Сетевая библиотекаСетевая библиотека
ชะตาแห่งมังกร มอร์แกน ไรซ์ วงแหวนของผู้วิเศษ #3 “วงแหวนของผู้วิเศษ มีส่วนผสมทุกอย่างของการประสบความสำเร็จทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องหลัก โครงเรื่องย่อย ความลึกลับ อัศวินผู้กล้าหาญ ความสัมพันธ์ที่เบ่งบานพร้อมกับการอกหัก การหลอกหลวงและการทรยศ มันจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้หลายชั่วโมง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกวัย แนะนำให้มีประจำไว้ในห้องสมุดสำหรับคอนักอ่านเรื่องแฟนตาซี” –-Books and Movie Reviews, Roberto Mattos ชะตาแห่งมังกร (เล่ม 3 ในชุดวงแหวนของผู้วิเศษ) นำเราลึกเข้าไปสู่มหากาพย์การเดินทางเพื่อเป็นนักรบของธอร์ เมื่อเขาเดินทางข้ามทะเลแห่งไฟไปสู่เกาะแห่งหมอกของมังกร เป็นสถานที่ที่ยากจะทนทานได้ และเป็นบ้านของนักรบที่ดีที่สุดส่วนใหญ่ของโลก พลังและความสามารถของธอร์ล้ำลึกยิ่งขึ้นเมื่อได้รับการฝึกฝน มิตรภาพของเขาก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยเช่นกันเมื่อพวกเขาต้องเผชิญชะตากรรมร่วมกัน อย่างที่เกินกว่าที่พวกเขาจะคิดฝัน แต่เมื่อพวกเขาพบว่าตัวเองกำลังเผชิญกับสัตว์ประหลาดที่คาดไม่ถึง การฝึกร้อยวันจึงเปลี่ยนจากการฝึกฝนเป็นเรื่องของความเป็นและความตายอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ทุกคนที่จะรอดชีวิตไป ระหว่างทาง ความฝันของธอร์ และการพบกันอย่างลึกลับกับอาร์กอนจะยังคงรบกวนเขา กดดันเขาให้พยายามค้นหาว่าตัวเองเป็นใครมากยิ่งขึ้น ใครคือมารดาของเจา และแหล่งพลังของเขาคืออะไร ชะตาของเขาเป็นอย่างไร? ย้อนไปที่อาณาจักรวงแหวน เรื่องราวต่าง ๆ ยิ่งเลวร้ายลง เมื่อเจ้าชายเคนดริคถูกจองจำ เจ้าหญิงเกว็นโดลีนพบว่าเป็นหน้าที่ของพระนางที่จะต้องช่วยเจ้าชาย ช่วยอาณาจักรวงแหวนโดยการโค่นล้มราชากาเร็ธ ผู้เป็นพระเชษฐา พระนางและเจ้าชายก็อดฟรีย์ต้องค้นหาร่องรอยที่สาวไปสู่ฆาตกรผู้ปลงพระชนม์พระบิดา ซึ่งระหว่างนั้นทั้งสองพระองค์ยิ่งสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น ร่วมมือกันด้วยเป้าหมายเดียวกัน แต่เจ้าหญิงเกว็นโดลีนทรงพบว่าพระองค์ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตเมื่อสืบสาวเข้าไปลึกเกินไป และอาจจะเกินกว่าที่พระนางจะเข้าพระทัย ราชากาเร็ธทรงพยายามที่จะยกดาบประจำราชวงศ์และเรียนรู้การเป็นราชา ทรงมัวเมากับการใช้อำนาจในทางที่ผิด ทรงปกครองอย่างไร้เมตตาและหวาดระแวง ขณะที่เงื่อนขมวดรัดผู้ลอบปลงพระชนม์แน่นขึ้น พวกแม็คคลาวด์โจมตีลึกเข้ามาในอาณาจักรวงแหวน และราชสำนักตกอยู่ในสถานะที่ไม่ปลอดภัยมากขึ้นทุกขณะ เจ้าหญิงเกว็นโดลีนเฝ้ารอการกลับมาของธอร์ รอคอยการได้กลับมาพบกันอีก เพื่อให้ความรักของทั้งคู่เบ่งบาน แต่มีอำนาจที่กล้าแข็งมาขวางทางทั้งสองไว้ ทำให้เกิดข้อกังขาว่าโอกาสนั้นจะมาถึงหรือไม่ มอร์แกน ไรซ์ ชะตาแห่งมังกร (เล่ม 3 ในชุด วงแหวนของผู้วิเศษ) ประวัติ มอร์แกน ไรซ์ มอร์แกน ไรซ์ เป็นผู้เขียนหนังสือขายดีอันดับ 1 เรื่อง THE VAMPIRE JOURNALS นิยายชุดสำหรับวัยรุ่น จำนวน 11 เล่ม (ยังมีเล่มต่อไป), นิยายชุดขายดีอันดับ 1เรื่อง THE SURVIVAL TRILOGY นิยายระทึกขวัญ จำนวน 2 เล่ม (ยังมีเล่มต่อไป) และนิยายชุดมหากาพย์แฟนตาซีขายดีอันดับ 1 วงแหวนของผู้วิเศษ จำนวน 11 เล่ม (ยังมีเล่มต่อไป) หนังสือของมอร์แกน มีทั้งรูปแบบหนังสือเสียงและเป็นรูปเล่ม และแปลเป็นภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาเลียน สเปน โปรตุเกส ญี่ปุ่น จีน สวีเดน ดัตช์ ตุรกี ฮังกาเรียน เช็ค และสโลวัก (และภาษาอื่น ๆ ที่จะตามมา) TURNED (เล่ม1ในชุด the Vampire Journals), ARENA ONE (เล่ม 1 ในชุด the Survival Trilogy) และ เส้นทางแห่งวีรบุรุษ (เล่ม 1ในชุด วงแหวนของผู้วิเศษ) มีให้ดาวน์โหลดฟรีแล้วใน มอร์แกนอยากฟังความคิดเห็นจากพวกคุณ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.morganricebooks.com เพื่อสมัครรับข่าวสารทางอีเมล พร้อมรับหนังสือ และของรางวัลมากมาย และสามารถดาวน์โหลดแอพฟรี พร้อมทั้งรับทราบข่าวสารล่าสุด หรือเชื่อมต่อผ่านเฟซบุคและทวีตเตอร์ โปรดติดตาม! คำนิยมสำหรับ มอร์แกน ไรซ์ “วงแหวนของผู้วิเศษ มีส่วนผสมทุกอย่างของการประสบความสำเร็จทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องหลัก โครงเรื่องย่อย ความลึกลับ อัศวินผู้กล้าหาญ ความสัมพันธ์ที่เบ่งบานพร้อมกับการอกหัก การหลอกหลวงและการทรยศ มันจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้หลายชั่วโมง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกวัย แนะนำให้มีประจำไว้ในห้องสมุดสำหรับคอนักอ่านเรื่องแฟนตาซี”     --Books and Movie Reviews, Roberto Mattos “ไรซ์ทำได้ยอดเยี่ยมในการดึงคุณเข้าสู่เรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้น ใช้พรรณนาโวหารได้อย่างเยี่ยมยอด ทำให้เห็นภาพได้ดีกว่าภาพวาดเสียอีก เป็นงานเขียนที่ดีและอ่านอย่างรวดเร็วมาก”     --Black Lagoon Reviews (สำหรับเรื่อง Turned) “เป็นหนังสือในดวงใจสำหรับนักอ่านวัยรุ่น มอร์แกน ไรซ์ สร้างงานเขียนที่ตื่นเต้นและหักมุม แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร หนังสือชุดนี้เป็นเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่ง ที่มีความพิเศษ!