้าปากออกมา กลัวว่าถ้าเขาทำ เขาอาจจะเปลี่ยนใจ เจ้าชายรีซทรงพยักพระพักตร์ตอบ แววพระเนตรแสดงว่าทรงเห็นชอบด้วย จากนั้นจึงทรงผลักหูจับเหล็กแล้วใช้พระอังสาดันบานประตู ธอร์หรี่ตาในแสงคบไฟจ้าขณะที่ประตูเลื่อนเปิดออก เขาพบว่าตัวเองยืนอยู่กลางห้องบรรทมของพระราชา โดยมีโครห์นและเจ้าชายรีซอยู่เคียงข้าง มีคนอย่างน้อยยี่สิบกว่าคนรายล้อมอยู่รอบพระราชาที่ประทับอยู่บนพระแท่น บางคนยืน บางคนคุกเข่า ผู้คนที่แวดล้อมอยู่นั้นคือบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพ พร้อมด้วยอาร์กอน ราชินี เจ้าชายเคนดริค เจ้าชายก็อดฟรีย์ และแม้แต่เจ้าหญิงเกว็นโดลีน มันคือการดูใจครั้งสุดท้าย และธอร์กำลังรุกล้ำเรื่องภายในครอบครัว บรรยากาศภายในห้องดูอึมครึม แต่ละคนใบหน้าเศร้าหมอง ราชาแม็คกิลประทับหนุนอยู่บนพระเขนย ธอร์รู้สึก โล่งอกที่ได้เห็นว่าพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพ อย่างน้อยที่สุดก็ในตอนนี้ ทุกคนหันมาพร้อมกันและตกใจที่เห็นธอร์และเจ้าชายรีซเข้ามาอย่างกะทันหัน ธอร์รู้ว่าทุกคนจะต้องตกใจ ที่จู่ ๆ พวกเขาก็ปรากฏตัวขึ้นกลางห้อง จากประตูลับบนกำแพงหิน “เจ้าเด็กคนนั้น!” ใครบางคนตะโกนขึ้น แล้วยืนชี้มาทางธอร์ด้วยความเกลียดชัง “เขาคือคนที่พยายามจะลอบวางยาพิษพระราชา!” ทหารองครักษ์พุ่งตรงมาที่เขาจากทุกมุมห้อง ธอร์แทบไม่รู้เลยว่าต้องทำอย่างไร ใจหนึ่งเขาอยากจะวิ่งหนี แต่เขารู้ว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับฝูงชนที่กำลังโกรธ เขาจะต้องเข้าเฝ้าพระราชา ดังนั้นเขาจึงเตรียมพร้อมเมื่อทหารวิ่งเข้าใส่ ตั้งท่าจะจับตัวเขา ขณะที่โครห์นส่งเสียงขู่ เตือนคนที่จะเข้ามาทำร้าย ขณะที่ธอร์ยืนอยู่นั้น เขารู้สึกถึงความร้อนที่คุกรุ่นขึ้นในกาย พลังงานปะทุขึ้นในตัวเขา ธอร์ยกมือขึ้นข้างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วยื่นฝ่ามือออกไป ปล่อยพลังใส่พวกนั้น “เจ้ากล้าดียังไงถึงเดินเข้ามาในนี้แล้วใช้เวทมนต์ เจ้าหนุ่ม!” บรอม แม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระราชาตะโกนขึ้น พลางชักดาบ “เจ้าพยายามจะปลงพระชนม์ครั้งหนึ่งยังไม่พออย่างนั้นหรือ?” บรอมก้าวเข้าหาธอร์พร้อมดาบในมือ ขณะนั้นเองธอร์ก็รู้สึกว่าบางสิ่งเข้าครอบงำเขา เป็นความรู้สึกที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เขาเคยมี เขาหลับตาลงแล้วตั้งสมาธิ รู้สึกถึงพลังจากดาบของบรอม รูปร่างของมัน เนื้อโลหะ และไม่รู้ด้วยวิธีใดเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกับมัน เขาสั่งให้มันหยุดได้ด้วยใจ บรอมชะงักนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง “อาร์กอน!” บรอมหันไปแล้วตะโกนบอก “หยุดเวทมนต์นี่เดี๋ยวนี้! หยุดเจ้าเด็กนั่น!” อาร์กอนก้าวออกมาจากกลุ่มคน ค่อย ๆ ลดผ้าคลุมศีรษะลง เขาจ้องมองธอร์เขม็ง ด้วยแววตาร้อนแรง “ข้าไม่เห็นเหตุผลที่จะหยุดเขา” อาร์กอนบอก “เขาไม่ได้มาด้วยประสงค์ร้าย” “ท่านบ้าไปแล้วหรือ? เขาเกือบจะปลงพระชนม์พระราชา!” “นั่นคือสิ่งที่ท่านคิด” อาร์กอนบอก “แต่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าเห็น” “ปล่อยเขา” สุรเสียงแหบห้าวดังขึ้น