Сетевая библиотекаСетевая библиотека
คำปฏิญาณแห่งศักดิ์ศรี มอร์แกน ไรซ์ วงแหวนของผู้วิเศษ #5 ใน คำปฏิญาณแห่งศักดิ์ศรี (เล่ม 5 ในชุดวงแหวนของผู้วิเศษ) ธอร์ลงเรือไปพร้อมกับเพื่อนทหารยุวชนของเขา ในการเดินทางอันเป็นมหากาพย์สู่แดนเถื่อนอันกว้างใหญ่ของจักรวรรดิ เพื่อพยายามค้นหาดาบแห่งโชคชะตาอันเก่าแก่ และช่วยอาณาจักรวงแหวนให้รอด มิตรภาพของธอร์ยิ่งล้ำลึกขึ้นเมื่อพวกเขาต้องเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ เผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่ไม่คาดคิด และต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันในศึกที่คาดไม่ถึง ทุกย่างก้าวของการเดินทางมีอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาต้องใช้ทักษะทุกอย่างที่มี หากต้องการรอดชีวิต ในการเดินทางตามรอยโจรขโมยดาบ ลึกเข้าไปในดินแดนจักรวรรดิ การเดินทางครั้งนี้จะนำพวกเขาไปจนถึงใจกลางใต้พิภพ หนึ่งในเจ็ดอาณาจักรแห่งนรก ซึ่งพวกผีดิบปกครองอยู่ และเต็มไปด้วยทุ่งโครงกระดูก เมื่อธอร์ต้องเรียกพลังพิเศษของเขาออกมาใช้มากยิ่งขึ้น เขาต้องดิ้นรนที่จะเข้าใจตัวตนของตัวเองณ อาณาจักรวงแหวน เจ้าหญิงเกว็นโดลีนต้องทรงนำครึ่งหนึ่งของราชสำนักไปยังซิเลเซีย ปราการด้านตะวันตก เมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนขอบเหวของหุบเขาใหญ่มาถึงหนึ่งพันปี ป้อมปราการอันแข็งแกร่งของซิเลเซียทำให้มันรอดพ้นจากการโจมตีมาได้ทุกครั้งตลอดหลายร้อยปี แต่มันยังไม่เคยรับมือกับการโจมตีของแอนโดรนิคัส และกองทหารนับล้านของพระองค์ เจ้าหญิงเกว็นโดลีนทรงเรียนรู้การเป็นราชินีเมื่อพระนางต้องรับหน้าที่เป็นผู้นำ โดยมีสร็อก คอล์ค บรอม สเตฟเฟน เจ้าชายเคนดริคและเจ้าชายก็อดฟรีย์อยู่เคียงข้าง และเตรียมพร้อมที่จะป้องกันเมืองจากศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ระหว่างนั้นราชากาเร็ธทรงถลำลึกลงสู่ความวิกลจริตมากขึ้น และต้องพยายามกวาดล้างการปฏิวัติที่อาจจะทำให้พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ในราชสำนัก ส่วนอีเร็คต้องต่อสู้ถวายชีวิตเพื่อช่วยอลิสแตร์ ยอดรักของเขา และท่านดยุคแห่งซาวาเรีย เมื่อโล่พลังไม่ทำงาน ทำให้สัตว์ร้ายจากแดนเถื่อนบุกเข้ามา ขณะที่เจ้าชายก็อดฟรีย์ที่ทรงมัวเมาอยู่กับสุรา ต้องตัดสินพระทัยว่าพระองค์พร้อมที่จะละทิ้งอดีตและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ครอบครัวต้องการหรือไม่ทุกคนต่างต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด และทุกอย่างดูเหมือนจะเลวร้ายอย่างที่สุดแล้ว เรื่องราวจบลงโดยมีการหักมุมที่น่าตกใจสองเรื่องเจ้าหญิงเกว็นโดลีนจะทรงรอดพ้นจากการโจมตีหรือไม่? ธอร์จะรอดชีวิตในจักรวรรด์ไหม? ดาบแห่งโชคชะตาจะถูกตามคืนมาได้หรือไม่? ด้วยการสร้างสรรค์ตัวละครและเนื้อเรื่องที่เป็นผลงานระดับโลก ทำให้ ชะตาแห่งมังกร เป็นมหากาพย์เรื่องราวของเพื่อนและคู่รัก คู่แข่งและคู่แค้น อัศวินและมังกร แผนทางการเมืองและเล่ห์เพทุบาย การเติบโต การอกหัก การหลอกลวง ความทะเยอะทะยานและการทรยศ และยังเป็นเรื่องราวแห่งเกียรติยศและความกล้าหาญ โชคชะตา วาสนาและเวทมนต์ เป็นนิยายแฟนตาซีที่จะนำเราไปสู่โลกที่เราจะไม่มีวันลืม ซึ่งเหมาะกับทุกเพศและวัย ด้วยความยาว 75,000 คำ คำปฏิญาณแห่งศักดิ์ศรี (เล่ม 5 ในชุดวงแหวนของผู้วิเศษ) มอร์แกน ไรซ์ ประวัติ มอร์แกน ไรซ์ มอร์แกน ไรซ์ เป็นผู้แต่งหนังสือขายดีอันดับ 1 และเป็นผู้แต่งมหากาพย์แฟนตาซีที่ขายดีที่สุดใน USA Today นิยายชุดวงแหวนของผู้วิเศษ จำนวน 17 เล่ม นิยายชุดขายดีอันดับ 1 บันทึกของแวมไพร์ จำนวน 11 เล่ม (และยังมีเล่มต่อไป) นิยายชุดขายดีอันดับ 1 เรื่อง THE SURVIVAL TRILOGY เรื่องราวระทึกขวัญหลังวันโลกาวินาศ จำนวน 2 เล่ม (และยังมีเล่มต่อไป) และนิยายชุดเรื่องราวแฟนตาซีใหม่ล่าสุด กษัตริย์และผู้วิเศษ หนังสือของ มอร์แกน มีทั้งรูปแบบเสียงและสิ่งพิมพ์ และได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 25 ภาษา มอร์แกน ยินดีรับฟังความคิดเห็นของคุณ โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.morganricebooks.com เพื่อสมัครรับข่าวสารทางอีเมล พร้อมรับหนังสือฟรีและของรางวัลมากมาย สามารถดาวน์โหลดแอปฟรี เพื่อรับข่าวสารล่าสุด หรือเชื่อมต่อกับ Facebook และ Twitter โปรดติดตาม! คำนิยมสำหรับ มอร์แกน ไรซ์ “วงแหวนของผู้วิเศษ มีส่วนผสมทุกอย่างของการประสบความสำเร็จทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องหลัก โครงเรื่องย่อย ความลึกลับ อัศวินผู้กล้าหาญ ความสัมพันธ์ที่เบ่งบานพร้อมกับการอกหัก การหลอกหลวงและการทรยศ มันจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้หลายชั่วโมง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกวัย แนะนำให้มีประจำไว้ในห้องสมุดสำหรับคอนักอ่านเรื่องแฟนตาซี” --Books and Movie Reviews, Roberto Mattos “นิยายมหากาพย์แฟนตาซีที่น่าสนุกสนาน” --Kirkus REviews “จุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่น่าดึงดูดใจ” -- San Francisco Book Review “อัดแน่นไปด้วยการผจญภัย...งานเขียนของไรซ์ช่างเข้มข้นและวางโครงเรื่องอย่างมีเหตุมีผล” -- Publishers Weekly “นิยายแฟนตาซีที่สร้างแรงบันดาลใจ เป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์นิยายสำหรับวัยรุ่นที่เหมาะสม” -- Midwest Book Review หนังสือของ มอร์แกน ไรซ์ กษัตริย์และผู้วิเศษ กำเนิดราชันย์มังกร (เล่ม 1) กำเนิดความกล้าหาญ (เล่ม 2) ชุด วงแหวนของผู้วิเศษ เส้นทางแห่งวีรบุรุษ (เล่ม 1) การเดินทางแห่งราชา (เล่ม 2) ชะตาแห่งมังกร (เล่ม 3) เสียงร่ำร้องแห่งเกียรติยศ (เล่ม 4) คำปฏิญาณแห่งศักดิ์ศรี (เล่ม 5) หน้าที่ของผู้กล้า (เล่ม 6) อำนาจแห่งดาบ (เล่ม 7) ประทานพรแห่งสรรพาวุธ (เล่ม 8) นภาแห่งเวทมนตร์ (เล่ม 9) ท้องทะเลแห่งโล่ (เล่ม 10) การครองราชย์แห่งเหล็กกล้า (เล่ม 11) ดินแดนแห่งเปลวเพลิง (เล่ม 12) บัญญัติแห่งราชินี (เล่ม 13) คำสาบานของพี่น้อง (เล่ม 14) ความฝันแห่งมรณะ (เล่ม 15) การแข่งขันของอัศวิน (เล่ม 16) ของขวัญจากการต่อสู้ (เล่ม 17) ไตรภาคแห่งหนทางการอยู่รอด สนามที่หนึ่ง ปลดปล่อยความเป็นทาส (เล่ม 1) สนามที่สอง (เล่ม 2) บันทึกของแวมไพร์ กลายร่าง (เล่ม 1) ความรัก (เล่ม 2) การทรยศ (เล่ม 3) พรหมลิขิต (เล่ม 4) ความปรารถนา (เล่ม 5) การหมั้นหมาย (เล่ม 6) คำสาบาน (เล่ม 7) การค้นหา (เล่ม 8) ฟื้นคืนชีพ (เล่ม 9) การโหยหา (เล่ม 10) โชคชะตา (เล่ม 11) ฟัง นิยายชุด วงแหวนของผู้วิเศษ ในรูปแบบหนังสือเสียง! ลิขสิทธิ์ © 2013 โดย มอร์แกน ไรซ์ สงวนลิขสิทธิ์ ยกเว้นที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ของสหรัฐฯ พ.ศ. 2519 ห้ามนำส่วนใดของการเผยแพร่นี้ไปทำซ้ำ แจกจ่ายหรือถ่ายทอดในรูปแบบใด ๆ หรือโดยความหมายใด ๆ หรือเก็บบันทึกเป็นข้อมูล หรือระบบสืบค้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน หนังสือ ebook นี้ อนุญาตเพื่อความบันเทิงส่วนตัวของคุณเท่านั้น และ ebook เล่มนี้ไม่อาจนำไปขายซ้ำ หรือยกให้ผู้อื่น หากคุณต้องการแบ่งปันหนังสือเล่มนี้กับผู้อื่น ขอความกรุณาซื้อเพิ่มใหม่เป็นส่วนตัว หากคุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ และไม่ได้ซื้อ หรือไม่ได้ซื้อในนามของคุณ ขอความกรุณาส่งคืนและดำเนินการซื้อในนามของคุณ ขอบคุณที่ให้ความเคารพในการทำงานอย่างหนักของผู้เขียน หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ชื่อ ตัวละคร ธุรกิจ องค์กร สถานที่ สถานการณ์ และเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน หรือเป็นการแต่งขึ้น ความคล้ายคลึงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลจริง ทั้งที่ยังมีชีวิตหรือเสียชีวิตไปแล้ว เป็นความบังเอิญทั้งสิ้น Jacket image Copyright RazoomGame, used under license from Shutterstock.com. สารบัญ บทที่ หนึ่ง (#uaa470bcb-83ff-502d-a8fd-5ded69dd37fe) บทที่ สอง (#u7c83f360-9675-5706-bcc9-fcb9877e7dd3) บทที่ สาม (#ub27e0562-1816-51b5-b1f5-b0e78aa84ff3) บทที่ สี่ (#u22d4d2c5-f72b-514f-a6cc-142b59488a3d) บทที่ ห้า (#ufaaec7f6-d660-5fab-ad07-b2102b55e42c) บทที่ หก (#uae1fd8d4-054f-5d6b-84ac-f16a9e32c2aa) บทที่ เจ็ด (#u9ac989c2-edd7-5d49-91c7-d55cfcb7cca6) บทที่ แปด (#litres_trial_promo) บทที่ เก้า (#litres_trial_promo) บทที่ สิบ (#litres_trial_promo) บทที่ สิบเอ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ สิบสอง (#litres_trial_promo) บทที่ สิบสาม (#litres_trial_promo) บทที่ สิบสี่ (#litres_trial_promo) บทที่ สิบห้า (#litres_trial_promo) บทที่ สิบหก (#litres_trial_promo) บทที่ สิบเจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ สิบแปด (#litres_trial_promo) บทที่ สิบเก้า (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบ (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบเอ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบสอง (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบสาม (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบสี่ (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบห้า (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบหก (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบเจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบแปด (#litres_trial_promo) “มนุษย์ทุกคนต่างรักชีวิต แต่ผู้ที่น่ายกย่องจะยึดถือเกียรติยศเป็นสิ่งมีค่ายิ่งกว่าชีวิต” วิลเลียม เช็คสเปียร์ ทรอยลัสกับเครสสิดา บทที่ หนึ่ง แอนโดรนิคัสทรงม้าอย่างภาคภูมิไปยังใจกลางเมืองหลวงของแม็คคลาวด์ ขนาบด้วยแม่ทัพหลายร้อยนายของพระองค์ โดยลากราชาแม็คคลาวด์ซึ่งเป็นเหมือนถ้วยรางวัลแห่งชัยชนะมาด้วยด้านหลัง ราชาแม็คคลาวด์ทรงถูกปลดฉลองพระองค์เกราะ เกือบจะทรงเปลือย พระวรกายที่เต็มไปด้วยพระโลมาเป็นลอนด้วยไขมัน พระองค์ทรงถูกมัดข้อพระกรด้วยเชือกยาวและโยงผูกกับหลังอานม้าของแอนโดรนิคัส ขณะที่แอนโดรนิคัสทรงม้าไปช้า ๆ เพลิดเพลินกับชัยชนะของพระองค์ ทรงลากราชาแม็คคลาวด์ไปตามท้องถนนที่เป็นดินและกรวด ทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งขึ้น ชาวเมืองมาชุมนุมกันและตกใจจนอ้าปากค้าง แอนโดรนิคัสทรงได้ยินราชาแม็คคลาวด์ร้องออกมาและดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ขณะที่ทรงแห่ราชาไปตามถนนในเมืองของพระองค์เอง แอนโดรนิคัสทรงแย้มสรวลกว้าง ชาวเมืองแม็คคลาวด์ต่างมีสีหน้าหวาดกลัว นี่คืออดีตราชาของพวกเขา ตอนนี้กลายเป็นทาสที่ต่ำต้อยที่สุด มันเป็นช่วงเวลาที่ดี่ที่สุดช่วงเวลาหนึ่งที่แอนโดรนิคัสจะทรงจดจำ แอนโดรนิคัสทรงประหลาดพระทัยที่การยึดครองเมืองแม็คคลาวด์ช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน ดูเหมือนว่าชาวเมืองแม็คคลาวด์จะหมดกำลังใจไปก่อนที่จะทรงเริ่มโจมตีเสียอีก ทหารของแอนโดรนิคัสสามารถเอาชนะได้ภายในแวบเดียว กองทหารหลายพันคนจู่โจมเข้ามาและจัดการทหารจำนวนหยิบมือที่อาจหาญขัดขืน แล้วเคลื่อนพลเข้ามาในเมืองได้ในพริบตาเดียว พวกมันคงรู้ตัวว่าไม่มีประโยชน์ที่จะขัดขืน ทุกคนต่างคิดว่าควรวางอาวุธ หากยอมศิโรราบ แอนโดรนิคัสคงจะทรงจับพวกมันเป็นเชลย แต่พวกมันไม่รู้จักแอนโดรนิคัสผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงดูแคลนการยอมแพ้ และไม่ต้องการเชลยศึก การที่พวกมันยอมวางอาวุธนั้นยิ่งทำให้ง่ายขึ้นสำหรับพระองค์ ท้องถนนในเมืองแม็คคลาวด์นองไปด้วยโลหิต เมื่อทหารของแอนโดรนิคัสบุกไปตามตรอกซอกซอยต่าง และสังหารทุกคนที่พบ สตรีและเด็กถูกนำไปเป็นทาส เช่นที่ทรงเคยทำเสมอ และบุกปล้นสะดมบ้านเรือนไปทีละหลัง ขณะที่แอนโดรนิคัสทรงม้าไปตามถนนช้า ๆ พลางมองสำรวจชัยชนะของพระองค์ ทรงเห็นซากศพอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทรัพย์สมบัติที่กองไว้ บ้านเรือนที่ถูกทำลาย พระองค์ทรงหันไปพยักพระพักตร์กับแม่ทัพคนหนึ่ง ซึ่งชูคบไฟขึ้นทันที ส่งสัญญาณให้ทหารหลายร้อยนายกระจายกันไปทั่วเมือง และลงมือจุดไฟเข้าที่หลังคามุงจาก เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นรอบ ๆ ตัวพวกเขา และพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แอนโดรนิคัสทรงเริ่มรู้สึกถึงความร้อนได้แม้จากตรงนี้ “ไม่!” ราชาแม็คคลาวด์ทรงร้องตะโกน ดิ้นรนอยู่บนพื้นด้านหลังพระองค์ แอนโดรนิคัสแย้มสรวลกว้างขึ้นและทรงเร่งฝีเท้าม้า มุ่งหน้าไปยังก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เกิดเสียงกระแทกอย่างน่าพอใจดังขึ้น พระองค์ทรงรู้ว่าร่างของแม็คคลาวด์ครูดไปบนก้อนหินนั้น แอนโดรนิคัสทรงพอพระทัยอย่างยิ่งที่ได้ทอดพระเนตรเมืองนี้ลุกไหม้ พระองค์จะทรงเผาบ้านเมืองให้ราบเป็นหน้ากลอง เช่นเดียวกับที่ทรงทำกับทุกเมืองที่พิชิตได้ในจักรวรรดิ แล้วจึงสร้างขึ้นมาใหม่ ด้วยทหารของพระองค์เอง แม่ทัพของพระองค์ และจักรวรรดิของพระองค์เอง นี่คือวิถีของแอนโดรนิคัส พระองค์ทรงไม่ต้องการร่องรอยจากเมืองเก่า ทรงต้องการสร้างโลกใหม่ขึ้น โลกของแอนโดรนิคัส อาณาจักรวงแหวนตอนนี้เป็นดินแดนของพระองค์แล้ว วงแหวนอันศักดิ์สิทธิ์ที่รอดพ้นเงื้อมมือของบรรพบุรุษของพระองค์มาได้ตลอด แอนโดรนิคัสแทบไม่ทรงเชื่อ พระองค์ทรงหายพระทัยเข้าลึก พลางสงสัยในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ในไม่ช้าพระองค์จะข้ามเขตภูเขาสูงไป และมีชัยเหนือดินแดนอีกครึ่งหนึ่งของวงแหวนด้วยเช่นกัน จากนั้นจะไม่มีสถานที่ใดบนโลกใบนี้ที่พระองค์ยังไม่ทรงเหยียบย่างไป แอนโดรนิคัสทรงม้าไปยังรูปปั้นราชาแม็คคลาวด์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่ใจกลางจัตุรัสของเมืองและหยุดลงตรงหน้า มันตั้งอยู่ตรงนั้นราวกับแท่นบูชาทำจากหินอ่อนสูงถึงห้าสิบฟุต เป็นรูปปั้นราชาแม็คคลาวด์ในแบบที่แอนโดรนิคัสทรงไม่รู้จัก ราชาแม็คคลาวด์ที่ยังหนุ่ม แข็งแรงและกำยำ ชูดาบขึ้นอย่างองอาจ แสดงถึงความหลงตัวเอง ซึ่งแอนโดรนิคัสทรงชื่นชมในเรื่องนี้ ใจหนึ่งทรงอยากที่จะนำรูปปั้นนี้กลับไปตั้งไว้ที่พระราชวังของพระองค์เหมือนเป็นถ้วยรางวัล แต่อีกใจหนึ่งทรงรังเกียจเกินไป แอนโดรนิคัสทรงเอื้อมหยิบหนังสติ๊กขึ้นมาโดยไม่ต้องคิด เป็นหนังสติ๊กที่ใหญ่กว่าของคนทั่วไปสามเท่า ใหญ่พอที่จะใช้ก้อนหินผาขนาดย่อม ๆ พระองค์ทรงเงื้อและยิงออกไปด้วยพละกำลังทั้งหมด ก้อนหินลูกย่อม ๆ แหวกอากาศไปและกระแทกเข้าที่ศีรษะของรูปปั้น ศีรษะที่ทำจากหินอ่อนของราชาแม็คคลาวด์แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ หลุดออกจากลำตัว จากนั้นแอนโดรนิคัสทรงตะโกนก้อง ยกกระบองสองมือขึ้น ทรงควบม้าเข้าใส่และฟาดไปด้วยพระกำลังทั้งหมด แอนโดรนิคัสทรงฟาดใส่ลำตัวของรูปปั้น จนรูปปั้นหินอ่อนโงนเงนและล้มลงกับพื้น แตกกระจายเสียงดังสนั่น พระองค์ทรงชักม้าและทรงทำให้แน่ใจว่าขณะที่ขี่ม้าไปนั้นร่างของราชาแม็คคลาวด์จะครูดไปบนเศษหินที่กระจายอยู่ “เจ้าจะต้องชดใช้สำหรับเรื่องนี้!” ราชาแม็คคลาวด์ผู้เจ็บปวดร้องขึ้นอย่างอ่อนแรง แอนโดรนิคัสทรงพระสรวล พระองค์ทรงเผชิญหน้ากับมนุษย์มามากมายตลอดพระชนม์ชีพ แต่เจ้าคนนี้น่าจะเป็นคนที่น่าสมเพชที่สุดในบรรดาพวกนั้น “อย่างนั้นหรือ?” แอนโดรนิคัสทรงตะโกน ราชาแม็คคลาวด์คนนี้โง่เขลาเกินไป มันยังไม่ซาบซึ้งถึงอำนาจของแอนโดรนิคัสผู้ยิ่งใหญ่ มันคงจะต้องได้รับบทเรียนเป็นครั้งสุดท้าย แอนโดรนิคัสทอดพระเนตรดูรอบเมือง และสายพระเนตรไปหยุดที่สถานที่ซึ่งน่าจะเป็นปราสาทของแม็คคลาวด์ พระองค์ทรงเตะม้า กระตุ้นให้ออกควบ ทหารของพระองค์ตามมาด้านหลัง ขณะที่ทรงลากราชาแม็คคลาวด์ไปบนลานคลุ้งฝุ่น แอนโดรนิคัสทรงควบม้าขึ้นไปตามขั้นบันไดหินอ่อนหลายสิบขั้น ร่างของราชาแม็คคลาวด์กระแทกกระทั้นอยู่ด้านหลัง ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดเมื่อกระแทกเข้ากับบันไดแต่ละขั้น จากนั้นแอนโดรนิคัสทรงขี่ม้าตรงไปยังประตูหินอ่อน ทหารของพระองค์ยืนเฝ้าระวังอยู่ที่ประตูแล้ว และแทบเท้าของพวกนั้นมีศพนองโลหิตของทหารยามของแม็คคลาวด์นอนเกลื่อนอยู่ แอนโดรนิคัสทรงแย้มสรวลด้วยความพอพระทัยที่ได้เห็นว่าทุกซอกมุมของเมืองนี้เป็นของพระองค์แล้ว แอนโดรนิคัสทรงม้าต่อไป ตรงเข้าประตูปราสาทบานใหญ่ สู่โถงทางเดินหลังคาโค้งสูงที่ล้วนสร้างจากหินอ่อน พระองค์ทรงพิศวงกับความฟุ่มเฟือยของราชาแม็คคลาวด์ เห็นได้ชัดว่าราชาองค์นี้ไม่ได้เก็บสำรองเงินทองไว้บำรุงบำเรอตัวเองเลย ตอนนี้ถึงเวลาของพระองค์แล้ว แอนโดรนิคัสยังทรงม้าต่อไปตามโถงทางเดินกว้างขวาง มุ่งหน้าไปยังห้องท้องพระโรงของราชาแม็คคลาวด์อย่างชัดเจน พร้อมด้วยทหารของพระองค์ เสียงฝีเท้าม้าดังก้องไปทั่ว แอนโดรนิคัสทรงควบทะยานผ่านประตูไม้โอ้ค ตรงไปยังกลางห้อง ไปยังบัลลังก์ทองคำสลักน่ารังเกียจที่ตั้งอยู่กลางท้องพระโรงแห่งนี้ แอนโดรนิคัสทรงลงจากหลังม้า เสด็จขึ้นไปตามขั้นบันไดทองคำอย่างช้า ๆ และประทับนั่งลงบนบัลลังก์ พระองค์ทรงหายพระทัยเข้าลึกขณะหันมองสำรวจกองทหารของพระองค์ แม่ทัพหลายสิบคนนั่งอยู่บนหลังม้า รอคอยรับสั่งจากพระองค์ แอนโดรนิคัสทอดพระเนตรมองราชาแม็คคลาวด์ที่โลหิตอาบโทรม ยังถูกมัดอยู่กับม้าทรงของพระองค์ นอนร้องครวญคราง พระองค์ทรงสำรวจท้องพระโรงแห่งนี้ ตรวจตราดูกำแพง ธง ชุดเกาะและอาวุธ แล้วทอดพระเนตรดูฝีมือสลักบัลลังก์องค์นี้ และทรงพอพระทัย แอนโดรนิคัสทรงคิดว่าจะหลอมมัน หรืออาจจะนำมันกลับไปใช้ส่วนพระองค์ บางทีพระองค์อาจจะพระราชทานให้แก่แม่ทัพชั้นรองลงไป แน่นอนว่าบัลลังก์องค์นี้เทียบไม่ได้เลยกับบัลลังก์ของพระองค์เอง บัลลังก์องค์ใหญ่ที่สุดในทุกอาณาจักร บัลลังก์ที่ต้องใช้คนงานยี่สิบคนและเวลาสี่สิบปีในการสร้าง เริ่มสร้างมาตั้งแต่รัชสมัยของพระบิดาของพระองค์ และเสร็จสมบูรณ์ในวันที่แอนโดรนิคัสปลงพระชนม์พระบิดาของพระองค์เอง เป็นเวลาที่เหมาะเจาะจริง ๆ แอนโดรนิคัสทอดพระเนตรราชาแม็คคลาวด์ มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่น่าสมเพชคนนี้ แล้วทรงสงสัยว่าวิธีใดจะดีที่สุดที่จะทำให้มันทรมาน พระองค์ทรงสำรวจรูปร่างและขนาดของกะโหลก แล้วตัดสินพระทัยว่าพระองค์อยากจะนำมันมาหดแล้วห้อยไว้กับสร้อยพระศอ รวมกับศีรษะอื่น ๆ รอบพระศอ แต่พระองค์ทรงรู้ว่าก่อนที่จะประหารราชาแม็คคลาวด์ พระองค์จะต้องใช้เวลาในการลดขนาดใบหน้าและโหนกแก้มลง มันจะได้ดูดีขึ้นเวลาที่อยู่รอบพระศอ พระองค์ทรงไม่ต้องการให้ใบหน้าอ้วนจ้ำม่ำมาทำลายความงดงามของสร้อยพระศอของพระองค์ แอนโดรนิคัสจะทรงปล่อยให้ราชาแม็คคลาวด์มีชีวิตอยู่สักพัก และจะทรงทรมานไปพลาง ๆ พระองค์ทรงแย้มสรวลกับตัวเอง ใช่แล้ว มันช่างเป็นแผนการที่ดีจริง ๆ “เอาตัวมันมาให้ข้า” แอนโดรนิคัสตรัสสั่งแม่ทัพคนหนึ่ง ด้วยพระสุรเสียงห้าวลึกฟังดูโบราณ แม่ทัพกระโดดลงจากหลังม้าโดยไม่ลังเล แล้วรีบไปหาราชาแม็คคลาวด์ ตัดเชือกออกแล้วลากร่างโชกโลหิตมาตามพื้น มีรอยโลหิตเปื้อนไปตามทาง แล้ววางร่างราชาแม็คคลาวด์ไว้แทบพระบาทแอนโดรนิคัส “แกไม่มีทางรอดพ้นจากเรื่องนี้!” ราชาแม็คคลาวด์พึมพำอย่างอ่อนแรง แอนโดรนิคัสส่ายพระพักตร์ มนุษย์ผู้นี้ไม่รู้จักหลาบจำ “ข้าก็อยู่นี่ไง นั่งอยู่บนบัลลังก์ของเจ้า” แอนโดรนิคัสตรัส “ส่วนเจ้าก็อยู่ตรงนั้น นอนอยู่แทบเท้าข้า ข้าควรจะคิดว่ามันชอบดีแล้วที่จะกล่าวว่าข้าสามารถจะไปไหนก็ได้พร้อมกับทุกสิ่งที่ข้าต้องการ และข้าก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว” ราชาแม็คคลาวด์ประทับนอนอยู่เช่นนั้น ทรงร้องครวญครางและดิ้นทุรนทุราย “ราชโองการแรกแห่งข้า” แอนโดรนิคัสตรัส “คือเจ้าจะต้องถวายความเคารพอย่างเหมาะสมแก่ราชาองค์ใหม่และนายเหนือหัวของเจ้า จงมาหาข้าเดี๋ยวนี้ แล้วรับเกียรติเป็นคนแรกที่ได้คุกเข่าอยู่ต่อหน้าข้าในอาณาจักรใหม่ของข้า เป็นผู้แรกที่ได้จุมพิตหัตถ์และเรียกข้าว่าราชาของอาณาจักรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของแม็คคลาวด์ที่ฝั่งหนึ่งของวงแหวน” ราชาแม็คคลาวด์ทรงเงยพระพักตร์ ลุกขึ้นคลานและยิ้มหยันให้แอนโดรนิคัส “ไม่มีวัน!” พระองค์ตรัสแล้วหันไป ก่อนจะถ่มพระเขฬะลงพื้น แอนโดรนิคัสทรงพระสรวล พระองค์ทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง ด้วยไม่ได้พบมนุษย์ที่มีความมุ่งมั่นเช่นนี้มานานแล้ว แอนโดรนิคัสทรงหันไปพยักพระพักตร์ ทหารนายหนึ่งเข้ามาคว้าราชาแม็คคลาวด์ไว้จากด้านหลัง ขณะที่อีกคนก้าวออกมาแล้วจับพระเศียรให้อยู่นิ่ง คนที่สามเข้ามาพร้อมกับดาบยาว ขณะที่เขาเข้ามาใกล้ ราชาแม็คคลาวด์ทรงดิ้นรนด้วยความหวาดกลัว “เจ้าจะทำอะไร?” ราชาแม็คคลาวด์ตรัสถามด้วยความตระหนก จนพระสุรเสียงหลง ทหารนายนั้นยื่นมือลงมาแล้วโกนพระเคราของราชาแม็คคลาวด์ออกครึ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว พระองค์ทรงเงยพักตร์ขึ้นด้วยความงุนงง เห็นได้ชัดว่าทรงประหลาดพระทัยที่ทหารไม่ได้ทำร้ายพระองค์ แอนโดรนิคัสพยักพระพักตร์ ทหารอีกคนก้าวออกมาพร้อมด้วยเหล็กเขี่ยไฟ ที่ปลายด้านหนึ่งมีเหล็กสลักตราประจำอาณาจักรของพระองค์ รูปสิงโตคาบนกไว้ในปาก มันเป็นสีส้มเรืองรองและร้อนจนควันขึ้น ขณะที่ทหารคนหนึ่งกดราชาแม็คคลาวด์ไว้ ทหารคนนั้นก็กดเหล็กเผาไฟต่ำลงไปยังพระปรางเปลือยเปล่าของราชาแม็คคลาวด์ “ไม่!” ราชาแม็คคลาวด์ทรงร้องโหยหวน เมื่อทรงรู้ แต่ก็สายเกินไป เสียงร้องน่ากลัวดังไปทั่ว พร้อมกับเสียงฉ่าและกลิ่นเนื้อไหม้ แอนโดรนิคัสทรงทอดพระเนตรด้วยความสำราญพระทัยเมื่อแท่งเหล็กเผาลึกลงไปเรื่อย ๆ บนพระปรางของราชาแม็คคลาวด์ เสียงฉ่าดังยิ่งขึ้น พร้อมเสียงกรีดร้องที่แทบจะทนฟังไม่ได้ ในที่สุด พวกทหารก็ปล่อยราชาแม็คคลาวด์ หลังจากผ่านไปสิบวินาทีเต็ม ราชาแม็คคลาวด์ทรงทรุดลงไปกองอยู่บนพื้น สิ้นสติสมประดี พระเขฬะไหลฟูม ขณะที่ควันลอยกรุ่นขึ้นมาจากซีกหนึ่งของพระพักตร์ ที่ตอนนี้มีตราของแอนโดรนิคัสไหม้อยู่บนพระฉวี แอนโดรนิคัสทรงก้มลงทอดพระเนตรราชาแม็คคลาวด์ที่นอนสิ้นสติ เพื่อชื่นชมผลงาน “ขอต้อนรับสู่จักรวรรดิ” บทที่ สอง อีเร็คยืนอยู่บนยอดเนินที่ชายป่า มองดูกองพลย่อม ๆ เคลื่อนใกล้เข้ามา ใจเขาร้อนรุ่มราวกับไฟ เขาเกิดมาเพื่อวันเวลาเช่นนี้ ในการสู้รบบางครั้งก็มีเส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจนระหว่างความยุติธรรมและอยุติธรรม แต่ไม่ใช่วันนี้ ลอร์ดแห่งบาลัสเตอร์ขโมยเจ้าสาวของเขาไปอย่างหน้าด้าน ๆ อีกทั้งยังวางโตและไม่สำนึก อีเร็คได้บอกให้เขารู้ถึงความผิดของตัวเอง ให้โอกาสเขาได้แก้ตัว แต่เขาปฏิเสธที่จะแก้ไขความผิด เขาเป็นผู้หาเรื่องเดือดร้อนมาให้ตัวเอง ลูกน้องของเขาก็ควรจะปล่อยวางเสีย โดยเฉพาะเมื่อตอนนี้เขาก็ได้ตายไปแล้ว แต่พวกเขาหลายร้อยคนกลับกำลังขี่ม้ามา เพื่อตอบแทนค่าจ้างให้แก่ลอร์ดผู้ไม่คู่ควรคนนี้ ทุกคนต่างต้องการสังหารอีเร็คเพียงเพราะชายคนนั้นเป็นนายจ้างของพวกเขา ทุกคนสวมชุดเกราะสีเขียวเป็นประกายมุ่งตรงมา และเมื่อเข้ามาใกล้ก็ส่งเสียงโห่ร้องข่มขวัญ ราวกับว่ามันอาจจะทำให้อีเร็คกลัวได้ อีเร็คไม่ได้หวาดกลัว เขาผ่านศึกเช่นนี้มามากมายนัก หากเขาจะได้เรียนรู้อะไรจากการฝึกฝนตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ก็คืออย่าเกรงกลัวเมื่อต้องต่อสู้อยู่ในฝั่งความยุติธรรม เขาถูกสอนมาว่าความยุติธรรมอาจจะไม่ชนะเสมอไป แต่มันจะทำให้ผู้ที่ยึดถือความยุติธรรมมีกำลังเท่ากับคนสิบคน อีเร็คไม่ได้รู้สึกกลัวเมื่อเห็นกองพลนับร้อยเคลื่อนใกล้เข้ามา และรู้ว่าเขาอาจจะตายในวันนี้ มันเป็นความคาดหวัง เขาได้รับโอกาสให้พบความตายอย่างสมเกียรติที่สุด และนั่นคือของขวัญ เขาได้ทำการปฏิญาณแห่งเกียรติยศแล้ว และในวันนี้คำปฏิญาณของเขาก็เรียกร้องที่จะแสดงผลของมัน อีเร็คชักดาบออกมาและวิ่งลงเนินไป พุ่งเข้าใส่กองพลที่กำลังมุ่งหน้ามาหาเขา ในเวลาเช่นนี้อีเร็คอยากได้วาร์คฟิน ม้าคู่ใจยิ่งกว่าสิ่งใด อยากขี่มันตะลุยเข้าต่อสู้ แต่เขาก็สบายใจที่รู้ว่ามันกำลังพาอลิสแตร์กลับไปยังซาวาเรีย กลับไปสู่ความปลอดภัยในราชสำนักของท่านดยุค ขณะที่เขาใกล้เข้าไป ห่างเพียงสิบหลา อีเร็คก็เร่งฝีเท้าขึ้น พุ่งเข้าใส่อัศวินตัวหัวหน้าที่อยู่ตรงกลาง พวกมันไม่ได้ชะลอช้าลง เขาเองก็เช่นกัน อีเร็คเตรียมพร้อมรับการปะทะที่จะเกิดขึ้น อีเร็ครู้ว่าเขาได้เปรียบอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือคนสามร้อยคนไม่สามารถเข้ามาใกล้พอที่จะโจมตีคน ๆ เดียวได้พร้อมกัน เขารู้ได้จากการฝึกฝนว่าทหารบนหลังม้าอย่างมากที่สุดหกคนจึงจะสามารถเข้าใกล้พอที่จะโจมตีชายคนหนึ่งได้พร้อมกัน อีเร็คมองว่าสถานการณ์ของเขาไม่ใช่สามร้อยต่อหนึ่ง แต่เป็นหกต่อหนึ่ง ตราบเท่าที่เขาสามารถสังหารหกคนตรงหน้าได้ตลอด เขาก็มีโอกาสชนะ อยู่ที่ว่าเขาจะทรหดพอที่จะผ่านมันไปได้หรือไม่ ขณะที่อีเร็คพุ่งลงเนินไป เขาหยิบอาวุธชิ้นหนึ่งซึ่งเขารู้ว่าเหมาะที่สุดออกมาจากข้างเอว กระบองที่มีโซ่ยาวยี่สิบหลา ปลายด้านหนึ่งมีลูกตุ้มหนาม เป็นอาวุธที่เหมาะจะใช้วางกับดักบนถนน หรือในสถานการณ์เช่นนี้ อีเร็ครอจนถึงจังหวะสุดท้าย จนกองทหารไม่ทันตอบโต้ จึงเหวี่ยงกระบองขึ้นเหนือศีรษะ และขว้างออกไปในสนามรบ เขาเล็งไปที่ต้นไม้เล็ก ๆ ต้นหนึ่ง โซ่หนามขึงขวางสนามรบ ขณะที่ลูกตุ้มหนามพันรอบต้นไม้ อีเร็คก็เริ่มลงมือและหมอบลงกับพื้น เพื่อหลบหอกที่กำลังจะถูกขว้างมาใส่เขา พลางยึดกระบองไว้แน่นด้วยกำลังทั้งหมด เขากะเวลาได้เหมาะเหม็ง กองทหารไม่มีเวลาตอบโต้ พวกนั้นเห็นมันในวินาทีสุดท้ายและพยายามจะหยุดม้า แต่พวกนั้นมาเร็วเกินไปและไม่มีเวลาพอ พวกแนวหน้าพุ่งเข้าใส่กับดัก โซ่หนามขึงขวางขาม้าทุกตัว ทำให้คนขี่หน้าทิ่มกระแทกพื้น โดยมีม้าล้มทับซ้ำอีก หลายสิบคนล้มทับกันชุลมุน อีเร็คไม่มีเวลาภูมิใจในผลงานความเสียหายที่เขาได้ทำ ทหารอีกชุดหันมาและพุ่งมาหาเขาพลางโห่ร้องข่มขวัญ อีเร็คม้วนตัวลุกขึ้นยืนเผชิญหน้า ขณะที่อัศวินคนหัวหน้ายกหลาวขึ้น อีเร็คอาศัยข้อได้เปรียบที่มี เขาไม่มีม้าและไม่สามารถเผชิญหน้าที่ความสูงระดับเดียวกันได้ แต่เพราะเขาอยู่ต่ำ เขาจึงสามารถใช้พื้นดินเบื้องล่าง อีเร็คพุ่งลงไปที่พื้นทันที ม้วนตัวแล้วยกดาบขึ้นฟันขาม้าตัวหนึ่ง มันสะดุด ทำให้ทหารที่ขี่หน้าทิ่มลงมาก่อนที่จะมีโอกาสปล่อยอาวุธ อีเร็คยังกลิ้งต่อไป และสามารถหลบเท้าม้าที่กำลังตื่นตกใจรอบ ๆ ตัวเขาได้ พวกมันพยายามจะวิ่งหลบม้าที่ล้มอยู่ แต่หลายตัวทำไม่สำเร็จ สะดุดม้าที่นอนตาย ทำให้มีม้าล้มฟาดลงบนพื้นมากขึ้นหลายสิบตัว เกิดฝุ่นตลบฟุ้งและทำให้เกิดแนวกั้นกองทหารไว้ เหตุการณ์เป็นไปอย่างที่อีเร็คหวังไว้ เกิดฝุ่นตลบและความชุลวุน มีม้าล้มลงบนพื้นเพิ่มอีกหลายสิบตัว อีเร็คกระโดดลุกขึ้นยืน ยกดาบขึ้นรับดาบที่ฟาดใส่ศีรษะ เขาหมุนตัวและรับหลาว ก่อนที่จะกั้นทวนและขวานไว้ได้ เขาป้องกันอาวุธที่ฟาดฟันใส่เขาจากทุกด้าน แต่ก็รู้ว่าเขาไม่สามารถรับมือได้ตลอดไป เขาจะต้องเป็นฝ่ายโจมตีหากอยากจะมีโอกาส อีเร็คม้วนตัวแล้วคุกเข่า เขาพุ่งดาบออกไปเหมือนกับหอก มันแหวกอากาศไปปักอกศัตรูคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ตามันเบิกโพลง เอียงตกจากหลังม้าลงไปนอนตาย อีเร็คอาศัยจังหวะกระโดดขึ้นไปบนหลังม้าและกระชากกระบองมาจากมือของมันก่อนที่จะขาดใจตาย มันเป็นกระบองที่ดี อีเร็คเลือกทหารคนนี้ด้วยเหตุนี้ กระบองเงินด้ามยาวมีโซ่ยาวสี่ฟุตและลูกตุ้มหนามสามลูก เขาเหวี่ยงมันขึ้นเหนือหัวแล้วฟาดอาวุธหลุดจากมือศัตรูอีกหลายคนพร้อมกัน จากนั้นจึงฟาดอีกครั้งส่งศัตรูหล่นจากหลังม้า อีเร็คมองสำรวจสนามรบและเห็นว่าเขาได้สร้างความเสียหายไปมากทีเดียว อัศวินเกือบร้อยคนล้มไปแล้ว แต่ที่เหลืออีกอย่างน้อยสองร้อยคนกำลังรวมกลุ่มกันและพุ่งมาหาเขาแล้วในตอนนี้ด้วยความมุ่งมาด อีเร็คขี่ม้าเข้าหา คนเดียววิ่งเข้าใส่ศัตรูสองร้อยคน เขาส่งเสียงร้องข่มขวัญ ชูกระบองขึ้นสูงยิ่งขึ้น และภาวนาต่อพระเจ้าขอให้เขาไม่หมดแรง * อลิสแตร์ร้องไห้ขณะที่เกาะวาร์คฟินไว้แน่นสุดกำลัง มันควบตะบึงพานางไปตามถนนเส้นที่คุ้นเคยดีมากเหลือเกิน กลับไปยังซาวาเรีย นางกรีดร้องและเตะมันไปตลอดทาง พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้มันหันหลังกลับไปหาอีเร็ค แต่มันไม่ยอมเชื่อฟัง อลิสแตร์ไม่เคยพบม้าเช่นนี้มาก่อน มันเชื่อฟังคำสั่งของเจ้านายอย่างไม่ลังเลและจะไม่เปลี่ยนใจ เห็นได้ชัดว่ามันจะพานางไปยังสถานที่ที่อีเร็คสั่งเท่านั้น ในที่สุดนางก็ยอมรับความจริงว่าไม่สามารถทำอะไรได้ อลิสแตร์มีความรู้สึกผสมปนเปกัน ขณะที่นางขี่ม้าผ่านประตูเมืองเข้าไป เมืองที่นางใช้ชีวิตอยู่นานในฐานะสาวใช้รับจ้าง ในมุมหนึ่งมันก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคย แต่อีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้คิดถึงเจ้าของโรงแรมผู้กดขี่ข่มเหงนาง คิดถึงเรื่องเลวร้ายทุกอย่างของที่นี่ นางหวังที่จะใช้ชีวิตต่อไป ได้ออกไปจากเมืองนี้กับอีเร็ค และเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเขา ขณะที่นางปลอดภัยอยู่ภายในกำแพงเมืองนี้ นางก็ยิ่งรู้สึกกังวลถึงอีเร็คที่อยู่ข้างนอกเพียงลำพัง เผชิญหน้ากับทั้งกองทัพ ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้นางไม่สบายใจ เมื่ออลิสแตร์ตระหนักว่าวาร์คฟินจะไม่หันหลังกลับ นางรู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่นางจะทำได้ต่อไปคือหาทางช่วยอีเร็ค เขาขอให้นางอยู่ที่นี่ ภายในกำแพงเมืองที่ปลอดภัย แต่นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่นางจะทำ ถึงอย่างไรนางก็เป็นธิดาของราชา และนางไม่ใช่คนที่จะวิ่งหนีจากความกลัวหรือการเผชิญหน้า อีเร็คได้พบคู่ครองที่เหมาะสมในตัวนาง นางเองก็มีชาติตระกูลและมีความแน่วแน่เช่นเดียวกับเขา และนางคงไม่สามารถอยู่กับตัวเองได้อีกหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาข้างนอกนั่น อลิสแตร์รู้จักเมืองนี้เป็นอย่างดี นางบังคับวาร์คฟินไปที่ปราสาทของท่านดยุค ขณะนี้เมื่อทั้งสองได้เข้ามาอยู่ในกำแพงเมืองแล้ว วาร์คฟินจึงยอมเชื่อฟัง อลิสแตร์ขี่มันไปที่ทางเข้าปราสาท แล้วลงจากหลังม้า แล้ววิ่งผ่านมหาดเล็กที่พยายามจะห้ามนาง นางผลักอาวุธของพวกเขาแล้ววิ่งเร็วจี๋ไปตามทางเดินหินอ่อนที่นางคุ้นเคยดีสมัยเป็นสาวใช้ อลิสแตร์ใช้ไหล่ดันประตูบานใหญ่ของท้องพระโรง กระแทกมันให้เปิดออก แล้วถลันเข้าไปในท้องพระโรงส่วนตัวของท่านดยุค สมาชิกสภาหลายคนหันมามองดูนาง ทุกคนต่างสวมเสื้อคลุมเต็มยศ มีท่านดยุคนั่งอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยอัศวินหลายคน พวกเขาต่างมีสีหน้าประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่านางเข้าไปขัดจังหวะการประชุมสำคัญบางอย่าง “เจ้าเป็นใครกัน แม่หญิง?” คนหนึ่งตะโกนถามขึ้น “ใครกันที่กล้าเข้ามาขัดจังหวะการว่าราชการของท่านดยุค?” อีกคนตะโกนบ้าง “ข้ารู้จักนาง” ท่านดยุคบอก พลางลุกขึ้นยืน “ข้าด้วย” แบรนด์ทเอ่ย อลิสแตร์จำได้ว่าเขาเป็นเพื่อนของอีเร็ค “เจ้าคืออลิสแตร์ ใช่ไหม?” เขาถาม “เจ้าสาวหมาด ๆ ของอีเร็คใช่ไหม?” นางวิ่งไปหาเขา น้ำตานอง แล้วคว้ามือเขาไว้ “ได้โปรด ใต้เท้า ช่วยข้าด้วย อีเร็ค!” “เกิดอะไรขึ้น?” ท่านดยุคถามด้วยความตกใจ “เขากำลังอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง ตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับกองทัพของศัตรูเพียงลำพัง เขาไม่ยอมให้ข้าอยู่ด้วย ได้โปรด! เขาต้องการความช่วยเหลือ!” อัศวินทุกคนต่างผุดลุกขึ้นยืนทันทีโดยไม่ได้เอ่ยสักคำ แล้วต่างวิ่งกรูกันออกไปจากท้องพระโรง โดยไม่มีผู้ใดลังเลเลย อลิสแตร์หันหลังแล้ววิ่งตามพวกเขาไป “อยู่ที่นี่!” แบรนด์ทสั่ง “ไม่มีทาง!” นางบอก พลางวิ่งตามหลังเขาไป “ข้าจะพาท่านไปหาเขา!” พวกเขาวิ่งไปตามทางเดิน ออกจากปราสาทและตรงไปหาม้าฝูงใหญ่ที่กำลังรออยู่ แล้วต่างขึ้นม้าของตัวเองโดยไม่ลังเลเลย อลิสแตร์กระโดดขึ้นหลังวาร์คฟิน แล้วเตะมัน ให้นำคณะไป ด้วยความกระวนกระวายเช่นเดียวกับคนอื่น ขณะที่ทุกคนควบผ่านเขตปราสาทของท่านดยุค ทหารที่อยู่โดยรอบเริ่มขึ้นหลังม้าและร่วมขบวนไปด้วย เมื่อทุกคนผ่านประตูเมืองซาวาเรียออกไป ก็เป็นกองกำลังที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ มีอย่างน้อยหนึ่งร้อยคน โดยมีอลิสแตร์ขี่ม้านำด้านหน้า ขนาบข้างด้วยแบรนด์ทและท่านดยุค “หากอีเร็ครู้ว่าเจ้ามากับพวกเราด้วย ข้าหัวขาดแน่” แบรนด์ทบอก ขณะที่ขี่ม้าไปข้างนาง “ได้โปรด บอกเรามาว่าเขาอยู่ที่ไหนก็พอ แม่หญิง” แต่อลิสแตร์ส่ายศีรษะอย่างดื้อดึง กลั้นน้ำตาขณะที่ควบไปเร็วขึ้น ท่ามกลางเสียงอึกทึกจากเหล่าทหารรอบตัวนาง “ข้ายอมตายเสียดีกว่าจะทอดทิ้งอีเร็ค!” บทที่ สาม ธอร์ขี่ม้าไปตามทางในป่าด้วยความระแวดระวัง เจ้าชายรีซ โอคอนเนอร์ เอลเด็น และคู่แฝดขี่ม้าตามไปข้างเขา โครห์นวิ่งตามมาด้านล่าง เมื่อทุกคนโผล่พ้นแนวป่าที่ฟากไกลสุดของหุบเขาใหญ่ หัวใจธอร์เต้นเร็วขึ้นด้วยความคาดหวัง เมื่อในที่สุดพวกเขาก็มาถึงชายป่าทึบ เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้คนอื่นเงียบเสียง ทุกคนต่างหยุดนิ่งข้างเขา ธอร์มองออกไปและสำรวจชายหาดที่ทอดแผ่กว้างไป ท้องฟ้าโล่งกว้าง และไกลกว่านั้นคือทะเลสีเหลืองแผ่ไพศาลที่จะนำพวกเขาไปยังดินแดนห่างไกลของจักรวรรดิ ทะเลทาร์ทูเวียน ธอร์ไม่ได้เห็นผืนน้ำของมันมาตั้งแต่การเดินทางไปฝึกร้อยวัน มันรู้สึกประหลาดที่ได้กลับมาที่นี่อีก และครั้งนี้ ด้วยภารกิจที่กุมชะตาของอาณาจักรวงแหวนไว้ หลังจากที่พวกเขาข้ามสะพานข้ามหุบเขาใหญ่มา การขี่ม้าผ่านป่าระยะสั้น ๆ ในแดนเถื่อนก็เป็นไปอย่างราบรื่น คอล์คและบรอมบอกให้ธอร์มองหาเรือลำเล็กที่ผูกไว้ที่ชายหาดของทะเลทาร์ทูเวียน มันถูกแอบซ่อนไว้ใต้ร่มเงากิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ที่ชะโงกอยู่เหนือทะเล ธอร์มาตามที่บอกไว้ทุกประการ และเมื่อมาถึงชายป่า เขาก็สังเกตเห็นเรือ ถูกซ่อนไว้อย่างดี พร้อมที่จะพาพวกเขาไปยังที่ที่ต้องไป ธอร์รู้สึกโล่งอก แต่แล้วเขาก็เห็นทหารลาดตระเวนของจักรวรรดิหกคน ยืนอยู่บนหาดทรายตรงหน้าเรือ กำลังสำรวจดูมัน ทหารคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนเรือที่เกยอยู่บนชายหาด เรือโยกไกวตามจังหวะคลื่นซัดเบา ๆ ไม่ควรจะมีใครที่นี่ โชคร้ายช่างกระหน่ำซ้ำเติม ขณะที่ธอร์มองออกไปไกลยังขอบฟ้า เขาเห็นเป็นเงาร่างอยู่ไกล ๆ ของสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นกองเรือทั้งหมดของจักรวรรดิ เรือสีดำนับพันลำ มีธงสีดำของจักรวรรดิ โชคดีที่กองเรือไม่ได้แล่นมาหาธอร์ แต่กำลังมุ่งหน้าไปอีกทาง ใช้เส้นทางโค้งอ้อมรอบอาณาจักรวงแหวน ไปยังฝั่งของแม็คคลาวด์ ซึ่งพวกนั้นได้ฝ่าข้ามหุบเขาใหญ่ไปแล้ว โชคดีที่กองเรือของจักรวรรดิกำลังวุ่นวายอยู่อีกเส้นทาง ยกเว้นพลลาดตระเวนหน่วยนี้ ทหารทั้งหกคนอาจจะเป็นหน่วยสอดแนมที่ออกปฏิบัติภารกิจ และอาจจะเดินมาเจอเรือของกองทหารยุวชนเข้า จังหวะไม่ดีเอาเสียเลย หากธอร์และคนอื่น ๆ มาถึงเรือก่อนหน้านี้สักไม่กี่นาที พวกเขาอาจจะได้ขึ้นเรือและแล่นออกจากฝั่งไปแล้ว ตอนนี้พวกเขากลับต้องมาเผชิญหน้า ไม่มีทางที่จะหลบไปได้ ธอร์กวาดตามองไปตามชายหาด ไม่เห็นว่ามีกองทหารอื่นอีก อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ได้เปรียบ น่าจะเป็นหน่วยลาดตระเวนที่มาลำพัง “ข้าคิดว่าเรือควรจะถูกซ่อนไว้อย่างดี” โอคอนเนอร์เอ่ย “เห็นชัดว่ายังไม่ดีพอ” เอลเด็นตั้งข้อสังเกต พวกเขาทั้งหกคนนั่งอยู่บนหลังม้า มองดูเรือลำนั้นและกลุ่มทหาร “คงจะไม่นานก่อนที่พวกเขาจะเตือนทหารจักรวรรดิหน่วยอื่น ๆ” คอนเวนออกความเห็น “และจากนั้น เราจะต้องเจอศึกหนัก” คอนวอลกล่าวเสริม ธอร์รู้ว่าพวกเขาพูดถูก และพวกเขาไม่อย่างเสี่ยงในเรื่องนี้ “โอคอนเนอร์” ธอร์บอก “เจ้ายิงแม่นที่สุดในบรรดาพวกเรา ข้าเคยเห็นเจ้ายิงจากระยะห้าสิบหลา เห็นคนที่ถือคันธนูไหม? เรามีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้น เจ้าทำได้ไหม?” โอคอนเนอร์พยักหน้าแข็งขัน สายตาจับจ้องอยู่ที่กลุ่มทหารจักรวรรดิ เขาเอื้อมมือข้ามไหล่ไปอย่างระวัง ยกคันธนูขึ้นมา แล้วประทับลูกธนู ง้างสายเตรียมพร้อม ทุกคนต่างมองมาที่ธอร์ และเขารู้สึกพร้อมที่จะนำ “โอคอนเนอร์ ยิงเมื่อข้าให้สัญญาณนะ แล้วพวกเราจะเข้าโจมตีคนอื่น ๆ ด้านล่าง ทุกคน ใช้อาวุธขว้างของพวกเจ้าเมื่อเราเข้าไปใกล้ พยายามเข้าไปใกล้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนโจมตี” ธอร์ส่งสัญญาณมือ แล้วโอคอนเนอร์ก็ยิงออกไปทันที ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศไปพร้อมเสียงหวือ มันเข้าเป้าอย่างจัง หัวโลหะของลูกธนูเสียบทะลุหัวใจของทหารจักรวรรดิคนที่ถือคันธนู มันยืนอยู่ตรงนั้น ตาเบิกโพลงอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ก่อนจะกางแขนออกกว้าง หน้าทิ่ม พุ่งหลาวลงมากระแทกชายหาดยู่แทบเท้าเพื่อนทหาร โลหิตไหลนองพื้นทราย ธอร์และเพื่อน ๆ บุกเข้าไปพร้อมกัน ราวกับเครื่องจักรที่หยอดน้ำมันอย่างดี เสียงฝีเท้าม้าเปิดเผยตัวพวกเขา ทหารอีกหกคนหันมาหา พวกมันกระโดดขึ้นหลังม้า แล้วควบเข้ามา เตรียมพร้อมที่จะปะทะกันตรงกลาง ธอร์และเพื่อน ๆ ยังคงได้เปรียบจากความประหลาดใจ เขาง้างแล้วยิงลูกหินออกไปโดนขมับพวกมันคนหนึ่งจากระยะยี่สิบหลา ขณะกำลังจะขึ้นหลังม้า มันหล่นลงมานอนตาย โดยมือยังกุมสายบังเหียนอยู่ เมื่อทุกคนเข้าไปใกล้ เจ้าชายรีซทรงขว้างพระแสงขวานของพระองค์ เอลเด็นขว้างหอก ส่วนคู่แฝดขว้างมีดสั้นของพวกเขา หาดทรายที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ม้าลื่น การใช้อาวุธขว้างจึงยากกว่าปกติ พระแสงขวานของเจ้าชายรีซเข้าเป้า สังหารทหารจักรวรรดิคนหนึ่ง แต่อาวุธของคนอื่น ๆ พลาดเป้า ทหารจักรวรรดิเหลือสี่คน คนหัวหน้าแยกออกจากกลุ่ม พุ่งเข้าใส่เจ้าชายรีซ ผู้ทรงไร้อาวุธ พระองค์ทรงขว้างขวานออกไป แต่ยังไม่ทันมีเวลาหยิบพระแสงดาบ เจ้าชายทรงเตรียมระวังพระองค์ และในวินาทีสุดท้าย โครห์นกระโจนไปข้างหน้า กัดขาม้าของทหารคนนั้น จนม้าล้มลง ทหารที่ขี่มันร่วงลงมาด้วย สามารถช่วยเจ้าชายรีซไว้ได้ในจังหวะสุดท้าย เจ้าชายรีซทรงชักพระแสงดาบแล้วแทงศัตรู สังหารมันได้ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง พวกมันเหลือสามคนแล้ว คนหนึ่งเข้ามาหาเอลเด็นพร้อมด้วยขวาน มันเหวี่ยงมาโดยหมายหัวของเอลเด็น ซึ่งเขากันไว้ได้ด้วยโล่ และเหวี่ยงดาบฟันด้ามขวานขาดสองท่อนในจังหวะเดียวกัน จากนั้นเอลเด็นจึงใช้โล่ฟาดเข้าที่ศีรษะของศัตรู กระแทกมันหล่นจากหลังม้า ทหารจักรวรรดิอีกคนหยิบกระบองออกมาจากเอว แล้วเหวี่ยงสายโซ่ยาว ฟาดลูกตุ้มหนามเข้าใส่โอคอนเนอร์ทันที มันเกิดขึ้นเร็วมากจนโอคอนเนอร์ไม่มีเวลาตอบโต้ ธอร์เห็นเหตุการณ์ เขาพุ่งเข้าไปทางด้านข้างของเพื่อน ยกดาบขึ้นแล้วฟันสายโซ่ขาดจากกระบอง ก่อนที่มันจะฟาดโอคอนเนอร์ มีเสียงดาบตัดผ่านเหล็ก ธอร์รู้สึกพิศวงกับความคมของดาบเล่มใหม่ของเขา ลูกตุ้มหนามหล่นลงไปบนพื้น แล้วฝังตัวอยู่ในทรายอย่างไร้พิษสง โอคอนเนอร์รอดชีวิต ขณะนั้นคอนวอลขี่ม้าขึ้นไปและใช้หอกแทงทหารคนหนึ่ง สังหารมันได้อีกคน ทหารจักรวรรดิคนสุดท้ายเห็นแล้วว่ามันเสียเปรียบกำลังคนอย่างมาก เกิดความหวาดกลัวในดวงตา มันหันหลังแล้วควบม้าหนีไปตามชายหาดทันที รอยกีบเท้าม้าของมันประทับลึกในพื้นทราย ทุกคนจับจ้องที่ศัตรูที่ถอยหนี ธอร์ใช้หนังสติ๊กยิงลูกหิน โอคอนเนอร์ยกคันธนูขึ้นมาแล้วยิงออกไป ส่วนเจ้าชายรีซทรงขว้างหอก แต่ทหารคนนั้นขี่ม้าไปไม่อยู่นิ่ง ม้าของมันลื่นอยู่ในผืนทราย ทำให้ทุกคนพลาดเป้า เอลเด็นชักดาบออกมา ธอร์เห็นว่าเขากำลังจะตามทหารคนนั้นไป จึงยื่นมือออกไปห้ามไว้ “อย่า!” ธอร์ตะโกน เอลเด็นหันมามองเขา “ถ้ามันรอดชีวิต มันจะส่งคนอื่นมาจัดการเรา!” เอลเด็นประท้วง ธอร์หันกลับไปมองดูเรือ และรู้ว่ามันจะเสียเวลาอันมีค่าในการตามล่าทหารคนนั้น เวลาที่พวกเขาไม่มีจะเสีย “จักรวรรดิจะมาจัดการเราอยู่ดี” ธอร์บอก “เราไม่มีเวลาจะเสีย สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือพวกเราจะต้องไปให้ไกลจากที่นี่ ไปที่เรือ!” พวกเขาลงจากหลังม้า เมื่อไปถึงเรือ ธอร์ล้วงเข้าไปในอานม้า หยิบสัมภาระทั้งหลายแหล่ออกมา คนอื่นก็ทำเช่นเดียวกัน ขนอาวุธกับถุงกระสอบอาหารและน้ำออกมา ใครจะรู้ว่าการเดินทางจะยาวนานเพียงใด จะนานแค่ไหนกว่าที่พวกเขาจะได้เห็นแผ่นดินอีกครั้ง...