…อ่านง่ายแต่เดินเรื่องได้ฉับไว …เรตผู้ปกครองควรแนะนำ     --The Romance Reviews (สำหรับเรื่อง Turned) “ดึงความสนใจของฉันได้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ…เป็นเรื่องราวการผจญภัยที่น่าอัศจรรย์ ดำเนินเรื่องฉับไวและเต็มไปด้วยฉากแอคชั่นตั้งแต่ต้นเรื่อง ไม่มีจังหวะน่าเบื่อเลย”     --Paranormal Romance Guild (สำหรับเรื่อง Turned) “เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่น โรแมนติกและตื่นเต้น หาไปอ่านสักเล่มแล้วคุณจะตกหลุมรักอีกครั้ง”     --vampirebooksite.com (สำหรับเรื่อง Turned) “โครงเรื่องยอดเยี่ยม เป็นหนังสือที่คุณอ่านแล้วจะไม่อยากวาง มีตอนจบที่น่าตื่นเต้นและลุ้นจนคุณอยากจะซื้อเล่มต่อไปทันที มาดูกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป”     --The Dallas Examiner (สำหรับเรื่อง Loved) “เป็นหนังสือที่เป็นคู่แข่งของ TWILIGHT และ VAMPIRE DIARIES และเป็นเล่มที่คุณอ่านแล้วจะไม่อยากวางจนถึงหน้าสุดท้าย หากคุณชอบการผจญภัย ความรักและแวมไพร์ หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่คุณมองหา!”     --Vampirebooksite.com (สำหรับเรื่อง Turned) “มอร์แกน ไรซ์ ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าเป็นนักเล่าเรื่องที่มีพรสวรรค์ หนังสือเรื่องนี้จะดึงดูดความสนใจของนักอ่านมากมาย รวมทั้งนักอ่านวัยรุ่นที่ชื่นชอบเรื่องราวประเภทแวมไพร์และแฟนตาซี ตอนจบของเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อจนทำให้คุณตกใจ”     --The Romance Reviews (สำหรับเรื่อง Loved) หนังสือของ มอร์แกน ไรซ์ ชุด วงแหวนของผู้วิเศษ เส้นทางแห่งวีรบุรุษ (เล่ม 1) การเดินทางแห่งราชา (เล่ม 2) ชะตาแห่งมังกร (เล่ม 3) A CRY OF HONOR (เล่ม 4) A VOW OF GLORY (เล่ม 5) A CHARGE OF VALOR (เล่ม 6) A RITE OF SWORDS (เล่ม 7) A GRANT OF ARMS (เล่ม 8) A SKY OF SPELLS (เล่ม 9) A SEA OF SHIELDS (เล่ม 10) A REIGN OF STEEL (เล่ม 11) A LAND OF FIRE (เล่ม 12) A RULE OF QUEENS (เล่ม 13) ชุด SURVIVAL TRILOGY ARENA ONE: SLAVERSUNNERS (เล่ม 1) ARENA TWO (เล่ม 2) ชุด VAMPIRE JOURNALS TURNED (เล่ม 1) LOVED (เล่ม 2) BETRAYED (เล่ม 3) DESTINED (เล่ม 4) DESIRED (เล่ม 5) BETROTHED (เล่ม 6) VOWED (เล่ม 7) FOUND (เล่ม 8) RESURRECTED (เล่ม 9) CRAVED (เล่ม 10) FATED (เล่ม 11) ดาวน์โหลดหนังสือของมอร์แกน ไรซ์ได้ที่นี่! ลิขสิทธิ์ © 2013 โดย มอร์แกน ไรซ์ สงวนลิขสิทธิ์ ยกเว้นที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ของสหรัฐฯ พ.ศ. 2519 ห้ามนำส่วนใดของการเผยแพร่นี้ไปทำซ้ำ แจกจ่ายหรือถ่ายทอดในรูปแบบใด ๆ หรือโดยความหมายใด ๆ หรือเก็บบันทึกเป็นข้อมูล หรือระบบสืบค้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน หนังสือ ebook นี้ อนุญาตเพื่อความบันเทิงส่วนตัวของคุณเท่านั้น และ ebook เล่มนี้ไม่อาจนำไปขายซ้ำ หรือยกให้ผู้อื่น หากคุณต้องการแบ่งปันหนังสือเล่มนี้กับผู้อื่น ขอความกรุณาซื้อเพิ่มใหม่เป็นส่วนตัว หากคุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ และไม่ได้ซื้อ หรือไม่ได้ซื้อในนามของคุณ ขอความกรุณาส่งคืนและดำเนินการซื้อในนามของคุณ ขอบคุณที่ให้ความเคารพในการทำงานอย่างหนักของผู้เขียน หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ชื่อ ตัวละคร ธุรกิจ องค์กร สถานที่ สถานการณ์ และเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน หรือเป็นการแต่งขึ้น ความคล้ายคลึงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลจริง ทั้งที่ยังมีชีวิตหรือเสียชีวิตไปแล้ว เป็นความบังเอิญทั้งสิ้น Jacket image Copyright RazoomGame, used under license from Shutterstock.com. “จงอย่าเข้ามาหามังกรและโทสะของมัน”     วิลเลียม เช็คสเปียร์     คิงเลียร์ บทที่ หนึ่ง ราชาแม็คคลาวด์พุ่งตะลุยลงมาตามลาดเนิน ควบผ่านเขตภูเขาสูงเข้ามายังฝั่งของแม็คกิลที่อีกด้านของวงแหวน ทหารหลายร้อยนายตามพระองค์มาด้านหลัง ต่างยึดม้าไว้แน่นขณะที่ควบลงจากภูเขา พระราชาทรงเงื้อแส้ขึ้นและหวดลงฟาดม้าอย่างแรง ทั้งที่ม้าไม่ได้ต้องการการกระตุ้น แต่พระองค์ทรงโปรดที่จะเฆี่ยนมันอยู่ดี ทรงสำราญกับการสร้างความเจ็บปวดให้แก่สัตว์ต่าง ๆ ราชาแม็คคลาวด์ทรงน้ำลายสอกับภาพที่เห็นตรงหน้า หมู่บ้านสุขสงบของแม็คกิล พวกพ่อบ้านออกไปทำงานในท้องทุ่ง ไร้อาวุธ ส่วนแม่บ้านอยู่ที่บ้าน กำลังตากผ้าบนราว แต่งกายน้อยชิ้นในอากาศฤดูร้อน ประตูบ้านเปิดกว้าง ฝูงไก่เดินเที่ยวไปอย่างอิสระ หม้ออาหารค่ำกำลังเดือด พระองค์ทรงคิดถึงความเสียหายที่จะทรงทำพลางแย้มสรวลกว้าง ข้าวของที่จะทรงแย่งชิงมา และสตรีที่พระองค์จะทรงพร่าทำลาย ราชาแม็คคลาวด์แทบจะทรงรู้สึกถึงรสชาติโลหิตที่พระองค์กำลังจะทำให้หลั่งริน พวกเขาควบและควบตะลุยไป เสียงฝีเท้ามาสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าผ่า กระจายกันออกไปในพื้นที่ชนบทและในที่สุดก็มีคนสังเกตเห็น เด็กหนุ่มวันรุ่นที่เป็นยามหมู่บ้าน ซึ่งเป็นข้ออ้างน่าสมเพชสำหรับคนที่อยากเป็นทหาร เขากำลังยืนถือหอกอยู่ และหันมาเมื่อได้ยินเสียงดังใกล้เข้ามา ราชาแม็คคลาวด์ทรงเห็นสีขาวในดวงตาของเขา และเห็นความหวาดกลัวและตื่นตกใจบนใบหน้าของเขา ที่เมืองหน้าด่านไร้สีสันแบบนี้ เด็กหนุ่มคงจะไม่เคยเห็นสงครามมาก่อนในชีวิต เขาไม่ได้เตรียมตัวเอาเสียเลย พระราชาไม่ทรงเสียเวลา พระองค์อยากเป็นคนแรกที่ลงมือสังหาร เช่นที่ทรงทำเสมอในการศึก บรรดาทหารต่างรู้เรื่องนี้ดีพอที่จะให้พระองค์ทรงลงมือก่อน ราชาแม็คคลาวด์ทรงเฆี่ยนม้าอีกครั้ง จนมันส่งเสียงร้องแล้วเร่งความเร็วขึ้น แซงหน้าคนอื่น ๆ พระองค์ทรงยกหอกเหล็กอันหนักของบรรพบุรุษขึ้นมา ทรงเงื้อแล้วขว้างออกไป พระราชาทรงเล็งเป้าหมายได้แม่นยำเหมือนเช่นเคย