ทุกคนหันไปพบราชาแม็คกิลทรงลุกขึ้นประทับนั่ง และทอดพระเนตรมาอย่างเหนื่อยอ่อน เห็นได้ชัดว่าทรงพยายามเปล่งคำพูดออกมา “ข้าอยากพบเขา เขาไม่ใช่คนที่แทงข้า ข้าเห็นหน้ามัน และไม่ใช่เขา ธอร์เป็นผู้บริสุทธิ์” คนอื่น ๆ ค่อยคลายท่าทีลง ขณะที่ธอร์ผ่อนจิต ปล่อยพวกนั้นเป็นอิสระ ทหารองครักษ์ถอยห่างออกไปพลางมองธอร์อย่างระแวดระวัง ราวกับเขามาจากอีกโลกหนึ่ง แล้วค่อย ๆ เก็บดาบเข้าฝัก “ข้าอยากพบเขา” ราชาแม็คกิลตรัส “ตามลำพัง พวกเจ้าทุกคนออกไปให้หมด” “ราชาของข้า” บรอมทูล “พระองค์ทรงคิดว่าจะเป็นการปลอดภัยหรือ? พระองค์จะอยู่ตามลำพังกับเจ้าหนุ่มนี่? “ห้ามแตะต้องธอร์” ราชาแม็คกิลตรัส “ออกไปได้แล้ว ทุกคนรวมถึงครอบครัวของข้าด้วย” ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง ทุกคนต่างมองหน้ากัน ดูไม่แน่ใจว่าควรทำเช่นไร ธอร์ยืนนิ่งอยู่กับที่ แทบจะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนรวมถึงพระบรมวงศ์ค่อย ๆ เดินเรียงกันออกไปจากห้องบรรทม โครห์นเดินตามหลังเจ้าชายรีซไป ทั้งห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนเมื่อครู่ กลับว่างเปล่าลงทันที ประตูปิดลง เหลือเพียงธอร์และราชาแม็คกิลอยู่ตามลำพังในความเงียบ เขาแทบไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพพระราชาประทับบนพระแท่น พระพักตร์ซีดเผือดด้วยความเจ็บปวด ทำร้ายเขาเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาได้ เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่มันเกือบจะเหมือนส่วนหนึ่งในตัวเขากำลังจะตายลงไปด้วย บนพระแท่นบรรทมนั้น เขาปรารถนาให้พระราชาทรงปลอดภัยดียิ่งกว่าสิ่งใด “มานี่สิ เจ้าหนุ่ม” ราชาแม็คกิลตรัสอย่างอ่อนแรง พระสุรเสียงแหบพร่า แทบจะเป็นกระซิบ ธอร์ก้มศีรษะลงแล้วรีบเข้าไปข้างพระราชา คุกเข่าลงตรงหน้าพระองค์ ราชาแม็คกิลทรงยื่นพระกรออกมา ธอร์รับแล้วก้มลงจุมพิต เขาเงยหน้าขึ้นเห็นพระองค์ทรงแย้มพระสรวลอย่างอ่อนแรง ธอร์ประหลาดใจเมื่อรู้สึกถึงน้ำตาอุ่น ๆ ไหลอาบแก้ม “ฝ่าบาท” ธอร์เอ่ยปากทูลอย่างเร่งร้อน ไม่อาจระงับไว้ได้ “ขอทรงโปรดเชื่อข้า ข้าไม่ได้วางยาพิษพระองค์ ข้าเห็นมันจากความฝัน ด้วยพลังบางอย่างที่ข้ายังไม่รู้จัก ข้าเพียงต้องการเตือนพระองค์ ขอทรงโปรดเชื่อข้าด้วย...” ราขาแม็คกิลยกพระกรขึ้น ธอร์จึงหยุดพูด “ข้าเข้าใจเจ้าผิด” ราชาแม็คกิลตรัส “ต้องถูกแทงด้วยมือคนอื่นจึงรู้ว่าไม่ใช่เจ้า เจ้าเพียงพยายามจะช่วยข้า ยกโทษให้ข้าด้วย เจ้าเป็นผู้จงรักภักดี อาจจะเป็นผู้ภักดีเพียงคนเดียวในราชสำนักของข้า” “ข้าปรารถนาให้เรื่องนี้ไม่จริง” ธอร์ทูล “ข้าปรารถนาให้พระองค์ทรงปลอดภัย และขอให้ความฝันของข้าเป็นเพียงภาพหลอน ขอให้พระองค์ไม่เคยถูกลอบปลงพระชนม์ ขอให้ข้าผิด และขอให้พระองค์ทรงปลอดภัย” ราชาแม็คกิลส่ายพระพักตร์ “เวลาของข้ามาถึงแล้ว” พระราชาตรัสบอกธอร์ ธอร์กลืนน้ำลาย หวังว่ามันจะไม่ใช่ความจริง แต่ก็สัมผัสได้ว่ามันคงเป็นเช่นนั้น “พระองค์ทรงทราบหรือไม่ว่าใครเป็นผู้กระทำการนี้?” ธอร์ทูลถามคำถามที่แผดเผาใจเขามาตลอดนับตั้งแต่ฝันเห็น เขาคิดไม่ออกว่าใครจะต้องการให้พระองค์สวรรคต และเพราะเหตุใด ราชาแม็คกิลทรงเงยหน้าขึ้นมองเพดาน พยายามกระพริบพระเนตร “ข้าเห็นหน้ามัน เป็นใบหน้าที่ข้ารู้จักเป็นอย่างดี แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดข้านึกไม่ออก” พระราชาหันมาหาธอร์ “คงไม่สำคัญแล้วตอนนี้ เวลาของข้ามาถึงแล้ว ไม่ว่าจะด้วยมือของมันหรือของคนอื่น ปลายทางก็ยังคงเหมือนเดิม ที่สำคัญคือ” ราชาตรัสพลางเอื้อมกรมาจับข้อมือของธอร์ไว้ด้วยพละกำลังที่ทำให้เขาประหลาดใจ “สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากข้าจากไปแล้ว อาณาจักรของเราจะไร้ราชา” ราชาแม็คกิลทอดพระเนตรมองธอร์ด้วยแววจริงจังซึ่งเขาไม่เข้าใจ ธอร์ไม่รู้ว่าพระองค์หมายถึงสิ่งใด หรือว่าพระราชาทรงสั่งการสิ่งใด เขาอยากจะทูลถาม แต่เห็นว่าพระราชาทรงพยายามหายใจอย่างยากลำบาก และไม่อยากเสี่ยงที่จะขัดพระองค์ “อาร์กอนพูดถูกเรื่องเจ้า” พระราชาตรัส ค่อยคลายพระกรช้า ๆ “ชะตาของเจ้ายิ่งใหญ่กว่าของข้ามากนัก” ธอร์รู้สึกราวกับถูกฟ้าฟาดจากคำพูดของพระราชา ชะตาของเขาหรือ? ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาเช่นนั้นหรือ? ความคิดว่าพระราชาทรงหารือกับอาร์กอนเรื่องธอร์นั้นก็เกินกว่าที่เขาจะเข้าใจได้แล้ว และความจริงที่ว่าพระองค์ตรัสว่าเขาจะมีชะตาอันยิ่งใหญ่กว่าราชานั้น มันหมายความว่าอย่างไรกัน? หรือว่าพระองค์ทรงเห็นภาพหลอนในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต? “ข้าเลือกเจ้า รับเจ้าเข้ามาในครอบครัวด้วยเหตุผลบางอย่าง เจ้ารู้ไหมว่าคืออะไร?” ธอร์ส่ายหน้า ต้องการรู้อย่างยิ่ง “เจ้าไม่รู้หรือว่าทำไมข้าถึงต้องการให้เจ้าอยู่ที่นี่ เจ้าเท่านั้น ในวาระสุดท้ายของข้า?” “ฝ่าบาทโปรดอภัย” เขาทูลเสียงสั่น “ข้าไม่รู้เลย” ราชาแม็คกิลแย้มพระสรวลจาง ๆ พระเนตรเริ่มหรี่ลง “มีดินแดนยิ่งใหญ่อยู่ไกลจากที่นี่ เลยแดนเถื่อนไป ไกลกว่าดินแดนแห่งมังกร มันคือดินแดนของดรูอิด นั่นเป็นที่ที่แม่เจ้าจากมา เจ้าจะต้องไปที่นั่นเพื่อหาคำตอบ” ราชาแม็คกิลลืมพระเนตรขึ้น ทรงจ้องมองธอร์ด้วยแววตาที่ธอร์ไม่เข้าใจ “อาณาจักรของเราขึ้นอยู่กับเรื่องนี้” พระราชาตรัสต่อ “เจ้าไม่เหมือนคนอื่น เจ้าเป็นคนพิเศษ จนกว่าเจ้าจะรู้จักตัวเอง อาณาจักรของเราจะไม่มีวันสุขสงบ” พระราชาหลับพระเนตร ทรงหายใจอย่างเหนื่อยหอบ พระกรที่กุมข้อมือธอร์ไว้เริ่มอ่อนแรง เขารู้สึกน้ำตาไหลอาบ ใจเขาคิดถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสและพยายามจะเข้าใจมัน แต่แทบจะตั้งสติไม่ได้เลย นี่เขาได้ยินถูกต้องหรือไม่? ราชาแม็คกิลทรงกระซิบบางอย่าง แต่เบามากจนธอร์แทบไม่ได้ยิน เขาก้มลงไปใกล้ เอียงหูเข้าใกล้พระโอษฐ์ พระราชายกพระเศียรขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย และพยายามเปล่งวาจาสุดท้ายออกมา “แก้แค้นให้ข้า” จากนั้นก็ทรงนิ่งไป พระองค์ประทับอยู่เช่นนั้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่พระเศียรจะเอียงไปด้านหนึ่ง เห็นพระเนตรเบิกค้าง สวรรคตแล้ว “ไม่!” ธอร์ตะโกน เสียงร้องของเขาดังมากจนองครักษ์ได้ยิน เพราะทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงประตูเปิดออกด้านหลัง ได้ยินเสียงผู้คนกรูกันเข้ามา