หากพวกเขาจะมีโอกาสได้เห็นแผ่นดินอีก ธอร์ยังเตรียมอาหารสำหรับโครห์นมาด้วย พวกเขาโยนกระสอบข้ามราวลูกกรงเรือไป มันหล่นตุ้บไปกองอยู่บนดาดฟ้าเรือ ธอร์คว้าเชือกเส้นใหญ่ มัดเป็นปมที่แขวนอยู่ด้านข้าง แล้วลองดึง เชือกเส้นหยาบบาดมือเขา เขายกโครห์นพาดบนบ่าแล้วดึงตัวเองขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ น้ำหนักของเขาและมันทดสอบความแข็งแรงของเขา โครห์นร้องครางอยู่ข้างหู ใช้กรงเล็บคมกอดเขาไว้แน่น ในไม่ช้าธอร์ก็ข้ามราวลูกกรงไปได้ โครห์นกระโจนจากตัวเขาลงไปบนดาดฟ้าเรือ คนอื่นตามหลังมาติด ๆ ธอร์ชะโงกมองลงไปดูม้าที่อยู่บนชายหาด พวกมันมองขึ้นมาราวกับกำลังรอฟังคำสั่ง “แล้วจะทำอย่างไรกับพวกมันล่ะ?” เจ้าชายรีซตรัสถาม พลางเสด็จมาประทับอยู่ข้างเขา ธอร์หันไปมองสำรวจดูเรือ มันยาวประมาณยี่สิบฟุตและกว้างราวครึ่งหนึ่งของความยาว มันใหญ่พอสำหรับพวกเขาทั้งเจ็ดคน แต่ไม่มีที่พอสำหรับม้าของพวกเขา หากเขาจะลองพาพวกมันไปด้วย มันอาจจะกระทืบพื้นไม้ ทำเรือพัง พวกเขาจำต้องทิ้งมันไว้ที่นี่ “เราไม่มีทางเลือก” ธอร์บอก มองดูพวกมันอย่างเสียดาย “เราคงต้องไปหาม้าใหม่” โอคอนเนอร์ชะโงกตัวเหนือราวกั้น “พวกมันเป็นม้าที่ฉลาด” โอคอนเนอร์บอก “ข้าฝึกพวกมันมาอย่างดี มันจะกลับไปบ้านตามที่ข้าสั่ง” โอคอนเนอร์ผิวปากเสียงดัง ม้าทั้งหมดหันหลังแล้ววิ่งจากไปอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกมันวิ่งข้ามหาดทราย แล้วหายเข้าไปในป่า มุ่งหน้ากลับไปที่อาณาจักรวงแหวน ธอร์หันกลับมาหาเพื่อน ๆ ดูเรือและทะเลตรงหน้าพวกเขา ตอนนี้ทุกคนถูกปล่อยเกาะแล้ว ไม่มีม้า ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากไปต่อข้างหน้า ความเป็นจริงกำลังซึมซาบเข้ามา พวกเขาอยู่กันลำพังจริง ๆ แล้ว ไม่มีสิ่งใดนอกจากเรือลำนี้ และกำลังจะไปจากชายหาดของอาณาจักรวงแหวนตลอดไป ไม่มีทางหันหลังกลับอีกแล้ว “แล้วเราจะเอาเรือลำนี้ลงน้ำได้อย่างไร?” คอนวอลถามขึ้น ขณะที่พวกเขามองลงไปที่ลำเรือสิบห้าฟุตเบื้องล่าง มีเพียงส่วนน้อยของเรือที่อยู่ในคลื่นโยกไกวของทะเลทาร์ทูเวียน แต่ลำเรือส่วนใหญ่ยังฝังแน่นอยู่ในพื้นทราย “ทางนี้!” คอนเวนบอก พวกเขารีบไปที่กราบเรืออีกด้านที่มีโซ่เหล็กเส้นหนาห้อยอยู่ และที่ปลายโซ่มีลูกตุ้มเหล็กทอดตัวอยู่บนพื้นทราย คอนเวนเอื้อมมือไปพยายามดึงโซ่ เขาส่งเสียงร้องและพยายามเต็มที่ แต่ไม่สามารถยกมันได้ “มันหนักเกินไป” เขาคำราม คอนวอลและธอร์รีบเข้าไปช่วย ขณะที่ทั้งสามคนจับโซ่แล้วช่วยกันดึง ธอร์ก็ต้องตกใจกับน้ำหนักของมัน ขนาดว่าช่วยกันดึงสามคน พวกเขายังยกมันขึ้นมาได้แค่ไม่กี่ฟุต ในที่สุดพวกเขาก็ปล่อยมือ โซ่ร่วงกลับลงไปบนพื้นทราย “ให้ข้าช่วย” เอลเด็นบอก พลางก้าวมาข้างหน้า เอลเด็นผู้มีรูปร่างใหญ่โต ยืนตระหง่านอยู่เหนือทุกคน เขายื่นมือลงไปแล้วดึงสายโซ่ สามารถยกลูกตุ้มเหล็กขึ้นมาได้ด้วยตัวคนเดียว ธอร์อัศจรรย์ใจมาก คนอื่น ๆ กระโดดเข้าไปช่วยกันดึง พวกเขาสามารถดึงสมอขึ้นมาได้ครั้งละหนึ่งฟุต และในที่สุดก็สามารถดึงมันข้ามลูกกรง ขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือได้ เรือเริ่มขยับเคลื่อนที่ โยกไกวเล็กน้อยอยู่ในกระแสคลื่น แต่ยังคงฝังแน่นอยู่บนพื้นทราย “เสานั่น!” เจ้าชายรีซตรัส ธอร์หันไปเห็นเสาไม้สองต้น ยาวเกือบยี่สิบฟุต ทอดยาวติดอยู่ด้านข้างเรือ และรู้ว่าพวกมันมีไว้เพื่ออะไร เขาวิ่งไปพร้อมเจ้าชายรีซ และยกต้นนึงขึ้นมา ขณะที่คอนวอลและคอนเวนคว้าอีกต้นไว้ “พอพวกเราผลักเรือออก” ธอร์ตะโกนสั่ง “พวกเจ้าก็ช่วยกันกางใบเรือ” พวกเขาชะโงกลงไป ทิ่มเสาไม้ลงไปในพื้นทราย และออกแรงดันสุดกำลัง ธอร์ร้องออกมาขณะพยายามดัน เรือเริ่มขยับช้า ๆ แม้จะเพียงน้อยนิด ขณะเดียวกันเอลเด็นและโอคอนเนอร์ก็วิ่งไปที่กลางลำเรือ แล้วดึงเชือกเพื่อยกผืนผ้าใบของใบเรือ พวกเขาออกแรงดึง ยกขึ้นไปได้ทีละหนึ่งฟุต โชคดีที่มีกระแสลมแรง เมื่อธอร์และคนอื่น ๆ ช่วยกันยันเสาไม้กับชายหาด พยายามเต็มที่ที่จะผลักเรือที่หนักอย่างน่าประหลาดใจนี้ออกจากหาดทราย ใบเรือก็ถูกยกสูงขึ้นไป และเริ่มกินลม ในที่สุด เรือก็โยกอยู่ใต้เท้าพวกเขา เมื่อมันไถลลงสู่ผืนน้ำ โยกไกวและไร้น้ำหนัก ไหล่ของธอร์สั่นจากการออกแรงดัน เอลเด็นและโอคอนเนอร์ยกใบเรือขึ้นไปได้สุดเสากระโดง และในไม่ช้าพวกเขาก็ลอยลำออกสู่ทะเล ทุกคนส่งเสียงโห่ร้องยินดีในความสำเร็จ พวกเขาเก็บเสาไม้เข้าที่และวิ่งไปช่วยเอลเด็นกับโอคอนเนอร์มัดเชือกขึงใบเรือ โครห์นกระโดดโลดเต้นอยู่ข้าง ๆ ตื่นเต้นไปกับเรื่องทั้งหมด เรือลอยลำไปอย่างไร้จุดหมาย ธอร์รีบไปถือพวงมาลัยเรือ โอคอนเนอร์อยู่ข้างเขา “อยากถือพวงมาลัยไหม?” ธอร์ถามโอคอนเนอร์ โอคอนเนอร์ยิ้มกว้าง “อยากมากเลยล่ะ” พวกเขาเริ่มเพิ่มความเร็ว แล่นผ่านผืนน้ำสีเหลืองของทะเลทาร์ทูเวียน โดยมีสายลมหนุนส่ง ในที่สุดพวกเขาก็เคลื่อนที่แล้ว ธอร์สูดหายใจลึก พวกเขาออกเดินทางแล้ว ธอร์มุ่งหน้าไปยังหัวเรือ เจ้าชายรีซเสด็จไปพร้อมเขา โดยมีโครห์นวิ่งไปตรงกลาง แล้วเบียดแข้งเบียดขาธอร์ เขาเอื้อมมือลงไปลูบขนสีขาวฟูนุ่มของมัน โครห์นเอียงเข้าหาแล้วเลียเขา ธอร์ล้วงลงไปในถุงเล็ก ๆ แล้วหยิบเนื้อชิ้นหนึ่งมาให้โครห์น ที่รีบงับไป ธอร์มองออกไปที่ทะเลกว้างเบื้องหน้า ขอบฟ้าที่อยู่ไกลออกไปมีจุดสีดำของกองเรือจักรวรรดิ ที่อยู่ระหว่างมุ่งหน้าไปยังดินแดนแม็คคลาวด์ที่อีกฝั่งของอาณาจักรวงแหวน โชคดีที่พวกมันมีเป้าหมาย และไม่สามารถออกมาตามหาเรือลำหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปยังดินแดนของพวกมัน ท้องฟ้าใสกระจ่าง มีสายลมแรงพัดหนุนอยู่ด้านหลัง พวกเขายังคงเพิ่มความเร็วขึ้น ธอร์มองออกไป พลางสงสัยว่ามีอะไรรอพวกเขาอยู่ เขาสงสัยว่าอีกนานเพียงใดกว่าที่พวกเขาจะไปถึงดินแดนจักรวรรดิ จะมีอะไรรอต้อนรับพวกเขาอยู่ ธอร์ยังสงสัยว่าพวกเขาจะพบดาบหรือไม่ แล้วเรื่องทั้งหมดนี้จะลงเอยอย่างไร เขารู้ว่าโอกาสไม่เข้าข้างพวกเขา แต่ก็ยังรู้สึกเบิกบานใจที่ในที่สุดก็ได้ออกเดินทางมา เขาตื่นเต้นที่ทุกคนมาได้ไกลถึงขนาดนี้ และปรารถนาที่จะกู้ดาบคืนมาให้ได้ “ถ้ามันไม่อยู่ที่นั่นล่ะ?” เจ้าชายรีซตรัสถาม ธอร์หันมามองดูพระองค์ “ดาบเล่มนั้น” เจ้าชายรีซตรัสต่อ “หากว่ามันไม่ได้อยู่ที่นั่นล่ะ? หรือหากมันสูญหายไปแล้ว? หรือถูกทำลายไปแล้ว? หรือถ้าเราหามันไม่พบล่ะ? จักรวรรดิกว้างใหญ่จะตายไป” “หรือถ้าหากจักรวรรดิหาวิธีใช้มันได้ล่ะ?” เอลเด็นถามด้วยเสียงทุ้มต่ำของเขา พลางก้าวเข้ามายืนข้าง ๆ “หากเราพบมันแต่ไม่สามารถนำมันกลับไปได้ล่ะ?” คอนเวนถาม คณะของพวกเขาอยู่ตรงนั้น กังวลกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า กับห้วงแห่งคำถามที่ไม่มีคำตอบ ธอร์รู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้มันบ้าสิ้นดี บ้าคลั่ง บทที่ สี่ ราชากาเร็ธทรงดำเนินกลับไปกลับมาอยู่บนพื้นหินในห้องทรงพระอักษรของพระบิดา ห้องเล็กที่อยู่บนชั้นบนสุดของปราสาทที่พระบิดาของพระองค์ทรงหวงแหน แล้วทรงทำลายมันลงทีละเล็กทีละน้อย ราชากาเร็ธทรงเดินจากชั้นหนังสือหนึ่งไปยังอีกชั้น กระชากหนังสือชุดที่มีค่า หนังสือปกหนังเก่าโบราณที่ตกทอดมาในราชวงศ์หลายศตวรรษ ทรงดึงปกแล้วฉีกหน้าหนังสือออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเหวี่ยงขึ้นไปในอากาศ มันร่วงกราวใส่พระองค์ราวกับเกล็ดหิมะ ติดอยู่บนพระวรกาย และติดที่พระเขฬะที่ไหลอยู่ข้างพระปราง พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำลายทุกสิ่งที่พระบิดาทรงหวงแหนในห้องนี้ ทำลายหนังสือทีละเล่ม ราชากาเร็ธรีบดำเนินไปที่โต๊ะเข้ามุมตัวหนึ่ง ทรงคว้ากล้องยาฝิ่นขึ้นมาด้วยพระหัตถ์สั่นเทา แล้วสูบแรง ทรงต้องการกล้องยายิ่งกว่าที่เคย พระองค์ทรงติดฝิ่น ทรงสูบมันทุกนาทีที่ทรงทำได้ ด้วยทรงปรารถนาที่จะให้ฤทธิ์ของมันช่วยขวางกั้นภาพของพระบิดาที่ตามหลอกหลอนพระองค์ในความฝัน และตอนนี้แม้กระทั่งเวลาที่ทรงตื่น ขณะที่ราชากาเร็ธทรงวางกล้องยาฝิ่น พระองค์ทรงเห็นพระบิดาประทับยืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ เป็นซากศพเน่าเปื่อย แต่ละครั้งซากศพนี้ก็ยิ่งเน่าเปื่อยมากขึ้น เป็นโครงกระดูกมากกว่าเนื้อหนัง ราชากาเร็ธทรงหันหนีภาพสยดสยองนั้น พระองค์ทรงเคยพยายามโจมตีภาพหลอนนี้ แต่ทรงเรียนรู้ว่าไม่มีประโยชน์ ดังนั้นตอนนี้พระองค์จึงทรงหันหนี ทรงมองไปทางอื่นเสมอ มันเกิดขึ้นเหมือนเดิมเสมอ พระบิดาของพระองค์ทรงสวมมงกุฏสนิมเขรอะ พระโอษฐ์อ้า พระเนตรจับจ้องมาที่พระองค์อย่างหยามหยัน ทรงชี้ดัชนีมาที่พระองค์อย่างกล่าวหา สายพระเนตรน่ากลัวนั้น ทำให้ราชากาเร็ธทรงรู้สึกว่าเวลาของพระองค์มีจำกัด รู้สึกว่าขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นก่อนที่พระองค์จะได้ไปอยู่ร่วมกับพระบิดา พระองค์ทรงเกลียดพระบิดายิ่งกว่าสิ่งใด หากจะมีความดีงามสักอย่างจากการปลงพระชนม์พระบิดา นั่นก็คือการที่พระองค์จะไม่ทรงเห็นพระพักตร์ของพระบิดาอีก แต่ช่างน่าขันที่ตอนนี้พระองค์กลับต้องมาเห็นบ่อยขึ้นกว่าเมื่อก่อน ราชากาเร็ธทรงหันหลัง แล้วปากล้องยาฝิ่นไปที่ภาพหลอนนั้น ทรงหวังว่าหากทรงปาได้เร็วพอก็อาจจะโดนได้จริง ๆ แต่กล้องยากลับลอยผ่านอากาศไปเฉย ๆ และกระแทกเข้ากับกำแพง แตกออกจากกัน พระบิดายังประทับอยู่ที่นั่น และทอดพระเนตรมาที่พระองค์ “ตอนนี้ยานั่นไม่ช่วยเจ้าหรอก” พระบิดาทรงตำหนิ ราชากาเร็ธทรงทนต่อไปไม่ไหว พระองค์พุ่งเข้าหาภาพหลอน ยื่นพระหัตถ์ออกไป หวังจะข่วนพระพักตร์พระบิดา แต่ก็เหมือนเช่นเคย พระองค์พบเพียงอากาศ และครั้งนี้ทรงถลันข้ามห้องไป ชนเข้ากับโต๊ะทรงพระอักษรไม้ของพระบิดา จนล้มคว่ำไปกับพื้นพร้อมกัน ราชากาเร็ธทรงกลิ้งไปบนพื้น เจ็บจุก และเมื่อเงยพระพักตร์ก็ทรงเห็นรอยแผลบนพระพาหา พระโลหิตหยดใส่ฉลองพระองค์ ทรงสังเกตเห็นว่าพระองค์ยังทรงสวมฉลองพระองค์ตัวในที่ทรงสวมบรรทมมาหลายวันแล้ว ที่จริงพระองค์ไม่ได้เปลี่ยนมาหลายสัปดาห์แล้ว ราชาทรงทอดพระเนตรดูเงาสะท้อน และทรงเห็นว่าพระเกศายุ่งฟู พระองค์ทรงดูเหมือนพวกนักเลงหัวไม้ธรรมดา ส่วนหนึ่งของพระองค์แทบไม่ทรงเชื่อว่าจะทรงตกต่ำถึงเพียงนี้ แต่อีกด้านหนึ่งกลับไม่ทรงสนพระทัย สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ภายในพระวรกายคือความปรารถนาที่จะทำลาย ทำลายสิ่งใดก็ตามที่เคยเป็นของพระบิดา พระองค์ทรงอยากทำลายปราสาทหลังนี้ให้ราบ รวมทั้งราชสำนัก เพื่อเป็นการแก้แค้นสำหรับสิ่งที่ได้รับเมื่อทรงพระเยาว์ ความทรงจำที่ฝังแน่นอยู่ในพระหทัย เป็นเหมือนหนามที่ไม่สามารถบ่งออกมาได้ ประตูห้องทรงพระอักษรของพระบิดาเปิดออกกว้าง มหาดเล็กคนหนึ่งของราชากาเร็ธวิ่งพรวดเข้ามา ท่าทางตื่นกลัว “ฝ่าบาท” มหาดเล็กทูล “ข้าได้ยินเสียงกระแทก พระองค์ทรงสบายดีหรือไม่? ฝ่าบาท พระองค์ทรงมีพระโลหิตไหล!” ราชากาเร็ธทอดพระเนตรดูเด็กหนุ่มด้วยความชิงชัง พระองค์ทรงพยายามลุกขึ้นยืน เพื่อที่จะตีเขา แต่ทรงเหยียบลื่น และหงายหลังลงไปบนพื้น ยังทรงมึนงงกับฤทธิ์ของฝิ่นระลอกสุดท้าย “ฝ่าบาท ข้าจะช่วยพระองค์เอง!” เด็กหนุ่มรีบเข้ามาคว้าพระพาหา ซึ่งผอมบาง มีเพียงหนังหุ้มกระดูก แต่ราชากาเร็ธยังทรงมีพระพละกำลังเหลืออยู่ เมื่อเด็กหนุ่มแตะพระพาหา พระองค์ก็ทรงผลักเขาออก กระเด็นข้ามห้องไป “หากเจ้าแตะตัวข้าอีก ข้าจะกุดมือเจ้าเสีย” ราชากาเร็ธทรงกริ้ว เด็กหนุ่มถอยหนีด้วยความกลัว ขณะนั้นเองมหาดเล็กอีกคนได้เข้ามาในห้อง พร้อมด้วยชายชราผู้หนึ่งซึ่งราชากาเร็ธทรงจำได้รางเลือน ในความมืดมนของพระหทัย พระองค์ทรงรู้จักเขา แต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร “ฝ่าบาท” เสียงแหบพร่าชราดังขึ้น “พวกเรารอพระองค์อยู่ที่ท้องพระโรงมาครึ่งวันแล้ว สมาชิกสภาไม่อาจรอได้อีกต่อไป พวกเขามีข่าวด่วนที่ต้องทูลให้ทรงทราบก่อนที่จะผ่านวันนี้ไป พระองค์จะเสด็จไปหรือไม่?” ราชากาเร็ธทรงหรี่พระเนตรมองดูเขา พยายามนึกว่าเขาคือใคร พระองค์ทรงจำได้ราง ๆ ว่าเขารับใช้พระบิดาของพระองค์ ท้องพระโรง...การว่าราชการ...ทุกอย่างปั่นป่วนอยู่ในพระหทัย “ท่านเป็นใคร?” ราชากาเร็ธตรัสถาม “ฝ่าบาท ข้าคืออะเบอร์ธอล ที่ปรึกษาผู้ซื่อสัตย์ของพระบิดาของพระองค์” เขาทูล พลางก้าวเข้ามาใกล้ ความทรงจำค่อย ๆ กลับมาช้า ๆ อะเบอร์ธอล สภา การว่าราชการ พระหทัยของราชากาเร็ธทรงสับสน ภายในพระเศียรบีบรัด พระองค์ทรงต้องการอยู่เพียงลำพัง “ออกไป” ทรงตวาด “ข้าจะไปเอง” อะเบอร์ธอลพยักหน้า แล้วรีบออกไปจากห้องทรงพระอักษรพร้อมกับมหาดเล็ก โดยปิดประตูตามหลัง ราชากาเร็ธทรงคุกพระชานุอยู่ตรงนั้น พระหัตถ์กุมพระเศียรไว้ ทรงพยายามคิด พยายามที่จะนึกให้ออก ทุกอย่างนี้มันมากเกินไป ความทรงจำเริ่มกลับคืนมาสู่พระองค์ทีละน้อย โล่พลังหายไป จักรวรรดิบุกโจมตี คนครึ่งหนึ่งในราชสำนักได้จากไป ขนิษฐาของพระองค์นำพวกเขาไป ไปยังซิเลเซีย...เกว็นโดลีน...มีเท่านี้ พระองค์ทรงคิดออกเพียงเท่านี้ เกว็นโดลีน พระองค์ทรงเกลียดนางด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจจะบรรยายได้ ตอนนี้พระองค์ทรงอยากจะสังหารนางยิ่งกว่าครั้งใด พระองค์จะต้องสังหารนาง ปัญหาทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนเกิดจากนางทั้งสิ้น ราชากาเร็ธจะทรงหาทางแก้แค้นนางให้ได้ แม้จะต้องพยายามจนตายก็ตาม และจากนั้นพระองค์จะทรงสังหารพี่น้องคนอื่น ๆ ต่อไป ราชากาเร็ธทรงรู้สึกดีขึ้นเมื่อคิดเรื่องนี้ พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนได้โดยใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด แล้วกระแทกพระบาทออกไป โดยชนโต๊ะเล็กล้มลงเมื่อเสด็จผ่านไป เมื่อใกล้ถึงประตู ราชากาเร็ธทรงเห็นพระรูปปั้นครึ่งพระองค์ทำจากหินอลาบาสเตอร์ของพระบิดา รูปปั้นที่พระบิดาทรงโปรดปราน ราชากาเร็ธจึงทรงยื่นพระหัตถ์ไปคว้าส่วนพระเศียรไว้และขว้างใส่กำแพง มันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ราชากาเร็ธทรงแย้มสรวลออกมาได้เป็นครั้งแรกของวันนี้ บางทีวันนี้อาจจะไม่ได้เลวร้ายนักหรอก * ราชากาเร็ธทรงเยื้องกรายเข้าไปในท้องพระโรง โดยมีมหาดเล็กหลายคนตามเสด็จ ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์กระแทกประตูไม้โอ้คบานใหญ่เปิดออก ทำให้ทุกคนที่แออัดกันอยู่ในห้องสะดุ้งเมื่อเห็นพระองค์ ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนรับเสด็จอย่างรวดเร็ว หากเป็นเวลาปกติแล้วราชากาเร็ธคงจะทรงพอพระทัย แต่ในวันนี้พระองค์กลับไม่ใส่พระทัย ทรงรำคาญพระทัยเพราะปิศาจพระบิดา และยังทรงกริ้วที่ขนิษฐาจากไป พระอารมณ์ของพระองค์ปั่นป่วนอยู่ภายใน และทรงอยากจะระบายออกมาใส่โลก ราชากาเร็ธทรงดำเนินโซเซเข้าไปในท้องพระโรงกว้างใหญ่ด้วยยังทรงมึนเมากับฤทธิ์ของฝิ่น ทรงดำเนินไปตามทางเดินตรงกลางที่ทอดไปยังบัลลังก์ของพระองค์ สมาชิกสภาหลายสิบคนยืนเฝ้าอยู่ด้านข้างเมื่อพระองค์เสด็จผ่าน ในท้องพระโรงมีคนเพิ่มจำนวนมากขึ้น และวันนี้ดูจะมีความตื่นตระหนก เพราะมีคนทยอยเข้ามาในห้องมากขึ้นเรื่อย ๆ จากข่าวการจากไปของผู้คนครึ่งหนึ่งในราชสำนัก และข่าวโล่พลังสลายไป ดูเหมือนคนที่ยังอยู่ในราชสำนักกำลังหลั่งไหลกันเข้ามาเพื่อหาคำตอบ ซึ่งแน่นอนว่าราชากาเร็ธทรงไม่มีคำตอบ ขณะที่ราชากาเร็ธทรงเยื้องกรายขึ้นไปตามบันไดงาช้างสู่บัลลังก์ของพระบิดา พระองค์ทรงเห็นลอร์ดคัลตินยืนอย่างอดทนอยู่ด้านหลังบัลลังก์ เขาเป็นหัวหน้าทหารรับจ้างของกองกำลังส่วนพระองค์ คนเดียวที่เหลืออยู่ในราชสำนักที่พระองค์จะทรงไว้วางพระทัยได้ เขายืนอยู่กับนักรบหลายสิบคน ที่ต่างยืนนิ่งเงียบ มือจับที่ดาบ พร้อมที่จะต่อสู้จนตัวตายเพื่อราชากาเร็ธ เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พระองค์ทรงสบายพระทัย ราชากาเร็ธประทับนั่งบนบัลลังก์และสำรวจดูภายในห้อง มีผู้คนมากหน้าหลายตา มีเพียงไม่กี่คนที่พระองค์ทรงจำได้ และส่วนมากทรงไม่รู้จัก พระองค์ไม่ไว้ใจใคร ทรงกำจัดคนไปจากราชสำนักทุกวัน ราชาทรงสั่งขังคนมากมายในคุกใต้ดิน และยังสั่งประหารไปอีกมากกว่านั้น ไม่มีวันไหนที่พระองค์ไม่ได้ประหารคนอย่างน้อยสิบคน ราชากาเร็ธทรงคิดว่าเป็นนโยบายที่ดี มันช่วยให้ทุกคนอยู่กับที่ และป้องกันการก่อกบฏ ภายในท้องพระโรงนิ่งเงียบ ทุกคนต่างมองดูพระองค์ด้วยความสงสัย พวกเขาดูหวาดกลัวเกินกว่าจะพูดออกมา ซึ่งนั่นคือสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ ไม่มีอะไรจะทำให้พระองค์ทรงตื่นเต้นไปมากกว่าการสร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชนของพระองค์ ในที่สุด อะเบอร์ธอลก็ก้าวมาด้านหน้า เสียงไม้เท้าของเขาสะท้อนก้องพื้นหิน เขากระแอม “ฝ่าบาท” เขาเริ่มทูลด้วยเสียงชรา “พวกเรากำลังยืนอยู่ในช่วงเวลาแห่งความสับสนในราชสำนัก ข้าไม่รู้ว่าพระองค์ทรงทราบข่าวใดแล้วบ้าง ทั้งเรื่องที่โล่พลังไม่ทำงาน เจ้าหญิงเกว็นโดลีนทรงไปจากราชสำนัก พร้อมด้สนคอล์ค บรอม เจ้าชายเคนดริค แอ็ทมี กองรบเงิน กองทหารยุวชน และครึ่งหนึ่งของกองทัพ และยังมีข้าราชบริพารอีกครึ่งหนึ่งในราชสำนัก คนที่ยังเหลืออยู่จึงมาหาพระองค์เพื่อขอคำแนะนำ และอยากรู้ว่าพวกเราควรจะทำอย่างไรต่อไป ประชาชนต้องการคำตอบ ฝ่าบาท” “นอกจากนี้” สมาชิกสภาอีกคนทูลขึ้น ราชากาเร็ธทรงจำเขาได้ราง ๆ “มีข่าวแพร่มาว่าหุบเขาใหญ่ถูกตีแตกแล้ว ข่าวลือบอกว่าแอนโดรนิคัสได้บุกดินแดนแม็คคลาวด์ที่อีกฝั่งของอาณาจักรวงแหวนด้วยกองทหารนับล้าน” เกิดเสียงฮือฮาไปทั่วห้อง นักรบผู้กล้าหาญหลายสิบคนกระซิบกระซาบกัน ทั้งห้องเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และความตื่นตระหนกแพร่กระจายเหมือนไฟป่า “มันไม่น่าจะเป็นความจริง!” ทหารคนหนึ่งร้องอุทานขึ้น “มันเป็นความจริง!” สมาชิกสภาคนนั้นยืนยัน “เช่นนั้นก็หมดหวังแล้ว!” ทหารอีกคนตะโกนขึ้น “หากแม็คคลาวด์ถูกยึดครอง จักรวรรดิก็จะมาที่ราชสำนักนี้เป็นที่ต่อไป ไม่มีทางที่พวกเราจะต้านทานได้” “เราจะต้องหารือกันเรื่องการยอมจำนน ฝ่าบาท” อะเบอร์ธอลทูลราชากาเร็ธ “ยอมแพ้หรือ!?” ชายอีกคนตะโกน “พวกเราไม่มีทางยอมแพ้!” “หากเราไม่ยอม” ทหารอีกคนตะโกน “พวกเราจะถูกบดขยี้ เราจะสามารถรับมือกับกองทัพนับล้านได้อย่างไร?” เกิดเสียงพึมพำด้วยความโกรธแค้นดังไปทั่วห้อง ทหารและสมาชิกสภาโต้เถียงกัน เกิดชุลมุนไปทั่ว ผู้นำสภากระแทกไม้เท้าเหล็กของเขากับพื้นหิน แล้วตะโกนขึ้น “เป็นระเบียบหน่อย!” ภายในห้องค่อยเงียบเสียงลงทีละน้อย ทุกคนหันมามองที่เขา “เรื่องเหล่านี้เป็นการตัดสินพระทัยของราชา ไม่ใช่พวกเรา” สมาชิกสภาคนหนึ่งกล่าวขึ้น “ราชากาเร็ธทรงเป็นราชาโดยชอบธรรม และไม่ใช่พวกเราที่จะต้องมาหารือเรื่องเงื่อนไขการยอมจำนน...หรือจะยอมจำนนหรือไม่” ทุกคนต่างหันไปหาราชากาเร็ธ “ฝ่าบาท” อะเบอร์ธอลทูล น้ำเสียงเหน็ดเหนื่อย “พระองค์จะเสนอให้พวกเราจัดการอย่างไรกับกองทัพของจักรวรรดิ?” ภายในท้องพระโรงเงียบสนิท ราชากาเร็ธประทับอยู่เช่นนั้น ทอดพระเนตรดูประชาชนของพระองค์ ทรงอยากจะตอบ แต่มันยิ่งยากมากขึ้นที่จะทำสมองให้ปลอดโปร่ง พระองค์ทรงได้ยินพระสุรเสียงของพระบิดาในพระเศียร ทรงตะโกนใส่พระองค์ เหมือนเช่นครั้งที่ยังทรงพระเยาว์ มันทำให้พระองค์ทรงคลั่ง และเสียงนั้นก็ไม่ยอมหายไป ราชากาเร็ธทรงจับเท้าพระกรของบัลลังก์แล้วครูดมันครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงพระนขาข่วนเท้าพระกรเป็นเสียงเดียวภายในห้อง สมาชิกสภาต่างมองดูกันด้วยความกังวล “ฝ่าบาท” สมาชิกสภาอีกคนทูลขึ้นทันที “หากพระองค์เลือกที่จะไม่ยอมจำนน เช่นนั้นเราก็จะต้องป้องกันราชสำนักให้แข็งแกร่งทันที เราจะต้องระวังทางเข้าทุกแห่ง ถนนทุกสาย ประตูทุกบาน เราจะต้องระดมพลทั้งหมดเพื่อเตรียมการป้องกัน พวกเราจะต้องเตรียมการโจมตี การปันส่วนอาหาร การคุ้มครองประชาชนของเรา มีเรื่องต้องทำอีกมาก ได้โปรด ฝ่าบาท ขอทรงมีคำสั่ง บอกพวกเราว่าควรจะทำอย่างไร” ทั้งห้องเงียบสนิทอีกครั้ง สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่ราชากาเร็ธ ในที่สุด พระองค์ก็เงยพระพักตร์ขึ้นและทอดพระเนตร “พวกเราจะไม่ต่อสู้กับจักรวรรดิ” ราชาทรงประกาศ “และจะไม่ยอมจำนน” ทุกคนต่างมองกันด้วยความสับสน “เช่นนั้นเราควรจะทำอย่างไร ฝ่าบาท?” อะเบอร์ธอลทูลถาม ราชากาเร็ธทรงกระแอม “เราจะสังหารเกว็นโดลีน!” พระองค์ทรงประกาศ “นั่นคือเรื่องที่สำคัญในตอนนี้” เกิดความเงียบด้วยความตื่นตกใจ “เจ้าหญิงเกว็นโดลีนหรือ?” สมาชิกสภาร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ เกิดเสียงพึมพำไปทั่วอีกครั้ง “เราจะส่งกองกำลังทั้งหมดไปตามล่านาง สังหารนางและคนที่ติดตามไป ก่อนที่พวกมันจะไปถึงซิเลเซีย” ราชากาเร็ธทรงประกาศ “แต่ฝ่าบาท เรื่องนี้มันจะช่วยเราได้อย่างไร?” สมาชิกสภาคนหนึ่งร้องถามขึ้น “หากเราเสี่ยงอันตรายออกไปโจมตีนาง นั่นจะทำให้กองทัพของเราเป็นเป้า พวกเขาจะถูกทหารจักรวรรดิล้อมและสังหาร” “และมันยังทำให้ราชสำนักเปิดโล่งรับการโจมตี!” อีกคนร้องขึ้น “หากเราจะไม่ยอมจำนน พวกเราก็จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้ราชสำนักในทันที!” กลุ่มคนโห่ร้องขึ้นอย่างเห็นด้วย ราชากาเร็ธทรงหันไปทอดพระเนตรสมาชิกสภาด้วยสายพระเนตรเย็นชา “เราจะใช้ทุกคนที่จำเป็นเพื่อสังหารน้องสาวของข้า!” พระองค์ทรงตรัสอย่างโหดเหี้ยม “เราจะไม่เหลือไว้สักคนเดียว!” ในท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบเมื่อสมาชิกสภาคนหนึ่งผลักเก้าอี้จนครูดไปกับพื้นหิน แล้วยืนขึ้น “ข้าจะไม่ทนเห็นราชสำนักถูกทำลายเพื่อความต้องการส่วนพระองค์ ข้าคนหนึ่งล่ะที่จะไม่ทำตามพระองค์!” “ข้าด้วย!” คนครึ่งหนึ่งในห้องเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ราชากาเร็ธทรงรุ่มร้อนด้วยความกริ้ว และกำลังจะประทับยืนเมื่อจู่ ๆ ประตูก็ถูกกระแทกเปิดออก แม่ทัพของส่วนที่เหลืออยู่ของกองทัพพรวดพราดเข้ามา สายตาทุกคู่หันไปดูเขา เขาลากแขนชายคนหนึ่งเข้ามา ท่าทางเป็นนักเลงหัวไม้ผมเผ้ามันเยิ้ม หนวดเคราไม่ได้โกน ถูกมัดที่ข้อมือ แม่ทัพลากเขามาจนถึงกลางท้องพระโรง และหยุดลงตรงหน้าราชา “ฝ่าบาท” แม่ทัพทูลอย่างเย็นชา “นอกจากพวกหัวขโมยหกคนที่ถูกประหารไปแล้วจากข้อหาขโมยดาบแห่งโชคชะตา ชายคนนี้คือคนที่เจ็ด คนที่หนีไป เขาได้เล่าเรื่องราวที่มหัศจรรย์ที่สุดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น” “พูด!” แม่ทัพกระตุ้น พลางเขย่าตัวหัวขโมย เจ้าหัวขโมยมองไปรอบ ๆ ด้วยความกังวล ท่าทางไม่มั่นใจ ผมเป็นมันเยิ้มระอยู่ข้างแก้ม ในที่สุดมันก็ตะโกนออกมา “พวกเราถูกสั่งให้ขโมยดาบนั่น!” ภายในท้องพระโรงเกิดเสียงพึมพำด้วยความขุ่นเคือง “พวกเรามีกันสิบเก้าคน!” หัวขโมยเล่าต่อ “สิบสองคนเป็นผู้นำดาบไป พลางตัวไปในความมืด ข้ามสะพานหุบเขาใหญ่ไปยังแดนเถื่อน พวกเขาซ่อนมันไว้ในเกวียน และคุ้มกันมันข้ามสะพานไป ทหารที่เฝ้ายามอยู่ที่สะพานจึงไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ด้านใน คนอื่น ๆ อีกเจ็ดคนถูกสั่งให้รออยู่ที่นี่หลังจากการขโมยดาบ มีคนบอกว่าเราจะถูกคุมขังเป็นการแสดง แล้วเราจะถูกปล่อยตัว แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เพื่อนของข้ากลับถูกประหารทั้งหมด ข้าเองก็คงจะโดนด้วยถ้าข้าไม่หนีไปก่อน” เกิดความปั่นป่วนเซ็งแซ่ยาวนานขึ้น “แล้วพวกนั้นเอาดาบไปไว้ที่ไหน?” แม่ทัพรุกถาม “ข้าไม่รู้ ที่ไหนสักแห่งลึกเข้าไปในจักรวรรดิ” “แล้วใครเป็นคนสั่งการเรื่องนี้?” “พระองค์!” หัวขโมยบอก หันไปหาและชี้นิ้วผอม ๆ ไปที่ราชากาเร็ธ “ราชาของพวกเรา! พระองค์ทรงสั่งให้พวกเราทำ!” ภายในท้องพระโรงมีเสียงเซ็งแซ่ด้วยความตื่นตระหนก มีเสียงตะโกนดังขึ้น จนในที่สุดสมาชิกสภาต้องกระแทกไม้เท้าเหล็กของเขาหลายครั้งและตะโกนสั่งให้เงียบ ทั้งห้องเงียบลงแต่เพียงเล็กน้อย ราชากาเร็ธทรงตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวและความกริ้ว ทรงประทับยืนขึ้นจากบัลลังก์ช้า ๆ ภายในห้องเงียบเสียงลง เมื่อสายตาทุกคู่จับจ้องที่พระองค์ พระองค์ทรงก้าวลงมาตามบันไดงาช้างทีละก้าว เสียงพระบาทดังก้อง ความนิ่งเงียบหนาหนักจนแทบจะสามารถใช้มีดฟันได้ ราชาเสด็จไปจนถึงเจ้าหัวขโมยในที่สุด พระองค์ทรงจ้องมองมันด้วยความเย็นชา ทรงอยู่ห่างเพียงหนึ่งฟุต ชายหัวขโมยดิ้นรนอยู่ในเงื้อมือของแม่ทัพ มองไปทางอื่นที่ไม่ใช่ราชา “หัวขโมยและคนโกหกต้องได้รับการจัดการด้วยวิธีเดียวเท่านั้นในอาณาจักรของข้า” ราชากาเร็ธตรัสเสียงเบา ทันใดนั้นพระองค์ทรงชักมีดสั้นออกมาจากบั้นพระองค์แล้วแทงเข้าที่หัวใจของหัวขโมย ชายหัวขโมยร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเหลือกถลน ก่อนจะทรุดลงไปกองอยู่บนพื้น สิ้นใจตาย แม่ทัพมองดูราชากาเร็ธด้วยใบหน้าถมึงทึง “พระองค์ทรงสังหารพยานที่ให้การกล่าวหาพระองค์” แม่ทัพทูล “ทรงไม่รู้หรือว่ามันจะยิ่งทำให้พระองค์ดูมีความผิด?” “พยานอะไรกัน?” ราชากาเร็ธตรัสถามพลางแย้มสรวล “คนตายพูดไม่ได้หรอก” แม่ทัพหน้าแดงก่ำ “เพื่อไม่ให้พระองค์ทรงลืม ข้าคือแม่ทัพแห่งครึ่งหนึ่งของกองทัพ ข้าจะไม่ยอมถูกปั่นหัวเป็นคนโง่ จากการกระทำของพระองค์ ข้าสันนิษฐานได้เพียงว่าพระองค์ทรงมีความผิดตามที่เขากล่าวหา และเช่นนั้นข้าและกองทัพของข้าไม่อาจรับใช้พระองค์ได้อีกต่อไป ที่จริงแล้วข้าจะนำพระองค์ไปคุมขังในข้อหาทรยศต่ออาณาจักรวงแหวน” แม่ทัพพยักหน้าสั่งทหารของเขา ทหารราวสิบคนชักดาบออกมาพร้อมกันและก้าวเข้ามาเพื่อจับกุมราชากาเร็ธ ลอร์ดคัลตินก้าวออกมาพร้อมด้วยกำลังคนมากกว่าสองเท่า ที่ต่างชักดาบและเดินไปยืนด้านหลังราชากาเร็ธ พวกเขายืนยิ่ง เผชิญหน้ากับทหารของแม่ทัพ โดยมีราชากาเร็ธประทับอยู่ตรงกลาง ราชากาเร็ธทรงแย้มสรวลให้แม่ทัพอย่างผู้มีชัย เขามีคนน้อยกว่ากองกำลังพิเศษของพระองค์ และเขารู้ตัวดี “ข้าจะไม่ถูกใครจับกุมหรอก” พระองค์ทรงหยัน “ไม่ใช่ด้วยน้ำมือของเจ้าแน่ พาคนของเจ้าไปจากราชสำนักของข้าเสีย...หรือไม่อย่างนั้นก็พบกับความเกรี้ยวกราดของกองกำลังของข้า” ในที่สุดแม่ทัพก็หันหลังและส่งสัญญาณให้ทหารของเขา ทุกคนยอมล่าถอยไปพร้อมเพรียงกัน หลังจากตึงเครียดกันอยู่หลายวินาที พวกเขาเดินถอยหลังออกไปจากท้องพระโรง อย่างระแวดระวัง โดยถือดาบไว้ในมือ “นับตั้งแต่วันนี้ไป” แม่ทัพตะโกนบอก “ขอให้เป็นที่ประจักษ์ว่าพวกเราไม่ได้รับใช้พระองค์อีก! พระองค์จะต้องเผชิญหน้ากับกองทัพของจักรวรรดิด้วยพระองค์เอง ข้าหวังว่าพวกนั้นจะดูแลพระองค์อย่างดี ดีกว่าที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อพระบิดา!” ทหารทุกคนออกไปจากท้องพระโรงพร้อมด้วยเสียงเกราะกระทบกัน บรรดาสมาชิกสภา มหาดเล็กและขุนนางหลายสิบคนที่ยังอยู่ ต่างยืนนิ่งและกระซิบกระซาบกัน “ออกไป!” ราชากาเร็ธทรงตะโกน “พวกเจ้าทุกคน!” คนที่เหลืออยู่ในท้องพระโรงต่างรีบออกไป รวมทั้งกองรบของพระองค์ เหลือเพียงคนเดียวที่อยู่รั้งท้าย ลอร์ดคัลติน มีเพียงเขาและราชากาเร็ธอยู่ตามลำพังในท้องพระโรง เขาเดินมาหาราชากาเร็ธ และหยุดยืนห่างไปราวสองสามฟุต พลางมองสำรวจพระองค์ ราวกับกำลังพิจารณาพระองค์ ใบหน้าของเขาปราศจากความรู้สึกใดเหมือนเช่นเคย เป็นใบหน้าของทหารรับจ้างอย่างแท้จริง “ข้าไม่สนใจว่าพระองค์ทรงทำอะไรหรือทำไม” เขาทูลด้วยเสียงแหบพร่า “ข้าไม่สนใจเรื่องการเมือง ข้าเป็นนักรบ ข้าสนเพียงเงินที่พระองค์ทรงจ่ายให้ข้าและคนของข้า” เขาหยุด “แต่ข้าอยากรู้ เพื่อความพอใจของข้าเอง พระองค์ทรงสั่งให้คนพวกนั้นขโมยดาบไปจริงหรือไม่?” ราชากาเร็ธทอดพระเนตรมองเขา มีบางอย่างในแววตาของเขาที่พระองค์ทรงรู้จักในตัวพระองค์เอง ความเย็นชา โหดเหี้ยม ทะเยอทะยาน “แล้วถ้าข้าทำล่ะ?” ราชากาเร็ธตรัสถามกลับ ลอร์ดคัลตินมองตอบมานิ่งนาน “เพราะอะไร?” เขาทูลถาม ราชากาเร็ธทรงมองตอบ พลางนิ่งเงียบ ดวงตาของลอร์ดคัลตินเบิกกว้างอย่างเข้าใจ “เมื่อท่านไม่สามารถครองมันได้ ก็ต้องไม่มีใครได้อย่างนั้นหรือ?” ลอร์ดคัลตินทูลถาม “เป็นเช่นนั้นหรือ?” เขาพิจารณาความเป็นไปได้ “แต่ถึงอย่างนั้น” ลอร์ดคัลตินทูลต่อ “พระองค์ก็ทรงทราบดีว่าการส่งดาบออกไปจะทำให้โล่พลังงานสลาย ทำให้พวกเราอ่อนแอต่อการโจมตี” ดวงตาของลอร์ดคัลตินเบิกกว้างมากขึ้น “พระองค์ทรงต้องการให้พวกเราถูกโจมตี ใช่หรือไม่? พระองค์ทรงต้องการให้ราชสำนักถูกทำลาย” เขาทูลอย่างเข้าใจในทันที ราชากาเร็ธแย้มสรวลตอบ “ไม่ใช่ทุกแห่งหรอก” ราชากาเร็ธตรัสบอกช้า ๆ “ที่ควรจะอยู่ไปตลอดกาล” บทที่ ห้า เจ้าหญิงเกว็นโดลีนเสด็จไปพร้อมด้วยผู้ติดตามขบวนใหญ่ มีทั้งทหาร ที่ปรึกษา มหาดเล็ก สมาชิกสภา กองรบเงิน กองทหารยุวชน และคนอีกครึ่งหนึ่งจากราชสำนัก ขณะที่ทุกคนเดินทางไปจากราชสำนัก เป็นกลุ่มใหญ่ ราวกับเมืองที่กำลังเคลื่อนที่ เจ้าหญิงเกว็นทรงเต็มตื้นไปด้วยพระอารมณ์หลากหลาย ใจหนึ่งพระนางทรงตื่นเต้นที่เป็นอิสระจากราชากาเร็ธ พระเชษฐาได้ในที่สุด ได้ออกมาพ้นจากเงื้อมมือของพระองค์ แวดล้อมไปด้วยนักรบผู้ซื่อสัตย์ซึ่งสามารถคุ้มครองพระนางได้ และไม่ต้องเกรงกลัวเล่ห์เพทุบายของราชากาเร็ธ หรือระแวงว่าจะถูกส่งตัวไปแต่งงานกับใครอีก ในที่สุดพระนางจะไม่ต้องคอยระแวงด้านหลังเวลาที่ตื่นบรรทม กลัวว่าจะมีใครมาลอบปลงพระชนม์ เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกมีกำลังใจและเจียมตัวที่ได้รับเลือกให้ปกครอง ให้นำขบวนผู้คนกลุ่มใหญ่นี้ ขบวนใหญ่ที่ติดตามพระนางราวกับทรงเป็นศาสดาอะไรสักอย่าง ทุกคนเดินไปตามถนนที่ไม่สิ้นสุด มุ่งหน้าสู่ซิเลเซีย พวกเขามองว่าพระนางเป็นเจ้าเหนือหัว และมองมาด้วยความคาดหวัง...