Сетевая библиотекаСетевая библиотека
เสียงร้องแห่งเกียรติยศ มอร์แกน ไรซ์ วงแหวนของผู้วิเศษ #4 วงแหวนของผู้วิเศษ มีส่วนผสมทุกอย่างของการประสบความสำเร็จทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องหลัก โครงเรื่องย่อย ความลึกลับ อัศวินผู้กล้าหาญ ความสัมพันธ์ที่เบ่งบานพร้อมกับการอกหัก การหลอกหลวงและการทรยศ มันจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้หลายชั่วโมง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกวัย แนะนำให้มีประจำไว้ในห้องสมุดสำหรับคอนักอ่านเรื่องแฟนตาซี--Books and Movie Reviews, Roberto Mattos ใน เสียงร่ำร้องแห่งเกียรติยศ (เล่ม 4 ในชุดวงแหวนของผู้วิเศษ) ธอร์เดินทางกลับมาจากการฝึกร้อยวันในฐานะนักรบผู้แข็งแกร่ง และตอนนี้เขาได้เรียนรู้ความหมายของการรบเพื่อมาตุภูมิ การต่อสู้ระหว่างความเป็นและความตาย ราชาแม็คคลาวด์บุกโจมตีลึกเข้ามาในอาณาเขตของแม็คกิล ลึกเข้ามามากกว่าที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรวงแหวน และขณะที่ธอร์กำลังขี่ม้าเข้าไปสู่การซุ่มโจมตี เป็นภาระของเขาที่จะต้องหนีให้พ้นจากการโจมตีและช่วยราชสำนักไว้ เจ้าชายก็อดฟรีย์ถูกวางยาพิษโดยพระเชษฐาของพระองค์ ด้วยยาพิษที่ร้ายแรงและหายได้ยากมาก ชะตาของพระองค์อยู่ในกำมือของเจ้าหญิงเกว็นโดลีน เมื่อพระนางต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตพระเชษฐาจากความตาย ราชากาเร็ธถลำลึกลงสู่ภาวะหวาดระแวงและไม่มีความสุขมากยิ่งขึ้น พระองค์ทรงจ้างพวกคนเถื่อนมาเป็นกองกำลังส่วนพระองค์และยกหอเงินให้ โดยขับไล่กองรบเงินออกไป ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในราชสำนักซึ่งอาจปะทุเป็นสงครามกลางเมือง พระองค์ยังทรงวางแผนให้พวกเนวารันที่โหดเหี้ยมมานำตัวเจ้าหญิงเกว็นโดลีนไป โดยบังคับให้พระนางต้องแต่งงานโดยไม่เต็มใจ มิตรภาพของระหว่างยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นระหว่างการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ต้องเผชิญหน้ากับอสุรกายที่ไม่คาดคิด และต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ในการรบที่เหนือจินตนาการ ธอร์ต้องเดินทางไปยังบ้านเกิด และพบกับมหากาพย์ในการเผชิญหน้ากับบิดาของเขา ธอร์ได้รู้ความลับอันยิ่งใหญ่ในอดีตของตัวเอง ว่าเขาคือใคร มารดาของเขาคือใคร และชะตาของเขาเป็นเช่นไร ด้วยการฝึกฝนอย่างเข้มข้นกับอาร์กอน ทำให้เขาเริ่มเข้าถึงพลังที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีอยู่ และทรงพลังมากขึ้นทุกวัน ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเจ้าหญิงเกว็นยิ่งล้ำลึกมากขึ้น เขากลับมายังราชสำนักเพื่อขอเจ้าหญิงแต่งงาน แต่มันอาจจะสายเกินไป แอนโดรนิคัสติดอาวุธให้ผู้ให้ข่าว แล้วนำกองทัพที่มีกำลังพลนับล้านของจักรวรรดิพยายามบุกฝ่าหุบเขาอีกครั้ง เพื่อเข้าบดขยี้อาณาจักรวงแหวน และขณะที่ทุกสิ่งดูเหมือนจะเลวร้ายที่สุดแล้วในราชสำนัก แต่เรื่องราวกับจบลงด้วยความพลิกผันที่คาดไม่ถึง เจ้าชายก็อดฟรีย์จะรอดชีวิตหรือไม่? ราชากาเร็ธจะถูกขับไล่ไปได้หรือไม่? ราชสำนักจะแตกเป็นสองฟากหรือไม่ จักรวรรดิจะบุกโจมตีหรือไม่? เจ้าหญิงเกว็นโดลีนจะได้ครองคู่กับธอร์หรือไม่? และในที่สุดแล้วธอร์จะได้รู้ความลับแห่งชะตาของเขาหรือไม่? ด้วยการสร้างสรรค์ตัวละครและเนื้อเรื่องที่เป็นผลงานระดับโลก ทำให้ ชะตาแห่งมังกร เป็นมหากาพย์เรื่องราวของเพื่อนและคู่รัก คู่แข่งและคู่แค้น อัศวินและมังกร แผนทางการเมืองและเล่ห์เพทุบาย การเติบโต การอกหัก การหลอกลวง ความทะเยอะทะยานและการทรยศ และยังเป็นเรื่องราวแห่งเกียรติยศและความกล้าหาญ โชคชะตา วาสนาและเวทมนต์ เป็นนิยายแฟนตาซีที่จะนำเราไปสู่โลกที่เราจะไม่มีวันลืม ซึ่งเหมาะกับทุกเพศและวัย ด้วยความยาว 85,000 คำ เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่น โรแมนติกและตื่นเต้น หาไปอ่านสักเล่มแล้วคุณจะตกหลุมรักอีกครั้ง--vampirebooksite. com (สำหรับเรื่อง Turned) เสียงร้องแห่งเกียรติยศ (เล่ม 4 ในชุดวงแหวนของผู้วิเศษ) มอร์แกน ไรซ์ ประวัติ มอร์แกน ไรซ์ มอร์แกน ไรซ์ เป็นผู้แต่งหนังสือขายดีอันดับ 1 และเป็นผู้แต่งมหากาพย์แฟนตาซีที่ขายดีที่สุดใน USA Today นิยายชุดวงแหวนของผู้วิเศษ จำนวน 17 เล่ม นิยายชุดขายดีอันดับ 1 บันทึกของแวมไพร์ จำนวน 11 เล่ม (และยังมีเล่มต่อไป) นิยายชุดขายดีอันดับ 1 เรื่อง THE SURVIVAL TRILOGY เรื่องราวระทึกขวัญหลังวันโลกาวินาศ จำนวน 2 เล่ม (และยังมีเล่มต่อไป) และนิยายชุดเรื่องราวแฟนตาซีใหม่ล่าสุด กษัตริย์และผู้วิเศษ หนังสือของ มอร์แกน มีทั้งรูปแบบเสียงและสิ่งพิมพ์ และได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 25 ภาษา มอร์แกน ยินดีรับฟังความคิดเห็นของคุณ โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.morganricebooks.com เพื่อสมัครรับข่าวสารทางอีเมล พร้อมรับหนังสือฟรีและของรางวัลมากมาย สามารถดาวน์โหลดแอปฟรี เพื่อรับข่าวสารล่าสุด หรือเชื่อมต่อกับ Facebook และ Twitter โปรดติดตาม! คำนิยมสำหรับ มอร์แกน ไรซ์ “วงแหวนของผู้วิเศษ มีส่วนผสมทุกอย่างของการประสบความสำเร็จทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องหลัก โครงเรื่องย่อย ความลึกลับ อัศวินผู้กล้าหาญ ความสัมพันธ์ที่เบ่งบานพร้อมกับการอกหัก การหลอกหลวงและการทรยศ มันจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้หลายชั่วโมง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกวัย แนะนำให้มีประจำไว้ในห้องสมุดสำหรับคอนักอ่านเรื่องแฟนตาซี” --Books and Movie Reviews, Roberto Mattos “ไรซ์ทำได้ยอดเยี่ยมในการดึงคุณเข้าสู่เรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้น ใช้พรรณนาโวหารได้อย่างเยี่ยมยอด ทำให้เห็นภาพได้ดีกว่าภาพวาดเสียอีก เป็นงานเขียนที่ดีและอ่านอย่างรวดเร็วมาก” --Black Lagoon Reviews (สำหรับเรื่อง Turned) “เป็นหนังสือในดวงใจสำหรับนักอ่านวัยรุ่น มอร์แกน ไรซ์ สร้างงานเขียนที่ตื่นเต้นและหักมุม แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร หนังสือชุดนี้เป็นเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่ง ที่มีความพิเศษ!...อ่านง่ายแต่เดินเรื่องได้ฉับไว ...เรตผู้ปกครองควรแนะนำ --The Romance Reviews (สำหรับเรื่อง Turned) “ดึงความสนใจของฉันได้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ…เป็นเรื่องราวการผจญภัยที่น่าอัศจรรย์ ดำเนินเรื่องฉับไวและเต็มไปด้วยฉากแอคชั่นตั้งแต่ต้นเรื่อง ไม่มีจังหวะน่าเบื่อเลย” --Paranormal Romance Guild (สำหรับเรื่อง Turned) “เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่น โรแมนติกและตื่นเต้น หาไปอ่านสักเล่มแล้วคุณจะตกหลุมรักอีกครั้ง” --vampirebooksite.com (สำหรับเรื่อง Turned) “โครงเรื่องยอดเยี่ยม เป็นหนังสือที่คุณอ่านแล้วจะไม่อยากวาง มีตอนจบที่น่าตื่นเต้นและลุ้นจนคุณอยากจะซื้อเล่มต่อไปทันที มาดูกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป” --The Dallas Examiner (สำหรับเรื่อง Loved) “เป็นหนังสือที่เป็นคู่แข่งของ TWILIGHT และ VAMPIRE DIARIES และเป็นเล่มที่คุณอ่านแล้วจะไม่อยากวางจนถึงหน้าสุดท้าย หากคุณชอบการผจญภัย ความรักและแวมไพร์ หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่คุณมองหา!” --Vampirebooksite.com (สำหรับเรื่อง Turned) “มอร์แกน ไรซ์ ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าเป็นนักเล่าเรื่องที่มีพรสวรรค์ หนังสือเรื่องนี้จะดึงดูดความสนใจของนักอ่านมากมาย รวมทั้งนักอ่านวัยรุ่นที่ชื่นชอบเรื่องราวประเภทแวมไพร์และแฟนตาซี ตอนจบของเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อจนทำให้คุณตกใจ” --The Romance Reviews (สำหรับเรื่อง Loved) หนังสือของ มอร์แกน ไรซ์ กษัตริย์และผู้วิเศษ กำเนิดราชันย์มังกร (เล่ม 1) กำเนิดความกล้าหาญ (เล่ม 2) ชุด วงแหวนของผู้วิเศษ เส้นทางแห่งวีรบุรุษ (เล่ม 1) การเดินทางแห่งราชา (เล่ม 2) ชะตาแห่งมังกร (เล่ม 3) เสียงร่ำร้องแห่งเกียรติยศ (เล่ม 4) คำปฏิญาณแห่งศักดิ์ศรี (เล่ม 5) อำนาจแห่งดาบ (เล่ม 7) ประทานพรแห่งสรรพาวุธ (เล่ม 8) นภาแห่งเวทมนตร์ (เล่ม 9) ท้องทะเลแห่งโล่ (เล่ม 10) การครองราชย์แห่งเหล็กกล้า (เล่ม 11) ดินแดนแห่งเปลวเพลิง (เล่ม 12) บัญญัติแห่งราชินี (เล่ม 13) คำสาบานของพี่น้อง (เล่ม 14) ความฝันแห่งมรณะ (เล่ม 15) การแข่งขันของอัศวิน (เล่ม 16) ของขวัญจากการต่อสู้ (เล่ม 17) ไตรภาคแห่งหนทางการอยู่รอด สนามที่หนึ่ง ปลดปล่อยความเป็นทาส (เล่ม 1) สนามที่สอง (เล่ม 2) บันทึกของแวมไพร์ กลายร่าง (เล่ม 1) ความรัก (เล่ม 2) การทรยศ (เล่ม 3) พรหมลิขิต (เล่ม 4) ความปรารถนา (เล่ม 5) การหมั้นหมาย (เล่ม 6) คำสาบาน (เล่ม 7) การค้นหา (เล่ม 8) ฟื้นคืนชีพ (เล่ม 9) การโหยหา (เล่ม 10) โชคชะตา (เล่ม 11) ฟัง นิยายชุด วงแหวนของผู้วิเศษ ในรูปแบบหนังสือเสียง! ลิขสิทธิ์ © 2013 โดย มอร์แกน ไรซ์ สงวนลิขสิทธิ์ ยกเว้นที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ของสหรัฐฯ พ.ศ. 2519 ห้ามนำส่วนใดของการเผยแพร่นี้ไปทำซ้ำ แจกจ่ายหรือถ่ายทอดในรูปแบบใด ๆ หรือโดยความหมายใด ๆ หรือเก็บบันทึกเป็นข้อมูล หรือระบบสืบค้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน หนังสือ ebook นี้ อนุญาตเพื่อความบันเทิงส่วนตัวของคุณเท่านั้น และ ebook เล่มนี้ไม่อาจนำไปขายซ้ำ หรือยกให้ผู้อื่น หากคุณต้องการแบ่งปันหนังสือเล่มนี้กับผู้อื่น ขอความกรุณาซื้อเพิ่มใหม่เป็นส่วนตัว หากคุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ และไม่ได้ซื้อ หรือไม่ได้ซื้อในนามของคุณ ขอความกรุณาส่งคืนและดำเนินการซื้อในนามของคุณ ขอบคุณที่ให้ความเคารพในการทำงานอย่างหนักของผู้เขียน หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ชื่อ ตัวละคร ธุรกิจ องค์กร สถานที่ สถานการณ์ และเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน หรือเป็นการแต่งขึ้น ความคล้ายคลึงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลจริง ทั้งที่ยังมีชีวิตหรือเสียชีวิตไปแล้ว เป็นความบังเอิญทั้งสิ้น Jacket image Copyright RazoomGame, used under license from Shutterstock.com. สารบัญ บทที่ หนึ่ง (#uf32d06aa-13e3-59a0-b50f-e62cc95bcaae) บทที่ สอง (#u6cde9976-640b-5103-a59c-6bb23189e55d) บทที่ สาม (#u10d51efb-a759-59f4-976f-23ce5bab5054) บทที่ สี่ (#u3b94f796-603b-528b-9077-8432591b6430) บทที่ ห้า (#u1aeae0c5-faad-564a-b5fc-34fcecc8d87e) บทที่ หก (#u4de1611a-c506-532e-876a-e3c0f9a9c2b0) บทที่ เจ็ด (#uc764afed-eb2a-52d2-ac86-55d218b0cc6b) บทที่ แปด (#u5453b20a-10cc-5199-8d3b-cf1bf7449f04) บทที่ เก้า (#u42766e46-9bfe-4469-a191-ad3ee8859ca0) บทที่ สิบ (#u14eabb6a-4281-4a29-adad-a57bfc999f0a) บทที่ สิบเอ็ด (#u09d1ccb8-9d9c-5f52-a3c0-ba88a08d1d32) บทที่ สิบสอง (#u592033b8-0920-5b1e-aca7-3c587e9b2633) บทที่ สิบสาม (#litres_trial_promo) บทที่ สิบสี่ (#litres_trial_promo) บทที่ สิบห้า (#litres_trial_promo) บทที่ สิบหก (#litres_trial_promo) บทที่ สิบเจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ สิบแปด (#litres_trial_promo) บทที่ สิบเก้า (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบ (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบเอ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบสอง (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบสาม (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบสี่ (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบห้า (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบหก (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบเจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบแปด (#litres_trial_promo) บทที่ ยี่สิบเก้า (#litres_trial_promo) บทที่ สามสิบ (#litres_trial_promo) บทที่ สามสิบเอ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ สามสิบสอง (#litres_trial_promo) บทที่ สามสิบสาม (#litres_trial_promo) บทที่ สามสิบสี่ (#litres_trial_promo) บทที่ สามสิบห้า (#litres_trial_promo) บทที่ สามสิบหก (#litres_trial_promo) บทที่ สามสิบเจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ สามสิบแปด (#litres_trial_promo) บทที่ สามสิบเก้า (#litres_trial_promo) “จงอย่าเกรงกลัวความยิ่งใหญ่ บางคนเกิดมาเพื่อยิ่งใหญ่, บางคนได้รับความยิ่งใหญ่, และบางคนจำต้องรับความยิ่งใหญ่” วิลเลียม เช็คสเปียร์ หรรษาราตรี บทที่ หนึ่ง เจ้าหญิงลูอันดาทรงวิ่งฝ่าสนามรบ และหลบม้าที่ควบผ่านมาได้อย่างหวุดหวิด ขณะที่ลัดเลาะตรงไปยังบ้านหลังเล็กที่ราชาแม็คคลาวด์ประทับอยู่ พระนางทรงกำแท่งเหล็กแหลมเย็นเฉียบไว้ในพระหัตถ์แน่น พระวรกายสั่นเมื่อเสด็จผ่านลานที่คลุ้งไปด้วยฝุ่นของเมืองที่พระนางทรงรู้จัก เมืองของประชาชนของพระนาง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เจ้าหญิงลูอันดาทรงถูกบังคับให้ต้องทนทอดพระเนตรประชาชนของพระนางถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม และทรงทนมาเพียงพอแล้ว บางอย่างในพระวรกายขาดผึงลง เจ้าหญิงไม่ทรงสนพระทัยอีกแล้วว่าจะต้องเผชิญกับกองทัพแม็คคลาวด์ทั้งกองทัพหรือไม่ พระนางจะทรงทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อหยุดมัน เจ้าหญิงลูอันดาทรงรู้ดีว่าสิ่งที่พระนางกำลังจะทรงทำนั้นสิ้นคิด พระนางกำลังเอาชีวิตไปเสี่ยงและราชาแม็คคลาวด์อาจจะประหารพระนางได้ แต่ทรงผลักความคิดพวกนี้ไปจากพระหทัยขณะที่ทรงวิ่งไป ถึงเวลาที่จะต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม พระนางทรงเห็นราชาแม็คคลาวด์อยู่ห่างไปที่อีกฟากของสนามรบที่มีผู้คนมากมาย พระองค์อยู่ท่ามกลางเหล่าทหาร ทรงแบกสตรีที่น่าสงสารและกำลังกรีดร้องเข้าไปในบ้านดินหลังเล็กที่ถูกทิ้งว่างอยู่ ราชาแม็คคลาวด์ทรงปิดประตูตามหลัง ทำให้เกิดฝุ่นตลบขึ้น “ลูอันดา!” มีเสียงตะโกนดังขึ้น เจ้าหญิงทรงหันไปทอดพระเนตร และเห็นเจ้าชายบรอนสันอยู่ห่างไปด้านหลังราวหนึ่งร้อยหลา กำลังไล่ตามพระนางมา แต่ต้องคอยหลบบรรดาม้าและทหาร ทำให้ต้องทรงหยุดเป็นระยะ ๆ ตอนนี้เป็นโอกาสของพระนางแล้ว หากเจ้าชายบรอนสันทรงมาทัน พระองค์จะต้องขัดขวางไม่ให้ทรงทำสำเร็จ เจ้าหญิงลูอันดาทรงรีบวิ่งเร็วขึ้น และกำแท่งเหล็กแหลมไว้แน่น พยายามไม่คิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้บ้าดีเดือดเพียงใด และพระนางทรงมีโอกาสน้อยเพียงใด หากกองทัพทั้งหลายยังไม่อาจโค่นราชาแม็คคลาวด์ลงได้ หากบรรดาแม่ทัพและโอรสของพระองค์ยังสั่นกลัวต่อหน้าพระองค์ แล้วลำพังพระนางจะมีโอกาสอันใดเล่า? นอกจากนี้ เจ้าหญิงลูอันดายังไม่เคยฆ่าคนมาก่อน โดยเฉพาะคนที่แข็งแกร่งเช่นราชาแม็คคลาวด์ พระนางจะทรงกลัวจนตัวแข็งเมื่อถึงเวลานั้นหรือไม่? พระนางจะสามารถแอบเข้าไปใกล้ได้จริงหรือไม่? หรือพระองค์จะทรงเป็นผู้ที่ไม่สามารถพิชิตได้เหมือนเช่นที่บรอนสันเตือน? เจ้าหญิงลูอันดาทรงรู้สึกฝังใจกับเหตุการณ์นองเลือดของกองทัพแม็คคลาวด์ กับการทำลายล้างแผ่นดินของพระนาง เมื่อทรงคิดย้อนกลับไป เจ้าหญิงทรงเสียพระทัยที่ยินยอมเข้าพิธีอภิเษกกับพวกแม็คคลาวด์ แม้พระนางจะทรงมีความรักให้แก่เจ้าชายบรอนสัน แต่พระนางได้เรียนรู้ว่าพวกแม็คคลาวด์นั้นป่าเถื่อนจนเกินจะแก้ไข เจ้าหญิงทรงตระหนักในตอนนี้ว่าแม็คกิลโชคดีที่มีเขตเทือกเขาสูงขวางอยู่ระหว่างทั้งสองดินแดน และพวกแม็คคลาวด์อยู่ที่ฝั่งของพวกมันในอาณาจักรวงแหวน เจ้าหญิงทรงไร้เดียงสามาโดยตลอด ทรงเขลาที่คิดว่าพวกแม็คคลาวด์ไม่เลวร้ายเท่าที่พระนางทรงถูกปลูกฝังมา เจ้าหญิงทรงคิดว่าพระนางจะสามารถเปลี่ยนแปลงพวกนี้ได้ คิดว่าทรงมีโอกาสเป็นเจ้าหญิงของพวกแม็คคลาวด์ และจะได้เป็นราชินีในวันหนึ่ง ซึ่งน่าจะคุ้มค่า ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงด้วยอะไรก็ตาม