เด็กหนุ่มหันหลังหนียังไม่ทันเสร็จดี เมื่อหอกพุ่งเข้าที่หลังของเขา แทงทะลุลำตัวและตรึงเขาไว้กับต้นไม้ด้วยเสียงอันดัง โลหิตไหลทะลักจากหลังเด็กหนุ่ม เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พระองค์ทรงพระสำราญ ราชาแม็คคลาวด์ทรงเปล่งเสียงร้องอย่างยินดี ขณะที่ทุกคนยังคงพุ่งตะลุยข้ามดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของแม็คกิลไป ผ่านทุ่งข้าวโพดสีเหลืองที่โอนเอนอยู่ในสายลม สูงถึงต้นขาม้าทรง และมุ่งหน้าไปยังประตูหมู่บ้าน มันเกือบจะเป็นวันที่งดงามเกินไป เป็นภาพที่สวยงามเกินไป สำหรับการทำลายล้างที่พวกเขากำลังจะลงมือทำ พวกเขาควบม้าผ่านประตูหมู่บ้านที่ไม่มีการปกป้องเข้าไป หมู่บ้านนี้โง่พอที่จะตั้งอยู่ในเขตพรมแดนของอาณาจักรวงแหวน ชิดเขตภูเขาสูง พวกมันน่าจะฉลาดกว่านี้ ราชาแม็คคลาวด์ทรงคิดอย่างหยามเหยียด ขณะที่เหวี่ยงขวานฟันป้ายไม้บอกชื่อหมู่บ้านลง พระองค์จะทรงตั้งชื่อใหม่ให้ในไม่ช้านี้ ทหารของราชาแม็คคลาวด์บุกเข้าไปในหมู่บ้าน รอบ ๆ ตัวเกิดเสียงกรีดร้องของบรรดาสตรี เด็ก คนแก่ และใครก็ตามที่อยู่บ้านในดินแดนห่างไกลเช่นนี้ อาจจะมีคนโชคร้ายราวหนึ่งร้อยคน ซึ่งราชาแม็คคลาวด์ทรงตั้งพระทัยว่าทุกคนจะต้องชดใช้ พระราชาทรงเงื้อขวานขึ้นสูงเหนือพระเศียรขณะที่ทรงเล็งไปยังสตรีนางหนึ่งที่วิ่งอยู่ด้านหน้า พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะกลับไปหาที่ปลอดภัยที่บ้านของนาง แต่มันจะไม่เป็นเช่นนั้น ขวานของราชาแม็คคลาวด์โดนเข้าที่น่องของนางตามพระประสงค์ นางล้มลงพลางกรีดเสียงร้อง พระราชาไม่ได้ต้องการจะฆ่านาง หากแต่ต้องการทำให้บาดเจ็บ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงต้องการให้นางมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความบันเทิงให้พระองค์หลังจากนี้ พระราชาทรงเลือกนาง สตรีที่มีผมสีทองยาวสยายและมีสะโพกแคบ อายุไม่น่าจะเกินสิบแปดปี นางจะต้องเป็นของพระองค์ และเมื่อทรงเสร็จธุระกับนางแล้ว บางทีตอนนั้นอาจจะทรงสังหารนางเสีย หรืออาจจะไม่ อาจจะทรงเก็บนางไว้เป็นทาสรับใช้ พระราชาเปล่งสุรเสียงอย่างยินดีเมื่อทรงชักม้าไปใกล้นางและกระโดดลงจากหลังม้าขณะที่มันยังวิ่งอยู่ กระโจนเข้าใส่และตะครุบตัวนางไว้ พระราชาทรงกลิ้งไปบนพื้นดินพร้อมกับนาง ทรงรู้สึกถึงแรงกระแทกกับพื้นถนน ราชาแม็คคลาวด์แย้มสรวลด้วยความพอพระทัยกับความรู้สึกมีชีวิตชีวานี้ ในที่สุด ชีวิตก็มีความหมายอีกครั้ง บทที่ สอง เจ้าชายเคนดริคกำลังประทับอยู่ที่ใจกลางพายุ ในหออาวุธ รายล้อมด้วยพี่น้องกองรบเงินผู้แข็งแกร่งหลายสิบนาย  ที่กำลังมองดูดาร์ล็อค ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ที่ถูกส่งมาทำภารกิจโชคร้ายนี้อย่างสงบ ดาร์ล็อคคิดอย่างไรกัน? เขาคิดจริง ๆ หรือว่าเขาจะสามารถเดินเข้ามาในหออาวุธแล้วพยายามจับกุมตัวเจ้าชายเคนดริค ราชนิกูลที่เป็นรักที่สุด ต่อหน้าบรรดาเพื่อนทหารทั้งหลาย? เขาคิดจริง ๆ หรือว่าคนอื่น ๆ จะยืนเฉยและยอมให้ทำเช่นนั้น? เขาประเมินความจงรักภักดีที่กองรบเงินมีต่อเจ้าชายเคนดริคต่ำเกินไป หากแม้ดาร์ล็อคจะมาด้วยข้อหาที่ชอบธรรม ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เจ้าชายเคนดริคทรงสงสัยอย่างยิ่งว่าเพื่อนพ้องทหารของพระองค์จะยอมให้พระองค์ถูกลากตัวไปหรือไม่ พวกเขาจงรักภักดีด้วยชีวิตและวิญญาณ นี่เป็นบัญญัติของกองรบเงิน ซึ่งพระองค์ก็คงจะปฏิบัติเช่นเดียวกันหากเพื่อนพ้องคนใดคนหนึ่งมีภัย นอกจากนี้ทุกคนยังร่วมฝึกมาด้วยกัน ต่อสู้ด้วยกันมาตลอดชีวิต เจ้าชายเครดริคทรงรู้สึกถึงความตึงเครียดที่ลอยอยู่ในความเงียบอันน่าอึดอัดนี้ เหล่ากองรบเงินชักอาวุธออกมาเผชิญหน้ากับทหารองครักษ์แค่สิบสองนาย ที่กำลังยืนกระสับกระส่าย ดูยิ่งไม่สบายใจอยู่ในขณะนี้ พวกเขารู้ดีว่าจะต้องมีการนองเลือดแน่หากชักดาบออกมา ซึ่งทุกคนก็ฉลาดพอที่จะไม่ทำเช่นนั้น ทั้งหมดต่างยืนนิ่งและรอคำสั่งจากดาร์ล็อค ผู้บัญชาการของพวกเขา ดาร์ล็อคกลืนน้ำลาย ดูยิ่งกังวล เขารู้ดีว่าสถานการณ์ของเขานั้นสิ้นหวัง “ดูเหมือนท่านจะพาคนมาไม่พอ” เจ้าชายเครดริคตรัสอย่างสงบ พลางแย้มสรวล “ทหารองครักษ์สิบสองนายกับกองรบเงินนับร้อย ฝ่ายท่านดูจะแพ้นะ” ดาร์ล็อคหน้าแดงแล้วกลับยิ่งซีดเผือด เขากระแอม “ฝ่าบาท เราต่างรับใช้อาณาจักรเดียวกัน ข้าไม่ได้ต้องการจะต่อสู้กับพระองค์ ทรงตรัสถูกแล้ว พวกเราไม่อาจชนะ หากเป็นพระประสงค์ พวกเราจะออกไปแล้วกลับไปหาพระราชา” “แต่พระองค์ทรงรู้ดีว่าราชากาเร็ธจะทรงส่งคนมากขึ้นมาจับพระองค์ ทหารคนอื่น และพระองค์ทรงรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น พระองค์อาจจะทรงสังหารพวกเขาทั้งหมด แต่ทรงต้องการให้พี่น้องทหารล้มตายด้วยพระหัตถ์ของพระองค์อย่างนั้นหรือ? ทรงต้องการให้เกิดสงครามกลางเมืองจริง ๆ หรือ? เพื่อพระองค์แล้ว เพื่อนทหารของพระองค์พร้อมที่จะเสี่ยงชีวิต และสังหารทุกคน แต่นั่นยุติธรรมกับพวเขาแล้วหรือ?” เจ้าชายเคนดริคทอดพระเนตรเขา พลางทรงคิดทบทวน ดาร์ล็อคพูดมีประเด็น พระองค์ไม่ต้องการให้เพื่อนทหารคนใดบาดเจ็บเพื่อพระองค์ ทรงปรารถนาที่จะปกป้องพวกเขาจากการนองเลือด ไม่ว่าจะเพื่อพระองค์เองก็ตาม และไม่ว่ากาเร็ธอนุชาของพระองค์จะชั่วร้ายและเป็นราชาที่แย่เพียงใด เจ้าชายเคนดริคไม่ทรงต้องการให้เกิดสงครามกลางเมือง อย่างน้อยที่สุดต้องไม่ใช่เพราะพระองค์ ยังมีวิธีอื่นอีก พระองค์ทรงรู้ว่าการเผชิญหน้าโดยตรงไม่ใช่วิธีที่ได้ผลเสมอไป เจ้าชายเคนดริคทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปช้า ๆ และลดดาบของแอทมี สหายของพระองค์ลง ทรงหันไปหาเพื่อนกองรบเงินคนอื่น