ทรงบอกได้จากแววตาของพวกเขาทุกคน เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกผิด พระนางอยากให้พี่น้องคนไหนสักคนเป็นผู้ได้รับเกียรตินี้ ใครก็ได้ที่ไม่ใช่พระนาง แต่ก็ทรงเห็นว่าการมีผู้นำที่ดีและยุติธรรมให้ความหวังแก่ทุกคนมากเพียงใด และนั่นทำให้พระนางทรงมีความสุข หากเจ้าหญิงทรงสามารถทำหน้าที่นั้นเพื่อพวกเขาได้ พระนางก็จะทรงทำ โดยเฉพาะในช่วงเวลาอันมืดมนนี้ เจ้าหญิงเกว็นทรงคิดถึงธอร์ คิดถึงการจากลาทั้งน้ำตาที่หุบเขาใหญ่แล้ว ทำให้พระนางใจสลาย พระนางทรงทอดพระเนตรเขาลับสายตาไป เมื่อเดินข้ามสะพานข้ามหุบเขาใหญ่ เข้าไปสู่มวลหมอก ไปสู่การเดินทางที่แทบจะแน่นอนว่าจะนำเขาไปสู่ความตาย เป็นการเดินทางที่กล้าหาญและสูงส่ง ซึ่งพระนางไม่อาจปฏิเสธเขาได้ และเป็นการเดินทางที่ต้องไปเพื่ออาณาจักร เพื่อวงแหวน แต่เจ้าหญิงก็ทรงเฝ้าถามตัวเองว่าเหตุใดจึงต้องเป็นเขา พระนางทรงปรารถนาให้เป็นคนอื่น ตอนนี้ทรงอยากให้เขามาอยู่เคียงข้างยิ่งกว่าคราใด ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่พระนางถูกทิ้งให้ปกครองอยู่เพียงลำพัง และทรงพระครรภ์ลูกของเขาอยู่ เจ้าหญิงเกว็นทรงต้องการให้เขาอยู่ที่นี่ พระนางทรงเป็นห่วงเขายิ่งกว่าสิ่งใด และไม่อาจคิดถึงชีวิตที่ต้องอยู่โดยไม่มีเขา มันทำให้ทรงอยากกรรแสง เจ้าหญิงเกว็นทรงสูดลมหายพระทัยเข้าลึกและพยายามเข้มแข็ง ทรงรู้ว่าสายตาทุกคู่จับอยู่ที่พระนางขณะที่เดินทางไป กองคาราวานยาวเหยียดบนถนนคลุ้งฝุ่น มุ่งหน้าไปทางเหนือ สู่เมืองซิเลเซียอันห่างไกล เจ้าหญิงเกว็นยังคงตกพระทัยที่ต้องพรากจากแผ่นดินเกิด พระนางทรงแทบไม่อยากเชื่อว่าโล่พลังงานอันเก่าแก่ได้หายไปแล้ว และหุบเขาใหญ่ถูกตีฝ่ามาได้ ข่าวลือจากสายลับในแดนไกลบอกว่าแอนโดรนิคัสได้ยกผลขึ้นบกที่ชายฝั่งของแม็คคลาวด์แล้ว พระนางทรงไม่มั่นพระทัยว่าควรจะเชื่อสิ่งใด ทรงทำใจให้เชื่อได้ยากว่ามันได้เกิดขึ้นแล้วอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างไรแอนโดรนิคัสก็จะส่งกองทัพเรือข้ามมหาสมุทรมาอยู่ดี เว้นเสียแต่ว่าราชาแม็คคลาวด์อยู่เบื้องหลังการขโมยดาบ และทำให้โล่พลังสลายไป แต่อย่างไรกันเล่า? เขาจัดการขโมยมันไปได้อย่างไร? เขานำมันไปที่ไหน? เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกว่าผู้คนรอบตัวผิดหวังเพียงใด ซึ่งพระนางไม่อาจโทษพวกเขาได้ ความสิ้นหวังแผ่กระจายไปทั่วขบวน เมื่อไม่มีโล่ พวกเขาก็ไม่มีที่พึ่ง ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น หากไม่ใช่วันนี้ ก็ต้องพรุ่งนี้หรือวันมะรืนที่แอนโดรนิคัสจะบุกมา และเมื่อนั้นก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะต้านทานทหารของแอนโดรนิคัสได้ ในไม่ช้าเมืองนี้ และทุกสิ่งที่พระนางทรงรักและเทิดทูนก็จะถูกทำลาย รวมถึงทุกคนที่ทรงรักก็จะต้องถูกสังหาร ขณะที่พวกเขาเดินไป เหมือนกับกำลังเดินไปสู่ความตาย แอนโดรนิคัสไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่มันก็เหมือนถูกจับตัวไปแล้ว พระนางทรงคิดถึงสิ่งซึ่งพระบิดาเคยตรัส ชนะใจกองทัพได้ ก็ชนะศึกไปแล้ว เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้ว่าพระนางต้องให้กำลังใจพวกเขา ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย มั่นใจ หรือแม้แต่มองโลกในแง่ดี พระนางตั้งพระทัยที่จะทำเช่นนั้น ทรงไม่อาจปล่อยให้ความหวาดกลัวหรือการมองโลกในแง่ร้ายของพระนางมีชัยได้ในเวลาเช่นนี้ และพระนางจะไม่ยอมหมกอยู่กับความรู้สึกเวทนาตัวเอง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่พระนางอีกต่อไปแล้ว แต่เกี่ยวกับประชาชนเหล่านี้ ชีวิตและครอบครัวของพวกเขา พวกเขาต้องการพระนาง ทุกคนต่างต้องการความช่วยเหลือจากพระนาง เจ้าหญิงเกว็นทรงคิดถึงพระบิดาและสงสัยว่าพระองค์จะทรงทำเช่นใด มันทำให้พระนางทรงแย้มสรวลออกมาเมื่อคิดถึงพระบิดา พระองค์จะทรงแสดงพระพักตร์กล้าหาญ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และจะสอนพระนางอยู่เสมอให้ซ่อนความกลัวไว้ภายใต้เสียงคำราม เมื่อเจ้าหญิงทรงนึกย้อนดู พระบิดาดูจะไม่เคยหวาดกลัวเลย ไม่เลยสักครั้ง อาจจะเป็นเพียงการแสดง แต่ก็เป็นการแสดงที่ดี ในฐานะผู้นำ พระบิดาทรงรู้ว่าพระองค์จะต้องแสดงอยู่ตลอดเวลา ทรงรู้ว่าเป็นการแสดงที่ประชาชนต้องการ อาจจะต้องการมากกว่าความเป็นผู้นำเสียด้วยซ้ำ พระองค์ทรงเห็นแก่ผู้อื่นมากเกินกว่าจะพ่ายแพ้แก่ความกลัว เจ้าหญิงเกว็นทรงเรียนรู้จากพระบิดา พระนางก็จะไม่ยอมแพ้เช่นกัน เจ้าหญิงเกว็นทอดพระเนตรดูรอบ ๆ และเห็นเจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงดำเนินอยู่เคียงข้างพระนาง โดยมีอิลเลพรา หมอยาอยู่ข้างเขา ทั้งสองกำลังสนทนากัน พระนางสังเกตว่าทั้งสองคนดูจะสนิทสนมกันมากขึ้น นับตั้งแต่ที่อิลเลพราได้ช่วยชีวิตเจ้าชายไว้ เจ้าหญิงเกว็นทรงปรารถนาให้พี่น้องคนอื่นมาอยู่ที่นี่ด้วย แต่เจ้าชายรีซเสด็จไปกับธอร์ ราชากาเร็ธนั้นแน่นอนว่าได้ไปจากชีวิตของพระนางตลอดกาลแล้ว ส่วนเจ้าชายเคนดริคยังทรงประจำการอยู่ข้างนอก ที่ไหนสักแห่งทางตะวันออก ยังคงช่วยซ่อมแซมเมืองที่อยู่ห่างไกล พระนางทรงส่งข้อความไปถึงพระองค์แล้ว เป็นสิ่งแรกที่ทรงทำ และทรงภาวนาให้มันไปถึงเชษฐาทันเวลา ให้เขาเดินทางไปพบพระนางที่ซิเลเซีย และช่วยกันปกป้องมัน อย่างน้อยที่สุดเชษฐาทั้งสองของพระนาง เจ้าชายเคนดริคและเจ้าชายก็อดฟรีย์ก็สามารถมาลี้ภัยอยู่ที่เมืองซิเลเซียกับพระนางได้ แน่นอนว่าเหลือแต่เจ้าหญิงลูอันดา เชษฐภคินีของพระนาง เจ้าหญิงเกว็นทรงคิดถึงเจ้าหญิงลูอันดาเป็นครั้งแรกหลังจากที่ผ่านมานานมาก เจ้าหญิงและพระพี่นางเป็นคู่แข่งกันอยู่บ้าง พระนางทรงไม่ประหลาดพระทัยเลยที่เจ้าหญิงลูอันดาทรงคว้าโอกาสที่จะไปจากราชสำนัก เพื่อเสกสมรสกับราชวงศ์แม็คคลาวด์ พระพี่นางทรงทะเยอะทะยานและมักจะต้องการเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ เจ้าหญิงเกว็นโดลีนทรงรักพระนาง เคยเทิดทูนพระนางเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ แต่เจ้าหญิงลูอันดาไม่เคยมีความรักตอบ พระนางทรงคิดแต่แข่งขัน หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหญิงเกว็นจึงทรงเลิกพยายาม แต่ตอนนี้เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกไม่ดีแทนพระพี่นาง ทรงสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพระนาง เมื่อพวกแม็คคลาวด์ถูกแอนโดรนิคัสบุกโจมตี พระพี่นางจะสิ้นพระชนม์ไปแล้วหรือไม่? เมื่อคิดเช่นนั้นก็ทรงตัวสั่น แม้จะทรงเป็นคู่แข่งกันแต่สุดท้ายก็ยังทรงเป็นพี่น้อง เจ้าหญิงทรงไม่อยากเห็นพระพี่นางสิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร เจ้าหญิงเกว็นทรงคิดถึงพระมารดา สมาชิกในครอบครัวพระองค์เดียวที่ยังอยู่ที่นั่น ถูกทิ้งอยู่ที่ราชสำนักกับราชากาเร็ธและยังทรงประชวร เมื่อทรงคิดแล้วก็ตัวสั่น แม้จะยังทรงกริ้วพระมารดา แต่พระนางก็ไม่อยากให้พระมารดาทรงลงเอยเช่นนี้ จะเกิดอะไรขึ้นหากราชสำนักถูกโจมตี? พระมารดาจะถูกสังหารหรือไม่? เจ้าหญิงเกว็นทรงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกราวกับชีวิตที่สร้างขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ต้องพังทลายลงรอบตัว มันเหมือนช่วงกลางฤดูร้อนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง งานพิธีเสกสมรสของลูอันดา งานเลี้ยงฉลองยิ่งใหญ่ ราชสำนักเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย พระนางและครอบครัวยังอยู่ด้วยกัน กำลังเฉลิมฉลอง และอาณาจักรวงแหวนไม่มีใครฝ่าเข้ามาได้ ดูเหมือนมันจะคงอยู่ตลอดไป ตอนนี้ทุกสิ่งแตกกระจายเป็นเสี่ยง ไม่มีสิ่งใดเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว สายลมเย็นของฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยมา เจ้าหญิงเกว็นทรงกระชับฉลองพระองค์กันหนาวขนแกะสีฟ้าที่คลุม พระอังสาอยู่ให้กระชับแน่นขึ้น ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้สั้นเกินไป ฤดูหนาวมาถึงแล้ว พระนางทรงรู้สึกถึงสายลมเย็นยะเยือก ที่หนักมากขึ้นด้วยความชุ่มชื้น ขณะที่ทุกคนกำลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือเลาะเลียบไปตามหุบเขาใหญ่ ท้องฟ้าเริ่มหม่นมากขึ้น บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงใหม่ เสียงร้องของวิหคแห่งฤดูหนาว นกแร้งสีแดงดำที่บินวนอยู่ต่ำเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง พวกมันส่งเสียงร้องอยู่ตลอดเวลา เป็นเสียงที่บางครั้งทำให้เจ้าหญิงเกว็นทรงรำคาญ มันเหมือนเสียงแห่งความตายที่กำลังคืบคลานมา นับตั้งแต่ที่ทุกคนได้บอกลาธอร์ พวกเขาก็เดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ เลียบหุบเขาใหญ่ โดยรู้ว่ามันจะพาพวกเขาไปยังซิเลเซีย เมืองที่อยู่ทางตะวันตกสุดในภาคตะวันตกของอาณาจักรวงแหวน ขณะที่พวกเขาเดินทางไป หมอกน่าขนลุกของหุบเขาใหญ่ม้วนตัวเป็นคลื่น ลอยอ้อยอิ่งอยู่ที่ข้อพระบาทของเจ้าหญิงเกว็น “เราอยู่ไม่ไกลแล้ว เจ้าหญิง” มีเสียงทูลขึ้น เจ้าหญิงเกว็นทรงหันมาเห็นสร็อกที่ยืนอยู่อีกข้างของพระนาง แต่งกายด้วยชุดเกราะสีแดงที่มีลักษณะเฉพาะของซิเลเซีย ขนาบด้วยนักรบของเขาหลายคน ซึ่งต่างแต่งชุดเกราะและสวมรองเท้าบู้ทสีแดง เจ้าหญิงเกว็นทรงประทับใจกับความมีน้ำใจของสร็อกที่มีต่อพระนาง ความจงรักภักดีของเขาที่มีต่อพระบิดาของพระนาง และข้อเสนอให้ทรงมาลี้ภัยที่ซิเลเซีย เจ้าหญิงเกว็นทรงไม่รู้ว่าหากไม่มีเขา พระนางและผู้คนเหล่านี้จะทำเช่นไร ตอนนี้ทุกคนอาจจะยังติดอยู่ที่ราชสำนัก รอความเมตตาของราชากาเร็ธผู้ชั่วร้าย สร็อกเป็นขุนนางที่มีเกียรติที่สุดคนหนึ่งที่พระนางเคยพบ สร็อกมีทหารหลายพันคนในอาณัติของเขา และครอบครองป้อมปราการที่มีชื่อเสียงที่สุดของตะวันตก เขาไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใครเลย แต่เขากลับจงรักภักดีต่อพระบิดา เป็นการคานอำนาจที่ละเอียดอ่อน ในรัชสมัยของเสด็จปู่ ซิเลเซียจำเป็นต้องพึ่งราชสำนัก แต่ในรัชสมัยของพระบิดา ความจำเป็นก็ลดน้อยลง และยิ่งในสมัยของเจ้าหญิงเกว็นแล้ว ไม่ต้องการเลยด้วยซ้ำ ที่จริงแล้วการที่โล่พลังสลายไปและมีเหตุวุ่นวายในราชสำนัก ทำให้ทุกคนต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องพึ่งซิเลเซีย แน่นอนว่ากองรบเงินและกองทหารยุวชนเป็นนักรบที่ดีที่สุด รวมทั้งทหารหลายพันคนที่เดินทางมาพร้อมเจ้าหญิงเกว็น ซึ่งมีขนาดครึ่งหนึ่งของกองทัพหลวง สร็อกจะทำเหมือนลอร์ดคนอื่น ๆ ก็ได้ เพียงแค่ปิดประตูเมืองและดูแลคนของตัวเองเท่านั้น แต่เขากลับตามหาพระนาง และแสดงความจงรักภักดี ทั้งยังยืนกรานที่จะต้อนรับทุกคน เป็นน้ำใจซึ่งเจ้าหญิงเกว็นทรงตั้งพระทัยที่จะตอบแทนให้ได้สักวัน หากว่าทุกคนสามารถรอดชีวิตไปได้ “ท่านไม่ต้องกังวล” พระนางตรัสอ่อนโยน พลางแตะข้อมือเขา “เราจะเดินไปจนสุดขอบโลกเพื่อไปยังเมืองของท่าน พวกเราโชคดีมากที่ได้รับน้ำใจจากท่านในเวลาทุกข์ยากเช่นนี้” สร็อกยิ้ม นักรบวัยกลางคนผู้มีริ้วรอยบนใบหน้าจากการกรำศึก ผมสีน้ำตาลแดง สันขากรรไกรแข็งแรง และไม่มีเครา เขาเป็นชายชาตรี ที่ไม่เพียงแต่เป็นลอร์ดเท่านั้น แต่ยังเป็นนักรบที่แท้จริงด้วย “เพื่อพระบิดาของท่าน ข้ายินดีเดินเข้ากองไฟ” เขาทูล “ไม่ต้องขอบใจข้า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ข้าสามารถตอบแทนพระบิดาของท่านได้ โดยการได้ถวายรับใช้แก่ธิดาของพระองค์ นอกจากนี้ยังเป็นพระประสงค์ของพระองค์ที่ให้ท่านเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ดังนั้นการที่ข้าจงรักภักดีต่อท่าน ก็เหมือนกับจงรักภักดีต่อราชาแม็คกิล” คอล์คและบรอมเดินมาเดินตามมาใกล้เจ้าหญิงเกว็น และที่ด้านหลังพวกเขาเป็นกองทหารที่มีเสียงดังจากเดือยรองเท้านับพันคู่ เสียงดาบกระทบกับฝักดาบ เสียงโล่กระทบกับชุดเกราะ เป็นเสียงเซ็งแซ่ผสมปนเปกันที่กำลังเคลื่อนที่มุ่งหน้าไปทางเหนือเลาะเลียบไปตามขอบเหวของหุบเขาใหญ่ “ฝ่าบาท” คอล์คทูล “ข้ารู้สึกผิด เราไม่ควรปล่อยให้ธอร์ เจ้าชายรีซ และคนอื่น ๆ ไปที่จักรวรรดิตามลำพัง ควรจะมีคนอาสาไปกับพวกเขามากกว่านั้น หากมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา มันเป็นความผิดของข้าเอง” “นั่นเป็นการเดินทางที่พวกเขาได้เลือก” เจ้าหญิงเกว็นตรัส “เป็นการเดินทางแห่งเกียรติยศ ใครก็ตามที่ถูกกำหนดให้ไป ก็ต้องไป การรู้สึกผิดไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น” “แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขานำดาบกลับมาไม่ทันเวลา?” สร็อกทูลถาม “คงไม่นานนักหรอกก่อนที่กองทัพของแอนโดรนิคัสจะมาถึงประตูเมืองของเรา” “เช่นนั้นเราก็ควรยืนหยัดสู้” เจ้าหญิงเกว็นตรัสด้วยความมั่นพระทัย ทรงเปล่งน้ำเสียงแสดงความมั่นพระทัยมากที่สุดเท่าที่จะทรงทำได้ ทรงหวังว่าจะช่วยให้คนอื่นผ่อนคลาย พระนางทรงสังเกตเห็นแม่ทัพคนอื่น ๆ หันมามอง “เราจะสู้จนถึงที่สุด” พระนางตรัสต่อ “จะไม่มีการถอยหนี หรือยอมแพ้” เจ้าหญิงทรงรู้ว่าบรรดาแม่ทัพต่างประทับใจ พระนางเองก็ทรงประทับใจกับพระสุรเสียงของพระนางเอง ความเข้มแข็งปะทุขึ้นในพระวรกาย จนพระนางเองก็ทรงประหลาดพระทัย มันเป็นความเข้มแข็งของพระบิดา ของราชาแม็คกิลตลอดเจ็ดรัชสมัย เมื่อพวกเขาเดินไปตามทางที่โค้งหักศอกไปทางซ้าย เจ้าหญิงเกว็นทรงเลี้ยวไปตามทาง แล้วก็ต้องชะงักนิ่ง ลืมหายพระทัยกับภาพที่ทรงเห็น ซิเลเซีย เจ้าหญิงเกว็นทรงจำได้ว่าพระบิดาเคยพาพระนางมาที่นี่ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ เป็นสถานที่ที่อยู่ในความฝันของพระนางมานับตั้งแต่นั้น เมืองที่ดูราวกับมีเวทมนต์ ตอนนี้พระนางได้มองมันอีกครั้งในฐานะผู้ใหญ่ มันก็ยังคงทำให้ลืมหายพระทัยได้อยู่ดี ซิเลเซียเป็นเมืองที่พิเศษที่สุดที่เจ้าหญิงเกว็นเคยทอดพระเนตร อาคารบ้านเรือน ป้อมปราการ ก้อนหินทุกก้อน ทุกสิ่งล้วนสร้างจากหินโบราณสีแดงเป็นประกาย เมืองซิเลเซียด้านบน อยู่สูง ตั้งฉากกับขอบฟ้า เต็มไปด้วยป้อมปราการและยอดแหลมของหอคอย สร้างอยู่บนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่ตัวเมืองด้านล่างสร้างลงไปตามด้านข้างของหุบเขาใหญ่ หมอกในหุบเขาม้วนตัวลอยผ่านมาและผ่านไป โอบล้อมเมืองไว้ ทำให้เป็นประกายสีแดงระยิบระยับอยู่ในแสง และยิ่งทำให้มันดูเหมือนสร้างอยู่บนก้อนเมฆ ป้อมปราการสูงร้อยฟุต เสียดอยู่บนเชิงเทิน มีแนวกำแพงเหยียดยาวไม่สิ้นสุดอยู่ด้านหลัง เมืองนี้คือป้อมปราการ แม้กองทัพใดจะฝ่ากำแพงเมืองเข้ามาได้ มันก็ยังคงต้องลงไปยังครึ่งล่างของเมือง ตรงลงไปตามหน้าผา และต่อสู้บนขอบเหวของหุบเขาใหญ่ เป็นศึกที่กองทัพผู้รุกรานไม่อยากจะเริ่ม นั่นจึงสาเหตุที่เมืองนี้ยืนหยัดมาได้นับพันปี คนที่ติดตามมาต่างหยุดและอ้าปากค้าง เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกว่าพวกเขารู้สึกเกรงขามด้วย เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกมองโลกในแง่ดีขึ้นมาเป็นครั้งแรก นี่คือสถานที่ที่พวกเขาจะได้อยู่ห่างไกลจากเงื้อมพระหัตถ์ของราชากาเร็ธ เป็นสถานที่ที่พวกเขาจะปกป้อง ที่ซึ่งพระนางจะได้ปกครอง และอาจจะ...แค่อาจจะ...ที่อาณาจักรแม็คกิลจะได้ผงาดขึ้นมาอีกครั้ง สร็อกยืนนิ่ง ยกมือขึ้นเท้าสะโพก ซึมซับภาพตรงหน้าราวกับเพิ่งเห็นมันเป็นครั้งแรก ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความภาคภูมิใจ “ขอต้อนรับสู่ซิเลเซีย” บทที่ หก ธอร์ลืมตาตื่นเมื่อรุ่งสาง มาเห็นคลื่นม้วนตัวเป็นระลอก ยกตัวขึ้นสูงแล้วหดกลับลงเป็นแนวยอดคลื่นขนาดใหญ่ในมหาสมุทร โอบล้อมด้วยแสงแดดอ่อนของอาทิตย์ดวงแรก ท้องน้ำสีเหลืองของทะเลทาร์ทูเวียนเป็นประกายอยู่ในหมอกยามเช้า เรือโยกตัวอยู่ในกระแสน้ำอย่างเงียบ ๆ มีเพียงเสียงคลื่นซัดกระแทกลำเรือเท่านั้น ธอร์ลุกขึ้นนั่งแล้วมองดูรอบ ๆ ดวงตาของเขายังหรี่ปรือด้วยความเหนื่อยอ่อน ที่จริงแล้วเขาไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้าเท่านี้มาก่อนเลย พวกเขาแล่นเรือมาหลายวันแล้ว และทุกสิ่งที่อีกฟากโลกนี้ช่างแตกต่างไป อากาศหนาหนักด้วยความชื้น อุณหภูมิอุ่นกว่ามาก มันเหมือนกับหายใจเอาไอน้ำเข้าไป ทำให้เขารู้สึกเฉื่อยชา แขนขาหนักอึ้ง เขารู้สึกเหมือนฤดูร้อนมาถึงแล้ว ธอร์มองดูรอบ ๆ และเห็นว่าเพื่อนทุกคนซึ่งปกติจะตื่นก่อนฟ้าสาง ยังนอนขดอยู่บนดาดฟ้าเรือ แม้แต่โครห์นซึ่งมักจะตื่นอยู่เสมอ ก็นอนหลับอยู่ข้างเขา อากาศเขตร้อนมีผลกับทุกคน ไม่มีใครสนใจจะบังคับพวงมาลัยเรืออีกแล้ว พวกเขาเลิกทำเมื่อหลายวันมาแล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไร ใบเรือของพวกเขากางใบรับลมตะวันตกที่ช่วยพัดส่งอยู่ตลอด และกระแสน้ำวิเศษของมหาสมุทรแห่งนี้ก็ดันเรือของพวกเขาไปทิศทางเดียวเสมอ มันเหมือนกับพวกเขาถูกดึงไปยังจุดหมายหนึ่ง แม้พวกเขาจะพยายามหลายครั้งที่จะบังคับหรือเปลี่ยนเส้นทาง แต่มันก็เปล่าประโยชน์ ทุกคนยินยอมให้ทะเลทาร์ทูเวียนพาพวกเขาไป ธอร์ใคร่ครวญว่าถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่รู้ทางไปจักรวรรดิอยู่ดี เขาคิดว่าตราบเท่าที่กระแสน้ำพาพวกเขาไปยังพื้นดินได้ นั่นก็ดีพอแล้ว โครห์นลุกขึ้น ร้องคราง แล้วเอนมาเลียหน้าธอร์ ธอร์ล้วงเข้าไปในถุงที่เกือบว่างเปล่า แล้วหยิบเนื้อตากแห้งชิ้นสุดท้ายให้โครห์น แต่เขากลับต้องประหลาดใจที่มันไม่รีบงับไปจากมือเขาเหมือนเช่นเคย มันกลับมองเฉย แล้วมองดูในถุงที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันกลับมามองธอร์อย่างมีความหมาย มันลังเลที่จะกินอาหาร ซึ่งธอร์รู้ว่าโครห์นไม่อยากเอาอาหารชิ้นสุดท้ายไปจากเขา ธอร์ประทับใจกับอาการของมัน แต่เขายืนกรานโดยยัดเนื้อเข้าปากเพื่อนรักของเขา ธอร์รู้ว่าพวกเขาจะไม่มีอาหารในไม่ช้า และภาวนาให้ไปถึงชายฝั่ง เขาไม่รู้ว่าจะต้องเดินทางอีกนานเพียงใด ถ้ามันกินเวลาหลายเดือนเล่า? พวกเขาจะกินอะไรกัน? ดวงอาทิตย์เคลื่อนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แสงแดดสาดแสงแรงกล้าเร็วเกินไป ธอร์ลุกขึ้นยืนเมื่อสายหมอกเริ่มจางหายไปจากผิวน้ำ จากนั้นจึงเดินไปที่หัวเรือ ธอร์ยืนอยู่ตรงนั้น และมองออกไป ดาดฟ้าเรือขยับโยกเบา ๆ อยู่ใต้เท้าเขาขณะมองดูสายหมอกสลาย ธอร์กระพริบตา พลางสงสัยว่าเขากำลังเห็นบางอย่างอยู่หรือไม่ เมื่อปรากฏโครงร่างของแผ่นดินอยู่ไกล ๆ ที่เส้นขอบฟ้า ชีพจรเขาเต้นเร็วขึ้น มันคือแผ่นดิน แผ่นดินจริง ๆ! แผ่นดินที่ปรากฏอยู่นั้นมีลักษณะที่ประหลาดมาก เหมือนแหลมแคบและยาวสองด้านโผล่ขึ้นมาในทะเล มองคล้ายปลายคราดสองด้าน และเมื่อหมอกสลายไปแล้ว ธอร์มองดูทางซ้ายและขวาก็ต้องประหลาดใจที่ได้เห็นแผ่นดินทอดยาวไปสองด้าน ๆ ละประมาณห้าสิบหลา พวกเขากำลังถูกดูดเข้าไปตรงกลางช่องปากน้ำ ธอร์ผิวปาก เพื่อนทหารยุวชนของเขาตื่นขึ้น ทุกคนตะกายลุกขึ้นยืนแล้วรีบไปหาธอร์ ยืนออกันอยู่ที่หัวเรือ มองออกไปข้างหน้า พวกเขายืนนิ่ง ลืมหายใจกับภาพที่เห็น เป็นชายฝั่งที่แปลกตาที่สุดที่เขาเคยเห็น มีป่าทึบอยู่หนาแน่น ต้นไม้แทงยอดสูงตลอดแนวชายฝั่ง รกแน่นจนยากที่จะมองผ่านไปได้ ธอร์มองเห็นเฟิร์นต้นใหญ่ สูงสามสิบฟุต ชะโงกอยู่เหนือผืนน้ำ ต้นไม้สีเหลืองและม่วงดูสูงเสียดฟ้า มีเสียงดังเซ็งแซ่ของสัตว์ นก แมลงและตัวอะไรที่เขาไม่รู้ ส่งเสียงคำราม ร้องและร้องเพลง ธอร์กลืนน้ำลายหนัก เขารู้สึกราวกับกำลังเข้าไปสู่อาณาจักรสัตว์ที่เข้าถึงยาก ทุกอย่างที่นี่ให้ความรู้สึกแตกต่าง อากาศก็มีกลิ่นแปลกไป ไม่มีอะไรเตือนให้นึกถึงอาณาจักรวงแหวน เพื่อนคนอื่น ๆ หันมองหน้ากัน ธอร์เห็นแววตาลังเลของพวกเขา ทุกคนต่างสงสัยว่ามีสัตว์อะไรรอพวกเขาอยู่ภายในป่านั้น แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก กระแสน้ำพาพวกเขามาที่นี่ เห็นได้ชัดว่าสถานที่นี้เป็นที่ที่พวกเขาจะต้องขึ้นฝั่งไปสู่ดินแดนของจักรวรรดิ “ทางนี้!” โอคอนเนอร์ตะโกน พวกเขารีบวิ่งไปทางราวลูกกรงด้านโอคอนเนอร์ ขณะที่เขาชะโงกออกไปและชี้ลงไปในน้ำ มีแมลงขนาดใหญ่ตัวหนึ่งกำลังว่ายน้ำอยู่ที่ด้านข้างเรือ มันมีสีม่วงเรืองแสง ยาวสิบฟุต มีขานับร้อย มันเรืองรองอยู่ใต้ผิวน้ำ ก่อนจะรีบว่ายไปบนผิวน้ำ ขณะนั้นปีกเล็ก ๆ นับพันส่งเสียงกระพือ จนมันลอยขึ้นเหนือน้ำ จากนั้นจึงกลับลงไปที่ผิวน้ำ แล้วมุดลงไปใต้น้ำ ก่อนจะทำซ้ำเช่นนั้นอีกครั้ง ขณะที่พวกเขากำลังมองดู จู่ ๆ มันก็กระโจนขึ้นสูงในอากาศ ที่ระดับสายตาของเด็กหนุ่มทุกคน บินร่อนอยู่ในอากาศ มองมาที่พวกเขาด้วยดวงตาโตสีเขียวสี่ดวง ส่งเสียงฟ่อ ทุกคนกระโดดถอยหลังอย่างไม่ตั้งใจ พลางจับดาบของตัวเอง เอลเด็นก้าวไปข้างหน้า แล้วฟันใส่มัน แต่ดาบของเขากลับสัมผัสเพียงอากาศ มันกลับลงไปอยู่ในน้ำแล้ว ธอร์และคนอื่น ๆ กระเด็นลอยไปบนดาดฟ้าเรือ เมื่อเรือหยุดกะทันหัน กระแทกเกยอยู่บนหาดทราย ธอร์ใจเต้นเร็วเมื่อเขาชะโงกลงไปดู ด้านล่างเป็นชายหาดแคบ ๆ ที่เกิดจากหินขรุขระเล็ก ๆ นับพันสีม่วงสว่าง แผ่นดิน พวกเขามาถึงในที่สุด เอลเด็นนำไปที่สมอ พวกเขาช่วยกันยกแล้วหย่อนลงไป ทุกคนปีนลงไปตามโซ่ ก่อนจะกระโดดลงไปบนชายหาด ธอร์ส่งโครห์นให้เอลเด็นขณะที่ลงไป ธอร์ถอนหายใจเมื่อเท้าสัมผัสพื้น มันช่างรู้สึกดีที่ได้เหยียบพื้นดิน แห้ง และมั่นคง เขาคงจะพอใจถ้าจะไม่ต้องแล่นเรือออกไปที่ไหนอีก พวกเขาช่วยกันดึงเชือกแล้วลากเรือขึ้นมาบนหาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เจ้าคิดว่ากระแสน้ำจะพัดมันไปไหม?” เจ้าชายรีซตรัสถาม ทอดพระเนตรดูเรือ ธอร์มองตาม ดูเหมือนเรือจะเกยอยู่บนหาดแน่นหนาดี “ทอดสมอแล้ว คงพัดไปไม่ได้” เอลเด็นกล่าว “กระแสน้ำคงไม่พามันไปหรอก” โอคอนเนอร์กล่าว “คำถามคือจะมีใครเอามันไปหรือไม่” ธอร์มองดูเรืออยู่นานเป็นครั้งสุดท้าย และรู้ว่าเพื่อนของเขาพูดถูก หากพวกเขาพบดาบ พวกเขาอาจจะกลับมาเจอชายหาดว่างเปล่า “แล้วเช่นนั้นเราจะกลับกันอย่างไร?” คอนวอลถาม ธอร์อดไม่ได้ที่จะรู้สึกราวกับว่าทุกขั้นตอนของการเดินทาง พวกเขาได้ตัดหนทางที่จะถอยหลังกลับ “เราคงจะหาทางได้” ธอร์บอก “ถึงอย่างไรก็น่าจะมีเรือลำอื่นในจักรวรรดิใช่ไหม?” ธอร์พยายามที่จะทำน้ำเสียงน่าเชื่อถือ เพื่อให้ความมั่นใจแก่เพื่อน ๆ แต่ลึกลงไปเขาก็ไม่มั่นใจนัก เขารู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้เริ่มอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนหันไปยังป่า แล้วจ้องมองดู กำแพงใบไม้ และความมืดมิดด้านหลัง เสียงสัตว์ป่าดังเซ็งแซ่ขึ้นรอบตัว ดังจนธอร์ไม่ได้ยินเสียงตัวเองคิด รู้สึกเหมือนกับสัตว์ต่าง ๆ ในจักรวรรดิกำลังส่งเสียงร้องต้อนรับพวกเขา หรืออาจจะเพื่อเตือนพวกเขา * ธอร์และเพื่อน ๆ เดินไปพร้อมกันอย่างระแวดระวัง ทุกคนต่างระวังตัว เดินผ่านป่าทึบเขตร้อนไป ธอร์แทบจะไม่ได้ยินเสียงตัวเองคิด เพราะเสียงร้องของแมลงและสัตว์ที่ประสานเสียงกันเซ็งแซ่อยู่รอบตัวเขา แต่เมื่อมองเข้าไปในความมืดของหมู่ไม้ เขากลับไม่เห็นพวกมัน โครห์นเดินอยู่แทบเท้าเขา ส่งเสียงคำราม ขนบนหลังตั้งชัน ธอร์ไม่เคยเห็นมันตื่นตัวแบบนี้มาก่อน เขามองดูเพื่อน ๆ และเห็นว่าแต่ละคนก็เป็นเหมือนเขา มือจับอยู่ที่ด้ามดาบ ทุกคนต่างระวังตัวเช่นกัน พวกเขาเดินกันมาหลายชั่วโมงแล้ว ลึกเข้าไปในป่าเรื่อย ๆ อากาศเริ่มร้อนและหนักขึ้น ชื้นมากขึ้นจนยากที่จะหายใจ ทุกคนเดินไปตามรอยที่ครั้งหนึ่งน่าจะเป็นทางเดิน รอยกิ่งไม้หักหลายแห่งบอกให้รู้ว่าเส้นทางนี้มีกลุ่มคนที่มาถึงที่นี่เคยผ่านมาแล้ว ธอร์หวังว่ามันจะเป็นทางเดียวกับที่พวกขโมยดาบใช้ ธอร์เงยหน้ามองดูธรรมชาติอันน่าเกรงขาม ทุกสิ่งดูมีขนาดใหญ่โตเกินไป ใบไม้ใหญ่ขนาดเท่าตัวเขา ธอร์รู้สึกเหมือนเป็นแมลงในดินแดนยักษ์ เขาเห็นบางอย่างส่งเสียงแกรกกรากอยู่หลังใบไม้ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร เขารู้สึกไม่ดีว่าพวกเขากำลังถูกจับตามอง ทางตรงหน้าสิ้นสุดลงที่กำแพงใบไม้ทึบแห่งหนึ่ง พวกเขาหยุดและมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ “ทางมันจะหายไปเฉย ๆ แบบนี้ได้อย่างไร!” โอคอนเนอร์บอกอย่างหมดหวัง “ไม่หรอก” เจ้าชายรีซตรัส ทรงสำรวจดูกำแพงใบหม้ “ป่ามันโตกลับขึ้นมาเท่านั้นเอง” “ถ้าอย่างนั้นเราจะไปทางไหนดีเล่าตอนนี้” คอนวอลถามขึ้น ธอร์หันไปมองดูรอบ ๆ พลางนึกสงสัยในสิ่งเดียวกัน ทุกทิศทางมีแต่ใบไม้หนาทึบ และดูเหมือนจะไม่มีทางออก ธอร์เริ่มท้อแท้ และรู้สึกอับจนหนทางขึ้นทุกที แต่แล้วเขาก็เกิดความคิด “โครห์น” เขาบอกพลางคุกเข่าลง กระซิบข้างหูโครห์น “ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ มองดูให้เราที บอกเราหน่อยว่าควรจะไปทางไหน” โครห์นเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตามีชีวิตชีวาของมัน ธอร์รู้สึกว่ามันเข้าใจที่เขาบอก โครห์นวิ่งไปที่ต้นไม้ต้นมหึมา ลำต้นใหญ่เท่าคนสิบคน แล้วกระโจนขึ้นไปโดยไม่ลังเล มันตะกายปีนป่ายขึ้นไป ตรงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโจนไปยังกิ่งไม้ที่สูงที่สุดกิ่งหนึ่ง มันเดินไปยังปลายกิ่งแล้วมองออกไป หูตั้งชัน ธอร์รู้สึกมาตลอดว่าโครห์นเข้าใจเขา ซึ่งตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่ามันเข้าใจจริง ๆ โครห์นหมอบและส่งเสียงครางแปลก ๆ ในลำคอ ก่อนจะรีบปีนกลับลงมาตามลำต้น แล้วกระโจนไปทางหนึ่ง เด็กหนุ่มมองหน้ากันด้วยความสงสัย ก่อนจะตามโครห์นไป มุ่งหน้าไปยังทางนั้นของป่า ใช้มือผลักใบไม้หนาให้พ้นทาง หลังจากผ่านไปหลายนาที ธอร์รู้สึกโล่งอกที่เห็นรอยทางกลับมาอีกครั้ง กิ่งไม้และใบไม้ที่หักบอกให้รู้ว่ากลุ่มคนก่อนหน้าผ่านมาทางนี้ ธอร์ก้มลงไปตบเบา ๆ และจุมพิตโครห์นที่หัว “ข้าไม่รู้ว่า พวกเราจะทำอย่างไรดีถ้าไม่มีมัน” เจ้าชายรีซตรัส “ข้าก็เช่นกัน” ธอร์ทูลตอบ โครห์นส่งเสียงครางอย่างพอใจ และภาคภูมิใจ เมื่อพวกเขาเดินทางต่อลึกเข้าไปในป่า ตามเส้นทางคดเคี้ยว ในที่สุดก็ไปถึงแนวใบไม้แผ่ออก มีดอกไม้อยู่รอบตัวพวกเขา ดอกมหึมาขนาดเท่าตัวธอร์ เบ่งบานอยู่ทุกสีสัน ต้นไม้อื่นมีผลใหญ่ขนาดก้อนหินผาห้อยอยู่ตามกิ่งก้าน พวกเขาหยุดชะงักด้วยความประหลาดใจ ขณะที่คอนวอลเดินไปหาผลไม้ผลหนึ่ง สีแดงเป็นประกาย เขายื่นมือขึ้นไปสัมผัสมัน ทันใดนั้น มีเสียงคำรามดังขึ้น คอนวอลขยับถอยหลัง พลางจับดาบ คนอื่นมองดูกันอย่างเป็นกังวล “มันอะไรน่ะ?” คอนวอลถาม “มันมาจากตรงนั้น” เจ้าชายรีซตรัส ชี้ไปยังอีกด้านของป่า ทุกคนหันไปมอง แต่ธอร์ไม่เห็นอะไรนอกจากใบไม้ โครห์นคำรามใส่มัน เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่หยุด จนในที่สุดกิ่งไม้ก็เริ่มส่งเสียงสวบสาบ ธอร์และคนอื่นก้าวถอยหลัง ชักดาบออกมาและรอคอยสิ่งเลวร้ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สิ่งที่กำลังก้าวออกมาจากป่านั้นเกินความคาดหวังที่แย่ที่สุดของธอร์ แมลงตัวมหึมาที่ยืนอยู่ตรงนั้น ใหญ่กว่าธอร์ห้าเท่า ดูคล้ายตั๊กแตนตำข้าวที่ขาหลังสองขา ขาหน้าที่เล็กกว่าสองขากวัดแกว่งอยู่ในอากาศและมีก้ามยาวอยู่ที่ปลายทั้งสองข้าง ลำตัวของมันเป็นสีเขียวเรืองแสง เต็มไปด้วยเกล็ดและมีปีกเล็ก ๆ ส่งเสียงหึ่ง ๆ ในมีสองตาอยู่บนหัว และตาที่สามอยู่ที่ปลายจมูก มันขยับไปรอบ ๆ เผยให้เห็นก้ามอีกหลายอันซ่อนอยู่ใต้ลำคอ ขยับสั่นดังกึกกัก มันยืนอยู่ตรงนั้น สูงค้ำทุกคน จู่ ๆ ก็มีก้ามอีกอันโผล่มาจากท้องของมัน เป็นแขนยาวผอมยื่นออกมา รวดเร็วเกินกว่าพวกเขาจะตอบโต้ได้ทัน มันยื่นออกมาคว้าโอคอนเนอร์ไว้ ก้ามสามอันกางออกแล้วหนีบรอบเอวเขา มันยกเขาขึ้นสูงไปบนอากาศ ราวกับเขาเป็นใบไม้สักใบ โอคอนเนอร์เหวี่ยงดาบแต่ยังไม่เร็วพอจะฟันโดนเลย สัตว์ร้ายเขย่าตัวเขาหลายหน ทันใดนั้นมันก็อ้าปาก เห็นฟันคมเรียงกันหลายแถว มันจับโอคอนเนอร์เอียงและเริ่มหย่อนเขาลงไป โอคอนเนอร์ร้องออกมาเมื่อวินาทีแห่งความเจ็บปวดและความตายปรากฏให้เห็น ธอร์เริ่มลงมือโดยไม่ต้องคิด เขาหยิบลูกหินใส่หนังสติ๊ก เล็งแล้วยิงไปที่ตาดวงที่สามตรงปลายจมูกของมัน มันเข้าเป้าอย่างจัง สัตว์ร้ายส่งเสียงร้องโหยหวน ดังพอที่จะล้มต้นไม้ลงได้ มันปล่อยตัวโอคอนเนอร์ ที่กลิ้งตกลงมากระแทกพื้นป่านุ่ม เจ้าสัตว์ประหลาดโกรธจัด ก่อนจะหันไปหาธอร์ ธอร์รู้ว่าการปักหลักสู้กับสัตว์ตัวนี้คงไม่มีประโยชน์ เพื่อนของเขาอย่างน้อยหนึ่งคนคงจะถูกมันฆ่าตาย และอาจจะโครห์นด้วย และมันคงจะเปลืองแรงอันมีค่าของพวกเขา ธอร์รู้สึกว่าพวกเขาอาจจะไปล้ำอาณาเขตของมันเข้า หากพวกเขาสามารถหนีออกไปได้เร็วพอ มันอาจจะปล่อยพวกเขาไป “วิ่ง!” ธอร์ตะโกน ทุกคนหันหลังแล้ววิ่งหนี สัตว์ร้ายเริ่มไล่ตามหลังมา ธอร์ได้ยินเสียงเล็บของมันตัดใบไม้หนาด้านหลังพวกเขา เฉือนผ่านอากาศ เฉี่ยวหัวเขาไปเพียงไม่กี่ฟุต เศษใบไม้ลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะโปรยปรายลงรอบตัวเขา ทุกคนวิ่งไปพร้อมกัน ธอร์รู้สึกว่าหากพวกเขาสามารถทิ้งระยะห่างได้มากพอ พวกเขาน่าจะหาที่กำบังได้ หรือถ้าหาไม่ได้ พวกเขาก็จะปักหลักสู้ แต่ทันใดนั้นเจ้าชายรีซทรงลื่นล้มลงข้างเขา ล้มลงใส่กิ่งไม้ หน้าทิ่มใส่ใบไม้หนา ธอร์รู้ว่าพระองค์คงจะลุกขึ้นมาไม่ทันแน่ เขาจึงหยุด ชักดาบออกมา แล้วยืนขวางระหว่างเจ้าชายกับสัตว์ร้าย “วิ่งต่อไป!” ธอร์ตะโกนข้ามไหล่ไปบอกคนอื่น ขณะที่เขาปักหลัก เตรียมพร้อมปกป้องเจ้าชายรีซ สัตว์ร้ายพุ่งเข้าใส่เขา ส่งเสียงร้องและเหวี่ยงก้ามใส่หน้าธอร์ เขาก้มหลบแล้วเหวี่ยงดาบไปพร้อมกัน