แต่ตอนนี้พระนางทรงรู้แล้วว่าคิดผิด เจ้าหญิงทรงยินดีที่จะสละทุกสิ่ง ทั้งฐานันดร ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ เพื่อที่จะไม่ต้องพบกับพวกแม็คคลาวด์อีก และได้กลับไปประทับอย่างปลอดภัยกับครอบครัวของพระนางที่ฝั่งของแม็คกิล ตอนนี้พระนางทรงกริ้วพระบิดาที่ทรงจัดให้มีการอภิเษกสมรสขึ้น เจ้าหญิงยังทรงพระเยาว์และไร้เดียงสา พระบิดาน่าจะทรงรู้ดีกว่า การเมืองสำคัญกับพระองค์มากจนยอมสละธิดาของพระองค์เองเชียวหรือ? เจ้าหญิงทรงกริ้วที่พระบิดาทรงสิ้นพระชนม์และทิ้งให้พระนางต้องโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ เจ้าหญิงลูอันดาต้องเรียนรู้ด้วยความยากลำบากในไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ว่าต้องพึ่งพระองค์เอง และตอนนี้เป็นโอกาสของพระนางแล้วที่จะทำให้ทุกอย่างถูกต้อง เจ้าหญิงทรงตัวสั่นเมื่อไปถึงบ้านดินหลังเล็กนั้น ประตูไม้โอ๊คสีทึมถูกกระแทกปิด พระนางทรงหันมองซ้ายมองขวา เพื่อดูว่ามีคนของแม็คคลาวด์เข้ามาใกล้หรือไม่ แต่ต้องโล่งพระทัยเมื่อทุกคนดูจะวุ่นวายอยู่กับการทำลายจนไม่ทันได้สังเกต เจ้าหญิงทรงเอื้อมพระหัตถ์ข้างหนึ่งจับปุ่มประตู อีกข้างถือเหล็กแหลมไว้ แล้วหมุนปุ่มประตูอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทรงทำได้ และภาวนาอย่าให้พระนางทรงทำให้ราชาแม็คคลาวด์รู้ตัว เจ้าหญิงลูอันดาทรงก้าวเข้าไปภายใน ในห้องนี้มืดจนพระเนตรต้องใช้เวลาในการปรับแสงจากแสงจ้าของเมืองสีขาว และภายในนี้ยังเย็นกว่าด้วย ขณะที่ทรงก้าวข้ามธรณีประตูของบ้านหลังเล็ก สิ่งแรกที่ทรงได้ยินคือเสียงร้องครวญครางของสตรีนางนั้น เมื่อพระเนตรปรับแสงแล้ว เจ้าหญิงทรงทอดพระเนตรภายในบ้านหลังเล็กและเห็นราชาแม็คคลาวด์ พระองค์ทรงเปลื้องฉลองพระองค์ตั้งแต่บั้นพระองค์ลงไป สตรีนางนั้นนอนเปลือยเปล่าอยู่บนพื้น ดิ้นรนอยู่เบื้องล่างพระวรกายราชาแม็คคลาวด์ นางร้องไห้และกรีดร้อง หลับตาแน่นขณะที่ราชาแม็คคลาวด์ทรงใช้พระหัตถ์ใหญ่โตปิดปากนางไว้ เจ้าหญิงลูอันดาแทบไม่ทรงเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง ว่าพระนางกำลังเผชิญสิ่งนี้อยู่จริง เจ้าหญิงทรงก้าวไปข้างหน้าอย่างลังเล พระหัตถ์สั่น พระชานุอ่อนแรง ทรงภาวนาให้พระนางมีพละกำลังที่จะทำการต่อไป เจ้าหญิงทรงกำเหล็กแหลมไว้เหมือนกับมันคือชีวิตของพระนาง ได้โปรดเถิด พระผู้เป็นเจ้า ให้ข้าได้ฆ่าชายคนนี้เถิด เจ้าหญิงลูอันดาทรงได้ยินเสียงคำรามและเสียงครางของราชาแม็คคลาวด์เหมือนกับสัตว์ป่า เมื่อพระองค์ทรงล่วงล้ำเข้าไปในกายสตรีนางนั้น พระองค์ทรงไร้ความปราณี เสียงกรีดร้องของสตรีนางนั้นดูจะยิ่งดังขึ้นทุกครั้งที่พระองค์ขยับพระวรกาย เจ้าหญิงลูอันดาทรงก้าวเข้าไปอีกเรื่อย ๆ จนทรงอยู่ห่างเพียงฟุตเดียว พระนางทอดพระเนตรที่ราชาแม็คคลาวด์ ทรงมองดูพระวรกายของพระองค์ และพยายามตัดสินพระทัยว่าควรจะแทงเข้าไปที่จุดไหนที่สุด โชคดีที่พระองค์ทรงถอดเสื้อเกราะออกและมีเพียงฉลองพระองค์เสื้อเชิ้ตบาง ๆ เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ชุ่มไปด้วยพระเสโท เจ้าหญิงทรงได้กลิ่นแม้จากตรงนี้ พระนางผงะถอย การที่ราชาแม็คคลาวด์ทรงถอดเสื้อเกราะออกนั้นเป็นการกระทำที่สะเพร่าของพระองค์ และมันจะเป็นเช่นนั้น เจ้าหญิงทรงตัดสินพระทัยว่านี่จะเป็นความผิดพลาดสุดท้ายของราชาแม็คคลาวด์ พระนางทรงเงื้อแท่งเหล็กแหลมขึ้นสูงด้วยพระหัตถ์ทั้งสองข้าง แล้วจ้วงแทงลงบนพระปฤษฎางค์ ขณะที่ราชาแม็คคลาวด์ทรงครางออกมาเมื่อบรรลุความสุขสม เจ้าหญิงลูอันดาทรงเงื้อเหล็กแหลมขึ้นสูง พระนางทรงคิดว่าชีวิตของพระนางจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรนับจากช่วงเวลานี้ ในอีกไม่กี่วินาทีจะไม่มีสิ่งใดเหมือนเดิมอีก อาณาจักรแม็คคลาวด์จะเป็นอิสระจากราชาทรราช ประชาชนของพระนางก็จะรอดชีวิตจากการบุกทำลายล้าง พระสวามีของพระนางจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ และในที่สุดทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี เจ้าหญิงลูอันดาทรงชะงักนิ่งด้วยความกลัว พระนางทรงสั่นกลัว หากไม่ทรงลงมือในตอนนี้ ก็จะไม่มีโอกาสอีก เจ้าหญิงทรงหายพระทัยเข้า แล้วก้าวไปอีกหนึ่งก้าว เงื้อเหล็กแหลมไว้เหนือพระเศียรด้วยพระหัตถ์ทั้งสองข้าง แล้วคุกพระชานุลงทันที จ้วงแทงเหล็กแหลมลงมาด้วยพละกำลังทั้งหมดที่ทรงมี เตรียมพร้อมที่แทงมันเข้าไปที่หลังของราชาแม็คคลาวด์ แต่กลับมีบางอย่างที่ไม่ทรงคาดคิดเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะทรงตั้งตัวได้ทัน ในวินาทีสุดท้ายนั้น ราชาแม็คคลาวด์ทรงกลิ้งหลบออกไป สำหรับบุรุษที่มีร่างกายใหญ่โตเช่นราชาแม็คคลาวด์ พระองค์ทรงเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าที่พระนางทรงคิดมาก ราชาแม็คคลาวด์กลิ้งหลบไปทางหนึ่ง ทำให้สตรีที่นอนอยู่เบื้องล่างกลายเป็นเป้า และมันสายเกินกว่าที่เจ้าหญิงลูอันดาจะทรงยั้งพระหัตถ์ได้ทัน เหล็กแหลมยังคงพุ่งแทงลงไปในทรวงอกของเด็กสาวนางนั้น ท่ามกลางความตื่นตะลึงของเจ้าหญิงลูอันดา เด็กสาวผุดลุกขึ้นนั่ง กรีดร้อง เจ้าหญิงลูอันดาทรงตกพระทัยและรู้สึกว่าเหล็กแหลมแทงเข้าไปในเนื้อของนาง ลึกเข้าไปจนถึงหัวใจ โลหิตไหลทะลักจากปากเด็กสาวขณะที่นางมองมาที่เจ้าหญิงด้วยความหวาดกลัวและผิดหวัง ในที่สุด นางก็ล้มลงสิ้นใจตาย เจ้าหญิงลูอันดาทรงคุกเข่านิ่งอยู่เช่นนั้น ใจสลาย ทรงพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ก่อนที่พระนางจะทรงเข้าใจเรื่องทั้งหมด ก่อนที่จะทรงรู้ว่าราชาแม็คคลาวด์ปลอดภัย เจ้าหญิงทรงรู้สึกถึงแรงฟาดเข้าที่พระปราง และรู้สึกว่าล้มลงกับพื้น ขณะที่เจ้าหญิงทรงกระเด็นไปในอากาศนั้น ทรงรับรู้ได้อย่างเลือนรางว่าราชาแม็คคลาวด์เพิ่งต่อยพระนาง แรงจนลอยถลาไป พระองค์ทรงรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเจ้าหญิงนับตั้งแต่ที่ทรงเดินเข้ามาในห้องนี้ ทรงแสร้งทำเป็นไม่รู้ และรอจังหวะ รอโอกาสเหมาะที่ไม่เพียงทรงหลบพ้นการจ้วงแทงของพระนาง แต่ยังลวงให้พระนางฆ่าเด็กสาวที่น่าสงสารนางนั้นในเวลาเดียวกัน และโยนความรู้สึกผิดให้แก่เจ้าหญิง เจ้าหญิงลูอันดาทรงเห็นพระพักตร์ของราชาแม็คคลาวด์ ก่อนที่โลกของพระนางจะดับมืดลง พระองค์ทรงแย้มสรวล อ้าพระโอษฐ์กว้าง หายพระทัยแรงเหมือนกับสัตว์ป่า และสิ่งสุดท้ายที่ทรงได้ยิน ก่อนที่ราชาแม็คคลาวด์จะยกฉลองพระบาทบู้ทอันใหญ่โตกระทืบลงที่พระพักตร์ของพระนาง คือเสียงแหบห้าวที่เปล่งจากพระศอเหมือนกับสัตว์ “เจ้าช่วยข้าจริง ๆ” ราชาตรัส “ข้าเสร็จธุระกับนางพอดี” บทที่ สอง เจ้าหญิงเกว็นโดลีนทรงวิ่งไปตามตรอกคดเคี้ยวในย่านเสื่อมโทรมของเมือง น้ำพระเนตรไหลนองพระปรางทั้งสองข้าง ขณะที่ทรงวิ่งออกไปจากปราสาท พยายามไปให้ไกลจากราชากาเร็ธให้มากที่สุดเท่าที่จะทรงทำได้ พระหทัยยังคงเต้นแรงจากการเผขิญหน้ากัน นับตั้งแต่ทรงเห็นเฟิร์ธถูกแขวนคอ นับตั้งแต่ได้ยินคำขู่ของกาเร็ธ พระนางทรงพยายามอย่างยิ่งที่จะแยกแยะความจริงจากคำโกหกของกาเร็ธ แต่สำหรับคนที่มีจิตวิปริตเช่นกาเร็ธแล้ว ความจริงและคำโกหกนั้นพันพัวอยู่ด้วยกัน ยากที่แยกออกว่าสิ่งไหนคือความจริง เขาพยายามที่จะทำให้เจ้าหญิงทรงหวาดกลัวใช่หรือไม่? หรือว่าทุกสิ่งที่เขาบอกเป็นความจริง? เจ้าหญิงเกว็นโดลีนทรงเห็นร่างของเฟิร์ธที่ถูกแขวนอยู่ด้วยพระองค์เอง ซึ่งนั่นบอกพระนางว่าครั้งนี้เรื่องทั้งหมดนี่อาจจะเป็นความจริง บางทีก็อดฟรีย์อาจจะถูกวางยาพิษจริง ๆ พระนางอาจจะถูกส่งไปแต่งงานกับพวกคนเถื่อนเนวารันจริง และธอร์อาจจะกำลังขี่ม้าไปถูกซุ่มโจมตีอยู่ในตอนนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้เจ้าหญิงตัวสั่น พระนางทรงรู้สึกอับจนหนทาง เจ้าหญิงจะต้องแก้ไขให้มันถูกต้อง พระนางไม่อาจวิ่งไปหาธอร์ได้ แต่ทรงสามารถไปวิ่งไปหาก็อดฟรีย์ เพื่อดูว่าเขาถูกวางยาพิษจริงหรือไม่ และเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เจ้าหญิงเกว็นโดลีนทรงวิ่งเร็วลึกเข้าไปในย่านเสื่อมโทรมของเมือง ทรงประหลาดพระทัยที่ต้องกลับมาที่นี่อีก สองครั้งแล้วในรอบหลายวัน ในย่านที่น่าขยะแขยงของราชสำนัก ซึ่งพระนางปฏิญาณว่าจะไม่กลับมาอีก หากก็อดฟรีย์ถูกวางยาพิษจริง เจ้าหญิงทรงรู้ว่ามันจะต้องเกิดที่ร้านเหล้า จะเป็นที่ไหนได้อีก? พระนางทรงกริ้วที่เขากลับมาที่นี่อีก ไม่ระวังตัวและประมาท แต่เหนืออื่นใดแล้ว เจ้าหญิงทรงหวาดกลัวแทนเชษฐา พระนางทรงรู้ว่าเป็นห่วงเชษฐามากเพียงใดในช่วงไม่กี่วันมานี้ และเมื่อคิดว่าหากต้องสูญเสียเขาไปอีกคน โดยเฉพาะหลังจากที่พระนางเพิ่งสูญเสียพระบิดาไป ทำให้ทรงรู้สึกใจหาย เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกว่าพระนางมีส่วนต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ เจ้าหญิงเกว็นโดลีนทรงหวาดกลัวอย่างแท้จริงขณะที่ทรงวิ่งไปตามตรอกเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะพวกขี้เมาหรือพวกอันธพาลรอบ ๆ พระวรกาย แต่เป็นความกลัวที่มีต่อราชากาเร็ธ พระเชษฐามากกว่า ตอนที่พบกันเขาดูหมกมุ่น พระนางไม่อาจลบภาพใบหน้าและดวงตาของเขาออกไปจากใจได้ มันดำคล้ำและไร้วิญญาณ เขาดูเหมือนถูกครอบงำ และการที่เขานั่งอยู่บนบัลลังก์ของพระบิดายิ่งทำให้ดูเหมือนไม่ใช่ความจริง เจ้าหญิงทรงกลัวความอาฆาตของกาเร็ธ เขาอาจจะวางแผนส่งพระนางไปแต่งงานจริงก็เป็นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะไม่ทรงยอมให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน หรือเขาอาจจะต้องการให้พระนางไม่ทันระวังพระองค์ และกำลังวางแผนที่จะสังหารพระนางจริง ๆ เจ้าหญิงเกว็นทอดพระเนตรสองข้างทางระหว่างที่ทรงวิ่งไป ใบหน้าที่ทรงเห็นดูไม่เป็นมิตรและแปลกตา ทุกคนดูเป็นภัยที่กาเร็ธส่งมาจัดการพระนาง เจ้าหญิงทรงหวาดระแวงไปหมด เจ้าหญิงเกว็นทรงเลี้ยวที่หัวมุมและชนเข้ากับขี้เมาเฒ่าคนหนึ่งจนเซถลาไป พระนางทรงตกพระทัยและเผลอร้องออกมา เจ้าหญิงทรงหวาดระแวง เป็นครู่กว่าจะทรงรู้ตัวว่าเป็นแค่คนเดินผ่านมาที่เลินเล่อ ไม่ใช่สมุนของกาเร็ธ เจ้าหญิงเกว็นทรงหันไปมอง เห็นเขาเดินโซเซจากไป ไม่หันกลับมาขอโทษด้วยซ้ำ ความน่าอดสูในย่านนี้ของเมืองนั้นเกินกว่าที่จะทรงทนรับได้ หากไม่ใช่เพื่อก็อดฟรีย์แล้ว พระนางจะไม่มีวันเฉียดมาใกล้แถวนี้อีก เจ้าหญิงทรงเกลียดเชษฐาที่ทำให้ต้องทรงลดตัวมาที่นี่ ทำไมเขาจึงอยู่ห่างจากร้านเหล้าไม่ได้นะ? เจ้าหญิงเกว็นทรงเลี้ยวที่อีกมุมหนึ่งและตรงนั้นเอง คือร้านเหล้าของก็อดฟรีย์ ร้านที่แทบจะเรียกว่าอาคารไม่ได้ โกโรโกโส ประตูเปิดอ้าอยู่ มีขี้เมาเดินออกมาเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด เจ้าหญิงไม่ทรงเสียเวลา รีบเสด็จผ่านเข้าประตูที่เปิดอ้าอยู่เข้าไป เมื่อเข้าไปภายในพระนางทรงรออยู่ครู่หนึ่งให้พระเนตรปรับแสงในความสลัวภายในร้านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเอล และกลิ่นตัวคน ทั้งร้านตกอยู่ในความเงียบ ชายกว่ายี่สิบคนที่แออัดกันอยู่ในนี้ต่างหันมามองที่พระนางด้วยความประหลาดใจ ที่เห็นราชนิกูลในทรงฉลองพระองค์งดงาม บุกเข้ามาในร้านที่น่าจะไม่ได้ทำความสะอาดมาหลายปีแล้ว เจ้าหญิงทรงเดินเข้าไปหาชายร่างสูง พุงใหญ่คนหนึ่ง ที่ทรงจำได้ว่าคือ อคอร์ธ สหายร่วมดื่มคนหนึ่งของก็อดฟรีย์ “พี่ชายข้าอยู่ที่ไหน?” เจ้าหญิงตรัสถาม เจ้าหญิงทรงประหลาดพระทัยที่อคอร์ธซึ่งปกติแล้วเป็นคนรื่นเริง มักจะมีเรื่องตลกบ้าน ๆ ที่ขำเองคนเดียว เขาเพียงแค่ผงกศีรษะ “ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฝ่าบาท” เขาทูลอย่างเคร่งขรึม “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” เจ้าหญิงทรงย้ำ พระหทัยเต้นแรง “เจ้าชายเสวยเหล้าปนเปื้อนเข้าไป” ชายร่างสูง ผอม ที่ทรงจำได้ว่าชื่อฟุลตัน สหายอีกคนของก็อดฟรีย์ ทูลตอบ “ทรงเข้าบรรทมดึกเมื่อคืนนี้ และยังไม่ลุกขึ้นอีกเลย” “เขายังมีชีวิตอยู่ไหม?” เจ้าหญิงตรัสถามอย่างตระหนก แล้วทรงคว้าข้อมืออคอร์ธไว้ “ร่อแร่เต็มที่” เขาทูลตอบพลางก้มหน้า “เจ้าชายอาการไม่ดีนัก ทรงไม่ตรัสอะไรมาสักชั่วโมงแล้ว” “เขาอยู่ที่ไหน?” เจ้าหญิงเกว็นทรงยืนกราน “อยู่ที่ด้านหลัง แม่หญิง” คนขายเหล้าทูล พลางเอนตัวข้ามโต๊ะมาปัดเหยือกเหล้า เขาเองก็ดูเคร่งขรึม “และท่านน่าจะเตรียมแผนจัดการกับเขาด้วย ข้าจะไม่ยอมมีศพอยู่ในร้านของข้า” เจ้าหญิงเกว็นทรงเหลืออด ประหลาดพระทัยที่พระองค์ทรงชักมีดสั้นเล่มเล็กออกมา จ่อเข้าที่ลำคอของคนขายเหล้า เขากลืนน้ำลาย ดูตกตะลึง ขณะที่ทั้งห้องเงียบสนิท “ก่อนอื่น” เจ้าหญิงตรัส “ที่นี่ไม่เรียกว่าร้านหรอก มันเป็นข้ออ้างที่ใช้เรียกบ่อน้ำ และข้าจะให้ทหารองครักษ์พังที่นี่ให้ราบ ถ้าเจ้าพูดกับข้าแบบนั้นอีก เจ้าน่าจะเริ่มต้นด้วยการเรียกข้าว่า ฝ่าบาท” เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกไม่เป็นตัวเอง ทรงประหลาดพระทัยที่ทรงเข้มแข็ง พระนางไม่ทรงรู้เลยว่ามันมาจากไหน ชายขายเหล้ากลืนน้ำลาย “ฝ่าบาท” เขาทูลตาม เจ้าหญิงเกว็นทรงถือมีดสั้นไว้มั่น “เรื่องที่สอง พี่ชายข้าจะไม่ตาย ไม่ใช่ที่นี่ ศพของเขาเป็นเกียรติแก่ร้านของเจ้ามากกว่าคนเป็นที่ผ่านเข้าออกที่นี่เสียอีก และถ้าเขาตาย เจ้ามั่นใจได้เลยว่าเจ้าต้องรับผิดชอบด้วย” “แต่ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ฝ่าบาท!” เขาโอดโอย “มันก็เหล้าแบบเดียวกับที่ข้ารินให้คนอื่น ๆ!” “ต้องมีคนวางยาพิษในเหล้า” อคอร์ธกล่าวเสริม “อาจจะเป็นใครก็ได้” ฟุลตันบอก เจ้าหญิงเกว็นลดมีดสั้นลงช้า ๆ “พาข้าไปหาเขา เดี๋ยวนี้!” เจ้าหญิงตรัสสั่ง ตอนนี้เจ้าของร้านก้มศีรษะอย่างนอบน้อม และรีบเดินออกประตูด้านข้างที่อยู่ด้านหลังโต๊ะขายเหล้า เจ้าหญิงเกว็นเสด็จตามเขาไปติด ๆ โดยมีอคอร์ธและฟุลตันตามมาด้วย เจ้าหญิงเกว็นทรงเข้าไปในห้องเล็กด้านหลังร้าน และได้ยินเสียงพระนางเองที่เปล่งออกมาเมื่อได้เห็นเชษฐา เจ้าชายก็อดฟรีย์นอนหงายอยู่บนพื้น พระองค์ดูซีดเผือดกว่าที่ทรงเคยเห็น ก็อดฟรีย์อยู่ห่างความตายเพียงก้าวเดียว เรื่องทั้งหมดเป็นความจริง เจ้าหญิงเกว็นรีบเสด็จไปข้างพี่ชาย ทรงคว้าพระหัตถ์ไว้และรู้สึกถึงความเย็นเฉียบ เขาไม่ตอบสนอง นอนนิ่งอยู่กับพื้น ไม่ได้โกนหนวดเครา ผมเผ้าเหนียวปรกหน้าผาก แต่เจ้าหญิงยังทรงรู้สึกถึงชีพจรของเขา แม้จะแผ่วแต่ก็ยังเต้นอยู่ พระนางทรงเห็นอุระขยับทุกจังหวะการหายใจ เขายังมีชีวิตอยู่ พระนางทรงกริ้วขึ้นมาทันที “เจ้าทิ้งเขาไว้อย่างนี้ได้อย่างไร?” เจ้าหญิงทรงตะโกน พลางหันไปหาเจ้าของร้าน “พี่ชายข้า เป็นราชนิกูล ถูกทิ้งให้นอนอยู่บนพื้นราวกับสุนัขรอความตายอย่างนั้นหรือ?” เจ้าของร้านเหล้ากลืนน้ำลาย ดูเป็นกังวล “ข้าจะทำอะไรได้อีก ฝ่าบาท?” เขาทูลถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ “ที่นี่ไม่ใช่โรงหมอ ทุกคนบอกว่าเจ้าชายสิ้นพระชนม์แน่ และ....” “เขายังไม่ตาย!” เจ้าหญิงทรงตะโกน “แล้วเจ้าสองคน” ทรงหันไปหาอคอร์ธและฟุลตัน “พวกเจ้าเป็นเพื่อนแบบไหนกัน? เขาเคยทิ้งพวกเจ้าแบบนี้ไหม?” อคอร์ธและฟุลตันมองหน้ากันเงียบ ๆ “อภัยให้ข้าด้วย” อคอร์ธทูล “หมอมาดูเมื่อคืนนี้และบอกว่าเจ้าชายกำลังจะสิ้นพระชนม์ และทำได้แค่รอเวลาให้ความตายมาถึงเท่านั้น ข้าไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้อีก” “เราอยู่กับพระองค์ตลอดคืน ฝ่าบาท” ฟุลตันทูลเสริม “อยู่ข้างพระองค์ เราเพิ่งออกไปพักและดื่มเพื่อให้ลืมความเศร้า ตอนที่ท่านเสด็จมาถึง และ...” เจ้าหญิงเกว็นทรงยื่นพระหัตถ์ไปปัดเหยือกเหล้าในมือของทั้งสองคนด้วยความกริ้ว เหยือกกระเด็นไปบนพื้น เหล้ากระจายไปทั่ว ทั้งสองคนเงยหน้ามองพระนางด้วยความตกใจ “เจ้าสองคน ช่วยกันยกเขาคนละด้าน” พระนางตรัสสั่งอย่างเย็นชา ทรงรู้สึกถึงพละกำลังที่พลุ่งพล่านขึ้นใหม่ในพระวรกาย “พวกเจ้าจะพาเขาไปจากที่นี่ เดินตามข้าไปในราชสำนัก จนถึงหมอหลวง พี่ชายข้าจะต้องได้รับการรักษาที่แท้จริง และจะไม่ถูกทิ้งให้ตายเพราะคำบอกของหมอโง่เง่า” “ส่วนเจ้า” เจ้าหญิงทรงหันไปหาเจ้าของร้านเหล้า “หากพี่ชายข้ารอด และถ้าเขากลับมาที่นี่อีก แล้วเจ้ายอมรินเหล้าให้เขาดื่มอีก ข้าจะถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะโยนเจ้าเข้าคุกใต้ดินไม่ได้ออกมาอีก” เจ้าของร้านขยับตัวและก้มศีรษะ “เอาล่ะ ไปได้แล้ว!” เจ้าหญิงทรงตะโกน อคอร์ธและฟุลตันสะดุ้ง แล้วกระโดดขึ้นทำตาม เจ้าหญิงเกว็นรีบเสด็จออกจากห้อง โดยมีชายทั้งสองแบกเชษฐาของพระนางตามหลังมา ออกจากร้านเหล้าไปสู่แสงตะวัน ทั้งหมดรีบเดินไปตามตรอกแออัดเพื่อมุ่งหน้าไปหาหมอหลวง เจ้าหญิงเกว็นได้แต่ภาวนาว่ามันจะไม่สายเกินไป บทที่ สาม ธอร์ขี่ม้าข้ามทุ่งคลุ้งฝุ่นนอกเขตราชสำนัก โดยมีเจ้าชายรีซ โอคอนเนอร์ เอลเด็นและคู่แฝดอยู่ด้านข้าง โครห์นวิ่งตามมาด้วย เจ้าชายเคนดริค คอล์ค บรอม และทหารกองยุวชนและกองรบเงินขี่ม้ามาพร้อมพวกเขา ยกทัพใหญ่ไปรับมือกับพวกแม็คคลาวด์ ทั้งหมดขี่ม้าไปพร้อมกัน เตรียมพร้อมที่จะปกป้องเมือง เสียงฝีเท้าม้าดังสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าผ่า พวกเขาขี่ม้ามาตลอดทั้งวัน อาทิตย์ดวงที่สองเริ่มคล้อยต่ำอยู่บนฟ้า ธอร์แทบไม่อยากเชื่อว่าเขาขี่ม้าอยู่กับนักรบผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ในภารกิจทางทหารครั้งแรกของเขา ธอร์รู้สึกว่าได้รับการยอมรับเป็นหนึ่งในพวกเขา ที่จริงกองทหารยุวชนทั้งกองถูกเรียกตัวมาเป็นกองหนุน เพื่อนทุกคนขี่ม้าอยู่รอบตัวเขา กองทหารยุวชนมีจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับกองทัพหลวงหลายพันคน และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ธอร์รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ธอร์รู้สึกถึงเป้าหมายที่กำลังผลักดันเขาอยู่ เขารู้สึกเป็นที่ต้องการ ชาวเมืองกำลังถูกพวกแม็คคลาวด์จับตัวไว้ และเป็นหน้าที่ของกองทัพนี้ที่จะช่วยปลดปล่อยพวกเขา เพื่อช่วยชาวเมืองให้พ้นจากชะตากรรมอันโหดร้าย ความสำคัญของสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ทิ้งน้ำหนักลงบนบ่าเขาราวกับมีชีวิต มันทำให้เขารู้สึกมีชีวิต ธอร์รู้สึกปลอดภัยท่ามกลางชายเหล่านี้ แต่เขายังรู้สึกกังวลด้วย กองทัพนี้ประกอบด้วยชายชาตรีแต่นั่นก็หมายถึงพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับชายฉกรรจ์ด้วยเช่นกัน มันเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นและความตาย เดิมพันนั้นสูงกว่าที่เขาเคยพบมากนัก ขณะที่ธอร์ขี่ม้าไปนั้น เขายื่นมือลงไปตามสัญชาตญาณและรู้สึกมั่นใจเมื่อพบหนังสติ๊กคู่ใจและดาบเล่มใหม่ของเขา ธอร์สงสัยว่าเมื่อวันนี้สิ้นสุดลงมันจะเปื้อนคราบโลหิตหรือไม่ หรือเขาเองจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ทันใดนั้นมีเสียงตะโกนดังขึ้น ดังสนั่นกว่าเสียงฝีเท้าม้า ขณะที่พวกเขาเลี้ยวไปตามโค้งและเห็นเมืองที่ถูกบุกยึดอยู่ตรงขอบฟ้าเป็นครั้งแรก ควันดำลอยคละคลุ้งเหนือเมือง กองทัพแม็คกิลกระตุ้นม้าเพื่อเร่งความเร็ว ธอร์ก็เตะม้าแรงขึ้น พยายามตามคนอื่นให้ทัน ขณะที่ทุกคนชักดาบออกมา ชูขึ้นและมุ่งหน้าไปยังเมืองนั้นด้วยความมุ่งมั่น กองทัพมหึมาแยกออกเป็นกองย่อย ในกองของธอร์มีทหารสิบนาย ทหารยุวชน เพื่อนของเขา และคนอื่นอีกสองสามคนที่เขาไม่รู้จัก ด้านหน้ามีผู้บัญชาการอาวุโสนายหนึ่งขี่ม้านำอยู่ คนอื่น ๆ เรียกเขาว่า ฟอร์ก เป็นชายร่างสูงผอมเกร็ง ผิวเป็นรอยแผลเป็นจากฝีดาษ ผมสีเทาตัดสั้น ดวงตาโหลลึก กองทัพแยกออกเป็นกองย่อยและกระจายออกไปทุกทิศ “กองนี้ตามข้ามา!” เขาสั่ง ชี้ไม้เท้ามาที่ธอร์และคนอื่น ๆ ให้แยกออกมาและตามเขาไป กองของธอร์ทำตามคำสั่ง และขี่ม้าตามหลังฟอร์กไป แยกห่างออกจากกองทัพใหญ่ ธอร์หันกลับไปดูและสังเกตว่ากองของเขาแยกห่างออกมา มากที่สุด กองทัพหลวงเริ่มไกลออกไปมากขึ้น และขณะที่ธอร์กำลังสงสัยว่าพวกเขาจะถูกพาไปที่ไหน ฟอร์กก็ตะโกนขึ้น “เราจะเข้าประจำที่ทางด้านข้างกองทัพของพวกแม็คคลาวด์!” ธอร์และคนอื่น ๆ มองหน้ากันอย่างกังวลและตื่นเต้นขณะที่ขี่ม้าแยกออกไป จนกองทัพใหญ่หายลับไปจากสายตา ในไม่ช้าพวกเขาก็ไปถึงภูมิประเทศใหม่ เมืองหายไปจากสายตา ธอร์ระวังตัว แต่ไม่มีวี่แววกองทัพของพวกแม็คคลาวด์ ในที่สุด ฟอร์กก็ชักม้าให้หยุดลงที่เนินเขาเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในป่าละเมาะ คนอื่นหยุดอยู่ด้านหลังเขา ธอร์และเพื่อนมองดูฟอร์กพลางสงสัยถึงสาเหตุที่เขาหยุด “ภารกิจของเราคือประจำการอยู่ที่นั่น” ฟอร์กอธิบาย “พวกเจ้ายังเป็นนักรบหนุ่ม เราจึงไม่อยากให้เผชิญความคุกรุ่นของสนามรบมากนัก พวกเจ้าต้องตั้งมั่นอยู่ที่นี่ ขณะที่กองทัพหลวงเคลื่อนผ่านเมืองไปเผชิญหน้ากับกองทัพแม็คคลาวด์ ทหารแม็คคลาวด์ไม่น่าจะมาทางนี้ พวกเจ้าน่าจะปลอดภัยที่นี่ กระจายกันประจำตำแหน่งและรออยู่ที่นี่จนกว่าเราจะสั่งเปลี่ยนแปลง ไปได้แล้ว!” ฟอร์กกระตุ้นม้าให้วิ่งขึ้นเนินไป ธอร์และคนอื่นทำตามและขี่ม้าตามเขาไป กองทหารเล็ก ๆ นี้ขี่ม้าตัดทุ่งราบคละคลุ้งไปด้วยฝุ่น โดยไม่เห็นใครเลยในรัศมีการมองเห็น ธอร์รู้สึกผิดหวังที่ถูกถอนออกจากหน้าที่หลัก ทำไมพวกเขาถึงได้รับการปกป้องขนาดนี้? ยิ่งขี่ม้าใกล้เข้าไป ธอร์ก็ยิ่งรู้สึกประหลาด เขาไม่รู้ว่าคืออะไร แต่สัมผัสที่หกของเขาบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เมื่อพวกเขาใกล้ถึงยอดเนิน ด้านบนมีป้อมโบราณเล็ก ๆ ตั้งอยู่ หอคอยสูงถูกทิ้งร้าง บางอย่างบอกให้ธอร์หันกลับไปดูด้านหลัง เมื่อเขาหันไปก็ต้องประหลาดใจที่เห็นฟอร์กค่อย ๆ ลงไปอยู่รั้งท้าย ห่างออกไปเรื่อย ๆ และขณะที่เขากำลังมองดูนั้น ฟอร์กก็หันหลังแล้วกระตุ้นม้าควบห่างออกไปโดยไม่บอกกล่าว ธอร์ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ ๆ ฟอร์กจึงทิ้งพวกเขาไว้? โครห์นร้องครางอยู่ข้างเขา ขณะที่ธอร์กำลังประมวลสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาก็ไปถึงยอดเนิน ไปถึงป้อมโบราณนั่น ไม่คาดคิดว่าจะได้พบอะไรนอกจากความรกร้างตรงหน้า แต่แล้วกองทหารยุวชนกองเล็ก ๆ นี้กลับต้องชักม้าให้หยุดอย่างกะทันหัน ทุกคนชะงักนิ่งและตัวแข็งกับภาพที่เห็นตรงหน้า ที่นั่นมีกองทัพของแม็คคลาวด์ทั้งกองกำลังรอพวกเขาอยู่ ทุกคนถูกนำมาติดกับดัก บทที่ สี่ เจ้าหญิงเกว็นโดลีนรีบเสด็จไปตามถนนคดเคี้ยวในราชสำนัก อคอร์ธและฟุลตันแบกเจ้าชายก็อดฟรีย์ตามไปด้านหลัง ทรงแหวกทางผ่านชาวบ้านธรรมดาไป เจ้าหญิงตั้งพระทัยที่จะถึงหมอให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก็อดฟรีย์จะตายไม่ได้ ไม่ใช่หลังจากที่ผ่านเรื่องต่าง ๆ นี้มา และต้องไม่ใช่มาตายแบบนี้ เจ้าหญิงแทบจะทรงเห็นภาพรอยยิ้มพึงพอใจของกาเร็ธเมื่อรู้ข่าวการตายของก็อดฟรีย์ ซึ่งพระนางทรงตั้งพระทัยที่จะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น เจ้าหญิงเกว็นทรงปรารถนาให้พระนางได้มาพบเจ้าชายก็อดฟรีย์เร็วกว่านี้ เมื่อเจ้าหญิงทรงเลี้ยวที่มุมหนึ่งและเสด็จเข้าไปสู่จัตุรัสของเมือง มีฝูงชนหนาแน่นเป็นพิเศษ เมื่อทรงเงยพระพักตร์ขึ้นและเห็นเฟิร์ธที่ยังคงถูกห้อยอยู่บนขื่อ มีบ่วงเชือกรัดแน่นอยู่รอบลำคอ ห้อยต่องแต่งให้ผู้คนมองดูด้วยความแปลกใจ เจ้าหญิงทรงเมินหนีด้วยสัญชาตญาณ มันเป็นภาพที่น่าสยดสยอง เป็นสิ่งย้ำเตือนถึงความชั่วร้ายของเชษฐา พระนางทรงรู้สึกว่าไม่อาจจะหนีพ้นเงื้อมมือของเชษฐาไม่ว่าจะไปที่ไหน ช่างน่าประหลาดเมื่อทรงคิดว่าพระนางเพิ่งจะคุยกับเฟิร์ธอยู่เมื่อวันก่อน แต่ตอนนี้เขาถูกแขวนคออยู่ที่นั่น ทรงอดรู้สึกไม่ได้ว่าความตายรายล้อมอยู่รอบพระวรกาย และกำลังมาหาพระนางเองด้วย แม้เจ้าหญิงเกว็นจะทรงอยากเลือกใช้เส้นทางอื่น แต่พระนางรู้ดีว่าทางที่ผ่านจัตุรัสไปเป็นทางที่สั้นที่สุด พระนางไม่อาจยอมแพ้แก่ความกลัว ทรงบังคับตัวเองให้เสด็จผ่านขื่อคานี้ ผ่านร่างที่ห้อยต่องแต่งไป ขณะนั้นเอง พระนางทรงประหลาดพระทัยที่เห็นเพชรฆาตในชุดเสื้อคลุมสีดำขวางทางพระนางอยู่ ในตอนแรกทรงคิดว่าเขาจะสังหารพระนางด้วย จนเขาโค้งถวายคำนับ “ฝ่าบาท” เขาทูลอย่างนอบน้อม โค้งศีรษะแสดงความเคารพ “ยังไม่มีรับสั่งว่าจะทำเช่นไรกับศพ ข้าไม่ได้รับแจ้งว่าควรจะฝังเขาให้เหมาะสมหรือโยนลงหลุมพวกคนอนาถา” เจ้าหญิงเกว็นทรงหยุด รำคาญพระทัยที่ต้องจัดการเรื่องนี้ อคอร์ธและฟุลตันหยุดอยู่ด้านหลังพระนาง เจ้าหญิงทรงเงยพระพักตร์ขึ้น หรี่พระเนตรสู้แสงอาทิตย์ มองดูร่างที่ห้อยอยู่ห่างไปไม่กี่ฟุต พระนางกำลังจะขยับพระองค์ไปต่อและไม่สนพระทัยเขา เมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้น เจ้าหญิงทรงต้องการความยุติธรรมให้แก่พระบิดา “โยนเขาลงไปในหลุมรวม” พระนางตรัส “ไม่ต้องทำป้าย ไม่ต้องมีพิธีฝังพิเศษอะไรให้เขา ข้าอยากให้ชื่อของเขาถูกลืมไปจากบันทึกประวัติศาสตร์” เขาโค้งศีรษะรับ เจ้าหญิงทรงรู้สึกเหมือนได้ล้างแค้นอยู่เล็ก ๆ ถึงอย่างไรชายคนนี้ก็เป็นคนที่ลงมือปลงพระชนม์พระบิดา แม้พระนางจะทรงเกลียดความรุนแรง แต่จะไม่ทรงหลั่งน้ำตาให้เฟิร์ธ เจ้าหญิงทรงรู้สึกว่าดวงพระวิญญาณของพระบิดาทรงอยู่กับพระนางในตอนนี้ ชัดเจนยิ่งกว่าที่เคย และทรงรู้สึกได้ว่าพระองค์ทรงสงบสุข “มีอีกเรื่องหนึ่ง” พระนางตรัสต่อ เพชรฆาตชะงัก “เอาศพลงมาตอนนี้เลย” “ตอนนี้หรือฝ่าบาท?” เพชรฆาตทูลถาม “แต่ราชาทรงมีรับสั่งให้แขวนไว้ไม่มีกำหนด” เจ้าหญิงเกว็นส่ายพระพักตร์ “เดี๋ยวนี้” เจ้าหญิงทรงย้ำ “นั่นเป็นรับสั่งใหม่” พระนางทรงปด เพชรฆาตถวายคำนับแล้วรีบไปตัดเชือกนำศพลงมา เจ้าหญิงเกว็นรู้สึกสาแก่ใจขึ้นมาอีก พระนางทรงไม่สงสัยเลยว่าราชากาเร็ธจะต้องคอยดูศพของเฟิร์ธจากหน้าต่างตลอดวัน และการที่เอาศพเขาลงนั้นจะต้องทำให้กริ้ว และเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นเช่นที่ทรงวางแผนไว้เสมอไป เจ้าหญิงกำลังจะทรงผละจากไปเมื่อทรงได้ยินเสียงร้องแหลมสะดุดหู พระนางทรงหันกลับไป เงยพระพักตร์ขึ้นมอง ทรงเห็นเอสโตฟีลีสเกาะอยู่เหนือขื่อคา เจ้าหญิงทรงยกพระหัตถ์ขึ้นป้องแสงอาทิตย์ พยายามให้แน่พระทัยว่าไม่ได้ตาฝาด เอสโตฟีลีสร้องดังขึ้นอีก แล้วกางปีกออกก่อนจะหุบ เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกว่านกตัวนี้เป็นสื่อนำดวงพระวิญญาณของพระบิดา ที่แม้จะยังไม่สงบสุข แต่ก็ใกล้เข้าไปอีกขั้น พระนางทรงเกิดความคิดขึ้นมาทันที เจ้าหญิงทรงผิวปากและยื่นพระพาหาออกไปข้างหนึ่ง เอสโตฟีลีสโฉบลงมาจากขื่อและเกาะที่ข้อพระกรของเจ้าหญิงเกว็น นกตัวนี้หนัก กรงเล็บของมันจิกลงไปในพระฉวีของเจ้าหญิง “ไปหาธอร์” พระนางทรงกระซิบสั่งเจ้านก “หาเขาให้พบในสนามรบ ปกป้องเขา ไป!” เจ้าหญิงทรงตะโกนพลางยกพระพาหาขึ้น พระนางทอดพระเนตรเอสโตฟีลีสกระพือปีกและทะยานสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า ทรงภาวนาให้มันได้ผล มีปริศนาบางอย่างเกี่ยวกับนกตัวนี้ โดยเฉพาะการที่มันเชื่อมโยงกับธอร์ เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้ว่าอะไรก็เป็นไปได้ เจ้าหญิงทรงดำเนินต่อไป รีบเสด็จไปตามถนนคดเคี้ยวตรงไปยังกระท่อมของหมอ ทุกคนผ่านประตูโค้งหนึ่งในหลายประตู เพื่อมุ่งหน้าออกนอกเมือง พระนางรีบเสด็จไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทรงทำได้ พลางภาวนาให้ก็อดฟรีย์อดทนได้นานพอจนได้รับความช่วยเหลือ อาทิตย์ดวงที่สองเริ่มคล้อยต่ำตอนที่พวกเขาปีนขึ้นไปตามเนินเขาเล็ก ๆ แถบชานเมือง และกระท่อมของหมอเริ่มปรากฏให้เห็น เป็นกระท่อมห้องเดียวธรรมดา ผนังทำจากดินสีขาว มีหน้าต่างเล็ก ๆ อยู่ด้านละหนึ่งบาน ประตูโค้งบานเล็กด้านหน้าทำจากไม้โอ๊ค บนหลังคามีพืชหลากชนิดหลากสีห้อยลงมารอบกระท่อม ซึ่งล้อมไว้ด้วยสวนสมุนไพรแผ่อยู่โดยรอบ ดอกไม้หลากสีสันและขนาดทำให้กระท่อมหลังนี้ดูราวกับตั้งอยู่กลางเรือนต้นไม้ เจ้าหญิงเกว็นทรงวิ่งไปที่ประตูและกระแทกที่เคาะหลายครั้ง ประตูเปิดออก หมอหลวงยืนทำหน้าตกใจที่เห็นพระนาง อิลเลพราเป็นหมอหลวงมาตลอดชีวิตของนาง และเห็นเจ้าหญิงมาตั้งแต่พระนางทรงเริ่มหัดเดิน ถึงกระนั้นนางก็ยังดูสาว ที่จริงแทบจะดูไม่แก่กว่าเจ้าหญิงเกว็นเลย ผิวพรรณของนางเปล่งปลั่งผ่องใส ขับดวงตาสีเขียวมีเมตตา ซึ่งทำให้นางดูแทบจะมีอายุไม่เกินสิบแปดปี เจ้าหญิงทรงรู้ว่านางแก่กว่านั้นมาก รูปลักษณ์ของนางนั้นหลอกตา และทรงรู้ว่าอิลเลพราเป็นคนที่ฉลาดและเก่งที่สุดที่พระนางเคยพบ อิลเลพราหันไปดูเจ้าชายก็อดฟรีย์และเข้าใจสถานการณ์ในทันที ความรื่นเริงหายไปเมื่อนางเบิกตากว้างด้วยความกังวล ตระหนักถึงความเร่งด่วน นางแทรกผ่านเจ้าหญิงออกมาแล้วรีบไปหาเจ้าชายก็อดฟรีย์ วางมือลงที่พระนลาฏ แล้วขมวดคิ้ว “พาพระองค์เข้าไปข้างใน” นางสั่งชายทั้งสองอย่างเร่งร้อน “รีบเร็วเข้า” อิลเลพราเข้าไปด้านใน พลางเปิดประตูออกกว้าง พวกเขาตามนางเข้าไปติด ๆ เจ้าหญิงเกว็นเสด็จตามเข้าไป ทรงก้มพระเศียรเมื่อผ่านประตูเตี้ย แล้วทรงปิดประตูตามหลัง ด้านในนั้นแสงน้อยกว่า พระนางต้องใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อปรับสายพระเนตร ก่อนจะเห็นว่าภายในกระท่อมยังเหมือนที่ทรงจำได้สมัยที่ทรงพระเยาว์ กระท่อมหลังเล็ก สะอาด สว่าง และเต็มไปด้วยต้นไม้ สมุนไพรและยาหลากหลายตำรับ “วางพระองค์ที่นั่น” อิลเลพราสั่งชายทั้งสอง น้ำเสียงจริงจังเช่นที่เจ้าหญิงทรงเคยได้ยิน “บนเตียงที่มุมห้องนั่น ถอดฉลองพระองค์กับฉลองพระบาทออก แล้วออกไปได้” อคอร์ธและฟุลตันทำตามที่สั่ง ขณะที่พวกเขากำลังจะรีบออกไปด้านนอก เจ้าหญิงทรงคว้าแขนอคอร์ธไว้ “ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก” พระนางตรัสสั่ง “ใครก็ตามที่ลงมือกับก็อดฟรีย์ อาจจะยังต้องการโอกาสจัดการเขา หรือข้าอีกก็ได้” อคอร์ธพยักหน้าแล้วออกไปพร้อมฟุลตัน ก่อนจะปิดประตู “ทรงเป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว?” อิลเลพราถามอย่างเร่งร้อน ไม่หันมามองเจ้าหญิงเกว็นขณะที่คุกเข่าอยู่ข้างเจ้าชายก็อดฟรีย์ แล้วเริ่มตรวจพระกร พระนาภีและพระศอ “ตั้งแต่เมื่อคืน” เจ้าหญิงเกว็นตรัสบอก “เมื่อคืน!” อิลเลพราทวนคำ ส่ายศีรษะด้วยความกังวล นางตรวจอาการเงียบ ๆ อยู่นาน สีหน้าหม่นหมองลง “พระอาการไม่ดีเลย” นางทูลขึ้นในที่สุด อิลเลพราวางฝ่ามือลงบนพระนลาฏอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางหลับตาลง สูดหายใจเข้ายาว เกิดความเงียบหนักอึ้งปกคลุมไปทั่วห้อง เจ้าหญิงเกว็นทรงเริ่มลืมเรื่องเวลาไป “ยาพิษ” อิลเลพรากระซิบขึ้นในที่สุด นางยังคงหลับตา ราวกับกำลังอ่านอาการของเจ้าชายด้วยการซึมซับ เจ้าหญิงเกว็นทรงประหลาดพระทัยเสมอกับความเชี่ยวชาญของนาง อิลเลพราไม่เคยผิดเลยสักครั้งในชีวิต นางสามารถช่วยชีวิตคนไว้ได้มากกว่าที่กองทัพสามารถทำได้เสียอีก เจ้าหญิงทรงสงสัยว่ามันเป็นทักษะที่เรียนรู้ได้หรือว่าสืบทอดมาทางสายโลหิต เพราะมารดาของอิลเลพราก็เป็นหมอ รวมถึงยายของนางด้วย แต่ขณะเดียวกันอิลเลพราก็ใช้เวลาทุกนาทีที่ตื่นอยู่ในชีวิตไปกับการศึกษาสูตรยาและการรักษา “เป็นยาพิษที่มีฤทธิ์ร้ายแรงมาก” อิลเลพราทูลต่อด้วยความมั่นใจ “ยาพิษที่ข้าแทบจะไม่เคยพบ มันเป็นยาพิษที่ราคาสูงมาก ใครก็ตามที่คิดจะปลงพระชนม์รู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ เหลือเชื่อมากที่จะทรงพระชนม์ชีพอยู่ได้ เจ้าชายทรงแข็งแรงมากกว่าที่เราคิด” “เขาได้มันมาจากพระบิดา” เจ้าหญิงเกว็นตรัส “ทรงแข็งแรงเหมือนวัว ราชาแม็คกิลทุกพระองค์ทรงเป็นเช่นนั้น” อิลเลพราเดินข้ามห้องไปแล้วผสมสมุนไพรหลายชนิดบนเขียงไม้ สับและบดมัน แล้วเติมของเหลวลงไปผสม ได้ยาบดสีเขียวข้น นางเทใส่ฝ่ามือแล้วรีบกลับมาที่ข้างพระวรกายเจ้าชายก็อดฟรีย์ ทายานั้นลงที่พระศอ ใต้พระพาหา และบนพระนาฏ เมื่อทำเสร็จนางเดินกลับไปอีกครั้ง เพื่อหยิบแก้วแล้วเทของเหลวหลายชนิดลงไป ทั้งสีแดง สีน้ำตาลและสีม่วง เกิดฟองผุดและเสียงซ่าขณะที่ของเหลวผสมกัน อิลเลพราใช้ช้อนไม้ยาวคนให้เข้ากัน แล้วรีบกลับมาหาเจ้าชายก็อดฟรีย์และแตะยาที่ริมพระโอษฐ์ เจ้าชายก็อดฟรีย์ไม่ขยับพระองค์ อิลเลพราจึงเอื้อมไปจับด้านหลังพระเศียรและใช้ฝ่ามือยกขึ้น บังคับให้ยาไหลเข้าไปในพระโอษฐ์ แม้ยาส่วนมากจะไหลเลอะพระปรางทั้งสองข้าง และบางส่วนก็ไหลลงไปในพระศอ อิลเลพราเช็ดยาจากพระโอษฐ์และต้นพระหนุ ก่อนจะผละห่างออกมาแล้วถอนหายใจ “เขาจะรอดไหม?” เจ้าหญิงเกว็นตรัสถามด้วยความหวาดกลัว “อาจจะ” นางทูลตอบอย่างหม่นหมอง “ข้าให้ยาทุกอย่างที่มีแล้ว แต่มันอาจจะไม่เพียงพอ ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว” “ข้าจะช่วยอะไรได้บ้าง?” เจ้าหญิงเกว็นตรัสถาม นางหันมามองเจ้าหญิง “ทรงช่วยสวดภาวนาเพื่อเจ้าชาย