ๆ เจ้าชายทรงซาบซึ้งที่พวกเขาออกมาปกป้องพระองค์ “สหายกองรบเงินของข้า” เจ้าชายตรัส “ข้ารู้สึกขอบคุณที่พวกท่านปกป้องข้า และข้ารับรองว่ามันจะไม่สูญเปล่า ทุกคนต่างรู้จักข้าดี ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวรรคตของพระบิดา อดีตพระราชา และเมื่อข้าพบตัวฆาตกรที่แท้จริง ผู้ที่ข้าสงสัยและได้พบจากคำสั่งเหล่านี้แล้ว ข้าจะเป็นคนแรกที่จะแก้แค้น ข้าถูกใส่ความอย่างผิด ๆ แต่ข้าไม่ปรารถนาจะให้เกิดสงครามกลางเมือง ดังนั้นโปรดลดอาวุธของพวกท่าน ข้าจะยอมให้พวกเขานำตัวไปอย่างสันติ เพราะคนในอาณาจักรวงแหวนไม่ควรจะต่อสู้กันเอง หากความยุติธรรมยังมีอยู่ ความจริงจะต้องเปิดเผยออกมา และข้าจะกลับมาหาพวกท่านทันที” ทหารกองรบเงินค่อย ๆ ลดอาวุธลงอย่างช้า ๆ และไม่เต็มใจ เมื่อเจ้าชายเครดริคทรงหันกลับไปหาดาร์ล็อค เจ้าชายเสด็จไปยังประตูพร้อมกับดาร์ล็อค โดยมีทหารองครักษ์รายล้อม เจ้าชายเคนดริคทรงดำเนินอย่างองอาจ ผึ่งผายอยู่ตรงกลาง ดาร์ล็อคไมได้พยายามจะใส่ตรวนพระองค์ อาจจะด้วยความเคารพ หรือความกลัว หรืออาจเป็นเพราะดาร์ล็อครู้ดีว่าพระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ เจ้าชายเคนดริคทรงยอมให้จับกุม แต่พระองค์จะไม่ยอมแพ้อย่างง่ายดาย พระองค์จะต้องล้างมลทิน และเป็นอิสระจากคุกใต้ดิน และสังหารฆาตกรที่ปลงพระชนม์พระบิดาของพระองค์ แม้มันผู้นั้นจะเป็นอนุชาของพระองค์เองก็ตาม บทที่ สาม เจ้าหญิงเกว็นโดลีนประทับอยู่ที่ใต้ถุนปราสาท โดยมีเจ้าชายก็อดฟรีย์ ผู้เป็นพระเชษฐาประทับอยู่เคียงข้าง กำลังทอดพระเนตรสเตฟเฟนที่ยืนกระสับกระส่าย บิดมือไปมา เขาช่างเป็นคนประหลาด ไม่ใช่เพียงเพราะเขาพิกลพิการ หลังบิดค่อม แต่เพราะเขาดูจะเต็มไปด้วยพลังความวิตกกังวล ดวงตาของเขาลอกแลก มือบีบกันแน่นราวกับกำลังอึดอัดกับความรู้สึกผิด เขายืนโยกตัวไปมา ขยับไปมาระหว่างสองเท้า และพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงต่ำ เจ้าหญิงเกว็นทรงคิดว่าตลอดเวลาหลายปีที่อยู่ข้างล่างนี่ เห็นได้ชัดว่าหลายปีที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวทำให้เขากลายเป็นคนประหลาด เจ้าหญิงเกว็นทรงรออย่างคาดหวังให้เขาเปิดปากพูดออกมา เปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพระบิดาของพระนาง แต่จากวินาทีกลายเป็นนาที ขณะที่หางคิ้วของสเตฟเฟนมีเหงื่อผุดขึ้น และขณะที่เขายังคงโยกตัวไปมาแรงยิ่งขึ้น ก็ยังไม่กล่าวอะไรออกมา ยังคงมีเพียงความเงียบอันน่าอึดอัด แทรกด้วยเสียงพึมพำของเขา เจ้าหญิงเกว็นเองทรงเริ่มมีพระเสโทไหล เปลวไฟที่ปะทุอยู่ในเตาอยู่ใกล้เกินไปในวันกลางฤดูร้อนเช่นนี้ พระนางทรงอยากให้เรื่องนี้จบลง และออกไปจากที่นี่ แล้วไม่ต้องกลับมาอีก เจ้าหญิงทรงพิจารณาสเตฟเฟน พยายามตีความสีหน้าของเขา หาคำตอบว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขาสัญญาว่าจะบอกบางอย่าง แต่ตอนนี้กลับปิดปากเงียบ ขณะที่ทรงสำรวจดูเขานั้น เหมือนเขาจะเปลี่ยนใจ เห็นได้ชัดว่าเขากลัว เขาต้องปิดบังบางอย่างอยู่ ในที่สุด สเตฟเฟนก็กระแอมขึ้น “ข้ายอมรับว่าในคืนนั้นมีบางอย่างหล่นลงมาตามปล่อง” เขาเริ่มทูล ไม่ยอมสบตา เสมองพื้น “แต่ข้าไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร มันเป็นโลหะ คืนนั้นเราเอากระโถนออกไปเท และข้าได้ยินเสียงบางอย่างตกลงไปในแม่น้ำ บางอย่างที่แตกต่างไป ดังนั้น” เขาทูล พลางกระแอมหลายครั้ง และบิดมือไปมา “ท่านคงจะทรงรู้ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร มันลอยหายไปในกระแสน้ำแล้ว” “เจ้าแน่ใจไหม?” เจ้าชายก็อดฟรีย์ตรัสถาม สเตฟเฟนพยักหน้าอย่างแรง เจ้าหญิงเกว็นและเจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงสบพระเนตรกัน “อย่างน้อยที่สุดเจ้าได้เห็นมันไหม?” เจ้าชายทรงเค้นถาม สเตฟเฟนส่ายหน้า “แต่เจ้าบอกว่ามันเป็นมีดสั้น เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นมีดสั้น หากเจ้าไม่ได้เห็นมัน?” เจ้าหญิงเกว็นตรัสถาม พระนางทรงมั่นพระทัยว่าเขากำลังโกหก แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด สเตฟเฟนกระแอมอีก “ข้าบอกเช่นนั้นเพราะเขาเดาเอาว่ามันเป็นมีดสั้น” เขาทูล “มันเล็กและเป็นโลหะ จะเป็นอะไรอย่างอื่นได้อีก?” “แล้วเจ้าได้ตรวจดูที่ก้นกระโถนใหม่?” เจ้าชายก็อดฟรีย์ตรัสถาม “หลังจากที่เทมันทิ้งแล้วน่ะ? มันอาจจะยังอยู่ในนั้น อยู่ที่ก้นกระโถน” สเตฟเฟนส่ายหน้า “ข้าตรวจดูที่ก้นกระโถนแล้ว” เขาทูล “เขาทำเสมอ ไม่มีอะไร มันว่างเปล่า ไม่ว่ามันคืออะไร มันถูกพัดหายไปแล้ว ข้าเห็นมันลอยไป” “ถ้ามันเป็นโลหะ มันจะลอยได้อย่างไร?” เจ้าหญิงเกว็นตรัสถาม สเตฟเฟนกระแอมอีกแล้วยักไหล่ “แม่น้ำสายนี้น่าพิศวง” เขาทูลตอบ “กระแสน้ำแรงมาก” เจ้าหญิงเกว็นทรงสบพระเนตรกับเจ้าชายก็อดฟรีย์อย่างสงสัย พระนางทรงบอกได้จากสีพระพักตร์ของพี่ชายว่าไม่ทรงเชื่อถือสเตฟเฟนเช่นกัน เจ้าหญิงเกว็นทรงเริ่มหมดความอดทน ตอนนี้พระนางทรงสับสน เมื่อครู่ก่อนสเตฟเฟนทำท่าจะบอกทุกสิ่งอย่างที่เขาสัญญา แต่จู่ ๆ ก็เหมือนเขาเปลี่ยนใจ เจ้าหญิงเกว็นทรงก้าวเข้าไปใกล้เขา พลางทำพระพักตร์บึ้งตึง พระนางทรงรู้ว่าชายคนนี้ปิดบังบางอย่างไว้ จึงทรงปั้นพระพักตร์ให้ดูดุดันที่สุด ขณะนั้นเองที่ทรงรู้สึกถึงพละกำลังของพระบิดาที่หลั่งไหลเข้ามาในพระวรกาย เจ้าหญิงตั้งพระทัยที่จะค้นหาสิ่งที่เขารู้ โดยเฉพาะหากมันจะช่วยหาตัวมือสังหารได้ “เจ้าโกหก” เจ้าหญิงตรัส น้ำเสียงเย็นชา มีพลังในน้ำเสียงที่ทำให้พระนางเองยังประหลาดพระทัย “เจ้ารู้ไหมว่าโทษของการโกหกราชนิกูลเป็นอย่างไร?” สเตฟเฟนบิดมือและเกือบจะกระเด้งกลับเข้าที่ เขาเหลือบตาขึ้นมองพระนางครู่หนึ่งก่อนจะเมินหลบไป “ข้าขออภัย” เขาทูล “ข้าขออภัย ได้โปรดเถิด ข้าไม่มีอะไรจะบอกแล้ว” “เจ้าถามเราว่าเจ้าจะได้เว้นโทษขังคุกหรือไม่ หากบอกสิ่งที่เราอยากรู้” เจ้าหญิงตรัส “แต่เจ้ากลับไม่บอกอะไร เจ้าถามเช่นนั้นทำไมหากเจ้าไม่มีอะไรจะบอกเรา?” สเตฟเฟนเลียริมฝีปาก ก้มมองพื้น “ข้า…ข้า…เอ่อ” เขาเริ่มพูดแล้วกลับหยุด เขากระแอมกระไอ “ข้ากังวล…ว่าจะเดือดร้อนที่ไม่รายงานว่ามีวัตถุหล่นลงมาทางปล่องเท่านั้นเอง ข้าขออภัย ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันหายไปแล้ว” เจ้าหญิงเกว็นหรี่พระเนตร จ้องมองเขา พยายามค้นให้ถึงก้นบึ้งของชายประหลาดคนนี้ “เกิดอะไรขึ้นกับนายงานของเจ้ากันแน่?” เจ้าหญิงตรัสถาม ไม่ยอมปล่อยเขาหลุดจากเบ็ด “มีคนบอกเราว่าเขาหายตัวไป และเจ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” สเตฟเฟนส่ายศีรษะครั้งแล้วครั้งเล่า “เขาจากไป” สเตฟเฟนทูล “ข้ารู้เพียงเท่านั้น ข้าขออภัย ข้าไม่รู้อะไรที่จะช่วยพระองค์ได้” ทันใดนั้นเกิดเสียงดังมาจากอีกฟากห้อง ทั้งหมดหันไปเห็นสิ่งปฏิกูลกำลังไหลลงมาตามปล่อง สาดกระจายลงสู่กระโถนใบใหญ่ สเตฟเฟนหันหลังแล้วรีบวิ่งไปที่กระโถน เขายืนอยู่ข้าง ๆ กระโถนใบใหญ่ เฝ้าดูสิ่งปฏิกูลจากชั้นบนที่เติมลงมา เจ้าหญิงเกว็นหันมาหาเจ้าชายก็อดฟรีย์ที่กำลังทอดพระเนตรมาเช่นกัน เจ้าชายเองก็แสดงความสงสัยไม่แพ้กัน “ไม่ว่าเขากำลังปิดบังอะไรไว้” เจ้าหญิงตรัส “เขายังไม่ยอมพูด” “เราจับเขาไปขังไว้ได้” เจ้าชายก็อดฟรีย์ตรัส “นั่นอาจจะทำให้เขาพูด” เจ้าหญิงเกว็นส่ายพระเศียร “ข้าไม่เห็นด้วย ไม่ใช่กับชายคนนี้ เขาดูหวาดกลัวมากอย่างเห็นได้ชัด ข้าว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับนายงานของเขา แน่นอนว่าเขาไม่สบายใจกับบางอย่าง แต่ข้าไม่คิดว่ามันจะเกี่ยวกับการสวรรคตของพระบิดา ข้าคิดว่าเขารู้บางเรื่องที่อาจช่วยเราได้ แต่ข้าสัมผัสได้ว่าการต้อนเขาให้จนมุมมีแต่จะทำให้เขาปิดตัวเอง” “ถ้าเช่นนั้นเราควรทำอย่างไร?” เจ้าชายก็อดฟรีย์ตรัสถาม เจ้าหญิงเกว็นประทับยืนนิ่ง พลางครุ่นคุด พระนางทรงนึกถึงพระสหายคนหนึ่งสมัยทรงพระเยาว์ ที่ถูกจับได้ว่าโกหก พ่อแม่ของนางกดดันทุกอย่างเพื่อให้นางพูดความจริง แต่นางก็ไม่ทำ แต่ไม่กี่อาทิตย์ต่อมา เมื่อทุกคนเลิกสนใจนางในที่สุด นางกลับก้าวออกมาบอกทุกอย่างเอง เจ้าหญิงเกว็นทรงสัมผัสถึงพลังแบบเดียวกันนี้จากสเตฟเฟน ว่าการต้อนเขาจนมุมจะทำให้เขาปิดตัวเอง เขาต้องการพื้นที่ที่จะก้าวออกมาด้วยตัวเอง “ให้เวลาเขาหน่อย” พระนางตรัส “เราลองไปหาที่อื่น ดูสิว่าเราจะพบอะไร แล้วค่อยวนกลับมาหาเขาเมื่อเราได้อะไรมากกว่านี้แล้ว ข้าคิดว่าเขาจะเปิดใจมากกว่านี้ เขาเพียงแต่ยังไม่พร้อม” เจ้าหญิงเกว็นทรงหันกลับไปมองเขาที่อยู่อีกฟากห้อง กำลังมองสิ่งปฏิกูลเติมลงไปในกระโถน พระนางแน่ใจว่าเขาจะต้องนำทั้งสองพระองค์ไปสู่ตัวคนที่ลอบปลงพระชนม์พระบิดา เพียงแต่ยังไม่ทรงรู้ว่าอย่างไรเท่านั้น เจ้าหญิงทรงสงสัยว่าความลับอะไรกันที่ซ่อนอยู่ลึกในใจเขา เจ้าหญิงเกว็นทรงคิดว่าเขาเป็นคนประหลาดมาก ประหลาดมากจริง ๆ บทที่ สี่ ธอร์พยายามหายใจขณะที่กระพริบตาไล่น้ำที่เข้าตา จมูก ปาก และเทลงมารอบตัวเขา หลังจากลื่นไถลไปตามพื้นเรือ ในที่สุดเขาก็สามารถยึดลูกกรงไม้ไว้ได้แล้วเกาะไว้แน่นสุดชีวิต ขณะที่กระแสน้ำรุนแรงยังคงซัดใส่เขา กล้ามเนื้อทุกส่วนบนร่างกายของเขาสั่น ธอร์ไม่รู้ว่าจะทนได้อีกนานเท่าใด พี่น้องทุกคนรอบตัวเขาก็ทำเช่นเดียวกัน ต่างเกาะเกี่ยวสิ่งที่สามารถยึดได้ไว้แน่นสุดชีวิต ขณะที่น้ำยังพยายามพัดพวกเขาให้ตกเรือ แต่พวกเขาก็สามารถเกาะยึดไว้ได้ เสียงน้ำดังอึกทึก ทัศนวิสัยมองได้ไม่ไกลเกินสองสามฟุตตรงหน้า แม้จะเป็นฤดูร้อนแต่สายฝนนั้นเย็น น้ำเย็นทำให้ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน คอล์คยืนอยู่ที่นั่น หน้าบึ้งตึง มือเท้าสะโพก ราวกับกำแพงน้ำนี้ไม่ผลกับเขา และตะโกนไปรอบตัว “กลับไปยังที่นั่งของพวกเจ้า!” เขาตะโกน “พาย!” คอล์คเองก็ลงนั่งแล้วเริ่มพาย ไม่นานเด็กหนุ่มคนอื่นก็ไถลและคลานไปตามดาดฟ้าเรือ มุ่งหน้ากลับไปยังม้านั่ง หัวใจธอร์เต้นแรงขณะที่เขาปล่อยมือ แล้วตะเกียกตะกายไปตามดาดฟ้าเรือ โครห์นอยู่ในเสื้อเชิ้ตของเขา ส่งเสียงคราง ขณะที่ธอร์ลื่นล้ม กระแทกลงบนพื้นดาดฟ้าเรือ เขาคลานไปตามทางที่เหลือ และกลับไปถึงที่นั่งของตัวเองในไม่ช้า “มัดตัวเองไว้!” คอล์คตะโกนบอก ธอร์มองลงไปและเห็นเชือกมีปมอยู่ใต้ที่นั่งของเขา และในที่สุดก็รู้ว่ามันมาอยู่ที่นั่นเพื่ออะไร เขาเอื้อมลงไปและมัดเชือกไว้รอบข้อมือข้างหนึ่งของเขา ล่ามตัวเองไว้กับม้านั่งและไม้พาย มันได้ผล เขาหยุดลื่นไถล และไม่ช้าก็สามารถพายเรือได้ เด็กหนุ่มรอบตัวเขากลับมาพายเรืออีกครั้ง เจ้าชายรีซประทับนั่งด้านหน้าเขา ธอร์รู้สึกได้ว่าเรือกำลังเคลื่อนที่ และภายในไม่กี่นาที กำแพงน้ำก็เบาลงด้านหน้า ขณะที่เขาพายและพาย ผิวหนังของเขาแสบร้อนจากฝนประหลาดนี้ กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายปวดร้าว ในที่สุดเสียงฝนเริ่มเบาลง ธอร์รู้สึกว่าแรงของน้ำที่ตกลงบนศีรษะเริ่มน้อยลง ในไม่กี่อึดใจ พวกเขาก็เข้ามาสู่ท้องฟ้าสดใส ธอร์มองไปรอบ ๆ อย่างตกใจ มันแห้งสนิท สดใส เป็นเรื่องที่ประหลาดที่สุดที่เขาเคยเจอ เรือครึ่งลำอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ ไม่เปียก ขณะที่อีกครึ่งลำถูกน้ำเทใส่ ตอนที่พวกเขาผ่านกำแพงน้ำออกมาสำเร็จ ในที่สุดเรือทั้งลำก็อยู่ภายในท้องฟ้าสดใสสีฟ้าและเหลือง แสงอาทิตย์อบอุ่นสาดแสงลงมา ตอนนี้ทุกอย่างสงบเงียบ กำแพงน้ำหายไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนพ้องทหารยุวชนทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างตกตะลึง มันเหมือนกับพวกเขาเพิ่งผ่านม่าน ไปสู่อีกอาณาจักร “หยุดได้!” คอล์คตะโกน เด็กหนุ่มรอบตัวธอร์ต่างวางไม้พายในมือลงพร้อมเสียงครางออกมาพร้อมกัน แล้วหอบหายใจ ธอร์ก็ทำเช่นเดียวกัน เขารู้สึกว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายสั่นระริกและรู้สึกขอบคุณที่ได้พัก เขาล้มตัวลง อ้าปากหายใจและพยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ปวดร้าว ขณะที่เรือของพวกเขาลอยลำไปสู่น่านน้ำใหม่ ในที่สุดธอร์ก็มีแรงขึ้นอีกครั้ง แล้วยืนขึ้นมองดูรอบ ๆ เขามองลงไปในน้ำ และเห็นว่าสีของน้ำเปลี่ยนไป ตอนนี้มันเป็นสีแดงจาง ๆ เป็นประกาย พวกเขามาถึงทะเลที่แปลกไปแล้ว “ทะเลมังกร” เจ้าชายรีซตรัสอยู่ข้างเขา ขณะกำลังทอดพระเนตรลงไปด้วยความพิศวง “พวกเขาบอกว่ามันเป็นสีแดงด้วยโลหิตจากเหยื่อมังกร” ธอร์มองลงไป มีฟองผุดพรายตรงนั้นตรงนี้ สัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำชั่วครู่หนึ่ง แล้วดำหายไป ไม่มีตัวใดโผล่ขึ้นมานานพอให้เขามองได้เต็มตา แต่เขาก็ไม่อยากจะลองดีแล้วก้มลงไปดูใกล้ขึ้น ธอร์หันมา ซึมซับทุกอย่างไว้ด้วยความงุนงง ทุกสิ่งที่นี่ ที่อีกด้านของกำแพงน้ำดูแปลกและแตกต่างไป มีแม้กระทั่งหมอกสีแดงจาง ๆ ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำ เขาสำรวจที่ขอบฟ้าและเห็นเกาะเล็ก ๆ หลายสิบเกาะ กระจายอยู่เหมือนหินทางเดินที่ขอบฟ้า สายลมแรงพัดขึ้น คอล์คก้าวมาข้างหน้าแล้วตะโกน “กางใบเรือ!” ธอร์กระโดดเข้าไปพร้อมกับเด็กหนุ่มคนอื่น ๆ รอบตัว คว้าเชือกแล้วดึงใบเรือขึ้นรับลม เมื่อใบเรือกินลม กระแสลมก็พาพวกเขาไป ธอร์รู้สึกว่าเรือแล่นฉิวเร็วกว่าที่เคย พวกเขามุ่งหน้าไปยังหมู่เกาะ เรือโยนตัวไปบนคลื่นลูกใหญ่ที่โผล่มาจากที่ใดไม่รู้ แล้วโยกโยนเป็นจังหวะนุ่มนวล ธอร์เดินไปยังหัวเรือ พิงราวลูกกรงแล้วมองไปรอบ ๆ เจ้าชายรีซเสด็จมาข้างเขา โดยมีโอคอนเนอร์อยู่อีกข้าง ทั้งหมดยืนอยู่เคียงข้างกัน ขณะที่ธอร์มองดูหมู่เกาะใกล้เข้ามาเร็วขึ้น พวกเขายืนเงียบ ๆ อยู่นาน ธอร์เพลิดเพลินกับสายลมเปียกชื้นขณะที่ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ในที่สุดธอร์ก็รู้ว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังเกาะแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ มันเริ่มใหญ่ขึ้น ธอร์รู้สึกหนาวสะท้านเมื่อรู้ว่ามันคือจุดหมายปลายทางของพวกเขา “เกาะแห่งหมอก” เจ้าชายรีซตรัสอย่างยำเกรง ธอร์มองดูอย่างสงสัย มันเริ่มมองเห็นเป็นรูปเป็นร่าง เป็นหินและชะง่อนผา ดูแห้งแล้ง และทอดตัวเหยียดยาวไปหลายไมล์ในทุกทิศทุกทาง ยาวและแคบ รูปร่างเหมือนกับเกือกม้า คลื่นลูกใหญ่ซัดกระแทกชายหาด เสียงดังจนได้ยินจากตรงนี้ เกิดฟองคลื่นซัดสาดเมื่อมันซัดกระแทกหินก้อนใหญ่ มีแนวพื้นดินเล็ก ๆ ด้านหลังแนวก้อนหิน จากนั้นจึงเป็นหน้าผาสูงชันเสียดฟ้า ธอร์ไม่เห็นทางเลยว่าเรือของพวกเขาจะสามารถเข้าเทียบได้อย่างปลอดภัย หมอกสีแดงที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วเกาะนี้ เหมือนน้ำค้างที่เป็นประกายในแสงแดด ยิ่งทำให้มันดูแปลกประหลาด ให้ความรู้สึกน่าขนลุก ธอร์รู้สึกถึงบางอย่างที่โหดร้ายและเหนือธรรมชาติในเกาะแห่งนี้ “พวกเขาบอกว่ามันอยู่รอดมาหลายล้านปี” โอคอนเนอร์บอก “มันเก่าแก่กว่าอาณาจักรวงแหวน และเก่าแก่ยิ่งกว่าจักรวรรดิเสียอีก” “มันเป็นของมังกร” เอลเด็นเสริม พลางก้าวมายืนข้างเจ้าชายรีซ ขณะที่ธอร์กำลังมองอยู่นั้น จู่ ๆ อาทิตย์ดวงที่สองก็เคลื่อนไปเร็วบนท้องฟ้า ในไม่ช้าเวลากลางวันที่มีแสงแดดและสดใสก็กลายเป็นยามอาทิตย์อัสดง ท้องฟ้าแต้มไปด้วยสีแดงและม่วง เขาไม่อยากจะเชื่อเลย ธอร์ไม่เคยเห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนที่เร็วเช่นนี้มาก่อน เขาสงสัยว่ามีอะไรที่แตกต่างไปอีกในส่วนนี้ของโลก “มังกรอาศัยอยู่ที่เกาะนี้หรือ?” ธอร์ถาม เอลเด็นส่ายหน้า “เปล่า ข้าได้ยินว่ามันอาศัยอยู่ใกล้ ๆ นี้ พวกเขาบอกว่าหมอกสีแดงเกิดจากลมหายใจของมังกร มันหายใจในยามราตรีที่เกาะแห่งหนึ่งใกล้ ๆ และลมได้พัดพาลมหายใจมังกรมาปกคลุมเกาะนี้ในยามกลางวัน” ธอร์ได้ยินเสียงดังขึ้น ตอนแรกฟังคล้ายเสียงสะเทือนเหมือนฟ้าผ่า ดังและยาวพอที่จะทำให้เรือสะเทือน โครห์นที่ยังอยู่ในเสื้อของเขา มุดหัวลงไปพลางส่งเสียงคราง คนอื่น ๆ ต่างหันไปมอง เช่นเดียวกับธอร์ ที่ไหนสักแห่งตรงขอบฟ้า เขาคิดว่าเขาเห็นเงาร่างจาง ๆ ของเปลวไฟแลบเลียอาทิตย์อัสดง จากนั้นจึงหายไปหลังควันสีดำ เหมือนภูเขาไฟลูกเล็ก ๆ ที่ปะทุขึ้น “มังกร” เจ้าชายรีซตรัส “เราอยู่ในเขตแดนของพวกมันแล้ว” ธอร์กลืนน้ำลายพลางสงสัย “แล้วพวกเราจะปลอดภัยอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” โอคอนเนอร์ถามขึ้น “เจ้าจะไม่ปลอดภัยไม่ว่าที่ใด” มีเสียงดังก้องขึ้น ธอร์หมุนตัวไปเห็นคอล์คกำลังยืนอยู่ มือเท้าสะโพก พลางมองดูขอบฟ้าข้ามไหล่พวกเขาไป “นั่นคือเป้าหมายของการฝึกร้อยวัน เพื่อมีชีวิตอย่างเสี่ยงตายทุกวัน นี่ไม่ใช่การฝึกฝน มังกรอาศัยอยู่ไม่ไกล และไม่มีอะไรจะห้ามไม่ให้มันโจมตีได้ แต่เป็นไปได้ว่ามันจะไม่ทำ เพราะมันหวงสมบัติบนเกาะของมัน มังกรไม่ชอบทิ้งสมบัติไว้โดยไม่ปกป้อง แต่พวกเจ้าจะได้ยินคำรามและเห็นเปลวไฟของมันในยามราตรี และหากเราทำให้มันโกรธ ไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ธอร์ได้ยินเสียงดังอีก และเห็นเปลวไฟปะทุขึ้นอีกที่ขอบฟ้า เขาเฝ้ามองขณะที่เรือเข้าไปใกล้เกาะมากยิ่งขึ้น