เขารับรู้ด้วยหางตาว่ามีความเคลื่อนไหวอยู่รอบ ๆ ตัว เขารับรู้อย่างเลือนรางว่าได้ยินเสียงระฆังตีขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงระฆังดังเป็นจังหวะเดียวกับเส้นเลือดที่ขมับของเขา แต่แล้วทุกสิ่งก็เลือนรางลง ครู่ต่อมาทั้งห้องก็หมุนวน ธอร์เป็นลมไปแล้ว เขาล้มลงฟาดกับพื้นหิน บทที่ หก สายลมแรงพัดต้องพระพักตร์เจ้าชายกาเร็ธ พระองค์เงยพักตร์ กระพริบเนตรไล่น้ำตาท่ามกลางแสงเรื่อแห่งอรุณรุ่ง วันนี้เพิ่งจะเริ่มต้น แต่ ณ บริเวณห่างไกลเช่นที่ริมหน้าผาโคลเวียนนี้ มีเชื้อพระวงศ์ มิตรสหาย และบรรดาข้าราชบริพารผู้รับใช้ใกล้ชิดมาชุมนุมกันอยู่หลายร้อยคน ต่างวนเวียนอยู่ไม่ห่าง ด้วยหวังจะได้มีส่วนร่วมในพิธีฝังพระศพ ไกลออกไปทางด้านหลัง เจ้าชายกาเร็ธเห็นผู้คนหลั่งไหลเข้ามา มีกองทหารคอยกันไว้พวกเขาไว้ ประชาชนนับพันคนกำลังเฝ้าดูพิธีฝังพระศพอยู่ไกล ๆ ความโศกเศร้าบนหน้าพวกเขานั้นเป็นความรู้สึกที่แท้จริง พระบิดาทรงเป็นที่รักของประชาชนอย่างแท้จริง เจ้าชายกาเร็ธประทับยืนร่วมกับเชื้อพระวงศ์ใกล้ชิด ล้อมครึ่งวงกลมอยู่รอบพระศพที่ประทับอยู่ในพระโกศที่โยงไว้ด้วยเชือกเหนือหลุมดิน รอที่จะหย่อนลงไป อาร์กอนยืนอยู่ตรงหน้ากลุ่มคน สวมเสื้อคลุมสีเลือดหมูที่สงวนไว้ใช้เฉพาะพิธีศพเท่านั้น สีหน้าของเขาเรียบเฉยขณะที่มองพระศพ ผ้าคลุมศีรษะอำพลางใบหน้าของเขาไว้ เจ้าชายกาเร็ธพยายามอย่างยิ่งที่จะอ่านสีหน้าของเขา ทรงอยากรู้ว่าอาร์กอนรู้มากน้อยเพียงใด เขารู้หรือไม่ว่าพระองค์เป็นคนปลงพระชนม์พระบิดา? และถ้ารู้ เขาจะบอกคนอื่นหรือไม่ หรือจะปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา? เป็นโชคร้ายของเจ้าชายกาเร็ธที่ธอร์ เจ้าเด็กหนุ่มน่ารำคาญคนนั้นพ้นจากความผิด ชัดเจนว่ามันคงไม่สามารถลอบแทงพระราชาได้ขณะที่ถูกจองจำอยู่ที่คุกใต้ดิน และยิ่งพระบิดาทรงเป็นผู้บอกคนอื่น ๆ ว่าธอร์เป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เรื่องเลวร้ายลงสำหรับเจ้าชายกาเร็ธ มีการตั้งกรรมการขึ้นตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว เพื่อพิจารณาทุกรายละเอียดของการลอบปลงพระชนม์ เจ้าชายกาเร็ธพระทัยเต้นแรงขณะที่ประทับร่วมกับคนอื่น ทอดเนตรพระศพที่กำลังถูกหย่อนลงสู่ผืนดิน พระองค์ทรงอยากจะถูกฝังลงไปด้วย มันเป็นเพียงเงื่อนของเวลาเท่านั้นกว่าที่ร่องรอยจะสาวมาถึงเฟิร์ธ แล้วเมื่อถึงตอนนั้น เจ้าชายกาเร็ธคงต้องถูกลากลงไปพร้อมกับเขาด้วย พระองค์ต้องทรงจัดการทันทีเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อป้ายความผิดไปให้คนอื่น เจ้าชายทรงกังขาว่าผู้คนที่อยู่รายรอบนี่สงสัยพระองค์หรือไม่ พระองค์คงจะทรงหวาดระแวงไปเอง เมื่อทรงลอบมองใบหน้าแต่ละคน ไม่ทรงเห็นว่ามีใครมองพระองค์อยู่ บรรดาพี่น้องของพระองค์ยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งรีซ ก็อดฟรีย์ และเคนดริค และเกว็นโดลีน น้องสาวของพระองค์ และพระมารดา พระพักตร์ของพระนางเศร้าโศก พระวรกายนิ่งขึง ที่จริงนับตั้งแต่พระบิดาสวรรคต พระมารดาทรงเปลี่ยนเป็นคนละคน แทบจะไม่ทรงรับสั่งอะไรเลย เจ้าชายกาเร็ธทรงได้ยินมาว่าตอนที่พระนางทรงทราบข่าว