คืนนี้จะต้องเป็นคืนที่ยาวนานแน่ ๆ” บทที่ ห้า เจ้าชายเคนดริคทรงไม่เห็นค่าว่าเสรีภาพที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร จนกระทั่งวันนี้ ช่วงเวลาที่ทรงถูกคุมขังอยู่ในคุกใต้ดินนั้นได้เปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อชีวิตของพระองค์ ตอนนี้พระองค์ทรงเห็นค่าของสิ่งเล็กน้อยทั้งหลาย สัมผัสของแสงอาทิตย์ สายลมที่พัดพระเกศา และการได้อยู่ภายนอกนี้ เจ้าชายทรงควบม้าตะบึงไป รู้สึกถึงพื้นโลกเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วด้านล่าง ได้กลับมาทรงฉลองพระองค์ชุดเกราะ ได้จับอาวุธอีกครั้ง และได้ทรงม้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนทหารทำให้พระองค์ทรงรู้สึกราวกับถูกยิงออกจากปืนใหญ่ และทรงรู้สึกชะล่าใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เจ้าชายเคนดริคทรงหมอบลงต่ำเพื่อให้ลู่ไปกับสายลม แอทมี สหายสนิทควบม้าอยู่ด้านข้าง ทรงซาบซึ้งกับโอกาสที่ได้ร่วมต่อสู้กับเพื่อนพ้อง ได้มีโอกาสร่วมศึกครั้งนี้ ทรงอยากช่วยปลดปล่อยบ้านเกิดจากการยึดครองของพวกแม็คคลาวด์ และให้พวกมันชดใช้ในสิ่งที่ทำ เจ้าชายทรงเร่งควบม้าไปหาการเข่นฆ่า แม้จะทรงรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพระองค์ ไม่ใช่พวกแม็คคลาวด์ แต่เป็นอนุชาของพระองค์เอง ราชากาเร็ธ เจ้าชายเคนดริคไม่มีวันยกโทษให้ที่เขาสั่งคุมขังพระองค์ ป้ายสีว่าพระองค์เป็นผู้ลอบปลงพระชนม์พระบิดา จับตัวพระองค์ไปต่อหน้าเพื่อนทหาร และพยายามที่จะประหารพระองค์ด้วย เจ้าชายทรงต้องการล้างแค้น แต่เมื่อพระองค์ยังไม่มีโอกาสนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ในวันนี้ พระองค์จะเอาคืนจากพวกแม็คคลาวด์ก่อน เมื่อเจ้าชายเคนดริคกลับมาที่ราชสำนักอีกครั้ง เมื่อนั้นพระองค์จะจัดการทุกสิ่ง จะทรงทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปลดอนุชาลงจากบัลลังก์และสถาปนาเจ้าหญิงเกว็น ผู้เป็นขนิษฐาขึ้นปกครองแทน พวกเขาเข้าไปใกล้เมืองที่ถูกปล้นสะดม กลุ่มควันดำขนาดใหญ่ม้วนตัวพุ่งมาหาพวกเขา เจ้าชายเคนดริคสูดควันฉุนเข้าไป ทรงเสียพระทัยที่ต้องมาเห็นเมืองในอาณาจักรแม็คกิลเป็นเช่นนี้ หากพระบิดายังอยู่ เรื่องนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น หากกาเร็ธไม่ได้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ เรื่องนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน มันเป็นความอัปยศและรอยด่างบนเกียรติยศแห่งราชวงศ์แม็คกิลและกองรบเงิน เจ้าชายเคนดริคทรงภาวนาว่าพวกเขาไม่ได้มาช่วยชาวบ้านเหล่านี้ช้าเกินไป ทรงขอให้แม็คคลาวด์ไม่ได้อยู่ที่นี่นานเกินไป และขอให้มีคนบาดเจ็บล้มตายไม่มากนัก เจ้าชายทรงกระตุ้นม้าแรงขึ้น แล้วควบนำหน้าคนอื่น ๆ ไป ขณะที่ทุกคนบุกตะลุยเข้าไปเหมือนกับฝูงผึ้ง มุ่งหน้าผ่านประตูเมืองที่เปิดอยู่ ทุกคนควบม้าผ่านเข้าไป เจ้าชายเคนดริคทรงชักดาบออกมา เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับกองทัพแม็คคลาวด์เมื่อเข้าไปในเมือง พระองค์ทรงตะโกนโห่ร้องขึ้น พร้อมกับคนอื่น ๆ รอบพระวรกาย และเกร็งรับการปะทะ แต่เมื่อพระองค์ผ่านประตูเมืองเข้าไปยังจัตุรัสที่เต็มไปด้วยฝุ่น เจ้าชายกลับต้องประหลาดพระทัยกับภาพที่ทรงเห็น ไม่มีอะไรเลย โดยรอบมีสิ่งที่บ่งบอกถึงการบุกโจมตี การทำลายล้าง ไฟไหม้ บ้านเรือนถูกปล้นสะดม ศพกองพะเนิน และสตรีหลายคนล้มลุกคลุกคลาน พวกสัตว์ถูกฆ่าตาย และมีรอยโลหิตบนกำแพง มันคือการสังหารหมู่ กองทัพแม็คคลาวด์เข่นฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ เรื่องนี้ทำให้เจ้าชายเคนดริคทรงคลื่นเหียน พวกมันขี้ขลาดตาขาว แต่สิ่งที่ทำให้ทรงประหลาดพระทัยระหว่างที่ทรงม้าไปนั้นคือไม่มีพวกแม็คคลาวด์ให้เห็นเลย เจ้าชายเคนดริคไม่เข้าพระทัย เหมือนกับทั้งกองทัพเคลื่อนพลหายไปอย่างตั้งใจ ราวกับพวกมันรู้ว่ากองทัพของพระองค์กำลังมา เปลวไฟยังลุกไหม้อยู่ เห็นได้ชัดว่าพวกมันตั้งใจจุดขึ้น เจ้าชายเคนดริคทรงเริ่มเข้าใจลาง ๆ ว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนลวง กองทัพแม็คคลาวด์ต้องการหลอกให้กองทัพแม็คกิลมาที่นี่ แต่เพื่ออะไรล่ะ? เจ้าชายเคนดริคทรงหันไปมองโดยรอบทันที พยายามมองหาว่ามีใครหายไป หรือมีกองพลไหนถูกลวงไปทางอื่นหรือไม่ พระหทัยว้าวุ่นกับสิ่งที่เพิ่งเข้าใจ ความคิดว่านี่อาจจะเป็นแผนการเพื่อปิดล้อมทหารกองพลหนึ่ง เพื่อลอบโจมตีพวกเขา เจ้าชายทรงมองหาไปทุกที่เพื่อหาว่าใครหายไป แล้วพระองค์ก็คิดออก มีคนหนึ่งหายไป เด็กรับใช้ของพระองค์ ธอร์ บทที่ หก ธอร์นั่งอยู่บนหลังม้า ที่บนยอดเนิน มีเพื่อนทหารยุวชนคนอื่นและโครห์นอยู่ข้าง ๆ กำลังมองไปยังภาพอันน่าตกใจตรงหน้า กองทัพแม็คคลาวด์นั่งอยู่บนหลังม้ามหาศาลและแผ่ไปไกลจนสุดสายตากำลังรอพวกเขาอยู่ ธอร์และเพื่อนถูกหลอก ฟอร์กต้องตั้งใจพาพวกเขามาที่นี่ และหักหลังพวกเขา แต่ทำไมกัน? ธอร์กลืนน้ำลาย มองไปยังกองทหารที่ดูเหมือนจะเป็นมัจจุราชของพวกเขา กองทัพแม็คคลาวด์บุกเข้าใส่ธอร์และเพื่อนพลางโห่ร้องดังกึกก้อง พวกมันอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ร้อยหลา และกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ธอร์หันมองข้ามไหล่ แต่ไม่เห็นกำลังเสริมเลย พวกเขาอยู่กันเพียงลำพัง ธอร์รู้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตั้งมั่นอยู่ที่นี่ บนเนินเขาเล็ก ๆ ข้างป้อมปราการที่ถูกทิ้งร้างนี้ พวกเขาไม่มีโอกาสเลย และไม่มีทางที่จะชนะ แต่หากจะต้องพ่ายแพ้ เขาก็ขอพ่ายแพ้อย่างกล้าหาญและเผชิญหน้ากับพวกมันอย่างลูกผู้ชาย กองทหารยุวชนสอนเขามาเช่นนั้น การหนีไม่ใช่ทางเลือก ธอร์เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตาย ธอร์หันไปมองหน้าเพื่อน ๆ เขาเห็นว่าทุกคนเองก็หน้าซีดเผือดด้วยความกลัว มองเห็นความตายในสายตาของเพื่อน ๆ แต่ด้วยเกียรติยศของพวกเขา ทุกคนจึงยังคงกล้าหาญ ไม่มีใครผงะหรือขยับถอยหนี แม้แต่ม้าของพวกเขาก็ยังผยอง ทหารยุวชนรวมกันเป็นหนึ่งเดียว พวกเขาเป็นยิ่งกว่าเพื่อน การฝึกร้อยวันหล่อหลอมทุกคนให้เป็นดุจพี่น้อง ไม่มีใครทิ้งใคร ทุกคนได้ปฏิญาณแล้วและถือมั่นในเกียรติยศ ซึ่งสำหรับทหารยุวชน เกียรติยศนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าสายโลหิต “ท่านทั้งหลาย ข้าเชื่อว่าเรามีการต่อสู้รออยู่เบื้องหน้า” เจ้าชายรีซทรงประกาศอย่างช้า ๆ พลางเอื้อมพระหัตถ์ลงไปชักพระแสงดาบขึ้นมา ธอร์คว้าหนังสติ๊กขึ้น อยากจะจัดการศัตรูให้ได้มากที่สุดก่อนที่พวกมันจะมาถึงตัวพวกเขา โอคอนเนอร์ถือหอกสั้นของเขา ขณะที่เอลเด็นเงื้อหลาว คอนวอลยกค้อนขว้างขึ้นมา และคอนเวนถืออีเต้อ ส่วนเด็กหนุ่มคนอื่นจากกองทหารยุวชนที่ร่วมกลุ่มอยู่ด้วย ซึ่งธอร์ไม่รู้จักพวกเขา ก็ชักดาบออกมาและยกโล่ขึ้น ธอร์รู้สึกถึงความกลัวในบรรยากาศและเขาเองก็กลัวเช่นกัน เมื่อทัพม้านับร้อยกำลังพุ่งตะบึงเข้าใส่ เมื่อทหารแม็คคลาวด์โห่ร้องราวกับจะให้ดังถึงสวรรค์ เสียงดังราวกับสายฟ้ากำลังจะฟาดใส่พวกเขา ธอร์รู้ว่าพวกเขาต้องวางกลยุทธ์ แต่เขาไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไร โครห์นส่งเสียงคำรามอยู่ข้างธอร์ เขาดึงความกล้าหาญมาจากมัน มันไม่ร้องครางหรือเหลียวหลังเลยสักครั้ง ที่จริงมันทำขนตั้งแล้วเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ราวกับจะเผชิญหน้ากับศัตรูเพียงลำพัง ธอร์รู้ว่าโครห์นคือสหายร่วมรบที่ไว้ใจได้ “เจ้าคิดว่าคนอื่น ๆ จะมาช่วยพวกเราไหม?” โอคอนเนอร์ถามขึ้น “ไม่ทันหรอก” เอลเด็นตอบ “พวกเราถูกฟอร์กหลอก” “แต่ทำไมกันเล่า?” เจ้าชายรีซตรัสถาม “ข้าเองก็ไม่รู้” ธอร์ทูลตอบ พลางขี่ม้าไปข้างหน้า “แต่ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีว่ามันต้องเกี่ยวกับข้า ข้าคิดว่ามีบางคนอยากให้ข้าตาย” ธอร์รู้สึกว่าคนอื่น ๆ หันมามองที่เขา “เพราะอะไร?” ธอร์ยักไหล่ เขาไม่รู้แต่ แต่สะดุดใจบางอย่างว่ามันน่าจะเกี่ยวกับเล่ห์เพทุบายทั้งหลายแหล่ในราชสำนัก เกี่ยวกับการลอบปลงพระชนม์ราชาแม็คกิล เป็นไปได้ว่าจะเป็นฝีมือราชากาเร็ธ พระองค์อาจจะทรงคิดว่าธอร์เป็นเสี้ยนหนาม ธอร์รู้สึกไม่ดีที่ทำให้เพื่อนทุกคนตกอยู่ในอันตราย แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ที่เขาทำได้มีเพียงพยายามปกป้องทุกคนไว้ ธอร์พร้อมแล้ว เขาร้องตะโกนขึ้นแล้วกระตุ้นม้าให้พุ่งทะยาออกไป นำหน้าคนอื่น ๆ เขาจะไม่รอให้พวกมันเข้ามาหา จะไม่รอความตายอยู่ที่นี่ ธอร์จะลงมือเป็นคนแรก และอาจจะดึงความสนใจไปจากพี่น้องคนอื่น ให้โอกาสพวกเขาได้หนีหากพวกเขาต้องการ หากเขาจะต้องจบชีวิตลงที่นี่ เขาจะเผชิญกับมันอย่างไม่หวาดกลัวและมีเกียรติ แม้ธอร์จะสั่นกลัวอยู่ภายในแต่เขาก็ไม่แสดงออกมา เขาควบม้าห่างคนอื่นออกไปเรื่อย ๆ พุ่งลงเนินเขาไปหากองทัพที่กำลังใกล้เข้ามา โครห์นพุ่งทะยานตามเขาไปไม่ห่าง ธอร์ได้ยินเสียงตะโกนด้านหลัง เพื่อนทหารยุวชนของเขากำลังควบม้าตามมา ห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบหลา ทุกคนควบม้าพลางโห่ร้องสู้ศึก ธอร์ยังคงนำอยู่ด้านหน้า แต่ก็รู้สึกดีที่มีเพื่อนคอยหนุนอยู่ด้านหลัง กองพลย่อยของกองทัพแม็คคลาวด์แยกตัวออกมาจากทัพใหญ่ น่าจะมีราวห้าสิบนาย กำลังพุ่งเข้าเผชิญหน้ากับธอร์ พวกมันอยู่ห่างไปราวหนึ่งร้อยหลาและกำลังเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ธอร์คว้าหนังสติ๊กขึ้นมาใส่กระสุน แล้วยิงออกไป เขาเล็งที่คนนำหน้า เป็นนักรบร่างใหญ่สวมเกราะแผงอกสีเงิน ธอร์เล็งได้อย่างแม่นยำ เขายิงโดนคอหอย ช่วงระหว่างรอยต่อของแผ่นเกราะ ชายคนนั้นตกจากหลังม้า หล่นลงไปบนพื้นตรงหน้าคนอื่น ๆ ขณะที่เขาล้มไปนั้น ม้าของเขาก็ล้มไปด้วย ทำให้ม้าที่ตามหลังมาสิบกว่าตัวล้มระเนระนาด ทหารที่ขี่พวกมันมากระเด็นล้มหน้ากระแทกพื้น ก่อนที่พวกนั้นจะตอบโต้ได้ทัน ธอร์ก็หยิบลูกกระสุนเม็ดต่อไปขึ้นมาวางเข้าที่แล้วยิงออกไป เขายิงเข้าเป้าอีกครั้ง โดนทหารคนหนึ่งที่ขี่ม้านำมา เข้าที่ขมับตรงจุดที่โผล่ให้เห็นจากกระบังหน้าที่ยกขึ้น ทำให้ทหารแม็คคลาวด์หล่นลงจากหลังม้า กระแทกเข้าใส่ทหารอีกหลายคน ทำให้ล้มกันเหมือนโดมิโน ขณะที่ธอร์ควบม้าไปนั้น มีหลาวพุ่งผ่านศีรษะเขาไป ตามด้วยหอก ค้อนและอีเต้อ ทำให้เขารู้ว่าพี่น้องของเขากำลังมาช่วย ทุกคนเล็งได้เข้าเป้าเหมือนกัน อาวุธของพวกเขาจัดการทหารแม็คคลาวด์ได้ถึงตาย หลายคนหล่นจากหลังม้าแล้วกระแทกเข้ากับคนอื่น ๆ จนพากันล้มไปด้วย ธอร์ดีใจที่ได้เห็นว่าพวกเขาจัดการศัตรูได้หลายสิบคนแล้ว หลายคนก็โดนอาวุธเข้าอย่างจัง บางคนก็สะดุดม้าที่ล้ม กองพลย่อยของแม็คคลาวด์ที่มีราวห้าสิบคน ตอนนี้ลงไปนอนกองคลุกฝุ่นอยู่บนพื้น แต่กองทัพแม็คคลาวด์นั้นกล้าแข็ง ตอนนี้พวกมันโต้ตอบกลับมา เมื่อธอร์เข้าไปใกล้ราวสามสิบหลา หลายคนขว้างอาวุธเข้าใส่เขา ค้อนขว้างพุ่งเข้าใส่ใบหน้าธอร์ แต่เขาสามารถหลบได้ทันในนาทีสุดท้าย มันลอยหวือเฉียดหูเขาไปเพียงนิ้วเดียว มีหอกพุ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว แต่ธอร์ก็หลบไปทางอื่นได้ ปลายหอกครูดผ่านเกราะของเขาไปอย่างฉิวเฉียด อีเต้อถูกขว้างใส่หน้าธอร์ เขายกโล่ขึ้นกันไว้ได้ มันกระแทกปักเข้ากับโล่ของเขา ธอร์เอื้อมไปดึงมันออกแล้วขว้างกลับไปหาเจ้าของ เขาเล็งโดนที่หน้าอกของศัตรู มันทะลุผ่านเสื้อเกราะเข้าไป ทำให้ชายคนนั้นร้องออกมาก่อนจะหล่นลงจากหลังม้าขาดใจตาย ธอร์ยังคงควบม้าไปข้างหน้า เขาพุ่งเข้าใส่กองทหารมหาศาล ตรงเข้าหาคลื่นทหารแม็คคลาวด์และเตรียมพร้อมรับความตาย เขาชูดาบขึ้นพลางโห่ร้องสู้ศึก เพื่อนทหารยุวชนด้านหลังก็ทำเช่นเดียวกัน เสียงอาวุธกระทบกัน เมื่อปะทะเข้าใส่กัน นักรบร่างใหญ่คนหนึ่งพุ่งเข้าหาธอร์ พลางยกขวานเล่มใหญ่ขึ้นฟันเข้าใส่ศีรษะของธอร์ เขาก้มหลบ คมขวานเหวี่ยงผ่านศีรษะเขาไป และเฉือนเข้าที่ท้องของนักรบคนนั้นขณะที่ขี่ม้าผ่านไป ทำให้เขาร้องออกมาก่อนจะหล่นลงจากหลังม้า ขณะที่ตกลงไปเขาทำขวานหลุดจากมือ มันกระเด็นลอยหมุนติ้วเข้าใส่ม้าของพวกแม็คคลาวด์ มันร้องออกมาพลางเผ่นโผน สะบัดคนขี่หล่นไปใส่ทหารอื่นอีกหลายคน ธอร์ยังคงบุกตะลุยเข้าใส่กองทหารหนาแน่นของแม็คคลาวด์ที่มีนับร้อย เขาแหวกผ่านเข้าไป ขณะที่ศัตรูคนแล้วคนเล่าเหวี่ยงอาวุธเข้าใส่เขา ทั้งดาบ ขวาน และกระบอง ซึ่งเขาใช้โล่กันไว้ได้หรือหลบพ้น ทั้งโต้กลับ ก้มหลบไปมา พลางควบม้าผ่านไป ธอร์เคลื่อนไหวได้เร็วมาก เขาคล่องแคล่วเกินไปสำหรับพวกศัตรู ซึ่งพวกมันไม่ได้คาดคิดไว้เลย แม้จะมีกองทัพมหึมา แต่ก็ไม่เร็วพอที่จะหยุดธอร์ได้ เสียงโลหะปะทะกันดังขึ้นรอบตัวธอร์ เมื่ออาวุธฟาดฟันเข้าใส่เขาจากทุกทิศทุกทาง เขากันไว้ได้ด้วยโล่และดาบ แต่เขาก็ไม่สามารถหลบได้ทั้งหมด ธอร์ถูกดาบฟันเข้าที่ไหล่จนร้องออกมา โลหิตไหลซึม โชคดีที่แผลไม่ลึก และไม่ได้ทำให้เขาหมดทางสู้ ธอร์ยังคงโต้กลับ ธอร์ต่อสู้ด้วยสองมือท่ามกลางวงล้อมของทหารแม็คคลาวด์ ในไม่ช้าการฟาดฟันก็เบาบางลงเมื่อเพื่อนทหารยุวชนคนอื่น ๆ เข้ามาร่วมวง เสียงโลหะกระทบกันดังมากขึ้นเมื่อทหารแม็คคลาวด์ต่อสู้กับเด็กหนุ่มจากกองทหารยุวชน ดาบปะทะกับโล่ หอกพุ่งใส่ม้า หลาวแทงเข้าใส่ชุดเกราะ พวกเขากำลังต่อสู้กับอยู่ทุกรูปแบบ เสียงร้องตะโกนดังขึ้นจากทั้งสองฝั่ง กองยุวชนได้เปรียบตรงที่พวกเขาเป็นกองกำลังขนาดเล็กที่ต่อสู้ได้คล่องแคล่ว พวกเขาทั้งสิบคนอยู่ท่ามกลางกองทัพขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวช้า มีบริเวณที่เป็นขอขวดซึ่งทหารแม็คคลาวด์ไม่สามารถบุกเข้าถึงตัวพวกเขาได้พร้อมกัน ธอร์เองกำลังสู้อยู่กับทหารสองหรือสามคนพร้อมกัน ไม่มากกว่านั้น พี่น้องคนอื่นที่อยู่ด้านหลังก็ช่วยป้องกันเขาจากการโจมตีจากด้านหลัง เมื่อศัตรูคนหนึ่งเห็นจังหวะที่ธอร์ไม่ระวังตัว เหวี่ยงคทาตุ้มเหล็กเข้าใส่ศีรษะธอร์ โครห์นคำรามแล้วกระโจนสูงขึ้นไปบนอากาศ งับข้อมือของเขาไว้แล้วกัดขาด โลหิตกระจายไปทั่ว ทำให้ทหารคนนี้เสียจังหวะก่อนที่ลูกตุ้มเหล็กจะฟาดเข้าใส่กระโหลกของธอร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ชัดเจน ขณะที่ธอร์ต่อสู้ ฟาดฟันและปัดป้องไปทุกทิศทุกทาง ใช้ทักษะฝีมือที่มีอยู่ทั้งหมดในการป้องกัน โจมตี และคุ้มครองพี่น้องทหารยุวชนของเขา และปกป้องตัวเองด้วย เขาดึงการฝึกที่ยาวนานเหมือนไม่สิ้นสุดมาใช้ด้วยสัญชาตญาณ ทั้งการถูกโจมตีจากรอบด้าน ในสถานการณ์ต่าง ๆ จนมันกลายเป็นธรรมชาติสำหรับเขา พวกนั้นฝึกเขามาอย่างดี ซึ่งธอร์รู้สึกว่าสามารถรับมือได้ เขายังคงกลัวแต่รู้สึกว่าสามารถควบคุมมันได้ ขณะที่ธอร์ต่อสู้อยู่นั้น แขนทั้งสองข้างเริ่มล้า บ่าเขาเริ่มอ่อนแรง คำพูดของคอล์คดังขึ้นในหัว ศัตรูของเจ้าจะไม่ต่อสู้ตามวิถีของเจ้า เจ้าจะต้องสู้ตามวิถีของมัน การต่อสู้ของเจ้ากับของคนอื่นมันไม่เหมือนกัน ธอร์เห็นทหารตัวเตี้ยล่ำสันคนหนึ่งยกโซ่หนามไว้ด้วยสองมือ และเหวี่ยงเข้าใส่ด้านหลังพระเศียรของเจ้าชายรีซ ซึ่งพระองค์ไม่ทรงรู้ตัวว่าอีกอึดใจเดียวก็จะทรงสิ้นพระชนม์ ธอร์กระโจนลงจากหลังม้า กระแทกเข้าใส่ทหารศัตรูก่อนที่มันจะทันเหวี่ยงโซ่ แล้วพากันหล่นลงไปกระแทกพื้นท่ามกลางฝุ่นฟุ้ง ธอร์กลิ้งไปหลายตลบจนจุก ขณะที่ม้าศึกย่ำอยู่รอบตัว เขาปล้ำกับศัตรูอยู่บนพื้น ขณะที่นักรบฝั่งศัตรูกำลังจะใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างจิ้มเข้าที่ลูกตาของธอร์ เขาได้ยินเสียงร้องแหลมขึ้นทันที และเห็นเอสโตฟีลีสบินโฉบลงมาและจิกตาทหารคนนั้นก่อนที่มันจะทันทำร้ายธอร์ มันร้องออกมา ยกมือขึ้นกุมดวงตาไว้ ขณะที่ธอร์ถองเข้าใส่อย่างแรง จนมันกระเด็นพ้นไปจากตัวเขา ก่อนที่ธอร์จะมีโอกาสชื่นชมกับชัยชนะ เขารู้สึกว่าโดนเตะอย่างแรงเข้าที่ท้องจนหงายท้องไป เมื่อมองขึ้นไปก็เห็นทหารคนหนึ่งถือค้อนศึกอันใหญ่ เหวี่ยงเข้าใส่หน้าอกเขา ธอร์กลิ้งหลบ ค้อนเหวี่ยงหวือผ่านเขาไป กระแทกจมลงไปในดินจนถึงด้าม เขารู้ว่ามันกระแทกเขาจนถึงตายได้ โครห์นกระโจนใส่ทหารคนนี้ แล้วฝังเขี้ยวเข้าที่ข้อศอก ทหารแม็คคลาวด์ต่อยใส่โครห์นหลายครั้ง แต่มันก็ไม่ยอมปล่อย พลางส่งเสียงขู่ จนในที่สุดมันก็กัดแขนเขาขาดออก ทหารแม็คคลาวด์ร้องโหยหวนแล้วล้มลงบนพื้น ทหารอีกคนก้าวมาข้างหน้าและเหวี่ยงดาบใส่โครห์น แต่ธอร์กลิ้งตัวไปพร้อมใช้โล่ป้องกันไว้ได้ เขาตัวสั่นไปทั้งตัวจากแรงปะทะ และช่วยชีวิตโครห์นไว้ได้ ขณะที่ธอร์คุกเข่าอยู่กับพื้น เขากลายเป็นเป้านิ่ง ทหารชักม้าพุ่งเข้าใส่เขา ย่ำไปบนตัวเขาจนล้มหน้าคว่ำ กีบเท้าม้าทำให้รู้สึกเหมือนกระดูกหักไปทั้งตัว ทหารแม็คคลาวด์หลายคนกระโดดลงมาล้อมธอร์ไว้ พลางรุกเข้าใส่ ธอร์รู้ว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ เขายอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับไปอยู่บนหลังม้าในตอนนี้ ขณะที่ธอร์นอนอยู่บนพื้นนั้น หัวเขาลั่นด้วยความเจ็บปวด เขามองเห็นจากหางตาว่าเพื่อน ๆ กำลังต่อสู้และกำลังเสียเปรียบ เด็กหนุ่มคนหนึ่งในกองยุวชนที่เขาไม่รู้จักส่งเสียงร้องแหลมออกมา ธอร์เห็นเขาถูกแทงเข้าที่หน้าอกแล้วหล่นลงไปตาย เพื่อนจากกองทหารยุวชนอีกคนหนึ่งที่ธอร์ไม่รู้จัก เข้ามาช่วยสังหารศัตรูด้วยหอก แต่ในนั้นเองทหารแม็คคลาวด์คนหนึ่งโจมตีเขาจากทางด้านหลัง โดยแทงมีดสั้นเข้าที่ลำคอของเขา เด็กหนุ่มส่งเสียงร้องแล้วหล่นจากหลังม้าลงไปตาย ธอร์พลิกตัวมาเงยหน้าขึ้นไปดูก็เห็นทหารราวครึ่งโหลกำลังรุมเขา คนหนึ่งยกดาบขึ้นแทงลงมาที่หน้าเขา แต่ธอร์ยกโล่ขึ้นกันไว้ได้ เสียงโลหะกระทบกันดังลั่นในหู ทหารอีกคนยกเท้าขึ้นเตะโล่ของธอร์กระเด็นหลุดไปจากมือ คนที่สามเหยียบข้อมือของธอร์แล้วตรึงไว้กับพื้น คนที่สี่ก้าวมาพร้อมกับยกหอกขึ้น เตรียมจะแทงลงมาที่อกของธอร์ ธอร์ได้ยินเสียงคำราม และเห็นโครห์นกระโจนใส่ทหารคนนั้น จนล้มลงกับพื้น แต่ทหารอีกคนก้าวเข้ามาพร้อมกระบอง ฟาดเข้าใส่โครห์น โดนมันเข้าอย่างแรงจนมันส่งเสียงครางหงิง ก่อนจะล้มลงบนพื้นแล้วนิ่งไป ทหารอีกคนก้าวมาข้างหน้า ยืนค้ำอยู่เหนือธอร์ และยกสามง่ามขึ้น พลางทำหน้าถมึงทึง ครั้งนี้ไม่มีใครจะมาหยุดมันได้แล้ว มันกำลังจะแทงสามง่ามเข้าใส่ใบหน้าของธอร์ ขณะที่ธอร์นอนนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างอับจนหนทาง เขาอดคิดไม่ได้ว่าในที่สุดวาระสุดท้ายของเขาก็มาถึงแล้ว บทที่ เจ็ด เจ้าหญิงเกว็นทรงคุกพระชานุอยู่ข้างเจ้าชายก็อดฟรีย์ในกระท่อมที่ปิดมิดชิด อิลเลพราอยู่ข้างพระนาง เจ้าหญิงไม่อาจทนได้อีกต่อไป พระนางทรงฟังเสียงเชษฐาร้องครวญครางอยู่หลายชั่วโมง ทรงเห็นใบหน้าของอิลเลพราหม่นหมองลงเรื่อย ๆ และดูเหมือนเขาคงจะต้องตายอย่างแน่นอน เจ้าหญิงทรงอับจนหนทาง ทำได้เพียงนั่งอยู่เช่นนั้น พระนางทรงรู้สึกว่าจะต้องทำบางอย่าง ทำอะไรก็ได้ เจ้าหญิงเกว็นไม่เพียงแต่วุ่นวายพระทันด้วยความรู้สึกผิดและเป็นห่วงเจ้าชายก็อดฟรีย์เท่านั้น แต่พระนางยังทรงกังวลมากกว่านั้นเมื่อนึกถึงธอร์ เจ้าหญิงไม่อาจสลัดภาพเขากำลังพุ่งเข้าสู่การต่อสู้ เดินไปสู่กับดักที่กาเร็ธวางไว้และกำลังจะตายออกไปจากความคิดได้ พระนางทรงรู้สึกว่าจะต้องช่วยธอร์ด้วยไม่ว่าในทางใด การประทับอยู่เช่นนี้กำลังจะทำให้ทรงเป็นบ้า เจ้าหญิงเกว็นทรงผุดลุกขึ้นยืนทันที แล้วรีบเดินไป “ท่านจะไปไหน?” อิลเลพราทูลถามขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าจากการสวดภาวนา เจ้าหญิงทรงหันไปหานาง “ข้าจะกลับมา” พระนางตรัส “มีบางอย่างที่ข้าต้องลองทำ” เจ้าหญิงทรงเปิดประตูแล้วรีบเสด็จออกไปสู่บรรยากาศยามสนธยา ทรงกระพริบพระเนตรกับภาพที่เห็น ท้องฟ้าเป็นริ้วสีแดงและม่วง อาทิตย์ดวงที่สองแตะที่ขอบฟ้าเหมือนกับลูกบอลสีเขียว อคอร์ธและฟุลตันยังคงยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกอย่างน่าชื่นชม ทั้งสองคนขยับตัวและมองมาที่เจ้าหญิงด้วยสีหน้าเป็นกังวล “เจ้าชายจะทรงรอดไหม?” อคอร์ธทูลถาม “ข้าก็ไม่รู้” เจ้าหญิงเกว็นตรัส “รออยู่ที่นี่ คอยเฝ้าไว้” “แล้วเจ้าหญิงจะเสด็จไปไหน?” ฟุลตันทูลถาม เจ้าหญิงทรงเกิดความคิดขณะที่ทอดพระเนตรท้องฟ้าสีแดงราวกับโลหิต ทรงรู้สึกถึงความขลังของบรรยากาศ มีชายคนหนึ่งที่อาจจะช่วยพระนางได้ อาร์กอน หากจะมีใครที่เจ้าหญิงจะทรงไว้ใจได้ คนที่รักธอร์และยังคงจงรักภักดีต่อพระบิดา คนที่มีพลังที่จะช่วยพระนางได้นั้น ก็มีเพียงเขา “ข้าจะต้องไปหาใครบางคนเป็นพิเศษ” เจ้าหญิงตรัส พระนางรีบเสด็จตัดทุ่งโล่งไป ก่อนจะทรงวิ่งเหยาะ ๆ แล้ววิ่งเต็มที่ไปตามทางที่มุ่งหน้าไปยังกระท่อมของอาร์กอน พระนางไม่ได้เสด็จมาที่นี่หลายปี นับตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ แต่ทรงจำได้ว่าเขาอาศัยอยู่บนทุ่งโล่งเต็มไปด้วยหิน เจ้าหญิงทรงวิ่งไปเรื่อย ๆ พลางหอบเมื่อภูมิประเทศเริ่มว่างเปล่า ลมแรงขึ้น ทุ่งหญ้าหายไปกลายเป็นก้อนกรวด และเป็นก้อนหิน สายลมกระโชกแรง ขณะที่พระนางทรงวิ่งไป ภูมิประเทศเริ่มน่ากลัว เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกราวกับว่าพระนางกำลังเดินอยู่บนพื้นผิวของดวงดาว ในที่สุดเจ้าหญิงก็เสด็จไปถึงกระท่อมของอาร์กอน ทรงทุบที่หน้าประตูพลางหอบหายพระทัย มันไม่มีที่จับประตูที่จะทรงใช้ได้ แต่พระนางทรงรู้ว่าที่นี่คือบ้านของเขา “อาร์กอน!” เจ้าหญิงทรงตะโกน “นี่ข้าเอง! ลูกสาวพระราชาแม็คกิล! ให้ข้าเข้าไป! ข้าขอสั่งท่าน!” เจ้าหญิงทรงทุบไม่หยุด แต่ไม่มีการตอบรับใด ๆ นอกจากสายลมพัดแรง เจ้าหญิงทรงกรรแสงออกมาในที่สุด ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและทรงรู้สึกสิ้นหวังที่อย่างไม่เคยเป็น พระนางทรงรู้สึกท้อแท้ เหมือนกับไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหนได้อีก ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนลงจากท้องฟ้า แสงสีแดงจางลงในยามสนธยา เจ้าหญิงเกว็นทรงหันหลังแล้วเริ่มเสด็จกลับไปตามทางลงเขา พระนางทรงเช็ดน้ำตาจากพระพักตร์ พลางพยายามคิดหาหนทางต่อไป “พระบิดาทรงโปรดด้วย” เจ้าหญิงตรัสเสียงดัง พลางหลับพระเนตรลง “ทรงบอกที โปรดแสดงให้ลูกเห็นว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป บอกลูกทีว่าต้องทำอะไร อย่าให้โอรสของพระองค์ต้องสิ้นไปในวันนี้ และได้โปรดอย่าให้ธอร์ต้องตาย หากพระบิดาทรงรักลูก ทรงตอบลูกด้วย” เจ้าหญิงเกว็นทรงดำเนินไปเงียบ ๆ พลางฟังเสียงสายลม ทันใดนั้นทรงเกิดความคิดวาบขึ้นในพระทัย ทะเลสาบ ทะเลสาบแห่งความเศร้า ใช่แล้ว ทะเลสาบที่ผู้คนไปสวดภาวนาให้แก่คนที่ป่วยหนักใกล้ตาย มีทะเลสาบเล็ก ๆ ตามธรรมชาติอยู่กลางป่าเรดวู้ด ล้อมรอบด้วยต้นไม้สูงเสียดฟ้า ถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ขอบพระทัยพระบิดาที่ให้คำตอบแก่ลูก เจ้าหญิงเกว็นทรงคิด พระนางทรงรู้สึกว่าพระบิดาอยู่ด้วยยิ่งกว่าครั้งไหน เจ้าหญิงทรงออกวิ่ง มุ่งหน้าไปยังป่าเรดวู้ด ไปยังทะเลสาบที่จะรับฟังความเศร้าของพระนาง * เจ้าหญิงเกว็นทรงคุกพระชานุลงที่ริมตลิ่งของทะเลสาบแห่งความเศร้า พระชานุสัมผัสกับใบสนสีแดงนุ่ม ๆ ที่คลุมอยู่รอบผืนน้ำราวกับวงแหวน พระนางทอดพระเนตรไปยังผืนน้ำนิ่ง นิ่งสนิทที่สุดที่พระนางทรงเคยเห็น มันสะท้อนภาพดวงจันทร์ที่กำลังขึ้น ดวงจันทร์เต็มดวงงดงาม ดวงกลมยิ่งกว่าที่ทรงเคยเห็น และขณะที่อาทิตย์ดวงที่สองกำลังตก ดวงจันทร์กำลังขึ้น ทำให้เกิดทั้งแสงยามสนธยาและแสงจันทร์เหนืออาณาจักรวงแหวน ภาพดวงอาทิตย์และดวงจันทร์สะท้อนอยู่ด้วยกัน คนละฝั่งในทะเลสาบ เจ้าหญิงทรงรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของช่วงเวลานี้ของวัน มันคือหน้าต่างระหว่างวันที่กำลังจะหมดลงกับการเริ่มต้นวันใหม่ในช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เจ้าหญิงเกว็นทรงประทับอยู่เช่นนั้น พลางกรรแสงและภาวนาด้วยทุกสิ่ง เหตุการณ์ต่าง ๆ ในไม่กี่วันมานี้มันมากมายเกินไปสำหรับพระนาง ซึ่งเจ้าหญิงทรงปลดปล่อยมันออกมา พระนางสวดภาวนาเพื่อพระเชษฐา และยิ่งภาวนาเพื่อธอร์ เจ้าหญิงไม่อาจทนได้เมื่อทรงคิดว่าจะต้องสูญเสียทั้งสองคนไปในคืนนี้ จะไม่มีใครอยู่ด้วยอีกนอกจากกาเร็ธ ทรงทนไม่ได้หากจะต้องถูกส่งไปแต่งงานกับคนเถื่อน เจ้าหญิงทรงรู้สึกว่าชีวิตพังทลาย และพระนางทรงต้องการคำตอบ ยิ่งไปกว่านั้นพระนางทรงต้องการความหวัง ประชาชนมากมายในอาณาจักรสวดภาวนาต่อเทพแห่งทะเลสาบ หรือเทพแห่งป่า หรือเทพแห่งภูเขา หรือเทพแห่งสายลม แต่เจ้าหญิงทรงไม่เคยเชื่อในเรื่องเหล่านี้ พระนางและธอร์เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ต่อต้านความเชื่อทำนองนี้ในอาณาจักร และยึดมั่นในศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น พระผู้ควบคุมจักรวาลทั้งหมด เจ้าหญิงทรงสวดภาวนาต่อพระเจ้าองค์นี้ พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดเถิด เจ้าหญิงทรงภาวนา โปรดคืนธอร์ให้แก่ข้า ขอให้เขาปลอดภัยในการรบ ขอให้เขารอดพ้นจากการซุ่มโจมตี โปรดช่วยให้ก็อดฟรีย์รอดตาย และโปรดคุ้มครองข้า อย่าให้ข้าถูกพรากไปจากที่นี่ และต้องไปแต่งงานกับพวกป่าเถื่อน ข้ายอมทำทุกอย่าง ขอเพียงพระองค์ทรงส่งสัญญาณบอกข้า โปรดแสดงให้ข้าได้รู้ว่าทรงต้องการสิ่งใดจากข้า เจ้าหญิงเกว็นทรงประทับอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน ได้ยินเพียงเสียงลมแรงพัดผ่านยอดสูงของต้นสนมากมายในป่าเรดวู้ด พระนางทรงได้ยินเสียงกิ่งไม้แตกขณะที่แกว่งไกวอยู่เหนือพระเศียร และเสียงลูกสนหล่นลงน้ำ “จงระวังในสิ่งที่ทรงขอ” มีเสียงหนึ่งพูดขึ้น เจ้าหญิงทรงหันไปด้วยความตกพระทัย และต้องประหลาดพระทัยที่เห็นบางคนยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ห่างจากที่พระนางประทับอยู่ เจ้าหญิงเกว็นเกือบจะทรงหวาดกลัวหากแต่ทรงจำเสียงนั้นได้ในทันที เป็นเสียงที่ฟังดูโบราณ เก่าแก่กว่าต้นไม้เหล่านี้ แก่กว่าโลกนี้เองเสียอีก พระหทัยพองฟูขึ้นมาเมื่อทรงรู้ว่าเขาเป็นใคร เจ้าหญิงเกว็นทรงหันไปเห็นเขายืนอยู่ สวมเสื้อคลุมสีขาวแบบที่มีผ้าคลุมศีรษะ ดวงตาเป็นประกายแผดเผาราวกับเขากำลังมองเข้าไปถึงพระวิญญาณของพระนางเลยทีเดียว เขาถือไม้เท้าที่สะท้อนแสงสนธยาและแสงจันทร์ อาร์กอน พระนางทรงลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับเขา “ข้าไปหาท่าน” เจ้าหญิงตรัส “ข้าไปที่กระท่อมของท่าน ท่านได้ยินข้าเคาะประตูไหม?” “ข้าได้ยินทุกสิ่ง” เขาทูลตอบอย่างคลุมเครือ พระนางทรงนิ่งพลางสงสัย สีหน้าเขาไม่บ่งบอกอะไร “บอกข้าทีว่าข้าต้องทำอะไร” เจ้าหญิงตรัส “ข้าจะทำทุกอย่าง ได้โปรด อย่าให้ธอร์ตาย ท่านจะปล่อยให้เขาตายไม่ได้!” เจ้าหญิงเกว็นทรงก้าวไปข้างหน้าและจับข้อมือเขาไว้ พลางตรัสขอร้อง แต่เมื่อพระนางสัมผัสตัวเขา ทรงรู้สึกแผดเผาด้วยความร้อนที่แล่นผ่านข้อมือของเขามาสู่พระหัตถ์ พระนางทรงปล่อยออกด้วยไม่อาจทนพลังงานนี้ได้ อาร์กอนถอนหายใจ หันหลังให้แล้วเดินไปทางทะเลสาบสองสามก้าว เขาหยุดยืน มองไปที่ผืนน้ำ ดวงตาสะท้อนแสงเป็นประกาย เจ้าหญิงเสด็จตามไปแล้วทรงยืนนิ่งอยู่เป็นครู่ รอคอยจนกว่าเขาพร้อมที่จะพูด “มันเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงชะตา” เขาทูล “แต่ผู้ร้องขอจะต้องจ่ายด้วยราคาแสนแพงอย่างแน่นอน ท่านต้องการช่วยชีวิต นั่นเป็นความพยายามที่สูงส่ง แต่ท่านไม่สามารถช่วยสองชีวิตได้ ท่านจะต้องเลือก” เขาหันมาหาพระนาง “ท่านจะเลือกธอร์หรือเชษฐาของท่านให้รอดในคืนนี้? คนหนึ่งต้องตาย มันถูกกำหนดไว้ เจ้าหญิงเกว็นทรงตกตะลึงกับคำถามนั้น “นี่มันทางเลือกแบบไหนกัน?” เจ้าหญิงตรัส “หากเลือกคนหนึ่ง ข้าก็มอบความตายให้อีกคนหนึ่ง” “มิใช่ท่าน” เขาทูลตอบ “ทั้งคู่จะต้องตาย ข้าเสียใจ แต่นี่คือชะตาของพวกเขา” เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกราวกับถูกมีดแทงเข้าที่พระนาภี ทั้งคู่จะต้องตายอย่างนั้นหรือ? มันเลวร้ายเกินกว่าจะคิดฝัน โชคชะตาโหดร้ายเพียงนี้เชียวหรือ? “ข้าไม่อาจเลือกใครได้” เจ้าหญิงตรัสขึ้นอย่างอ่อนแรงในที่สุด “แม้ความรักของข้าที่มีต่อธอร์นั้นจะมากมายกว่า แต่ก็อดฟรีย์คือเลือดเนื้อของข้า ข้าไม่อาจทนได้หากคนหนึ่งต้องตายเพื่อให้อีกคนหนึ่งรอด และข้าไม่คิดว่าพวกเขาคนใดจะต้องการเช่นนั้น” “ถ้าอย่างนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็จะต้องตาย” อาร์กอนทูลบอก เจ้าหญิงเกว็นทรงตื่นตะหนก “เดี๋ยวก่อน!” พระนางทรงร้องขึ้น เมื่อเขาจะหันหลังจากไป เขาหันกลับมามองเจ้าหญิง “แล้วข้าล่ะ?” เจ้าหญิงตรัสถาม “หากข้าตายแทนพวกเขาล่ะ? เป็นไปได้ไหม? ให้ทั้งสองคนรอด และข้าจะตายเองได้ไหม?” อาร์กอนจ้องมองพระนางอยู่นาน ราวกับจะพิจารณาให้ถึงแก่น “พระทัยของท่านนั้นบริสุทธิ์” เขาทูล “ท่านเป็นผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาแม็คกิลทั้งหมด พระบิดาของท่านทรงเลือกได้ฉลาด ใช่แล้ว พระองค์ทรงทำ...” เสียงของอาร์กอนเงียบลงเมื่อเขามองเข้าไปในพระเนตรของพระนาง เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้สึกอึดอัดแต่ไม่กล้าหันหนี “เพราะการเลือกของท่าน เพราะความเสียสละของท่านในคืนนี้” อาร์กอนทูล “โชคชะตารับฟังท่าน ธอร์จะปลอดภัยในคืนนี้ เช่นเดียวกับเชษฐาของท่าน ท่านเองก็จะมีชีวิตอยู่ แต่ส่วนเล็ก ๆ ของชีวิตท่านจะต้องสูญไป จงจำไว้ ทุกอย่างมีราคาเสมอ ท่านจะตายเพียงเศษเสี้ยวของความตายเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ของทั้งสองคน” “หมายความว่าอย่างไร?” เจ้าหญิงตรัสถาม ด้วยความหวาดกลัว “ทุกอย่างมีราคาของมัน” เขาทูลตอบ “ท่านได้เลือกแล้ว ท่านจะไม่จ่ายอย่างนั้นหรือ?” เจ้าหญิงเกว็นทรงตั้งพระทัยให้เข้มแข็ง “ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อธอร์” พระนางตรัส “และเพื่อครอบครัวของข้า” อาร์กอนจ้องมองพระนาง “ธอร์มีชะตาอันยิ่งใหญ่” อาร์กอนทูล “แต่ชะตาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โชคชะตาของเรานั้นขึ้นอยู่กับดวงดาวของเรา ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุม พระเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตา ธอร์ถูกกำหนดให้ตายในคืนนี้ เขาจะรอดอยู่ก็เพียงเพราะท่าน ท่านจะต้องจ่าย และราคานั้นค่อนข้างสูง” เจ้าหญิงเกว็นทรงต้องการรู้มากกว่านั้น พระนางทรงยื่นพระหัตถ์ไปยังอาร์กอน แต่ทันใดนั้นเองก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้นตรงหน้า แล้วอาร์กอนก็หายตัวไป เจ้าหญิงเกว็นทรงหันหาเขาไปทุกทาง แต่ก็ไม่พบ ในที่สุดพระนางทรงหันไปยังทะเลสาบที่ช่างนิ่งสงบ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยในคืนนี้ เจ้าหญิงทรงเห็นภาพสะท้อนของพระนาง ดูช่างอยู่ห่างไกล เจ้าหญิงทรงรู้สึกซาบซึ้ง และสุขสงบได้ในที่สุด แต่ทรงอดรู้สึกกลัวไม่ได้กับอนาคตของพระนางเอง แม้จะพยายามผลักออกไปจากความคิดมากเพียงใด พระนางก็ทรงอดสงสัยไม่ได้ว่าราคาที่ต้องทรงจ่ายเพื่อชีวิตของธอร์นั้นคืออะไร? บทที่ แปด ธอร์นอนอยู่บนพื้นกลางสนามรบ ถูกทหารแม็คคลาวด์ตรึงอยู่กับที่อย่างหมดหนทางสู้ เขาได้ยินเสียงปะทะกันจากการต่อสู้ เสียงร้องของม้า และทหารล้มตายอยู่รอบตัวเขา ดวงอาทิตย์กำลังตกและดวงจันทร์กำลังขึ้น ดวงจันทร์เต็มดวง ดวงโตกว่าที่เขาเคยเห็น จู่ ๆ ก็ถูกบดบังด้วยทหารร่างใหญ่คนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาหาเขา เงื้อสามง่ามขึ้นเตรียมที่จะแทงลงมา ธอร์รู้ว่าเวลาของเขามาถึงแล้ว ธอร์หลับตาเตรียมรับความตาย เขาไม่รู้สึกกลัว มีเพียงเสียใจ เขาอยากจะมีชีวิตอยู่ยาวนานกว่านี้ อยากรู้ว่าตัวเขาเป็นใคร มีโชคชะตาอย่างไร และที่สำคัญที่สุดเขาอยากจะใช้เวลาร่วมกับเจ้าหญิงเกว็นมากกว่านี้ เขารู้สึกว่าไม่ยุติธรรมที่ต้องมาตายเช่นนี้ ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่แบบนี้ และไม่ใช่วันนี้ มันยังไม่ถึงเวลาของเขา ธอร์รู้สึกได้ เขายังไม่พร้อมในตอนนี้ ทันใดนั้นเอง ธอร์รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างก่อตัวขึ้นในกายเขา มันรุนแรงและแข็งกล้าอย่างที่ไม่เคยรู้สึก เขารู้สึกแปลบปลาบและร้อนไปทั่วร่าง เมื่อรู้สึกถึงความรู้สึกใหม่ที่พลุ่งพล่านไปทั่วตัว ความร้อนแผดเผาแผ่จากปลายเท้าไล่ขึ้นมาที่ขา ผ่านลำตัวไปยังแขนทั้งสองข้าง จนถึงปลายนิ้ว ปะทุด้วยพลังบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ ธอร์ทำให้ตัวเองตกใจ เมื่อเขาคำรามก้องออกมา ราวกับมังกรที่ทะยานมาจากใต้โลก ธอร์รู้สึกแข็งแกร่งเท่ากับคนสิบคนเมื่อเขาสะบัดหลุดจากการเกาะกุมทั้งหลายและกระโจนลุกขึ้นยืน ก่อนที่ศัตรูจะแทงสามง่ามลงมา เขาก้าวไปข้างหน้า คว้าหมวกเหล็กของทหารแม็คคลาวด์ไว้แล้วกระแทกศีรษะเข้าใส่ ทำให้จมูกมันหัก แล้วเตะเข้าอย่างแรงจนกระเด็นหงายหลังไปราวกับลูกปืนใหญ่ กวาดเอาทหารอีกสิบคนล้มไปด้วย ธอร์ร้องออกมาด้วยความกราดเกรี้ยวที่เพิ่งเคยเป็นเมื่อเขาคว้าตัวทหารคนหนึ่งไว้แล้วยกขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนจะเหวี่ยงใส่หมู่ทหาร ทำให้ศัตรูนับสิบคนล้มคว่ำไปราวกับลูกโบว์ลิ่ง จากนั้นเขาก็เอื้อมมือไปกระชากเอาคทาตุ้มเหล็กที่มีสายโซ่ยาวสิบฟุตจากมือทหารคนหนึ่ง แล้วเหวี่ยงหมุนขึ้นเหนือหัวจนเกิดเสียงร้องขึ้นรอบตัวเขา เมื่อมันกวาดเอาทหารหลายสิบคนในรัศมีสิบฟุตล้มคว่ำลง ธอร์รู้สึกถึงพลังที่ทวีขึ้นจนเขาปล่อยให้มันควบคุม ทหารแม็คคลาวด์หลายสิบคนพุ่งเข้าใส่เขา ธอร์ยื่นฝ่ามือออกไปและต้องประหลาดใจกับความรู้สึกแปลบปลาบ ก่อนจะเห็นสายหมอกเย็นพุ่งออกจากฝ่ามือ ทหารศัตรูที่เข้ามาโจมตีต่างหยุดนิ่ง ถูกหุ้มด้วยไอเย็น พวกมันยืนนิ่งตัวแข็ง ราวกับเป็นก้อนน้ำแข็ง ธอร์หันฝ่ามือไปทุกทิศ แช่แข็งทหารแม็คคลาวด์ทุกทางที่หันไป ดูเหมือนกับก้อนน้ำแข็งตกใส่ไปทั่วสนามรบ ธอร์หันไปหาพี่น้องทหารยุวชนของเขา เห็นศัตรูหลายคนกำลังจะฟาดฟันเข้าใส่เจ้าชายรีซ โอคอนเนอร์ เอลเด็น และคู่แฝด เขายกฝ่ามือนยื่นออกไปในแต่ละทิศและแช่แข็งพวกที่กำลังจะโจมตี ช่วยชีวิตเพื่อน ๆ ให้รอดพ้นจากความตาย ทุกคนหันมาหาเขา แววตาแสดงความโล่งอกและขอบคุณ กองทัพแม็คคลาวด์เริ่มสังเกตเห็นและระวังตัวที่จะเข้ามาหาธอร์ พวกมันเริ่มถอยไปอยู่ในระยะปลอดภัยรอบตัวเขา ทหารเหล่านี้กลัวที่จะเข้ามาใกล้เกินไปเมื่อได้เห็นว่าพวกมันหลายคนถูกแช่แข็งนิ่งอยู่ในสนามรบ แต่แล้วก็มีเสียงคำรามดังขึ้น ทหารคนหนึ่งก้าวมาข้างหน้า ตัวใหญ่กว่าคนอื่นราวห้าเท่า มันต้องสูงอย่างน้อยสิบสี่ฟุต ถือดาบที่ใหญ่ที่สุดที่ธอร์เคยเห็น เขายกฝ่ามือขึ้นเพื่อแช่แข็งมัน แต่ไม่ได้ผล ศัตรูตัวยักษ์เพียงแค่ปัดพลังไอเย็นให้พ้นไปราวกับเป็นแมลงน่ารำคาญ และตรงเข้ามาหาธอร์ ธอร์เริ่มรู้ตัวว่าพลังของเขายังมีข้อบกพร่อง เขาประหลาดใจและไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงไม่แข็งแกร่งพอที่จะหยุดทหารคนนี้ ทหารร่างยักษ์มาถึงธอร์เพียงก้าวยาว ๆ สามก้าว ทำให้ธอร์ประหลาดใจกับความเร็วของมัน จากนั้นมันเหวี่ยงหลังมือเข้าใส่ธอร์ ทำให้เขากระเด็นลอยไป ธอร์หล่นกระแทกพื้นอย่างแรง และก่อนที่เขาจะทันหลบ ศัตรูตัวยักษ์ก็มาถึงตัว ยกเขาลอยขึ้นเหนือหัวของมันด้วยสองมือ แล้วเหวี่ยงเขาลอยสูงขึ้นไปในอากาศราวยี่สิบฟุตก่อนที่จะตกลงพื้นและกระแทกอย่างแรง กลิ้งหลุน ๆ ไปท่ามกลางเสียงโห่ร้องอย่างยินดีของพวกแม็คคลาวด์ ธอร์รู้สึกเหมือนซี่โครงหักหมดทุกซี่ ธอร์เงยหน้าขึ้นเห็นทหารตัวยักษ์กำลังเข้ามาใกล้ ครั้งนี้เขาทำอะไรไม่ได้แล้ว พลังใด ๆ ที่เขามีกลับเหือดหายไปแล้ว เขาหลับตาลง พระเจ้าทรงโปรด ช่วยข้าด้วยเถิด ขณะที่ทหารยักษ์กำลังใกล้เข้ามา ธอร์เริ่มได้ยินเสียงหึ่งดังอยู่ไกล ๆ ในหัวของเขา มันเริ่มดังขึ้น ๆ จนในไม่ช้ามันกลายเป็นเสียงหึ่งดังอยู่นอกหัวของเขา ธอร์รู้สึกถึงพลังใหม่ เขารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับวัตถุและอากาศรอบตัว ต้นไม้ที่โยกไกว ใบหญ้าพลิ้วไหว เขารู้สึกถึงเสียงพืมพำท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ เมื่อยืนมือออกไป เขารู้สึกเหมือนกำลังรวบรวมเสียงหึ่งดังจากทุกมุมในจักรวาล รวบรวมพลังของมันมาตามปรารถนา ธอร์ลืมตาขึ้น เขาได้ยินเสียงหึ่งดังอยู่เหนือหัว ต้องประหลาดใจเมื่อได้เห็นฝูงผึ้งมหาศาลปรากฏตัวขึ้นจากท้องฟ้า พวกมันพุ่งมาจากทุกมุม เมื่อเขายกมือ เขารู้สึกว่าเขาสามารถควบคุมมันได้ ธอร์ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร แต่เขารู้ว่าเขาสามารถทำได้ ธอร์ขยับมือไปทางทหารร่างยักษ์ เขาเห็นฝูงผึ้งที่บดบังท้องฟ้า รุมเข้าใส่ศัตรูตัวยักษ์จนมิด มันยกมือขึ้นปัดป่ายพลางส่งเสียงร้องออกมา เมื่อฝูงผึ้งมหาศาลรุมต่อยนับพันครั้งจนทรุดลงคุกเข่าแล้วล้มหน้าคว่ำลงตาย พื้นดินสะเทือนด้วยแรงกระแทกจากร่างของมัน ธอร์เคลื่อนมือไปทางกองทัพแม็คคลาวด์ ที่ยังนั่งบนหลังม้า มองมาที่เขาอย่างตกใจกับภาพที่เกิดขึ้น พวกมันพยายามจะหันหนี แต่ยังไม่ทันได้ทำ ธอร์เหวี่ยงฝ่ามือไปทางนั้น ฝูงผึ้งก็ผละจากร่างของทหารยักษ์ หันไปโจมตีทหารคนอื่น กองทัพแม็คคลาวด์ร้องตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว พวกมันพร้อมใจกันหันหลังแล้วขี่ม้าหนี พลางถูกผึ้งต่อยนับครั้งไม่ถ้วน กองทัพศัตรูต่างพยายามหนีไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนในไม่ช้าพวกมันก็หายไปจากสนามรบจนหมด บางคนที่หนีไม่ทันต่างก็ล้มตายไปตาม ๆ กัน จนมีศพเกลื่อนในสนามรบ คนที่รอดชีวิตยังคงควบม้าหนี ขณะที่ฝูงผึ้งยังบินไล่ตามไป เสียงหึ่งดังผสมกับเสียงฝีเท้าม้าและเสียงตะโกนด้วยความกลัว ธอร์ประหลาดใจที่ภายในไม่กี่นาที สนามรบก็ว่างเปล่าและสงบนิ่ง ที่เหลืออยู่มีเพียงเสียงครวญครางของทหารแม็คคลาวด์ที่บาดเจ็บ นอนกองกันอยู่ ธอร์มองดูรอบ ๆ เห็นเพื่อนของเขากำลังอ่อนแรงและเหนื่อยหอบ พวกเขาฟกช้ำและมีแผลถลอกปอกเปิกไปทั่วตัว แต่ยังสบายดี แน่นอนว่ายกเว้นเพื่อนทหารยุวชนสามคนที่เขาไม่รู้จักชื่อนอนตายอยู่ตรงนั้น เกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นดังมาจากทางขอบฟ้า เมื่อธอร์หันไปมองก็เห็นกองทัพหลวงกำลังลงเนินมา ตรงมาหาพวกเขา เจ้าชายเคนดริคนำอยู่ด้านหน้า พวกเขาขี่ม้ามาช่วย และในไม่ช้าก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าธอร์และเพื่อน ๆ ผู้ที่รอดชีวิตอยู่ในสนามรบนองเลือดนี้ ธอร์ยืนมองนิ่งด้วยความตกใจ เมื่อเจ้าชายเคนดริค คอล์ค บรอมและคนอื่น ๆ ลงจากหลังม้า และเดินเข้ามาหาช้า ๆ ตามมาด้วยทหารกองรบเงินอีกหลายสิบนาย นักรบผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหมดในทัพหลวง พวกเขาเห็นว่าธอร์และเพื่อน ๆ อยู่กันเพียงลำพัง ได้รับชัยชนะในสนามรบนองเลือดนี้ และประหลาดใจกับศพทหารแม็คคลาวด์นับร้อย ธอร์มองออกว่าพวกเขาประหลาดใจ ยกย่อง และยำเกรง เขาเห็นได้ในแววตาของทุกคน นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมาตลอดชีวิต เขาคือวีรบุรุษ บทที่ เก้า อีเร็คควบม้าเร่งไปตามเส้นทางลงใต้ เขารีบขี่ไปด้วยความเร็วยิ่งกว่าที่เคย พยายามที่สุดที่จะหลบหลุมบ่อบนถนนในยามราตรี เขายังไม่ได้หยุดเลยนับตั้งแต่ที่รู้ข่าวว่าอลิสแตร์ถูกลักตัวไป ถูกขายให้กับพ่อค้าทาส และถูกส่งไปยังเมืองบาลัสเตอร์ เขาไม่อาจหยุดโทษตัวเองที่ช่างโง่เง่าและไร้เดียงสาที่ไว้ใจเจ้าของโรงแรม ที่เชื่อว่าเขาจะรักษาคำพูดและรักษาสัญญาที่จะปล่อยตัวอลิสแตร์ให้แก่เขาหลังจากที่เขาชนะการแข่งขัน อีเร็คถือสัจจะเป็นเกียรติยศและเขาคิดว่าคนอื่นก็จะถือเช่นเดียวกัน เป็นความผิดพลาดที่โง่เง่าซึ่งต้องแลกมาด้วยอลิสแตร์ อีเร็คใจสลายเมื่อคิดถึงนาง เขาเตะม้าแรงขึ้น สตรีผู้งดงามและผ่องแผ้วเช่นนาง เมื่อแรกก็ต้องทนทุกข์กับการเสื่อมเกียรติ ต้องทำงานให้แก่เจ้าของโรงแรมนั่นแล้ว ตอนนี้ยังมาถูกขายไปเป็นทาส ต้องถูกขายเป็นนางโลมด้วยซ้ำ เมื่อคิดเรื่องนี้เขาก็ยิ่งโกรธ และอดรู้สึกไม่ได้ว่าเขามีส่วนต้องรับผิดชอบ หากเขาไม่โผล่เข้ามาในชีวิตของนาง ไม่เสนอที่จะพานางไป บางทีเจ้าของโรงแรมอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้ อีเร็คเร่งขี่ม้าไปในยามราตรี เสียงฝีเท้าม้าก้องอยู่ในหู พร้อมด้วยเสียงหายใจของม้า ม้าของเขาเองก็เหนื่อยมาก อีเร็คกลัวว่ามันอาจจะหมดแรงล้มพับไป เขาตรงไปหาเจ้าของโรงแรมทันทีหลังจากจบการแข่งขัน โดยไม่ได้หยุดพักเลย และอ่อนระโหยมากกับความเหน็ดเหนื่อย เขารู้สึกเหมือนกับจะฟุบลงไปและหล่นจากหลังม้า แต่ก็ฝืนลืมตาตื่น บังคับตัวเองให้ตื่น ขณะที่ขี่ม้าไปใต้ดวงจันทร์เต็มดวง มุ่งหน้าลงใต้ไปยังเมืองบาลัสเตอร์ อีเร็คได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองบาลัสเตอร์มาตลอดชีวิต แม้จะเป็นที่ที่เขาไม่เคยไป แต่จากข่าวที่เล่าลือกัน มันเป็นสถานที่แห่งการพนัน ฝิ่น โลกีย์ และความโสมมทุกอย่างที่คิดได้ในอาณาจักร เป็นเมืองที่พวกอันธพาลหลั่งไหลเข้าไป จากทุกมุมของอาณาจักรวงแหวน เพื่อหาประโยชน์จากงานด้านมืดทุกอย่างที่รู้จักกัน เมืองนี้เป็นด้านตรงข้ามกับเขา อีเร็คไม่เคยเล่นการพนัน แลแทบจะไม่ดื่มเลย เขาชอบใช้เวลาว่างในการฝึกฝน และลับคมทักษะฝีมือของเขา อีเร็คไม่เข้าใจคนประเภทที่เกียจคร้านและเที่ยวสำมะเลเทเมา แบบพวกขาประจำของเมืองบาลัสเตอร์ทำ การมาที่เมืองนี้เป็นลางไม่ดีสำหรับเขา ไม่น่าจะมีเรื่องดีจากที่นี่ได้ เมื่อคิดว่านางต้องมาอยู่ในสถานที่เช่นเมืองนี้ทำให้เขาหดหู่ อีเร็ครู้ว่าเขาจะต้องรีบช่วยนาง และพาไปให้ไกลจากที่นี่ ก่อนที่จะเกิดความเสียหายขึ้น เมื่อดวงจันทร์คล้อยลงบนท้องฟ้า ถนนเริ่มกว้างขึ้นและเดินทางสะดวกขึ้น อีเร็คเห็นเมืองเป็นครั้งแรก แสงจากคบไฟมากมายที่ส่องแสงสว่างให้กำแพงเมืองทำให้มันดูเหมือนกองไฟในยามราตรี อีเร็คไม่ประหลาดใจ ว่ากันว่าคนที่นี่ตื่นกันอยู่ตลอดคืน อีเร็คเร่งม้าเร็วขึ้นและเข้าไปใกล้เมืองมากขึ้น ในที่สุดเขาก็เข้าไปใกล้สะพานไม้เล็ก ๆ มีคบไฟอยู่สองด้าน มียามนั่งสับปะหงกอยู่ที่เชิงสะพาน เขากระโจนลุกขึ้นยืน เมื่ออีเร็คควบม้าผ่านไป ยามคนนั้นตะโกนเรียกไล่หลังเขา “เฮ้ย!” แต่อีเร็คไม่ชะลอ หากยามคนนี้กล้าพอจะไล่ตามเขา ซึ่งอีเร็คยังสงสัยในเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นเขาจะทำให้มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ชายคนนี้ได้ทำ อีเร็คควบม้าพุ่งผ่านประตูเมืองบานใหญ่ที่เปิดอยู่ เข้าไปยังจัตุรัสที่ล้อมด้วยกำแพงหินโบราณเตี้ย ๆ เขาขี่ม้าไปตามทางแคบ ๆ ที่สว่างไสวด้วยคบไฟตามรายทาง บ้านเรือนสร้างชิดติดกัน ทำให้เมืองนี้ดูคับแคบและอึดอัด ถนนหนทางเต็มไปด้วยผู้คน และเกือบทั้งหมดเป็นคนเมาที่เดินโซเซไปมา ร้องตะโกนโหวกเหวก และชนกระแทกกัน ดูเหมือนเป็นงานเลี้ยงใหญ่ และร้านเหล้ากับบ่อนแทบจะมีอยู่หลังเว้นหลังทีเดียว อีเร็ครู้ว่ามาถูกที่แล้ว เขารู้สึกได้ว่าอลิสแตร์อยู่ที่นี่ ตรงไหนสักแห่ง อีเร็คกลืนน้ำลาย หวังว่าจะไม่มาช้าเกินไป เขาขี่ม้าไปถึงอาคารที่เป็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่อยู่ใจกลางเมือง มีผู้คนมากมายอยู่ด้านนอก อีเร็คคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เขาลงจากหลังม้าแล้วรีบเข้าไปด้านใน ใช้ข้อศอกแหวกทางผ่านพวกขี้เมาที่โหวกเหวกโวยวายเข้าไปจนถึงเจ้าของโรงเตี๊ยม ที่ยืนด้านหลัง ตรงกลางห้อง กำลังจดชื่อคน แล้วรับเงินมา ก่อนจะชี้บอกทางไปที่ห้องพัก เขาเป็นคนท่าทางสะโอดสะอง มีรอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้า เหงื่อไหลโทรม และกำลังถูมือเข้าด้วยกันขณะที่นับเงิน เขาเงยหน้าขึ้นมองอีเร็ค มีรอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้า “ต้องการห้องพักหรือท่าน?” เขาถาม “หรือว่าต้องการสตรี?” อีเร็คส่ายหน้าแล้วเขยิบเข้าไปใกล้ ต้องการให้เขาได้ยินท่ามกลางเสียงอึกทึกนี้ “ข้ามาตามหาพ่อค้า” อีเร็คบอก “พ่อค้าทาส เขาขี่ม้ามาจากซาวาเรีย เมื่อวันหรือสองวันก่อนหน้านี้ เขามีสินค้าล้ำค่ามาด้วย พวกทาส” ชายเจ้าของโรงเตี๊ยมเลียริมฝีปาก “ที่ท่านต้องการเป็นข้อมูลที่มีราคา” เขาบอก “ข้าจัดหาให้ได้ ง่ายเหมือนกับที่ข้าจัดหาห้อง” เขายื่นมือมาข้างหน้า แล้วถูนิ้วเข้าด้วยกัน ก่อนจะแบมือออก เขาเงยหน้ามองอีเร็คแล้วยิ้ม เหงื่อเป็นเม็ดอยู่เหนือริมฝีปากบน อีเร็ครังเกียจชายคนนี้ แต่เขาต้องการข้อมูลและไม่อยากเสียเวลา ดังนั้นเขาจึงล้วงลงไปในถุงเงินแล้ววางเหรียญทองอันใหญ่ลงในมือของชายเจ้าของโรงเตี๊ยม เขาทำตาโตขณะที่พิจารณาดูเหรียญทอง “ทองของพระราชา” เขาสังเกตด้วยความประทับใจ เขามองดูอีเร็คทั่วตัวด้วยสายตาแสดงความเคารพระคนสงสัย “ท่านขี่ม้ามาจากราชสำนักจนถึงที่นี่เลยอย่างนั้นหรือ?” เขาถาม “พอได้แล้ว” อีเร็คตอบ “ข้าเป็นคนถามคำถาม ข้าจ่ายให้แล้ว บอกข้ามาได้แล้ว ว่าพ่อค้าอยู่ที่ไหน?” เจ้าของโรงเตี๊ยมเลียริมฝีปากหลายครั้ง ก่อนจะชะโงกเข้ามาใกล้ “ชายคนที่ท่านตามหาคือ เออร์บอต เขาจะมาอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง พร้อมกับพวกนางโลมชุดใหม่ เขาขายพวกนางให้แก่คนที่ให้ราคาสูงที่สุด ท่านน่าจะพบเขาได้ที่ซ่องของเขา ไปตามถนนเส้นนี้จนสุดทาง เขาอยู่ที่นั่นแหละ แต่ถ้าสตรีที่ท่านตามหามีค่ามาก นางน่าจะถูกขายไปแล้ว นางโลมของเขาอยู่ไม่นานหรอก” อีเร็คหมุนตัวจะไป เมื่อรู้สึกว่ามีมืออุ่นและชื้นคว้าข้อมือเขาไว้ เขาหันมาแล้วต้องประหลาดใจที่เห็นเจ้าของโรงเตี๊ยมดึงเขาไว้ “หากท่านกำลังหานางโลมอยู่ล่ะก้อ ทำไมไม่ลองของข้าสักคนล่ะ พวกนางเยี่ยมพอ ๆ กับของเขาเลยนะ แต่ถูกกว่าครึ่งหนึ่งทีเดียว” อีเร็คยิ้มหยันด้วยความรังเกียจ หากเขามีเวลา เขาคงจะฆ่าชายคนนี้ไปแล้ว เพื่อช่วยกำจัดคนประเภทนี้ให้หมดไปจากโลก แต่เขาต้องรีบตัดบท และตัดสินใจว่าชายคนนี้ไม่คู่ควรจะเสียเวลาด้วย อีเร็คสะบัดมือออก ก่อนจะชะโงกเข้าไปใกล้ “ถ้าแตะต้องตัวข้าอีก” อีเร็คเตือน “เจ้าจะต้องคิดว่าไม่น่าจะทำเลย ตอนนี้ถอยไปห่าง ๆ ข้าสองก้าว ก่อนที่ข้าจะหาที่เหมาะ ๆ แทงเจ้าด้วยดาบในมือข้า” เจ้าของโรงเตี๊ยมมองดูตาโตด้วยความกลัว แล้วก้าวถอยหลังไปหลายก้าว อีเร็คหันหลังรีบเดินออกไป ใช้ข้อศอกดันและผลักคนในร้านให้พ้นทางขณะที่รีบออกไปด้านนอกผ่านประตูบานคู่ เขาไม่เคยรังเกียจใครเช่นนี้มาก่อน อีเร็คขึ้นหลังม้าของเขาซึ่งกำลังเหยาะย่างและพ่นลมใส่ขี้เมาที่เดินผ่านมาจ้องดูมัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาพยายามที่จะขโมยมัน อีเร็ครู้ทัน เขากำลังคิดว่าหากเขาไม่กลับมาพวกมันจะขโมยจริงหรือไม่ อีเร็คเตือนตัวเองว่าต่อไปให้ผูกม้าให้แน่นหนา เขาประหลาดใจกับความโสมมของเมืองนี้ ถึงอย่างไร วาร์คฟิน ม้าของเขาเป็นม้าศึกที่แข็งแกร่ง หากใครพยายามที่จะขโมยมันไป มันคงจะกระทืบตาย อีเร็คเตะกระตุ้นวาร์คฟิน แล้วออกเดินทางไปตามถนนแคบ ๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะหลบผู้คนมากมาย แม้จะดึกแล้ว แต่บนถนนยังมีผู้คนหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ คนหลายเชื้อชาติร่วมสังสรรค์กัน ขี้เมาหลายคนร้องโวยวายขึ้นเมื่อเขาขี่ม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เขาไม่สนใจ อีเร็ครู้สึกว่าอลิสแตร์อยู่แค่เอื้อมและเขาจะไม่หยุดจนกว่าจะได้นางคืนมา ถนนไปสิ้นสุดลงที่กำแพงหิน อาคารสุดท้ายที่อยู่ทางขวามือเป็นโรงแรมเอียง ๆ หลังหนึ่ง มีผนังดินสีขาวและหลังคามุงจาก ซึ่งดูเหมือนมันเคยรุ่งเรืองกว่านี้ เมื่อดูจากท่าทางของคนที่เดินเข้าออกแล้ว อีเร็ครู้สึกได้ว่าเขามาถูกที่แล้ว อีเร็คลงจากหลังม้า ผูกไว้กับเสาอย่างแน่นหนา แล้วพรวดเข้าประตูไป แต่เขากลับต้องชะงักอยู่กับที่ด้วยความประหลาดใจ ข้างในนั้นมีแสงสลัว เป็นห้องใหญ่ห้องหนึ่งที่มีคบไฟวูบไหวอยู่บนผนังเพียงไม่กี่อัน และเตาผิงที่ไฟกำลังมอดอยู่ห่างออกไปที่มุมหนึ่ง มีพรมปูไว้ทั่วไปหมด และบนพรมนั้นก็มีสตรีหลายคนแต่งกายน้อยชิ้น ถูกมัดไว้ด้วยกันด้วยเชือกเส้นหนาและล่ามไว้กับกำแพง ทุกคนดูเหมือนจะเมายา อีเร็คได้กลิ่นฝิ่น และเห็นบ้องสูบถูกส่งต่อกันไป ชายแต่งตัวดีสองสามคนเดินไปทั่วห้อง เตะและสะกิดเท้าของสตรีเหล่านั้นทางโน้นทีทางนี้ที ทำราวกับกำลังทดสอบสินค้าและตัดสินใจว่าจะซื้ออะไรดี ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงตัวเล็กที่อีกฟากห้อง เขาสวมเสื้อคลุมไหม มีสตรที่ถูกล่ามอยู่ด้วยกันนั่งขนาบอยู่สองข้าง ด้านหลังมีชายร่างใหญ่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ตัวสูงใหญ่กว่าอีเร็คเสียอีก ดูเหมือนกับพวกเขาคงจะตื่นเต้นที่จะฆ่าใครสักคน อีเร็คเข้ามาภายในและรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ที่นี่คือซ่อง สตรีเหล่านี้มีไว้ให้เช่า และคนที่อยู่ตรงมุมนั้นต้องเป็นตัวการ เป็นคนที่ลักตัวอลิสแตร์ และอาจจะลักตัวสตรีเหล่านี้ทั้งหมดด้วย อีเร็ครู้ว่าในตอนนี้อลิสแตร์ก็อาจจะอยู่ในห้องนี้ เขารีบเดินหาอย่างกระวนกระวายไปตามแถวของบรรดาสตรี กวาดตามองใบหน้าของพวกนาง มีสตรีอยู่หลายสิบคนในห้องนี้ บางคนสลบไสลไป แสงสลัวภายในห้องทำให้ยากที่จะบอกได้ในทันที