สัตว์ร้ายส่งเสียงร้องน่ากลัวเมื่อธอร์ฟันก้ามมันขาดไปข้างหนึ่ง ของเหลวสีเขียวกระจายไปทั่วตัวธอร์ เขาเงยหน้าดู ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นก้ามของเจ้าสัตว์ร้ายงอกขึ้นมาใหม่อีกครั้งเร็วพอกับตอนที่โดนฟัดขาดไป ราวกับธอร์ไม่เคยทำร้ายมันเลย ธอร์กลืนน้ำลาย มันคงจะเป็นสัตว์ที่ฆ่าไม่ตาย และตอนนี้เขาทำให้มันโกรธ สัตว์ร้ายเหวี่ยงแขนอีกข้าง ที่ยื่นออกมาจากส่วนไหนสักแห่งบนร่างกายของมัน ฟาดเข้าใส่ซี่โครงธอร์อย่างแรง ทำให้เขาลอยไปกระแทกกับแนวต้นไม้ สัตว์ร้ายยื่นก้ามอีกอันมาหาธอร์ ซึ่งเขารู้แล้วว่าเขากำลังลำบาก เอลเด็น โอคอนเนอร์ และคู่แฝดรีบวิ่งมา ตอนที่เจ้าแมลงยักษ์ยื่นก้ามมาหาธอร์ โอคอนเนอร์ก็ยิงลูกธนูโดนปากของมัน เสียบทะลุไปถึงหลังคอ ทำให้มันร้องเสียงดัง เอลเด็นใช้ขวานสองมือฟันใส่หลังมัน ขณะที่คอนเวนและคอนวอลขว้างหอกใส่มัน ปักเข้าที่ลำคอมันคนละข้าง เจ้าชายรีซทรงลุกขึ้นยืนแล้วแทงพระแสงดาบเข้าที่ท้องของมัน ธอร์กระโจนขึ้นแล้วเหวี่ยงดาบใส่แขนอีกข้างของมัน ฟันมันขาด โครห์นเข้ามาช่วยด้วย มันเผ่นทะยานขึ้นบนอากาศแล้วฝังเขี้ยวลงที่ลำคอของสัตว์ร้าย แมลงยักษ์ร้องเสียงดังครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาทำร้ายมันได้มากกว่าที่ธอร์คิดว่าจะเป็นไปได้ แต่ไม่น่าเชื่อที่มันยังยืนอยู่ได้ ปีกของมันยังคงขยับสั่น เจ้าสัตว์ร้ายจะไม่ตาย ทุกคนต่างมองดูด้วยความพรั่นพรึง แมลงยักษ์ดึงหอก ดาบและขวานออกทีละอัน เมื่อมันทำเช่นนั้นบาดแผลทั้งหมดก็สมานเหมือนเดิมต่อหน้าต่อตาทุกคน สัตว์ร้ายตัวนี้เอาชนะไม่ได้ มันเอนตัวและส่งเสียงคำราม เพื่อนของธอร์มองดูด้วยความตกใจ พวกเขาทำทุกอย่างแล้ว แต่ยังทำอันตรายมันไม่ได้ สัตว์ร้ายเตรียมพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง พร้อมกับฟันและก้ามคมราวกับใบมีด ธอร์รู้ว่าไม่มีอะไรที่พวกเขาจะทำอะไรได้อีก ทุกคนกำลังจะตาย “หลีกไป!” จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องขึ้น เสียงนั้นมาจากด้านหลังของธอร์ ฟังดูยังเด็ก ธอร์หันไปเห็นเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่ง อายุราวสิบเอ็ด วิ่งมาจากด้านหลังของพวกเขา ถือสิ่งที่ดูเหมือนเหยือกใส่น้ำมาด้วย ธอร์ก้มหลบ เด็กชายสาดน้ำใส่ทั่วหน้าของเจ้าแมลงยักษ์ สัตว์ร้ายถอยหนีและร้องเสียงแหลม มีควันลอยขึ้นจากหน้ามัน มันยกก้ามขึ้นทึ้งแก้ม ตา และหัวของมัน แมลงยักษ์ส่งเสียงร้องครั้งแล้วครั้งเล่า ดังจนธอร์ต้องยกมือขึ้นอุดหูไว้ ในที่สุดมันก็หันหลังแล้ววิ่งหนีไป กลับเข้าไปในป่า หายไปหลังใบไม้รกทึบ พวกเขาหันมามองเด็กชายด้วยความรู้สึกประหลาดใจและขอบคุณ เด็กชายแต่งตัวมอซอ มีผมยาวสีน้ำตาล มีดวงตาสีเขียวดูฉลาดเฉลียว เนื้อตัวเปื้อนดินมอมแมม ดูเหมือนเขาจะอาศัยอยู่ในป่านี้ เมื่อประเมินจากเท้าเปล่าและมือสกปรกของเขา ธอร์ไม่เคยซาบซึ้งใจใครแบบนี้มาก่อน “อาวุธทำอันตรายกาธอร์บีสท์ไม่ได้หรอก” เด็กชายบอกพลางกรอกตา “พวกท่านโชคดีที่ข้าได้ยินเสียงร้องแล้วก็อยู่ไม่ไกล ไม่อย่างนั้น เจ้าคงตายกันไปแล้ว พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าไม่ควรจะเผชิญหน้ากับกาธอร์บีสท์?” ธอร์มองดูเพื่อน ๆ ทุกคนพูดไม่ออก “เราไม่ได้เผชิญหน้ากับมัน” เอลเด็นบอก “มันต่างหากที่เผชิญหน้ากับเรา” “พวกมันไม่เผชิญหน้ากับพวกเจ้า” เด็กชายเอ่ย “เว้นแต่พวกเจ้าบุกรุกเข้าไปในอาณาเขตของมัน” “แล้วพวกเราควรจะทำอย่างไรดี?” เจ้าชายรีซตรัส “เอ่อ ก็อย่าจ้องตาพวกมัน” เด็กชายตอบ “และถ้ามันโจมตี ให้ก้มหน้าไว้จนกว่ามันจะไม่สนใจพวกท่าน และที่สำคัญที่สุด อย่าพยายามวิ่งหนีมัน” ธอร์ก้าวมาข้างหน้าแล้ววางมือลงบนบ่าของเด็กชาย “เจ้าช่วยชีวิตพวกเราไว้” เขาบอก “พวกเราเป็นหนี้เจ้าอย่างมากเลย” เด็กชายยักไหล่ “ท่านดูไม่เหมือนทหารจักรวรรดิ” เขาบอก “ท่านดูเหมือนมาจากส่วนอื่นของโลก ทำไมข้าจึงจะไม่ช่วยล่ะ? ดูเหมือนท่านจะมีสัญลักษณ์ของกลุ่มที่มากับเรือเมื่อหลายวันก่อน” ธอร์และคนอื่น ๆ มองหน้ากันอย่างนึกออก แล้วหันไปหาเด็กชาย “เจ้ารู้ไหมว่าพวกนั้นไปไหน?” ธอร์ถาม เด็กชายยักไหล่ “พวกนั้นมากันกลุ่มใหญ่ แบกอาวุธไปด้วย ดูเหมือนมันจะหนักมาก พวกเขาทุกคนต้องช่วยกันแบกมัน ข้าตามรอยไปหลายวัน พวกนั้นตามรอยง่าย พวกเขาไปกันได้ช้า แถมยังสะเพร่าและไม่ระวังเลย ข้ารู้ว่าพวกนั้นไปที่ไหน ข้าก็เลยไม่ได้ตามมันมากนักเมื่อพ้นหมู่บ้านไป ข้าพาพวกท่านไปที่นั่นได้ แล้วจะชี้บอกทางให้ ถ้าพวกท่านต้องการ แต่ยังไม่ใช่วันนี้” คนอื่นมองกันอย่างประหลาดใจ “ทำไมล่ะ?” ธอร์ถาม “ราตรีกำลังมา แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมง พวกท่านอยู่ข้างนอกไม่ได้ตอนกลางคืน” “แต่ทำไมกันล่ะ?” เจ้าชายรีซตรัสถาม เด็กชายมองดูพระองค์ราวกับว่าทรงเสียสติไปแล้ว “พวกอีธาบั๊กไง” เขาบอก ธอร์ก้าวมาข้างหน้า มองดูเด็กชาย เขาชอบเด็กคนนี้ทันที เด็กชายดูฉลาดเฉลียว กระตือรือร้น กล้าหาญและมีน้ำใจ “เจ้าพอจะรู้จักที่ที่เราจะสามารถพักได้ในคืนนี้ไหม?” เด็กชายมองมาที่ธอร์ แล้วยักไหล่ ท่าทางไม่แน่ใจ เขายืนขยุกขยิก “ข้าไม่คิดว่าข้าควรจะทำ” เขาบอก “ตาจะต้องโกรธแน่” โครห์นโผล่มาจากด้านหลังธอร์ แล้วเดินไปหาเด็กชาย เมื่อเขาเห็นมัน ดวงตาก็ลุกวาวด้วยความยินดี “ว้าว!” เด็กชายร้องออกมา โครห์นเลียหน้าเด็กชายหลายครั้ง เขาหัวเราะคิกคักอย่างพอใจ แล้วยื่นมือไปลูบหัวมัน เขาคุกเข่าลง แล้ววางหอก ก่อนจะกอดโครห์นไว้ ดูเหมือนมันจะกอดเขาตอบ เด็กชายหัวเราะไม่หยุด “มันชื่ออะไรหรือ?” เด็กชายถาม “มันเป็นตัวอะไร?” “มันชื่อโครห์น” ธอร์บอก พลางยิ้มให้ “มันเป็นเสือดาวขาวที่หายาก มาจากอีกฟากของมหาสมุทร มาจากอาณาจักรวงแหวน ที่ซึ่งพวกเราจากมา มันชอบเจ้านะ” เด็กชายจูบมันหลายครั้ง ในที่สุดก็ลุกขึ้นยืน แล้วมองไปที่ธอร์ “เอ่อ” เด็กชายเอ่ยขึ้นอย่างลังเล “ข้าคิดว่าข้าน่าจะพาพวกท่านไปที่หมู่บ้านของเราได้ หวังว่าตาจะไม่โกรธมากนัก แต่ถ้าตาโกรธ ก็ถือว่าพวกท่านโชคร้ายแล้วกัน ตามข้ามา พวกเราต้องรีบแล้ว มันกำลังจะมืดแล้ว” เด็กชายหันหลังแล้วนำทางผ่านป่าไป ธอร์และเพื่อน ๆ รีบตามไป เขารู้สึกทึ่งกับความคล่องแคล่วของเด็กชาย และการที่เขารู้จักป่าเป็นอย่างดี ทุกคนแทบจะตามไปไม่ทัน “มีคนผ่านมาที่นี่เป็นบางครั้ง” เด็กชายเล่า “มหาสมุทรและกระแสน้ำนำพวกเขาตรงเข้ามาในอ่าว บางคนมาจากทะเล กำลังเดินทางไปที่อื่น แต่กลับตัดผ่านมาที่นี่ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาไม่ค่อยรอดหรอก ถูกตัวอะไรบางอย่างในป่ากิน พวกท่านโชคดีนะ ยังมีอะไรที่เลวร้ายกว่าตัวกาธอร์บีสท์อีกมาก” ธอร์กลืนน้ำลาย “เลวร้ายกว่าหรือ? เช่นอะไรล่ะ?” เด็กชายส่ายหน้า เดินต่อไป “ท่านไม่อยากรู้หรอก ข้าเคยเห็นอะไรแย่ ๆ มากมายที่นี่” “เจ้าอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว?” ธอร์ถามด้วยความอยากรู้ “ตลอดชีวิตของข้า” เด็กชายบอก “ตาของข้าย้ายมาเมื่อตอนข้ายังเด็ก” “แต่ทำไมถึงเป็นที่นี่ ในป่านี้ล่ะ? มันน่าจะมีที่อื่นที่น่าอยู่มากกว่า” “ท่านไม่รู้จักจักรวรรดิใช่ไหม?” เด็กชายถาม “ทหารอยู่ทุกหนทุกแห่ง มันไม่ง่ายหรอกที่จะหลบให้พ้นหูพ้นตาพวกมัน ถ้าพวกมันเจอเรา มันจะจับไปเป็นทาส แต่พวกทหารไม่ค่อยออกมาที่นี่หรอก ไม่ใช่ในป่าลึกแบบนี้” เมื่อพวกเขาเดินผ่านแนวใบไม้หนา ธอร์ยื่นมือจะไปปัดใบไม้ให้พ้นทาง แต่เด็กชายหันมาแล้วผลักมือธอร์ พลางร้องตะโกน “อย่าจับมัน!” ทุกคนหยุดชะงัก ธอร์มองดูใบไม้ที่เขาเกือบจะแตะโดน มันเป็นใบไม้ใบใหญ่สีเหลือง แล้วดูไม่มีพิษมีภัย เด็กชายยื่นไม้ไปแตะที่ปลายใบไม้เบา ๆ ทันใดนั้น ใบไม้ก็หุบห่อรอบกิ่งไม้ด้วยความเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ มีเสียงซ่าดังขึ้น เมื่อปลายกิ่งไม้สลายหายไป ธอร์ตกใจ “ใบแรนเคิล” เด็กชายบอก “มีพิษ ถ้าท่านโดนมัน ป่านนี้ท่านคงต้องเสียดายมือแล้ว” ธอร์มองดูใบไม้รอบ ๆ ตัวด้วยความรู้สึกใหม่ เขายินดีที่ทุกคนโชคดีได้มาเจอกับเด็กชายคนนี้ ทุกคนเดินทางต่อไป ธอร์เก็บมือไว้กับตัว คนอื่นก็ทำเช่นเดียวกัน พวกเขาพยายามระมัดระวังกับทุกย่างก้าว “เกาะกลุ่มกันไว้ แล้วเดินตามรอยเท้าข้ามาเลยนะ” เด็กชายบอก “อย่าจับอะไร อย่าลองกินผลไม้พวกนั้น และอย่าดมดอกไม้พวกนั้นด้วย เว้นแต่พวกท่านอยากจะสลบไป” “เฮ้ นั่นอะไร?” โอคอนเนอร์ถาม หันไปดูผลไม้ใหญ่ที่ห้อยอยู่บนกิ่งไม้ ผลยาวและแคบ สีเหลืองเป็นประกาย โอคอนเนอร์ก้าวเข้าไปหา ยื่นมือออกไป “อย่า!” เด็กชายตะโกน แต่ช้าเกินไป เมื่อโอคอนเนอร์แตะมัน พื้นดินใต้พวกเขาก็เปิดออก ธอร์รู้สึกว่าตัวเองลื่นไถลลงเนินที่มีโคลนและน้ำไป พวกเขาติดอยู่ในโคลนถล่ม และไม่สามารถหยุดได้ ทุกคนส่งเสียงร้องออกมาขณะที่ไถลไปในโคลน ลงไปหลายร้อยฟุต ตรงลงไปยังความมืดมิดของป่า บทที่ เจ็ด อีเร็คนั่งอยู่บนหลังม้า หอบหายใจแรง เตรียมตัวสู้กับศัตรูอีกสองร้อยคนที่อยู่ตรงหน้า เขาต่อสู้อย่างกล้าหาญและสามารถจัดการไปได้หนึ่งร้อยคน แต่ตอนนี้ไหล่ของเขาเริ่มล้า มือเริ่มสั่น ใจเขาพร้อมจะรบเสมอ แต่เขาไม่รู้ว่าร่างกายของเขาจะทนได้อีกนานแค่ไหน ถึงอย่างไรเขาก็จะสู้เต็มที่ เหมือนเช่นที่ทำมาตลอดชีวิต และปล่อยให้โชคชะตาตัดสินชีวิตเขา อีเร็คส่งเสียงร้องแล้วกระตุ้นม้าตัวที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งเขาแย่งมาจากศัตรูคนหนึ่ง ก่อนจะตะลุยเข้าใส่กองทหารตรงหน้า พวกมันก็บุกเข้าใส่เช่นกัน และส่งเสียงร้องข่มขวัญเหมือนกับอีเร็ค ในทุ่งแห่งนี้มีโลหิตนองไปทั่ว เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครยอมแพ้จนกว่าอีกฝ่ายจะตาย ขณะที่อีเร็คบุกไปนั้น เขาหยิบมีดขว้างออกมาจากเข็มขัด เล็งและขว้างไปยังศัตรูตรงหน้า มันเข้าเป้าอย่างจัง ปักเข้าที่คอ ทหารคนนั้นยกมือขึ้นกุมลำคอ ปล่อยสายบังเหียนแล้วร่วงลงจากหลังม้า และเป็นไปอย่างที่อีเร็คหวังไว้ มันหล่นลงไปขวางเท้าม้าตัวอื่น ๆ ซึ่งสะดุดและล้มคว่ำไปกับพื้นอีกหลายตัว อีเร็คถือทวนด้วยมือหนึ่ง อีกมือถือโล่ ลดแผ่นเกราะปิดหน้าลง แล้วพุ่งออกไปเต็มกำลัง เร็วและแรงเท่าที่เขาจะทำได้ กระแทกเข้าใส่ระหว่างตะลุยผ่านไป อีเร็คตะโกนขณะพุ่งเข้าใส่กลุ่มศัตรู ตลอดหลายปีของการประลองมีประโยชน์กับเขา อีเร็คใช้ทวนได้อย่างเชี่ยวชาญในการจัดการศัตรูไปทีละคน เขาสามารถคว่ำพวกมันลงได้สำเร็จ อีเร็คหมอบต่ำและใช้มืออีกข้างถือโล่กำบังตัวเองไว้ เขารู้สึกถึงห่าลูกธนูที่พุ่งลงมาใส่จากทุกทิศทาง กระทบโล่ และชุดเกราะของเขา เขาถูกฟาดฟันด้วยดาบ ขวาน คทา อาวุธโลหะกระหน่ำเข้าใส่ อีเร็คได้แต่ภาวนาให้ชุดเกราะของเขาทานทนได้ เขายึดทวนไว้แน่น จัดการพวกมันให้ได้มากที่สุดขณะที่ตะลุยฝ่าเข้าไปในกองทัพขนาดใหญ่ อีเร็คไม่ได้ช้าลง หลังจากขี่ม้าไปได้ราวหนึ่งนาที ในที่สุดเขาก็ผ่านไปที่อีกด้าน ออกไปสู่ที่โล่ง เขาขี่ม้าฝ่าตะลุยทะลุกลางกองทหาร สามารถจัดการพวกมันไปได้อีกอย่างน้อยสิบกว่าคน แต่เขาเองก็สะบักสะบอม อีเร็คหอบหายใจแรง ร่างกายปวดร้าวไปหมด เสียงโลหะกระทบกันยังลั่นอยู่ในหู เขารู้สึกราวกับถูกใส่ลงไปในเครื่องบด อีเร็คก้มดูตัวเองก็เห็นว่าเต็มไปด้วยโลหิต โชคดีที่เขาไม่รู้สึกว่ามีบาดแผลใหญ่ ดูเหมือนจะมีเพียงรอยข่วนและรอยบาดเท่านั้น อีเร็คชักม้าเลี้ยวกลับมา เตรียมเผชิญหน้ากับกองทหารอีกครั้ง พวกมันก็ชักม้ากลับมาเหมือนกัน กำลังเตรียมบุกมาหาเขาเช่นกัน อีเร็คภูมิใจที่เขาสามารถมีชัยมาได้จนถึงตอนนี้ แต่เขาเริ่มหายใจไม่ทัน และเขารู้ดีว่าการขี่ม้าตะลุยฝ่าไปอีกรอบนั้นเขาคงจะไม่รอด ถึงอย่างไรเขาก็เตรียมพร้อมบุกอีกครั้ง ไม่คิดที่จะถอยหนีจากการต่อสู้ ทันใดนั้นมีเสียงแปลก ๆ ดังขึ้นที่ด้านหลังกองทหาร ตอนแรกอีเร็คเองก็สงสัยที่เห็นกองรบหนึ่งกำลังเข้าโจมตีที่ด้านหลัง แต่แล้วเขาก็จำชุดเกราะได้ และใจชื้นขึ้น นั่นคือแบรนด์ท สหายสนิทจากกองรบเงินของเขา พร้อมด้วยท่านดยุคและทหารอีกหลายสิบคน อีเร็คใจหายเมื่อเห็นอลิสแตร์อยู่ในหมู่พวกเขาด้วย เขาขอให้นางอยู่ในปราสาทที่ปลอดภัยของท่านดยุค แต่นางไม่ยอมฟัง มันทำให้เขายิ่งรักนางจนเกินจะบรรยาย ทหารของท่านดยุคโจมตีใส่กองรบศัตรูจากด้านหลังพร้อมส่งเสียงข่มขวัญดุดัน ทำให้เกิดชุลมุนขึ้น กองรบครึ่งหนึ่งหันไปรับมือกับพวกเขา เกิดเสียงโลหะกระทบกันดังกราวใหญ่ แบรนด์ทนำหน้ามาพร้อมกับขวานสองมือของเขา เขาเหวี่ยงขวานใส่ทหารฝ่ายศัตรูที่นำหน้ามา ฟันหัวมันหลุดจากบ่า แล้วหมุนตัวเหวี่ยงขวานไปปักอกศัตรูอีกคน อีเร็คมีกำลังใจและมีแรงขึ้นมาอีกระลอก เขาอาศัยโอกาสจากความวุ่นวายนี้ เข้าโจมตีกองรบของศัตรูอีกครึ่งหนึ่ง ขณะที่ควบม้าเข้าไป อีเร็คก้มลงไปหยิบหอกที่ปักอยู่บนพื้น เงื้อแล้วขว้างออกไปด้วยแรงของสิบคน หอกพุ่งใส่ลำคอของทหารคนหนึ่งก่อนจะทะลุไปแทงอกของอีกคนหนึ่ง อีเร็คยกดาบขึ้นสูงแล้วฟันใส่ศัตรูคนแรกที่พบ ฟันคทาของมันขาดสองท่อน แล้วหมุนไปอีกทางฟันหัวอีกคนขาดกระเด็น อีเร็คยังสู้ต่อ วิ่งเข้าใส่กองรบของศัตรูด้วยพละกำลังที่เหลืออยู่ทั้งหมด ทั้งฟาดฟัน ตั้งรับ ปัดป้อง โจมตี ศัตรูที่รุมเข้ามาหา เขายกโล่ขึ้นรับครั้งแล้วครั้งเล่าและรุกโจมตี ในไม่ช้าทหารศัตรูก็กลุ้มรุมเข้ามาอยู่รอบตัวเขา พวกมันหลายสิบคนโจมตีเขาจากทุกทิศทุกทาง เขาสังหารศัตรูไปจนนับไม่ถ้วน แต่พวกมันก็ยังเหลืออีกมาก แม้จะมีทหารของท่านดยุดช่วยจัดการอยู่ที่ด้านหลัง พวกมันคนหนึ่งเหวี่ยงคทาฟาดผ่านอีเร็ค ลูกตุ้มหนามกระแทกเข้าที่สันหลังของเขา ตรงกลางระหว่างสะบักทั้งสองข้าง อีเร็คร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขาหล่นจากหลังม้า ลงไปกระแทกพื้นจนจุก Конец ознакомительного фрагмента. Текст предоставлен ООО «ЛитРес». Прочитайте эту книгу целиком, купив полную легальную версию (https://www.litres.ru/pages/biblio_book/?art=43698255&lfrom=334617187) на ЛитРес. Безопасно оплатить книгу можно банковской картой Visa, MasterCard, Maestro, со счета мобильного телефона, с платежного терминала, в салоне МТС или Связной, через PayPal, WebMoney, Яндекс.Деньги, QIWI Кошелек, бонусными картами или другим удобным Вам способом.
КУПИТЬ И СКАЧАТЬ ЗА: 299.00 руб.