เกิดพระอาการบางอย่างขึ้น คล้ายอัมพฤกษ์ พระพักตร์ด้านหนึ่งแข็งเกร็ง เมื่ออ้าพระโอษฐ์ จะสามารถตรัสได้ช้ามาก เจ้าชายกาเร็ธทรงพิจารณาใบหน้าของบรรดาสมาชิกสภาที่ยืนอยู่ด้านหลังพระมารดา บรอม แม่ทัพใหญ่ และคอล์ค ผู้นำกองทหารยุวชน ยืนอยู่ด้านหน้า ด้านหลังของทั้งสองคือเหล่าที่ปรึกษาของพระบิดา พวกนี้แสร้งทำเป็นเศร้าโศก แต่พระองค์ทรงรู้ดีว่าคนพวกนี้ บรรดาสมาชิกสภา ที่ปรึกษา และแม่ทัพทุกคน รวมถึงบรรดาขุนนางที่อยู่ด้านหลัง แทบจะไม่ได้ใส่ใจเลย พระองค์ทรงเห็นความทะเยอทะยานบนใบหน้าพวกนั้น ความกระหายต่ออำนาจ ขณะที่แต่ละคนก้มมองพระศพ เจ้าชายทรงรู้สึกว่าพวกเขากำลังสงสัยว่าใครจะได้กุมบัลลังก์เป็นคนต่อไป นั่นเป็นความคิดคำนึงที่พระองค์เองกำลังมีอยู่เช่นกัน จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากการลอบปลงพระชนม์ที่วุ่นวายนี้? หากว่ามันสะดวกเรียบร้อยดี และโยนความผิดให้แก่ผู้อื่นได้ แผนการของเจ้าชายกาเร็ธก็คงจะสมบูรณ์แบบ บัลลังก์จะตกเป็นของพระองค์ ถึงยังไงพระองค์ก็เป็นโอรสองค์โตที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้พระบิดาจะเลือกเกว็นโดลีน แต่ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ยกเว้นบรรดาพี่น้องของพระองค์ ซึ่งพระประสงค์ของพระบิดายังไม่ได้รับการยืนยัน เจ้าชายทรงรู้จักสมาชิกสภาดี พวกนี้ยึดถือกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่มีการเห็นชอบ ขนิษฐาของพระองค์ไม่มีทางได้ครองราชย์ ซึ่งนั่นจะนำมาสู่พระองค์ หากมีการพิจารณาความเหมาะสม ซึ่งเจ้าชายก็หวังให้เป็นเช่นนั้น บัลลังก์จะต้องเป็นของพระองค์อย่างแน่นอน ตามกฎหมายบัญญัติ เจ้าชายกาเร็ธไม่แปลกพระทัยหากบรรดาพี่น้องจะแย้งเรื่องนี้ พวกนั้นคงจะอ้างถึงการเข้าเฝ้าพระบิดาในวันนั้น และคงจะยืนยันให้เกว็นโดลีนได้ครองราชย์ เคนดริคคงจะไม่แย่งชิงอำนาจเพื่อตัวเอง เขาจิตใจดีเกินไป ก็อดฟรีย์ก็ไม่แยแสอะไร ส่วนรีซก็ยังเด็กมาก เกว็นโดลีนจึงเป็นก้างเพียงชิ้นเดียว แต่เจ้าชายกาเร็ธทรงมองในแง่ดี พระองค์ไม่คิดว่าสภาพร้อมที่จะให้สตรี ยิ่งวัยรุ่นด้วยแล้วขึ้นครองอาณาจักรวงแหวน และเมื่อไม่มีสัตยาบันจากพระราชา พวกเขาจะต้องถือเป็นข้ออ้างที่จะตัดสิทธิ์ของนาง สำหรับเจ้าชายกาเร็ธแล้ว ภัยที่แท้จริงมีเพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นคือเคนดริค ในขณะที่พระองค์เป็นที่เกลียดชังของประชาชน เคนดริคกลับเป็นที่รักของพวกสามัญชนและทหาร หากพิจารณาเรื่องนี้แล้ว มีโอกาสที่สภาจะมอบบัลลังก์ให้แก่เคนดริค ยิ่งพระองค์ทรงได้อำนาจมาเร็วเท่าใด พระองค์ก็จะสามารถใช้อำนาจนั้นกำจัดเคนดริคได้เร็วยิ่งขึ้น เจ้าชายกาเร็ธทรงรู้สึกถูกกระตุกที่พระกร เมื่อทอดเนตรมองก็เห็นปมเชือกสีที่พระกร จึงรู้ว่าพวกเขาเริ่มหย่อนพระโกศลงไปแล้ว พระองค์ทอดเนตรพี่น้องคนอื่น แต่ละคนจับเชือกไว้เช่นเดียวกับพระองค์ และค่อย ๆ ผ่อนเชือกลงไป ช้า ๆ เชือกด้านพระองค์เอียง เนื่องจากทรงช้ากว่าคนอื่น ๆ จึงรีบใช้พระกรอีกข้างช่วยดึงเชือกจนได้ระดับในที่สุด ช่างน่าขัน แม้กระทั่งบิดาสวรรคตแล้ว พระองค์ก็ยังไม่สามารถทำให้ทรงพอพระทัยได้ เสียงระฆังดังขึ้นไกล ๆ จากปราสาท