เขามองดูไปทีละคน กำลังเดินไปตามแถว เมื่อจู่ ๆ ฝ่ามือใหญ่ก็กระแทกเข้าที่อก “เจ้าจ่ายเงินรึยัง?” เสียงแหบพร่าถามขึ้น อีเร็คเงยหน้าขึ้นเห็นชายร่างใหญ่ยืนค้ำเขาอยู่ ทำหน้าถมึงทึง “ถ้าเจ้าอยากจะดูพวกนาง เจ้าก็ต้องจ่าย” เขาบอกดังด้วยเสียงแหบต่ำ “นั่นเป็นกฎ” อีเร็คยิ้มหยันตอบ รู้สึกเกลียดขึ้นมาทันที เขายื่นมือออกไปใช้สันมือกระแทกเข้าใส่คอหอยอย่างรวดเร็วก่อนที่ชายคนนั้นจะทันกระพริบตา ชายร่างใหญ่อ้าปาก ตาเบิกโพลง ก่อนจะทรุดลงคุกเข่า มือกุมลำคอไว้ อีเร็คเงื้อศอกฟันเข้าใส่ขมับ จนเขาล้มลงไปนอนคว่ำหน้า อีเร็คเดินเร็วไปตามแถว กวาดตาดูใบหน้าเพื่อมองหาอลิสแตร์ แต่ไม่พบนางเลย นางไม่ได้อยู่ที่นี่ อีเร็คใจเต้นรัวเมื่อรีบเดินไปยังอีกฟากห้อง ที่ชายผู้สูงวัยกว่ากำลังนั่งอยู่ คอยดูแลทุกอย่าง “เจ้าได้เจอคนที่ชอบหรือยัง?” เขาถาม “มีคนที่เจ้าอยากจะประมูลไหม?” “ข้ามาหาสตรีนางหนึ่ง” อีเร็คบอกเสียงแข็ง พยายามที่จะสงบ “และข้าจะขอพูดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นางตัวสูงมีผมสีทอง ดวงตาสีเขียว นางชื่ออลิสแตร์ นางถูกพามาจากซาวาเรียเมื่อวันหรือสองวันก่อน มีคนบอกข้าว่านางถูกพามาที่นี่ เป็นความจริงใช่ไหม?” ชายคนนั้นส่ายหน้าช้า ๆ พลางยิ้มกริ่ม “ข้าเกรงว่าของที่เจ้าหาถูกขายไปแล้ว” เขาบอก “เป็นของดีเสียด้วย เจ้านี่มีรสนิยมดี เลือกคนอื่นสิ ข้าจะลดราคาให้” อีเร็คไม่พอใจ รู้สึกเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยเป็น “ใครพานางไป?” อีเร็คตะคอก ชายคนนั้นยิ้ม “แหม ดูเหมือนเจ้าจะปักใจกับทาสคนนี้เป็นพิเศษ” “นางไม่ใช่ทาส” อีเร็คตะคอก “นางเป็นภรรยาของข้า” ชายคนนั้นมองมาด้วยความตกใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นหัวเราะเสียงดัง “ภรรยาของเจ้า! มุขนี้ดีนี่ แต่พอแล้วนะ สหาย ตอนนี้นางเป็นของเล่นของคนอื่นไปแล้ว” แล้วใบหน้าของเขาหม่นคล้ำลง เป็นถมึงทึงราวกับปิศาจ เมื่อเขาชี้สั่งลูกน้อง แล้วบอกต่อว่า “ตอนนี้จัดการกำจัดขยะชิ้นนี้ไปได้แล้ว” ชายล่ำสันสองคนก้าวมาข้างหน้าด้วยความเร็วที่ทำให้อีเร็คประหลาดใจ ทั้งคู่พุ่งเข้าใส่เขาพร้อมกัน ยื่นมือมาหมายจะคว้าอก แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่ากำลังจะสู้กับใคร อีเร็คไวกว่าทั้งสองคน เขาฉากหลบก่อนจะคว้าข้อมือของคนหนึ่งไว้แล้วบิดไปด้านหลังจนมันหงายหลังลงนอน แล้วฟันศอกใส่ที่คอของอีกคน อีเร็คก้าวไปข้างหน้าแล้วบีบคอของคนที่นอนอยู่บนพื้น ทำให้สลบไป จากนั้นจึงชะโงกไปใช้หัวกระแทกกับคนอีกคนที่กำลังกุมลำคอไว้ สลบไสลตามไปอีกคน ชายทั้งสองนอนไม่ได้สติอยู่ตรงนั้น อีเร็คก้าวข้ามทั้งสองคนตรงไปหาเจ้าของซ่อง ที่ตอนนี้กำลังนั่งตัวสั่นอยู่ในเก้าอี้ ตาโพลงด้วยความกลัว อีเร็คยื่นมือไปจิกผมเขาไว้ แล้วกระชากไปด้านหลัง เอามีดจ่อเข้าที่คอหอย “บอกมาว่านางอยู่ที่ไหน แล้วข้าอาจจะให้เจ้ามีชีวิตอยู่” อีเร็คคำราม ชายคนนั้นอึกอัก “ข้าจะบอก แต่เจ้ากำลังเสียเวลา” เขาตอบ “ข้าขายนางให้กับท่านลอร์ดคนหนึ่ง เขามีกองอัศวินของตัวเอง และอาศัยอยู่ในปราสาท เขาเป็นคนที่มีอำนาจมาก ปราสาทของเขาไม่เคยมีคนผ่านไปได้ และนอกจากนั้นเขายังมีกองทัพของตัวเองไว้คอยเป็นกองหนุน เขาร่ำรวยมาก และมีกองกำลังทหารรับจ้างที่พร้อมจะทำตามคำสั่งของเขาตลอดเวลา สตรีนางไหนที่เขาซื้อไป เขาจะเก็บไว้ ไม่มีทางที่เจ้าจะได้ตัวนางมาง่าย ๆ ดังนั้นจงกลับไปยังที่ ๆ เจ้าจากมา นางไปแล้ว” อีเร็คกดคบมีดแน่นเข้าจนเริ่มมีโลหิตซึม และเจ้าของซ่องร้องออกมา “ลอร์ดคนนี่อยู่ที่ไหน?” อีเร็คเกรี้ยวกราด หมดความอดทน “ปราสาทของเขาอยู่ทางตะวันตก ใช้ประตูเมืองด้านตะวันตก แล้วไปจนสุดถนน เจ้าจะได้เห็นปราสาท แต่มันเสียเวลาเปล่า เขาจ่ายค่าตัวนางอย่างงาม มากกว่าที่นางคู่ควรเสียอีก” อีเร็คทนมาพอแล้ว เขาเชือดคอชายเจ้าของซ่องโดยไม่หยุดคิดเลย โลหิตไหลไปทุกทาง เมื่อชายคนนี้ไหลลงจากเก้าอี้ลงไปนอนตาย อีเร็คมองดูที่ศพ และลูกน้องสองคนที่ไม่ได้สติ และรู้สึกรังเกียจสถานที่นี้ทั้งหมด เขาแทบไม่อยากรู้ว่ามันมึอยู่จริง อีเร็คเดินข้ามห้องไปแล้วเริ่มตัดเชือกที่ล่ามสตรีทั้งหลายออก เขาตัดเชือกเส้นหนาปล่อยพวกนางเป็นอิสระทีละคน หลายคนกระโดดลุกขึ้นแล้ววิ่งไปที่ประตู ในไม่ช้าคนในห้องก็เหลือน้อยลง ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปที่ประตู บางคนอาจจะเมายาเกินกว่าจะขยับตัว ส่วนคนอื่น ๆ ก็เข้ามาช่วย “ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร” สตรีนางหนึ่งบอกแก่อีเร็ค เมื่อนางหยุดอยู่ที่ประตู “ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง และไม่ว่าท่านกำลังจะไปที่ไหน ขอให้พระเจ้าช่วยเหลือท่านด้วย อีเร็ครู้สึกซาบซึ้งกับน้ำใจและคำอวยพร แต่เขากลับรู้สึกห่อเหี่ยว สถานที่ ๆ เขากำลังจะไป อาจจะต้องการมันก็ได้ บทที่ สิบ แสงอรุณส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ๆ ในกระท่อมของอิลเลพรา แยงพระเนตรของเจ้าหญิงเกว็นโดลีนและปลุกพระนางให้ตื่นจากบรรทมช้า ๆ อาทิตย์ดวงแรกส่องแสงสีส้มเรื่อเรือง ไล้แสงปลุกเจ้าหญิงให้ตื่นขึ้นในรุ่งอรุณอันเงียบสงบ พระนางกระพริบพระเนตรหลายครั้ง ในตอนแรกยังทรงงุนงงและสงสัยว่าพระนางอยู่ที่ไหน จากนั้นจึงทรงระลึกได้ ก็อดฟรีย์ เจ้าหญิงเกว็นผล็อยหลับไปบนพื้นกระท่อม บนฟางที่ปูลาดเป็นที่นอนอยู่ข้างเตียงของเจ้าชายก็อดฟรีย์ อิลเลพรานอนอยู่ข้างเจ้าชาย เป็นค่ำคืนที่ยาวนานสำหรับทั้งสาม เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงเพ้ออยู่ตลอดคืน กระสับกระส่ายพลิกไปมา อิลเลพราคอยดูแลอยู่ตลอด เจ้าหญิงเกว็นทรงอยู่คอยช่วยทุกอย่างที่ทรงช่วยได้ ทรงหยิบผ้าชุบน้ำ บิดและวางบนพระนลาฏให้เจ้าชายก็อดฟรีย์ คอยหยิบสมุนไพรและยาส่งให้อิลเลพราตามที่นางร้องขอ เป็นค่ำคืนที่เหมือนจะไม่มีสิ้นสุด มีหลายครั้งที่เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงตะโกนออกมา และพระนางทรงมั่นพระทัยว่าเชษฐากำลังจะสิ้นพระชนม์ หลายครั้งที่เจ้าชายทรงเพ้อเรียกหาพระบิดา ซึ่งทำให้เจ้าหญิงเกว็นทรงตัวเย็น พระนางทรงรู้สึกว่าพระบิดาอยู่ด้วย ทรงวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ เจ้าหญิงทรงไม่รู้เลยว่าพระบิดาปรารถนาให้โอรสมีชีวิตอยู่หรือตาย ความสัมพันธ์ของทั้งสองมักจะตึงเครียดอยู่เสมอ เจ้าหญิงเกว็นบรรทมที่กระท่อมนี้เพราะพระนางเองก็ไม่มีที่อื่นที่จะไป เจ้าหญิงทรงรู้สึกไม่ปลอดภัยหากจะกลับไปที่ปราสาท ไปอยู่ใต้ชายคาเดียวกับเชษฐา พระนางทรงรู้สึกปลอดภัยกว่าที่นี่ ในความดูแลของอิลเลพรา โดยมีอคอร์ธและฟุลตันคอยยืนเฝ้ายามให้ด้านนอก เจ้าหญิงทรงคิดว่าไม่มีใครรู้ว่าพระนางอยู่ที่นี่และทรงต้องการให้เป็นเช่นนั้น นอกจากนี้ในระยะหลังทรงสนิทสนมรักใคร่เจ้าชายก็อดฟรีย์ ทรงค้นพบเชษฐาในแบบที่พระนางไม่เคยรู้จัก และทรงเจ็บปวดเมื่อคิดว่าเขากำลังจะสิ้นพระชนม์ เจ้าหญิงเกว็นทรงลุกขึ้นยืนแล้วรีบไปหาเจ้าชายก็อดฟรีย์ พระหทัยเต้นแรงพลางสงสัยว่าเชษฐาจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เจ้าหญิงทรงรู้สึกได้ว่าหากเจ้าชายตื่นขึ้นในเช้านี้ หมายความว่าทรงรอด แต่หากไม่ฟื้น ทุกอย่างก็จบสิ้นแล้ว อิลเลพราลุกขึ้นและรีบมาดูเช่นกัน นางคงจะเผลอหลับตอนไหนสักเวลาเมื่อคืนนี้ เจ้าหญิงเกว็นไม่โทษนางเลย ทั้งสองคุกเข่าอยู่เช่นนั้นข้างพระวรกายเจ้าชายก็อดฟรีย์ ท่ามกลางแสงสว่างในกระท่อมเล็ก ๆ เจ้าหญิงเกว็นทรงแตะข้อพระกรของเชษฐาแล้วเขย่า ขณะที่อิลเลพราวางมือลงบนพระนลาฏ นางหลับตาและสูดหายใจ ทันใดนั้นเจ้าชายก็อดฟรีย์ก็ลืมพระเนตรขึ้น อิลเลพรายกมือขึ้นด้วยความประหลาดใจ เจ้าหญิงเกว็นเองก็ทรงประหลาดพระทัย พระนางไม่คาดว่าจะทรงเห็นเจ้าชายก็อดฟรีย์ลืมพระเนตรขึ้น เชษฐาทรงหันมาและทอดพระเนตรทองเจ้าหญิง “ก็อดฟรีย์?” เจ้าหญิงตรัสถาม เจ้าชายหรี่พระเนตรลง แล้วลืมขึ้นอีกครั้ง แล้วทรงยันพระวรกายขึ้นด้วยศอกข้างหนึ่ง มองมาที่ทั้งสอง “กี่โมงแล้ว?” เจ้าชายตรัสถาม “ข้าอยู่ที่ไหน?” พระสุรเสียงฟังดูตื่นตัวและแข็งแรงดี เจ้าหญิงเกว็นไม่เคยรู้สึกโล่งพระทัยเช่นนี้มาก่อน พระนางทรงแย้มสรวลกว้าง พร้อมกับอิลเลพรา เจ้าหญิงเกว็นทรงโผเข้าหาและกอดเชษฐาไว้แน่น ก่อนจะผละออก “พี่ยังไม่ตาย!” พระนางทรงร้องออกมา “แน่นอนสิ” เจ้าชายตรัส “ทำไมข้าถึงจะตายเล่า? นี่ใครกัน?” เจ้าชายตรัสถาม ทรงหันไปหาอิลเลพรา “นางเป็นคนช่วยชีวิตพี่ไว้” เจ้าหญิงเกว็นตรัสตอบ “ช่วยชีวิตข้าหรือ?” อิลเลพราก้มหน้ามองพื้น “ข้าช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” นางทูลตอบอย่างถ่อมตัว “เกิดอะไรขึ้นกับข้า?” เจ้าชายตรัสถามเจ้าหญิงเกว็นด้วยความตกพระทัย “สิ่งสุดท้ายที่ข้าจำได้คือข้ากำลังดื่มอยู่ในร้านเหล้า และจากนั้น...” “ท่านถูกวางยาพิษ” อิลเลพราทูล “เป็นยาพิษที่หายากและฤทธิ์แรงมาก ข้าไม่ได้พบมาหลายปีแล้ว ทรงโชคดีมากที่รอดมาได้ ที่จริงแล้วท่านทรงเป็นคนเดียวที่ข้าเคยเห็นว่ารอดจากยาพิษนี้ได้ คงมีใครคอยคุ้มครองท่านอยู่” เมื่อได้ยินคำพูดของนาง เจ้าหญิงเกว็นทรงคิดว่านางพูดถูกและทรงคิดถึงพระบิดาในทันที แสงอาทิตย์ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาแรงกล้ามากขึ้น เจ้าหญิงทรงรู้สึกว่าพระบิดาอยู่ที่นี่ด้วย พระองค์ทรงต้องการให้ก็อดฟรีย์มีชีวิตอยู่ “สมน้ำหน้าพี่แล้ว” เจ้าหญิงเกว็นตรัสพลางแย้มสรวล “พี่สัญญาว่าจะเลิกดื่มเหล้าเอล ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น” เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงหันมาแย้มสรวลกับขนิษฐา เจ้าหญิงทรงเห็นสีสันแห่งชีวิตบนพระปรางของเชษฐาและรู้สึกโล่งอก ก็อดฟรีย์กลับมาแล้ว “เจ้าช่วยชีวิตข้า” เจ้าชายตรัสอย่างจริงจัง เจ้าชายทรงหันไปหาอิลเลพรา “เจ้าทั้งสองคนช่วยชีวิตข้า” พระองค์ตรัสต่อ “ข้าไม่รู้จะตอบแทนพวกเจ้าได้อย่างไร” ขณะที่เจ้าชายทรงมองอิลเลพรา เจ้าหญิงเกว็นทรงสังเกตเห็นบางอย่าง มีบางอย่างในสายพระเนตร บางอย่างที่มากกว่าความขอบคุณ พระนางทรงหันไปหาอิลเลพรา และเห็นว่านางหน้าแดง ก้มมองพื้น เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้ว่าทั้งสองต่างพอใจกัน อิลเลพรารีบหันหลังเดินไปอีกฟาก ทำเป็นวุ่นวายอยู่กับตำรับยา เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงหันมาหาเจ้าหญิงเกว็น “กาเร็ธเหรอ์” เจ้าชายตรัสถามอย่างเคร่งขรึมขึ้นมา เจ้าหญิงเกว็นพยักพระพักตร์ตอบ ทรงเข้าใจในสิ่งที่เชษฐาตรัสถาม “พี่โชคดีที่ไม่ตาย” พระนางตรัส “แต่เฟิร์ธไม่รอด” “เฟิร์ธหรือ?” เจ้าชายก็อดฟรีย์ตรัสเสียงสูงด้วยความประหลาดพระทัย “ตายแล้วหรือ? ยังไงกัน?” “เขาถูกแขวนคอจากขื่อ” พระนางตรัส “พี่ควรจะเป็นคนต่อไป” “แล้วเจ้าล่ะ?” เจ้าชายก็อดฟรีย์ตรัสถาม เจ้าหญิงเกว็นทรงยักอังสา “เขาเตรียมจะส่งข้าไปแต่งงาน เขาขายข้าให้พวกเนวารัน ดูเหมือนพวกนั้นกำลังเดินทางมารับตัวข้า” เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงลุกขึ้นด้วยความกริ้ว “ข้าไม่ยอมให้เกิดขึ้นแน่!” เจ้าชายทรงประกาศ “ข้าก็เหมือนกัน” เจ้าหญิงตรัส “ข้าจะต้องหาทางออก” “แต่ถ้าไม่มีเฟิร์ธ เราก็ไม่มีหลักฐาน” เจ้าชายตรัส “เราไม่มีทางโค่นเขาลงได้ กาเร็ธจะเป็นอิสระ” “เราจะต้องหาวิธี” พระนางตรัสบอก “เราจะต้องหา...” ทันใดนั้นประตูกระท่อมก็เปิดออก กระท่อมสว่างไปด้วยแสง อคอร์ธกับฟุลตัสเดินเข้ามา “เจ้าหญิง...” อคอร์ธทูลขึ้น ก่อนจะหันไปเห็นเจ้าชายก็อดฟรีย์ “ไอ้ลูกหมา!” อคอร์ธตะโกนขึ้นด้วยความยินดีที่เห็นเจ้าชายก็อดฟรีย์ “ข้านึกแล้ว! ท่านโกงได้ทุกอย่างในชีวิต ข้ารู้ว่าท่านจะต้องโกงความตายได้ด้วย!” “ข้ารู้ว่าเหล้าเหยือกเดียวพาท่านลงหลุมไม่ได้หรอก!” ฟุลตันกล่าวเสริม อคอร์ธและฟุลตันวิ่งเข้ามาหา ขณะที่เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงลุกจากเตียง แล้วทุกคนต่างสวมกอดกัน จากนั้นอคอร์ธจึงหันไปหาเจ้าหญิงเกว็นอย่างจริงจัง “ฝ่าบาท ข้าเสียใจที่ต้องรบกวนท่าน แต่เราเห็นกองทหารตรงขอบฟ้า พวกนั้นกำลังมุ่งหน้ามาหาเรา” เจ้าหญิงเกว็นทรงมองเขาด้วยความตกพระทัย แล้วรีบวิ่งไปด้านนอก โดยมีทุกคนตามหลังมา เจ้าหญิงทรงก้มพระเศียรและหรี่พระเนตรในแสงอาทิตย์แรงกล้า ทั้งหมดออกมายืนด้านนอก เจ้าหญิงเกว็นทอดพระเนตรไปทางขอบฟ้าและเห็นทหารกองรบเงินกลุ่มเล็กกำลังขี่ม้ามาทางกระท่อม ทหารหกนายกำลังขี่ม้ามาด้วยความเร็วเต็มที่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขากำลังรีบมาที่นี่ เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงจับดาบ แต่เจ้าหญิงเกว็นทรงแตะพระหัตถ์ลงที่ข้อพระกรให้คลายกังวล “พวกนี้ไม่ใช่คนของกาเร็ธ พวกเขาเป็นคนของเคนดริค ข้ามั่นใจว่าพวกเขามาอย่างสันติ” กลุ่มทหารมาถึงและกระโดดลงจากหลังม้าโดยไม่หยุด ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าเจ้าหญิงเกว็นโดลีน “ฝ่าบาท!” หัวหน้าคณะทูลขึ้น “พวกเรานำข่าวดีมาทูล พวกเราสามารถตีโต้กองทัพของแม็คคลาวด์ได้! เจ้าชายเคนดริค เชษฐาของพระองค์ทรงปลอดภัย เจ้าชายสั่งให้ข้ามาแจ้งข่าวแก่ท่านว่า ธอร์ปลอดภัยดี” เจ้าหญิงเกว็นทรงกรรแสงออกมาทันทีที่ได้รู้ข่าว ทั้งโล่งอกและดีใจ เจ้าหญิงทรงหันไปสวมกอดเจ้าชายก็อดฟรีย์ พระนางทรงรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง “ทุกคนจะกลับมาในวันนี้” พลนำสารทูลต่อ “และจะมีการฉลองใหญ่ที่ราชสำนัก!” “เป็นข่าวดีจริง ๆ!” เจ้าหญิงเกว็นทรงอุทาน “ฝ่าบาท” มีเสียงแหบต่ำทูลขึ้น เจ้าหญิงเกว็นทรงหันไปเห็นสร็อก อัศวินผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งแต่งกายด้วยสีแดงเฉพาะของทางตะวันตก เขาเป็นคนที่เจ้าหญิงทรงรู้จักมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เป็นทหารคนสนิทของพระบิดา เขาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพระนางและทำให้เจ้าหญิงทรงรู้สึกละอาย “ได้โปรด ท่าน” เจ้าหญิงตรัส “อย่าคุกเข่าให้ข้าเลย” เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นลอร์ดที่มีอิทธิพลคนหนึ่ง มีทหารในควบคุมหลายพันนาย และครองเมืองซิเลเซีย ปราการด้านตะวันตก ซึ่งเป็นเมืองพิเศษ สร้างอยู่บนหน้าผา ริมขอบหุบเขาใหญ่ เป็นเมืองที่แทบจะฝ่าเข้าไปไม่ได้เลย เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่พระบิดาทรงไว้วางพระทัย “ข้าขี่ม้ามาที่นี่พร้อมกับทหารเหล่านี้ เพราะข้าได้ยินว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในราชสำนัก” เขาทูลขึ้นอย่างรอบรู้ “บัลลังก์ไม่มั่นคง ผู้ครองบัลลังก์คนใหม่ ผู้ปกครองที่หนักแน่น และเป็นตัวจริง จะต้องขึ้นแทนที่ มีข่าวไปถึงข้าว่าพระบิดาของท่านทรงปรารถนาให้ท่านได้สืบทอดราชบัลลังก์ พระบิดาของท่านเป็นดั่งพี่น้องของข้า พระประสงค์ของพระองค์คือสิ่งที่ข้ายึดมั่น หากนั่นคือพระประสงค์ของพระองค์ ก็จะเป็นความต้องการของข้าด้วย ข้ามาเมื่อทูลให้ทรงทราบว่า หากท่านควรได้ขึ้นปกครอง เช่นนั้นคนของข้าขอสาบานที่จะจงรักภักดีต่อท่าน ข้าขอให้ทรงรีบดำเนินการ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าราชสำนักต้องการผู้ปกครองคนใหม่” เจ้าหญิงเกว็นทรงยืนนิ่งด้วยความตกพระทัย แทบไม่รู้เลยว่าจะทรงตอบอย่างไร พระนางทรงรู้สึกถ่อมตัวอย่างยิ่งและทรงภาคภูมิใจด้วย และเจ้าหญิงยังทรงรู้สึกตื้นตันอย่างยิ่งยวด “ข้าขอขอบใจท่านมาก” เจ้าหญิงตรัส “ข้าซาบซึ้งกับคำพูดของท่านและข้อเสนอของท่าน ข้าจะไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ ตอนนี้ข้าเพียงแต่อยากจะต้อนรับพี่ชายกลับบ้าน รวมทั้งธอร์ด้วย” สร็อกน้อมรับ ขณะที่มีเสียงแตรดังขึ้นที่ขอบฟ้า เจ้าหญิงเกว็นทรงเงยหน้าขึ้นทอดพระเนตร ทรงเห็นฝุ่นฟุ้งตลบ เมื่อกองทัพหลวงปรากฏขึ้น พระนางทรงยกพระหัตถ์ขึ้นป้องแสงอาทิตย์ แล้วพระหทัยพองฟูขึ้น เจ้าหญิงทรงบอกได้ว่าพวกนั้นเป็นใครแม้จากตรงนี้ นั่นคือกองรบเงินและกองทัพของพระราชา คนที่ขี่ม้านำมาด้านหน้านั้นคือ ธอร์ บทที่ สิบเอ็ด ธอร์ขี่ม้ามาพร้อมกับกองทัพใหญ่ ทหารหลายพันคนมุ่งหน้าไปยังราชสำนักพร้อมกัน และเขารู้สึกถึงชัยชนะ แม้เขาจะยังลำดับไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น ธอร์ภูมิใจในสิ่งที่เขาได้ทำลงไป ภูมิใจที่แม้เหตุการณ์ในสนามรบจะดูเหมือนย่ำแย่อย่างที่สุด แต่เขาก็ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่ความกลัว ยังคงยืนและเผชิญหน้ากับศัตรูเหล่านั้น ซึ่งเขาเองก็ตกใจที่สามารถรอดชีวิตมาได้ การสู้รบทั้งหมดนั่นเป็นเหมือนความฝัน ธอร์รู้สึกดีใจที่เขาสามารถเรียกพลังออกมาใช้ได้ แม้เขาจะยังสับสนที่พลังของเขาไม่สามารถใช้งานได้ตลอด เขายังไม่เข้าใจมันและที่แย่กว่านั้น เขาไม่รู้ว่ามันมาจากที่ไหนหรือจะเรียกใช้ได้อย่างไร มันทำให้เขารู้ว่าเขาต้องพึ่งพาทักษะการต่อสู้ส่วนตัวของเขาด้วย เขาต้องเป็นนักสู้ที่เก่งที่สุด เป็นนักรบที่เก่งที่สุด ธอร์เริ่มตระหนักว่าการจะเป็นนักรบที่เก่งที่สุดนั้น เขาต้องการทั้งสองด้านของตัวเอง ทั้งการเป็นนักสู้และผู้วิเศษ หากนั่นเป็นสิ่งที่เขาเป็น ธอร์ขี่ม้ามาตลอดคืนเพื่อกลับมายังราชสำนัก เขาเหนื่อยอ่อนมากแต่ก็มีความสุข อาทิตย์ดวงแรกโผล่พ้นขอบฟ้า ท้องฟ้ากว้างตรงหน้าเขาแต่งแต้มด้วยแสงสีเหลืองและชมพูหลายเฉด ธอร์รู้สึกเหมือนได้เห็นโลกนี้เป็นครั้งแรก เขาไม่เคยรู้สึกมีชีวิตชีวาเช่นนี้ เพื่อน ๆ รายล้อมอยู่รอบตัวเขาทั้งเจ้าชายรีซ โอคอนเนอร์ เอลเด็นและคู่แฝด และยังมีเจ้าชายเคนดริค คอล์ค บรอม และกองทหารยุวชน กองรบเงิน และทหารในกองทัพหลวง แทนที่ธอร์จะได้ขี่ม้าอยู่ชายขอบ เขากลับได้ขี่มาตรงกลาง ห้อมล้อมด้วยผู้คนเหล่านี้ ที่จริงแล้วทุกคนต่างมองเขาเปลี่ยนไปนับตั้งแต่การรบ ตอนนี้เขาเห็นความชื่นชมในแววตา ไม่เพียงจากเพื่อนทหารยุวชน แต่จากสายตาของนักรบตัวจริงด้วย เขาเผชิญหน้ากับกองทัพแม็คคลาวด์ด้วยตัวเองและพลิกสถานการณ์การศึกได้ ธอร์มีความสุขที่เขาไม่ทำให้เพื่อนทหารยุวชนผิดหวัง เขามีความสุขที่เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้รับอันตราย และรู้สึกเสียใจกับเพื่อนที่ต้องตายไปในการต่อสู้ เขาไม่รู้จักพวกนั้นแต่ก็อยากจะช่วยชีวิตพวกเขาไว้ได้ มันเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงและนองเลือด แม้ตอนนี้ขณะที่กำลังขี่ม้าอยู่นี้ เวลาที่เขากระพริบตา ภาพการต่อสู้จะโผล่เข้ามาในหัว ภาพอาวุธต่าง ๆ และศัตรูที่พุ่งเข้าหา พวกแม็คคลาวด์นั้นโหดร้าย ธอร์โชคดีแล้ว ใครจะรู้ว่าเขาจะโชคดีเช่นนี้อีกไหมถ้าต้องเจอพวกนั้นอีก ใครจะรู้ว่าเขาจะสามารถเรียกพลังมาใช้ได้อีกไหม เขาไม่รู้เลยว่ามันจะกลับมาอีกไหม เขาต้องการคำตอบ และเขาต้องตามหามารดา ธอร์อยากรู้ว่าเขาเป็นใครกันแน่ เขาต้องตามหาอาร์กอน โครห์นร้องครางอยู่ด้านหลัง ธอร์เอนหลังไปลูบหัวมัน ขณะที่โครห์นเลียฝ่ามือของเขา ธอร์โล่งอกที่โครห์นปลอดภัยดี เขาอุ้มมันออกจากสนามรบและมัดไว้บนหลังม้า โครห์นดูเหมือนจะเดินได้ แต่ธอร์อยากให้มันได้พักระหว่างการเดินทางกลับอันยาวนาน โครห์นโดนฟาดอย่างแรง ธอร์คิดว่ามันอาจจะซี่โครงหัก เขาแทบไม่รู้จะขอบใจมันอย่างไร มันเป็นเหมือนพี่น้องมากกว่าสัตว์เลี้ยง และมันได้ช่วยชีวิตเขาไว้มากกว่าหนึ่งครั้ง เมื่อพวกเขาขึ้นไปถึงยอดเนิน ภาพอาณาจักรที่แผ่กว้างก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เมืองอันรุ่งโรจน์ของราชสำนักแผ่เหยียดยาวไป มีหอคอยและยอดแหลมของอาคารหลายสิบแห่งอยู่ภายในกำแพงหินโบราณ สะพานชักขนาดใหญ่ ประตูโค้งต่าง ๆ ทหารหลายร้อยนายยืนประจำยามอยู่บนเชิงเทินและตามถนนหนทาง มองเห็นเรือกสวนไร่นาอยู่ถัดไป และแน่นอนปราสาทของพระราชาตั้งอยู่ตรงกลางเมือง ธอร์คิดถึงเจ้าหญิงเกว็นขึ้นมาทันที พระนางทรงช่วยยึดเหนี่ยวเขาไว้ในสนามรบ ทรงเป็นเหตุผลและเป้าหมายที่เขาต้องมีชีวิตอยู่ เมื่อรู้ว่าเขาถูกหลอกให้ไปติดกับ และถูกซุ่มโจมตี ธอร์ก็กังวลกับความปลอดภัยของพระนางขึ้นมาทันที เขาหวังว่าเจ้าหญิงจะทรงปลอดภัยดี และไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังความหลอกลวงนี้ จะไม่แตะต้องพระนาง ธอร์ได้ยินเสียงโห่ร้องดังอยู่ไกล ๆ เห็นบางอย่างระยิบระยับอยู่ในแสงแดด เมื่อเขาหรี่ตามองดูจากบนยอดเนิน เขาก็เห็นว่าประชาชนออกมารวมตัวกันด้านหน้าราชสำนัก เข้าแถวไปตามแนวถนน และโบกธง ผู้คนออกมาชุมนุมกันเพื่อต้อนรับพวกเขา ใครบางคนเป่าแตรขึ้น ธอร์รู้ว่าพวกเขากำลังได้รับการต้อนรับกลับบ้าน เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา ที่เขาไม่รู้สึกเป็นคนนอก “เสียงแตรนั่น สำหรับเจ้า” เจ้าชายรีซตรัส ทรงขี่ม้าอยู่ข้างเขา และตบบ่าเขาเบา ๆ ทอดพระเนตรมองเขาด้วยความนับถือ “เจ้าคือแชมเปี้ยนของศึกครั้งนี้ เจ้าเป็นวีรบุรุษของทุกคนแล้ว” “คิดดูสิ พวกเราคนหนึ่ง เป็นแค่ทหารยุวชน กลับสามารถจัดการกองทัพแม็คคลาวด์ทั้งกองทัพได้” โอคอนเนอร์กล่าวด้วยความภูมิใจ “เจ้านำเกียรติยศมาให้กองทหารยุวชน” เอลเด็นบอก “ตอนนี้พวกเขาจะต้องยอมรับนับถือพวกเราอย่างจริงจังมากขึ้น” “นี่ยังไม่พูดถึงที่เจ้าได้ช่วยชีวิตพวกเราไว้ด้วย” คอนวอลกล่าว ธอร์ยักไหล่ รู้สึกภาคภูมิใจ แต่ก็ปฏิเสธที่จะให้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เข้ามาในใจ เขารู้ว่าเขาเป็นมนุษย์ อ่อนแอและบอบบางเหมือนเช่นคนอื่น ๆ เขารู้ว่าการสู้รบอาจจะพลิกเป็นอีกอย่างหนึ่งได้ “ข้าเพียงแต่ทำสิ่งที่ฝึกฝนมา” ธอร์บอก “สิ่งที่พวกเราทุกคนฝึกมา ข้าไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่น ๆ วันนี้ข้าเพียงแต่โชคดีเท่านั้น” “ข้าอยากจะบอกว่านั่นมันมากกว่าโชค” เจ้าชายรีซตรัส พวกเขายังคงขี่ม้าเหยาะย่างช้า ๆ ไปตามถนนหลักที่ทอดสู่เขตราชสำนัก ขณะนั้นถนนเริ่มมีผู้คนมาชุมนุมจากเขตนอกเมือง ส่งเสียงโห่ร้อง โบกธงสีน้ำเงินเหลืองประจำราชวงศ์แม็คกิล ธอร์รู้ว่านี่กำลังจะกลายเป็นขบวนพาเหรด ผู้คนทั้งเมืองจะออกมาเฉลิมฉลองให้พวกเขา เขามองเห็นความโล่งอกและยินดีบนใบหน้าของทุกคน ซึ่งเขาเข้าใจว่าเพราะเหตุใด หากกองทัพแม็คคลาวด์เข้ามาใกล้มากขึ้นอีก พวกมันก็คงจะทำลายทุกสิ่ง ธอร์ขี่ม้าฝ่าฝูงชนไปพร้อมกับคนอื่น ๆ ข้ามสะพานชักทำด้วยไม้ เสียงกีบเท้าม้าย่ำไปบนพื้นไม้ ทุกคนผ่านประตูโค้งหินใหญ่ ลอดใต้อุโมงค์ไปโผล่อีกด้าน เข้าสู่ราชสำนัก ที่ซึ่งพวกเขาได้พบกับฝูงชนที่โห่ร้องยินดี ทุกคนโบกธงและโยนลูกอมให้ คณะนักดนตรีเริ่มบรรเลง เสียงฉาบ กลองดังขึ้น ขณะที่ผู้คนเริ่มต้นเต้นรำกันบนถนน ธอร์ลงจากหลังม้าพร้อมกับคนอื่น ๆ เมื่อฝูงชนหนาแน่นเกินกว่าจะขี่ม้าต่อไป เขาเอื้อมไปช่วยโครห์นลงจากหลังม้า มองดูมันอย่างระวังเมื่อเห็นมันปวกเปียก ก่อนที่จะลุกขึ้นเดิน มันสบายดีพอที่จะเดินได้แล้ว ทำให้ธอร์โล่งอก โครห์นหันมาเลียมือเขาหลายครั้ง ทั้งคณะเดินผ่านจัตุรัสไป ธอร์ได้กอดและโอบจากรอบด้านโดยคนที่เขาไม่รู้จัก “ท่านช่วยพวกเราไว้!” ผู้เฒ่าคนหนึ่งตะโกนขึ้น “ท่านช่วยให้อาณาจักรของเราเป็นอิสระ!” ธอร์อยากจะตอบ แต่ก็ทำไม่ได้ เสียงของเขาถูกกลืนหายไปกับเสียงอึกทึกของผู้คนหลายร้อยคนที่ต่างโห่ร้องและตะโกนอยู่รอบตัวพวกเขา ทั้งยังเสียงดนตรีที่บรรเลงขึ้น ในไม่ช้าถังเอลก็ถูกกลิ้งออกมาในสนาม ชาวบ้านเริ่มดื่ม ร้องรำทำเพลงและหัวเราะกัน แต่ในใจธอร์มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น เจ้าหญิงเกว็นโดลีน เขาอยากพบพระนาง ธอร์กวาดตามองหา อยากจะเห็นพระนางเพียงแว่บหนึ่ง เขามั่นใจว่าเจ้าหญิงจะต้องอยู่ที่นี่ แต่ต้องใจเสียที่มองหาพระนางไม่พบ เขารู้สึกว่ามีคนสะกิดที่ไหล่ “ข้าเชื่อว่าสตรีที่เจ้ากำลังมองหาอยู่ทางนี้นะ” เจ้าชายรีซตรัส ทรงดึงเขาหันไปแล้วชี้ไปอีกทาง ธอร์หันไปมอง ดวงตาเป็นประกายขึ้น ผู้ที่กำลังรีบตรงมาหาเขา มีรอยแย้มสรวลกว้างด้วยความโล่งพระทัยบนพระพักตร์ และดูเหมือนทรงไม่ได้พักผ่อนมาตลอดคืน นั่นคือเจ้าหญิงเกว็นโดลีน พระนางดูงดงามยิ่งกว่าที่เขาเคยเห็น เจ้าหญิงทรงรีบเสด็จมาหาเขาและวิ่งเข้าหาอ้อมแขนของธอร์ พระนางทรงกระโดดกอดเขาไว้ ซึ่งธอร์กอดตอบแนบแน่น หมุนพระนางไปรอบ ๆ เจ้าหญิงกอดเขาไว้ไม่ยอมปล่อย ธอร์รู้สึกถึงน้ำพระเนตรที่หยดลงที่ลำคอ เขารู้สึกถึงความรักที่ทรงมีให้ ซึ่งเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน “ขอบคุณพระเจ้าที่เจ้ารอดชีวิต” เจ้าหญิงตรัสด้วยความดีใจ “ข้าคิดถึงแต่ท่าน” ธอร์ทูลตอบพลางกอดพระนางไว้แน่น เมื่อเขาได้กอดพระนางไว้ทุกสิ่งในโลกดูเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ธอร์ผละออกช้า ๆ เจ้าหญิงเงยพระพักตร์ขึ้นมองเขา ก่อนจะจุมพิตกันเนิ่นนาน ผู้คนเต้นรำอยู่รอบตัวทั้งสอง “เกว็นโดลีน!” เจ้าชายรีซร้องขึ้นด้วยความยินดี เจ้าหญิงทรงหันไปและสวมกอดอนุชาไว้ เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงก้าวออกมาและกอดธอร์ ก่อนจะหันไปกอดเจ้าชายรีซผู้เป็นอนุชา เป็นการรวมตัวของครอบครัวซึ่งธอร์รู้สึกราวกับเขาเป็นส่วนหนึ่ง ราวกับคนเหล่านี้คือครอบครัวของเขาเอง ทุกคนมารวมกันด้วยความรักที่มีต่อราชาแม็คกิล และความเกลียดชังที่มีต่อราชากาเร็ธ โครห์นกระโจนเข้าหาเจ้าหญิงเกว็นโดลีน พระนางทรงเซไปพลางทรงพระสรวล และทรงกอดมันไว้ขณะที่โครห์นเลียพระพักตร์ “เจ้าตัวโตขึ้นทุกวันเลย!” เจ้าหญิงทรงอุทาน “ข้าจะขอบใจเจ้าอย่างไรดีที่ช่วยให้ธอร์ปลอดภัย?” โครห์นกระโดดตะกายหาหลายครั้งจนในที่สุดเจ้าหญิงต้องตีมันเบาพลางทรงพระสรวล “ไปจากที่นี่กันเถอะ” เจ้าหญิงเกว็นตรัสบอกธอร์ ทรงถูกเบียดจากฝูงชนที่รายล้อมอยู่ เจ้าหญิงทรงจับมือธอร์ไว้ ธอร์ก็กุมพระหัตถ์พระนางไว้ และกำลังจะตามไป เมื่อจู่ ๆ อัศวินกองรบเงินหลายคนก็เข้ามาด้านหลังธอร์ แล้วยกเขาลอยขึ้นในอากาศ ชูไว้เหนือศีรษะ ก่อนจะแบกเขาไว้บนบ่า ขณะที่ธอร์ถูกยกลอยอยู่ในอากาศ มีเสียงตะโกนดังมาจากฝูงชน “ธอร์กริน!” ผู้คนต่างโห่ร้อง ธอร์ถูกหมุนไปรอบ ๆ เมื่อเหยือกเอลถูกยัดใส่มือเขา ธอร์เงยหน้าขึ้นดื่ม ผู้คนส่งเสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง ธอร์ถูกวางลงอย่างไม่มีพิธีรีตอง เขาเซไปพลางหัวเราะ ขณะที่ชาวบ้านโอบล้อมเขาไว้ “เรากำลังจะไปที่งานเลี้ยงฉลองชัยชนะ” อัศวินคนหนึ่งบอก ธอร์ไม่รู้จักอัศวินกองรบเงินที่ตบหลังเขาด้วยฝ่ามือหนา “เป็นงานเลี้ยงสำหรับนักรบเท่านั้น สำหรับชายหนุ่ม เจ้าต้องไปร่วมงานด้วย เขาจัดที่ให้เจ้าไว้แล้ว เจ้าและเจ้าและเจ้าด้วย” เขาบอกพลางหันไปหาเจ้าชายรีซ โอคอนเนอร์และเพื่อนคนอื่น ๆ ของธอร์ “พวกเจ้าเป็นชายหนุ่มแล้ว และเจ้าต้องไปร่วมวงกับพวกเรา” เสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกเมื่อพวกเขาถูกอัศวินกองรบเงินคว้าตัวไป ธอร์สะบัดหลุดในวินาทีสุดท้ายและหันมาหาเจ้าหญิงเกว็น เขารู้สึกผิดและไม่อยากให้พระนางทรงผิดหวัง “ไปกับพวกเขาเถอะ” พระนางตรัสอย่างไม่เห็นแก่พระองค์เอง “เป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าต้องทำ ไปร่วมงานเลี้ยงกับพี่น้องของเจ้า ฉลองร่วมกับพวกเขา มันเป็นธรรมเนียมของกองรบเงิน เจ้าไม่ควรพลาด คืนนี้ค่อยมาพบข้าที่ประตูด้านหลังหออาวุธ ตอนนั้นเราค่อยอยู่ด้วยกัน” ธอร์ชะโงกไปจุมพิตพระนางอีกครั้งเนิ่นนานเท่าที่จะทำได้ จนถูกเพื่อนทหารดึงตัวไป “ข้ารักเจ้า” เจ้าหญิงตรัสบอกเขา “ข้าก็รักท่าน” เขาทูลบอก หมายความตามคำพูดยิ่งกว่าที่เจ้าหญิงจะทรงรู้ สิ่งที่เขาคิดถึงระหว่างที่ถูกลากตัวไป ระหว่างที่มองพระเนตรคู่งามที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อเขา คือสิ่งที่เขาต้องการยิ่งกว่าสิ่งใด เขาต้องการขอเจ้าหญิงแต่งงาน เพื่อให้พระนางเป็นของเขาตลอดไป แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เขาบอกตัวเองว่าในไม่ช้านี้ล่ะ บางทีอาจจะเป็นคืนนี้ บทที่ สิบสอง ราชากาเร็ธทรงยืนอยู่ในห้องบรรทมของพระองค์ ทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างเมื่อแสงอรุณฉายแสงเหนือราชสำนัก เมื่องทรงเห็นราษฎรที่ออกมาชุมนุมกันด้านล่างแล้วทรงรู้สึกคลื่นไส้ ณ ขอบฟ้านั้นมีสิ่งที่ทรงหวั่นเกรงที่สุด เป็นภาพที่ทรงหวาดกลัวที่สุด ภาพกองทัพหลวงกำลังเดินทางกลับมาพร้อมชัยชนะ ความภาคภูมิใจที่มีชัยเหนือกองทัพแม็คคลาวด์ เจ้าชายเคนดริคและธอร์ขี่ม้านำหน้ามาอย่างเสรี และมีชีวิต เป็นวีรบุรุษ สายสืบของพระองค์ได้ทูลรายงานให้ทรงทราบแล้วว่าธอร์รอดจากการถูกซุ่มโจมตี เขายังมีชีวิตอยู่และสบายดี ตอนนี้เหล่าทหารต่างฮึกเหิม และเดินทางกลับมายังราชสำนักในฐานะกองทัพที่แข็งแกร่ง แผนการทุกอย่างที่ทรงวางไว้ถูกทำลายย่อยยับ เหลือเพียงความปั่นป่วนในพระนาภี ราชากาเร็ธทรงรู้สึกว่าอาณาจักรกำลังรุกเข้าหาพระองค์ ราชากาเร็ธทรงได้ยินเสียงเอี้ยดอ้าดภายในห้อง พระองค์ทรงหันมาและต้องหลับพระเนตรลงอย่างรวดเร็วกับภาพที่เห็นตรงหน้า และตัวแข็งด้วยความกลัว “จงลืมตาขึ้น ลูกชาย!” มีเสียงดังก้องขึ้น ราชากาเร็ธทรงลืมพระเนตรขึ้นพลางตัวสั่น ทรงตกตะลึงที่ได้เห็นพระบิดาทรงยืนอยู่ตรงนั้น พระศพที่กำลังเน่าเปื่อย มีมงกุฎขึ้นสนิมบนพระเศียร และถือคทาเป็นสนิมอยู่ในพระหัตถ์ พระองค์ทรงมองมาด้วยด้วยแววตำหนิในสายพระเนตร “เลือดต้องล้างด้วยเลือด” พระบิดาทรงประกาศ “ข้าเกลียดท่าน!” ราชากาเร็ธทรงตะโกน “ข้าเกลียดท่าน!” ทรงตรัสย้ำ และชักพระแสงมีดสั้นออกจากรัดพระองค์ และพุ่งเข้าหาพระบิดา เมื่อพระองค์ไปถึงพระบิดา ทรงฟันมีดสั้นเข้าใส่ แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ทำให้ทรงเซถลาไป ราชากาเร็ธทรงหันหา แต่วิญญาณได้หายไปแล้ว พระองค์ทรงอยู่เพียงลำพังในห้อง ทรงอยู่ลำพังมาตลอด นี่พระองค์ทรงเสียสติไปแล้วใช่ไหม? ราชากาเร็ธทรงวิ่งไปที่มุมห้องบรรทม ทรงรื้อค้นในตู้ฉลองพระองค์และหยิบกล้องยาฝิ่นออกมาด้วยพระหัตถ์สั่นเทา ราชากาเร็ธทรงรีบจุดกล้องแล้วสูดยาฝิ่นเข้าลึกหลายหน พระองค์ทรงรู้สึกว่าฤทธิ์ยาแล่นไปทั่วพระวรกาย และทรงล่องลอยไปอาการเมายา พระองค์ทรงติดฝิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะหลังมานี้ มันดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยขจัดภาพของพระบิดาให้หายไปได้ ราชากาเร็ธทรงทรมานที่ต้องอยู่ที่นี่ และทรงเริ่มสงสัยว่าวิญญาณของพระบิดาติดอยู่ผนังเหล่านี้หรือไม่ และพระองค์ควรจะย้ายราชสำนักไปอยู่ที่อื่นแทนหรือไม่ พระองค์ทรงอยากจะรื้อที่นี่อยู่แล้ว ที่นี่มีความทรงจำในวัยเยาว์ทุกอย่างที่พระองค์ทรงเกลียด ราชากาเร็ธทรงหันไปทางหน้าต่าง พระเสโทเย็นไหลไปทั่วพระวรกาย ทรงเช็ดพระเสโทบนพระนลาฏด้วยหลังพระหัตถ์ พระองค์ทรงทอดพระเนตรกองทัพกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา ทรงสามารถมองเห็นธอร์ได้แม้จากตรงนี้ ราษฎรโง่เง่าห้อมล้อมเขาราวกับวีรบุรุษ ทำให้ราชากาเร็ธยิ่งทรงหงุดหงิด ทำให้พระองค์รุ่มร้อนด้วยความริษยา แผนการทุกอย่างที่ทรงวางไว้ล้มเหลวหมด เคนดริคเป็นอิสระ ธอร์ยังมีชีวิตอยู่ แม้แต่ก็อดฟรีย์ก็ยังรอดมาจากยาพิษจนได้ ยาพิษนั่นมากพอจะฆ่าม้าได้ด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไรแผนการอื่นของพระองค์ก็ได้ผล อย่างน้อยที่สุดเฟิร์ธก็ตาย ไม่มีพยานยืนยันว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระบิดา ราชากาเร็ธทรงหายพระทัยเข้าลึก ทรงเบาใจเมื่อรู้ว่าทุกสิ่งไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เห็น นอกจากนี้ขบวนของพวกเนวารันกำลังเดินทางมาเพื่อพาเกว็นโดลีนไป ลากนางไปอยู่ในมุมที่เลวร้ายในอาณาจักรวงแหวนและให้นางแต่งงานออกไป ราชาทรงแย้มสรวลเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ทรงเริ่มรู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยที่สุดนางก็จะไปให้พ้นหูพ้นตาในไม่ช้านี้ ราชากาเร็ธทรงมีเวลา พระองค์จะหาหนทางอื่นจัดการกับเคนดริค ธอร์และก็อดฟรีย์ ทรงมีแผนการมากมายที่จะกำจัดพวกนั้นไปเสีย และทรงมีทั้งเวลาและอำนาจที่จะทำให้เกิดขึ้น เอาเถิด ครั้งนี้พวกมันชนะ แต่พวกมันจะต้องแพ้ในครั้งต่อไป Конец ознакомительного фрагмента. Текст предоставлен ООО «ЛитРес». Прочитайте эту книгу целиком, купив полную легальную версию (https://www.litres.ru/pages/biblio_book/?art=43698247&lfrom=334617187) на ЛитРес. Безопасно оплатить книгу можно банковской картой Visa, MasterCard, Maestro, со счета мобильного телефона, с платежного терминала, в салоне МТС или Связной, через PayPal, WebMoney, Яндекс.Деньги, QIWI Кошелек, бонусными картами или другим удобным Вам способом.
КУПИТЬ И СКАЧАТЬ ЗА: 299.00 руб.