อาร์กอนก้าวไปข้างหน้า แล้วยกมือขึ้น “อิทโซ โอมินุส โดมิ โค เรเซเปีย...” ภาษาที่สูญหายไปแล้วของอาณาจักรวงแหวน เป็นภาษาแห่งราชวงศ์ ที่บรรพบุรุษทรงใช้กันมาหลายพันปี เป็นภาษาที่พระอาจารย์ประจำพระองค์ปลูกฝังมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และเป็นภาษาที่ทรงต้องรู้หากจะกุมพระราชอำนาจ จู่ ๆ อาร์กอนก็หยุด เงยหน้าแล้วหันมาจ้องเจ้าชายกาเร็ธ พระองค์ทรงรู้สึกเย็นวาบไปตามสันหลัง เมื่อดวงตาฝ้ามัวของอาร์กอนจ้องมองราวกับแผดเผา เจ้าชายพระพักตร์แดง และทรงสงสัยว่าทั้งอาณาจักรกำลังดูอยู่หรือไม่ และมีใครรู้ความหมายหรือไม่ เจ้าชายทรงรู้สึกจากสายตาที่มองมา ว่าอาร์กอนรู้ว่าพระองค์มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่อาร์กอนเป็นคนลึกลับ มักปฏิเสธที่จะข้องเกี่ยวกับความคดเคี้ยวของชะตากรรมของมนุษย์ เขาจะเงียบไว้หรือไม่? “ราชาแม็คกิลทรงเป็นราชาที่ประเสริฐ” อาร์กอนกล่าวช้า ๆ น้ำเสียงแหบต่ำฟังประหลาด “พระองค์ทรงนำความภาคภูมิและเกียรติยศมาสู่บรรพบุรุษ ทรงนำความมั่งคั่งและสันติสุขมาสู่อาณาจักร อย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยทำได้ ทรงสวรรคตก่อนเวลาอันควร ทรงเสด็จไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว แต่สิ่งที่พระองค์ทรงทิ้งไว้เบื้องหลังคือมรดกอันมั่งคั่ง ตอนนี้ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนที่จะเติมเต็มมรดกอันมั่งคั่งนั้น” อาร์กอนเว้นจังหวะ “อาณาจักรวงแหวนของพวกเราแวดล้อมด้วยภยันตรายรอบด้าน เบื้องหลังหุบเขาที่มีโล่พลังปกป้องพวกเราไว้นั้น มีพวกคนเถื่อนและสัตว์ประหลาดที่ต้องการจะฉีกเราเป็นชิ้น ๆ ขณะที่ภายในอาณาจักรวงแหวนนี้ ที่อีกฟากของเขตภูเขาสูง ก็มีชนชาติที่ประสงค์ร้ายต่อเรา พวกเราอาศัยอยู่ในดินแดนที่สงบสุขและรุ่งโรจน์อย่างหาใครเทียบไม่ได้ แต่ความมั่นคงนั้นอยู่ไม่นาน “ทำไมพระเจ้าทรงพรากพระราชาผู้ประเสริฐและทรงมีอัจฉริยภาพ ผู้ซึ่งกำลังมีชีวิตอันรุ่งโรจน์ไปจากพวกเรา? ทำไมพระองค์ทรงถูกกำหนดให้สวรรคตด้วยวิธีนี้? เราทุกคนต่างก็เป็นเพียงหมากบนกระดาน เป็นหุ่นกระบอกในกำมือของโชคชะตา แม้จะยิ่งใหญ่เพียงใด เราก็ถูกแผ่นดินกลบหน้าเช่นกัน คำถามที่เราต้องยึดถือไว้ ไม่ใช่ว่าเรากำลังพยายามเพื่ออะไร แต่เราพยายามจะเป็นใครต่างหาก” อาร์กอนก้มศีรษะ เจ้าชายกาเร็ธทรงรู้สึกพระกรร้อนขณะที่ทุกคนค่อย ๆ หย่อนพระโกศลงไป ในที่สุดพระโกศก็กระทบพื้นดินเบื้องล่าง “ไม่!” มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น เป็นเกว็นโดลีนที่กำลังฟูมฟาย นางวิ่งมาที่ขอบหลุม ราวกับจะโดดลงไป รีซวิ่งมาคว้าตัวนางไว้ แล้วดึงถอยหลังไป มีเคนดริคก้าวเข้ามาช่วย แต่เจ้าชายกาเร็ธไม่รู้สึกเห็นใจ กลับมองเห็นเป็นภัย หากนางต้องการจะลงไปอยู่ในหลุม พระองค์จะจัดการให้เอง ถูกแล้ว พระองค์จัดการได้ * ธอร์ยืนอยู่ห่างจากพระศพราชาแม็คกิลเพียงไม่กี่ฟุต ขณะมองพระองค์ถูกหย่อนลงสู่ผืนดิน เขารู้สึกท่วมท้นกับภาพที่เห็น เหนือหน้าผาที่สูงที่สุดของอาณาจักร เป็นสถานที่ที่พระราชาทรงเลือกให้เป็นที่ฝังพระศพ เป็นที่ที่สูงราวกับเหยียดขึ้นไปถึงเมฆได้ หมู่เมฆระเรื่อด้วยสีส้ม เขียว เหลืองและชมพู เมื่อดวงอาทิตย์แรกเคลื่อนสูงขึ้นบนท้องฟ้า แต่วันนี้ปกคลุมไปด้วยหมอกที่ไม่ยอมจางหายไป ราวกับอาณาจักรเองก็กำลังไว้อาลัย เจ้าโครห์นที่อยู่ข้างเขายังส่งเสียงคราง ธอร์ได้ยินเสียงร้องแหลม เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นเอสโตฟีลีสบินวนอยู่เบื้องบน กำลังมองลงมาที่พวกเขา ธอร์ยังมึนงง เค้ายังไม่อยากเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสองสามวันนี้ ไม่อยากเชื่อว่าตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ที่นี่ ท่ามกลางพระญาติพระวงศ์ เฝ้ามองดูชายผู้ซึ่งเขาให้ความรักนับถืออย่างรวดเร็ว ถูกหย่อนลงสู่ผืนดิน มันดูราวกับไม่น่าจะเป็นไปได้ เขาเพิ่งจะเริ่มรู้จักพระองค์ ชายคนแรกที่เขารู้สึกเหมือนเป็นบิดาที่แท้จริง และตอนนี้พระองค์ทรงถูกพรากไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นธอร์ยังหยุดคิดไม่ได้ถึงพระดำรัสสุดท้ายของพระราชา เจ้าไม่เหมือนคนอื่น เจ้าเป็นคนพิเศษ จนกว่าเจ้าจะรู้จักตัวเอง อาณาจักรของเราจะไม่มีวันสุขสงบ พระราชาทรงหมายถึงอะไร? เขาเป็นใครกันแน่? เขาพิเศษอย่างไร? พระองค์ทรงทราบได้อย่างไร? ชะตากรรมของแผ่นดินเกี่ยวข้องกับธอร์อย่างไร? พระองค์ทรงเพ้อไม่ได้สติหรือไม่? มีดินแดนยิ่งใหญ่อยู่ไกลจากที่นี่ เลยแดนเถื่อนไป ไกลกว่าดินแดนแห่งมังกร มันคือดินแดนของดรูอิด นั่นเป็นที่ที่แม่เจ้าจากมา เจ้าจะต้องไปที่นั่นเพื่อหาคำตอบ พระราชาแม็คกิลทรงรู้จักมารดาของเขาได้อย่างไร? ทรงรู้ได้อย่างไรว่านางอาศัยอยู่ที่ใด? แล้วนางมีคำตอบอะไรกัน? ธอร์เข้าใจมาตลอดว่ามารดาเสียชีวิตไปแล้ว เมื่อคิดว่านางยังมีชีวิตอยู่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น เขาเกิดความมุ่งมั่นยิ่งกว่าครั้งใดที่จะตามหามารดาให้พบ เพื่อหาคำตอบ เพื่อค้นหาว่าตัวเองคือใคร และทำไมเขาจึงเป็นคนพิเศษ เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น พระศพก็ถูกหย่อนลงไปเบื้องล่าง ธอร์ประหลาดใจกับโชคชะตาที่พลิกผันอย่างโหดร้าย ทำไมเขาจึงได้เห็นอนาคตที่เกิดขึ้น ได้เห็นราชาผู้ยิ่งใหญ่นี้ถูกลอบปลงพระชนม์ แต่กลับไม่มีอำนาจที่จะหยุดยั้งได้? บางทีเขาอยากให้ตัวเองไม่เคยเห็นส่งที่เกิดขึ้น ไม่เคยได้รู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า เขาอยากให้ตัวเองเป็นคนที่ยืนไม่รู้เรื่องรู้ราวใดเหมือนคนอื่น ๆ เพียงแค่ตื่นเช้าขึ้นมาวันหนึ่งแล้วพบว่าพระราชาสวรรคตแล้ว ตอนนี้เขารู้สึกราวกับเป็นส่วนหนึ่ง รู้สึกผิดด้วยซ้ำว่าเขาน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ธอร์สงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรต่อไป มันกลายเป็นอาณาจักรที่ไร้ราชา ใครจะเป็นผู้ปกครอง? จะเป็นเจ้าชายกาเร็ธอย่างที่ใครคาดกันหรือไม่? ธอร์คิดถึงเรื่องที่จะเลวร้ายกว่านั้นไม่ออก เขามองดูผู้คนรอบ ๆ และได้เห็นใบหน้าเคร่งเครียดของบรรดาขุนนาง ที่มารวมตัวกันจากทุกมุมของอาณาจักรวงแหวน เขารู้ว่าคนพวกนี้จะมีอำนาจในอาณาจักรที่ระส่ำระสาย ตามที่เจ้าชายรีซทรงเล่าให้ฟัง ธอร์อดคิดไม่ได้ว่าใครกันเป็นผู้ลงมือสังหาร ใบหน้าเหล่านั้นดูน่าสงสัยทั้งนั้น คนพวกนี้ต่างต้องการอำนาจ อาณาจักรจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ หรือไม่? กองกำลังของขุนนางพวกนี้จะปะทะกันเองหรือไม่? แล้วชะตาของเขาเองจะเป็นอย่างไร? แล้วกองทหารยุวชนเล่า? มันจะถูกยุบหรือไม่? กองทัพจะถูกยุบหรือไม่? กองรบเงินจะปฏิวัติหรือไม่หากเจ้าชายกาเร็ธได้เป็นพระราชา? และคนอื่น ๆ เชื่อจริง ๆ หรือไม่ว่าธอร์เป็นผู้บริสุทธิ์ หลังจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น? เขาจะถูกไล่กลับไปอยู่ที่หมู่บ้านหรือไม่? ธอร์หวังว่าจะไม่ เขารักทุกสิ่งที่มีตอนนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้อยู่ที่นี่ต่อ ที่กองทหารยุวชน เขาอยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเช่นเดิม ไม่อยากให้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อไม่กี่วันก่อนอาณาจักรยังดูเป็นปึกแผ่นยั่งยืน ดูราวกับราชาแม็คกิลจะครองราชย์ไปตลอดกาล หากสิ่งที่ดูมั่นคงแข็งแรงอย่างยิ่งยังพังทลายลงได้ทันที จะหวังอะไรกับสิ่งอื่นได้? สำหรับธอร์แล้วไม่มีอะไรยั่งยืนอีกต่อไป ธอร์รู้สึกใจสลายเมื่อเห็นเจ้าหญิงเกว็นโดลีนพยายามจะกระโดดลงไปในหลุมพร้อมกับพระศพของพระบิดา เจ้าชายรีซดึงนางไว้ ขณะที่บรรดาข้าราชบริพารเข้ามาช่วยกันตักดินกลบหลุมพระศพ ส่วนอาร์กอนก็เริ่มสวดต่อไป เมฆบนฟ้าลอยผ่านมา บดบังดวงอาทิตย์แรกไว้ครู่หนึ่ง ธอร์รู้สึกถึงลมเย็นพัดกระโชกผ่านวันอันอบอุ่นในฤดูร้อน เขาได้บินเสียงครางแหลม มองลงไปก็เห็นโครห์นอยู่แทบเท้า เงยหน้ามองเขาอยู่ ธอร์ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอีกต่อไปแล้ว แต่เขารู้อย่างหนึ่ง เขาจะต้องคุยกับเจ้าหญิงเกว็น ต้องบอกนางว่าเขาเสียใจเพียงใด และว้าวุ่นใจเพียงใดกับการสวรรคตของพระราชา อยากบอกนางว่าไม่ได้ทรงอยู่เพียงลำพัง แล้วถ้านางตัดสินพระทัยว่าไม่ต้องการพบเขาอีก เขาต้องอธิบายให้ทรงทราบว่าเขาถูกกล่าวหา เขาไม่ได้ทำอะไรเลยที่ร้านนางโลมนั่น ธอร์ต้องการโอกาส แค่เพียงครั้งเดียวเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด ก่อนที่นางจะไม่สนใจไยดีเขาอีกตลอดไป เมื่อดินในพลั่วถูกสาดลงไปในหลุมพระศพเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับเสียงระฆังดังครั้งแล้วครั้งเล่า ฝูงชนก็เข้าแถวยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา เดินมาตามขอบผา ในมือถือดอกกุหลาบสีดำคนละหนึ่งดอก เดินแถวผ่านหลุมพระศพที่เพิ่งกลบฝัง ธอร์ก้าวไปข้างหน้า คุกเข่าลง แล้ววางกุหลาบในมือลงไปรวมกับของคนอื่น ๆ เจ้าโครห์นส่งเสียงคราง Конец ознакомительного фрагмента. Текст предоставлен ООО «ЛитРес». Прочитайте эту книгу целиком, купив полную легальную версию (https://www.litres.ru/pages/biblio_book/?art=43698271&lfrom=334617187) на ЛитРес. Безопасно оплатить книгу можно банковской картой Visa, MasterCard, Maestro, со счета мобильного телефона, с платежного терминала, в салоне МТС или Связной, через PayPal, WebMoney, Яндекс.Деньги, QIWI Кошелек, бонусными картами или другим удобным Вам способом.
КУПИТЬ И СКАЧАТЬ ЗА: 199.00 руб.