เห็นคลื่นซัดกระแทก เขาเงยหน้ามองดูหน้าผาชัน และกำแพงหิน แล้วสงสัยว่าพวกเขาจะขึ้นไปยังยอดเขา ไปยังที่ราบและพื้นดินได้อย่างไร “แต่ข้าไม่เห็นมีตรงไหนที่เรือจะเข้าเทียบได้เลย” ธอร์กล่าว นั่นมันจะง่ายเกินไป” คอล์คโต้กลับ “ถ้าเช่นนั้นเราจะขึ้นไปที่เกาะได้อย่างไร?” โอคอนเนอร์ถาม คอล์คยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัว “พวกเจ้าต้องว่ายน้ำไป” เขาบอก ธอร์สงสัยว่าเขาคงจะล้อเล่นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเห็นได้จากสีหน้าว่าเขาไม่ได้พูดเล่น ธอร์กลืนน้ำลาย “ว่ายน้ำหรือ?” เจ้าชายรีซทวนคำ อย่างไม่อยากเชื่อ “ในน้ำทะเลนั่นเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด!” เอลเด็นบอก “โอ้ นั่นยังเป็นเรื่องเล็ก” คอล์คพูดต่อ “กระแสน้ำนั่นไม่น่าไว้ใจ แล้วน้ำวนพวกนั้นยังจะดูดเจ้าจมลงไป คลื่นพวกนั้นจะซัดกระแทกเจ้าเข้าหาหินแหลมนั่น น้ำยังร้อนด้วย และหากพวกเจ้าสามารถผ่านก้อนหินไปได้ พวกเจ้าต้องหาทางปีนหน้าผาขึ้นไปยังพื้นดินแห้ง หากพวกสัตว์ทะเลไม่จัดการเจ้าไปเสียก่อนนะ ขอต้อนรับสู่บ้านใหม่” ธอร์ยืนเกาะรั้วลูกกรงอยู่กับคนอื่น ๆ มองลงไปยังพรายฟองของทะเลเบื้องล่าง น้ำหมุนวนอยู่ข้างล่างราวกับมีชีวิต กระแสน้ำรุนแรงมากขึ้นทุกวินาที ซัดเรือโคลงไปมาทำให้ยากที่พวกเขาจะทรงตัว ต่ำลงไปเบื้องล่าง กระแสน้ำเกรี้ยวกราด ปั่นป่วน เป็นสีแดงสว่างเหมือนกับเป็นโลหิตจากนรก ที่แย่ไปกว่านั้น เมื่อธอร์มองดูอย่างใกล้ชิด เขาเห็นสัตว์ทะเลโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำทุก ๆ สองสามฟุต โผล่ขึ้นมาอ้าปากที่มันฟันยาว แล้วมุดจมหายไป ทันใดนั้นเรือของพวกเขาก็ทอดสมอไกลจากฝั่ง ธอร์กลืนน้ำลาย เขามองดูก้อนหินที่ล้อมรอบเกาะ และสงสัยว่าพวกเขาจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร เสียงคลื่นซัดกระแทกดังขึ้นทุกวินาที ทำให้พวกเขาต้องตะโกนคุยกัน ขณะที่ธอร์กำลังมองดูนั้น เขาเห็นเราพายลำเล็กหลายลำถูกหย่อนลงไปในน้ำ จากนั้นจึงถูกน้ำไปห่างจากเรือประมาณสามสิบหลา พวกเขาคงจะไม่ยอมให้มันง่ายดายเช่นนั้น ทุกคนจะต้องว่ายน้ำไปยังเรือ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้ท้องไส้ของธอร์ปั่นป่วน “กระโดด!” คอล์คตะโกน เป็นครั้งแรกที่ธอร์รู้สึกกลัว เขาสงสัยว่านั่นจะทำให้เขาเป็นทหารยุวชนน้อยลง เป็นนักรบน้อยลงกว่าคนอื่นหรือไม่ เขารู้ว่านักรบไม่ควรกลัวไม่ว่าเมื่อไร แต่เขาต้องยอมรับกับตัวเองว่าตอนนี้เขารู้สึกกลัว เขาเกลียดความจริงที่ว่าเขากลัว และหวังให้เป็นอย่างอื่น แต่เขาก็กลัวจริง ๆ แต่ขณะที่ธอร์มองไปรอบ ๆ เขาเห็นใบหน้าหวาดหวั่นของเด็กหนุ่มคนอื่น ๆ ก็รู้สึกดีขึ้น ทุกคนรอบตัวเขายืนอยู่ชิดราวลูกกรง ตัวแข็งด้วยความกลัว จ้องมองลงไปยังพื้นน้ำเบื้องล่าง เด็กหนุ่มคนหนึ่งดูหวาดกลัวเป็นพิเศษจนตัวสั่น เขาเป็นเด็กหนุ่มจากการฝึกโล่ คนที่กลัว คนที่ถูกบังคับให้วิ่งเพิ่มรอบ คอล์คคงจะรู้สึกได้ เพราะเขาเดินตรงไปหาเด็กหนุ่มคนนั้น คอล์คดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย เมื่อสายลมพัดผมของเขาปลิว ขณะที่เดินไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง ดูพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับธรรมชาติ เขาก้าวไปยืนข้างเด็กหนุ่มทำหน้าขมึงทึงยิ่งขึ้น “กระโดด!” คอล์คตะโกน “ไม่!” เด็กหนุ่มตอบ “ข้าทำไม่ได้ ข้าไม่ทำ ข้าว่ายน้ำไม่เป็น พาข้ากลับบ้าน!” คอล์คเดินไปหาเด็กหนุ่มที่กำลังถอยห่างจากราวลูกกรง แล้วคว้าคอเสื้อเขาไว้ ยกเขาสูงขึ้นจากพื้น “งั้นเจ้าก็ควรจะหัดว่ายน้ำ!” คอล์คตะคอก แล้วจากนั้นเขาก็โยนเด็กหนุ่มออกไปนอกลำเรือ ซึ่งธอร์ไม่อยากเชื่อเลย เด็กหนุ่มคนนั้นลอยไปในอากาศ กรีดเสียงร้องขณะที่ร่วงลงไปราวสิบห้าฟุตสู่ทะเลที่แตกเป็นฟอง เขาหล่นตูมลงไป จากนั้นจึงลอยขึ้นมาที่ผิวน้ำ หมดแรง อ้าปากหายใจ “ช่วยด้วย!” เขาตะโกน “กฎข้อแรกของทหารยุวชนคืออะไร?” คอล์คตะโกนถาม เมื่อหันมาหาเด็กหนุ่มคนอื่น ๆ บนเรือ โดยไม่สนใจคนที่อยู่ในน้ำ ธอร์แทบไม่รู้คำตอบ เพราะภาพเด็กหนุ่มคนนั้น ตะเกียกตะกายอยู่ด้านล่างดึงความสนใจไปเกินกว่าจะตอบ “ช่วยเพื่อนทหารยุวชนที่ต้องการความช่วยเหลือ!” เอลเด็นตะโกนบอก “แล้วเขากำลังต้องการความช่วยเหลือไหม?” คอล์คตะโกน พลางชี้ลงไปที่เด็กหนุ่มในน้ำ เขาชูแขนขึ้น ตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ ขณะที่เด็กหนุ่มคนอื่นยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ จ้องมองลงไป ทุกคนกลัวเกินกว่าที่จะโดดลงไป ในตอนนั้นเอง มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับธอร์ ขณะที่เขากำลังสนใจเด็กหนุ่มที่กำลังจมน้ำ ทุกอย่างหายไปหมด ธอร์ไม่ได้คิดถึงตัวเองอีกต่อไป ความจริงที่ว่าเขาอาจจะตายไม่ได้รบกวนจิตใจ ทะเล สัตว์ประหลาด กระแสน้ำ…ทุกอย่างหายไปหมด เขาคิดออกแต่เพียงต้องช่วยเหลือคนอื่น ธอร์ก้าวขึ้นไปยืนบนกราบเรือกว้างที่ทำจากไม้โอ้ค งอเข่าแล้วกระโจนขึ้นไปสูงในอากาศ ก่อนจะพุ่งหัวลงไปในน้ำทะเลสีแดงที่แตกเป็นฟองเบื้องล่างโดยไม่ได้คิด บทที่ ห้า ราชากาเร็ธประทับบนบัลลังก์ของพระบิดาในท้องพระโรงใหญ่ ถูพระหัตถ์ไปตามเท้าพระกรเรียบลื่น ขณะที่ทอดพระเนตรภาพตรงหน้า ประชาชนหลายพันคนแออัดกันอยู่ในห้อง ผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกมุมของอาณาจักรวงแหวน เพื่อร่วมชมเหตุการณ์ครั้งสำคัญในชีวิต เพื่อดูว่าราชากาเร็ธจะสามารถยกดาบประจำราชวงศ์ได้หรือไม่ เพื่อดูว่าพระองค์คือผู้ที่ถูกเลือกใช่หรือไม่ นับตั้งแต่พระบิดาของพระองค์ยังทรงเยาว์ชันษาที่ประชาชนได้มีโอกาสดูพิธียกดาบ และไม่มีใครอยากจะพลาดพิธีนี้ ความตื่นเต้นอวลอยู่ในอากาศเหมือนเมฆ ราชากาเร็ธทรงตัวแข็งด้วยความคาดหวัง พระองค์ทอดพระเนตรผู้คนทะยอยเข้ามาในห้องมากขึ้นเรื่อย ๆ ทรงเริ่มสงสัยว่าบรรดาที่ปรึกษาของพระบิดาพูดถูกหรือไม่ และมันไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จัดพิธียกดาบในท้องพระโรงใหญ่ และเปิดให้ประชาชนเข้ามาร่วมด้วยใช่หรือไม่ พวกที่ปรึกษาขอให้พระองค์จัดพิธีในห้องดาบเล็กส่วนพระองค์ พวกเขามีเหตุผลว่าหากพระองค์ทรงทำไม่สำเร็จ ก็จะมีผู้รู้เห็นเพียงไม่กี่คน แต่ราชากาเร็ธไม่ไว้วางพระทัยคนของพระบิดา ทรงรู้สึกเชื่อมั่นในชะตาของพระองค์เองมากกว่าบรรดาผู้อาวุโสของพระบิดา พระองค์ทรงต้องการให้ทั้งอาณาจักรเป็นสักขีพยานความสำเร็จของพระองค์ เป็นสักขีพยานว่าพระองค์คือผู้ที่ถูกเลือกตอนที่มันเกิดขึ้น ทรงอยากให้ช่วงนี้เวลานั้นถูกบันทึกไว้ ช่วงเวลาที่โชคชะตะของพระองค์เดินทางมาถึง ราชากาเร็ธเสด็จเยื้องย่างเข้าไปในท้องพระโรง พร้อมด้วยบรรดาที่ปรึกษาของพระองค์ ทรงมงกุฏและฉลองพระองค์คลุมไร้แขน พร้อมคทาในพระหัตถ์ พระองค์ทรงอยากให้พวกเขารู้ว่าพระองค์คือราชาที่แท้จริง ไม่ใช่พระบิดาของพระองค์ และทรงเป็นแม็คกิลที่แท้จริง เป็นอย่างที่พระองค์ทรงคาดไว้ มันใช้เวลาไม่นานเลยที่พระองค์จะทรงรู้สึกว่านี่คือปราสาทของพระองค์ ประชาชนของพระองค์ และทรงต้องการให้พวกเขารู้สึกในตอนนี้ นี่คือการแสดงพระราชอำนาจให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไป หลังจากวันนี้ไปพวกเขาจะได้รู้อย่างแน่ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นราชาที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา แต่ขณะที่ราชากาเร็ธประทับอยู่เพียงลำพังบนบัลลังก์ พลางทอดพระเนตรขาตั้งเหล็กที่ยังว่างเปล่า ซึ่งวางอยู่กลางห้อง สำหรับรองรับดาบประจำราชวงศ์ โลหะเป็นประกายสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาจากเพดาน  พระองค์กลับไม่แน่พระทัยนัก น้ำหนักของสิ่งที่พระองค์กำลังจะทรงทำกดทับพระองค์ไว้ มันคงจะเป็นก้าวที่ไม่สามารถถอยหลังกลับได้อีก ไม่สามารถหันหลังกลับได้อีกแล้ว ที่จริงหากพระองค์ทำไม่สำเร็จล่ะ? ราชากาเร็ธทรงผลักความคิดนั้นออกไปจากพระทัย ประตูบานใหญ่ที่อีกฟากหนึ่งของท้องพระโรงเปิดออกพร้อมเสียงลั่นเอี้ยดอ้าด มีเสียงสัญญาณให้อยู่ในความสงบ ทั้งท้องพระโรงจึงตกอยู่ในความเงียบอย่างรอคอย เจ้าพนักงานที่แข็งแรงที่สุดในราชสำนักจำนวนสิบสองคนเชิญดาบเดินเป็นขบวนเข้ามาอย่างทุลักทุเลด้วยน้ำหนักของดาบ โดยแบ่งเป็นด้านละหกคน เดินเข้ามาช้า ๆ ทีละก้าว เพื่อเชิญดาบตรงไปยังแท่นวาง ราชากาเร็ธพระหทัยเต้นเร็วขณะทอดพระเนตรขวบนเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ความมั่นใจของพระองค์วูบไหวไปชั่วแวบหนึ่ง หากชายทั้งสิบสองคนนี้ ซึ่งตัวใหญ่กว่าใครที่ทรงเคยพบยังแทบจะยกมันไม่ไหว แล้วพระองค์จะทรงมีโอกาสอะไรกัน? แต่ราชากาเร็ธทรงปัดมันออกไปจากความคิด นอกจากนี้ดาบเล่มนี้ยังเป็นเรื่องของโชคชะตา ไม่ใช่พละกำลัง พระองค์ทรงบังคับตัวเองให้จดจำว่าเป็นโชคชะตาของพระองค์ที่ได้มาที่นี่ ทรงเป็นโอรสองค์แรกของแม็คกิล และได้เป็นราชา ราชากาเร็ธทรงทองหาอาร์กอนในหมู่ชน ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้พระองค์ทรงปรารถนาจะได้คำแนะนำจากเขาอย่างแรงกล้าขึ้นมาในทันใด นี่เป็นเวลาที่ทรงต้องการเขามากที่สุด ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้พระองค์ไม่สามารถคิดถึงผู้อื่นได้ แต่แน่นอนว่าเขาไม่อยู่ให้พบ ในที่สุดชายทั้งสิบสองคนก็เดินไปถึงกลางท้องพระโรง เชิญดาบเข้าไปสู่ลำแสงอาทิตย์ แล้ววางลงบนขาตั้งเหล็ก เกิดเสียงแคร้งดังก้อง เกิดคลื่นเสียงสะท้อนไปทั่ว แล้วทั้งท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบสนิท ฝูงชนแหวกเปิดทางอย่างรู้งาน ให้ราชากาเร็ธเสด็จลงมาเพื่อลองยกดาบ ราชากาเร็ธประทับยืนขึ้นช้า ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจจากทุกคน พระองค์ทรงรู้สึกว่าสายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่พระองค์ ทรงรู้ว่าช่วงเวลาเช่นนี้คงจะไม่มีมาอีก ที่ทั้งอาณาจักรต่างเฝ้ามองดูพระองค์อย่างพร้อมเพรียง จริงจัง และวิเคราะห์ทุกย่างก้าวที่พระองค์เสด็จไป ราชากาเร็ธเคยคิดถึงช่วงเวลานี้มาแล้วหลายครั้งในความคิด นับตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และตอนนี้มันก็มาถึงแล้ว พระองค์ทรงอยากให้มันดำเนินไปช้า ๆ ราชากาเร็ธเสด็จลงบันไดบัลลังก์ ค่อย ๆ ก้าวทีละก้าว ดื่มด่ำกับทุกย่างก้าว ทรงดำเนินไปตามพรมแดง รู้สึกถึงความนุ่มของพรมใต้พระบาท ใกล้ลำแสงดวงอาทิตย์เข้าไปเรื่อย ๆ มุ่งหน้าไปยังดาบ ขณะที่ทรงดำเนินไปนั้น พระองค์ทรงรู้สึกราวกับเป็นความฝัน ทรงรู้สึกเหมือนไม่ใช่พระองค์เอง ใจหนึ่งพระองค์ทรงรู้สึกเหมือนเดินบนพรมแดงนี้มาแล้วครั้งหลาย ได้ยกดาบเล่มนี้มาเป็นล้านครั้งในความฝัน ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกมากยิ่งขึ้นว่าโชคชะตากำหนดให้พระองค์ยกดาบเล่มนี้ และกำหนดให้พระองค์เสด็จสู่โชคชะตา ราชากาเร็ธทรงวาดภาพในใจว่ามันจะเป็นเช่นไร พระองค์จะก้าวอย่างองอาจ ยื่นพระหัตถ์ข้างหนึ่งออกไป และขณะที่ประชาชนเอนกันเข้ามา ทันทีนั้นพระองค์จะทรงชูดาบขึ้นสูงเหนือพระเศียรอย่างรวดเร็ว ทุกคนจะต้องอ้าปากค้าง ก้มหน้าและประกาศว่าพระองค์คือผู้ถูกเลือก เป็นราชาแม็คกิลที่สำคัญที่สุดที่เคยครองราชย์มา เป็นราชาที่ชะตากำหนดมาให้ปกครองตลอดไป ประชาชนจะต้องร่ำไห้ด้วยความยินดีกับภาพนั้น ทุกคนจะต้องหมอบกราบพระองค์ด้วยความกลัว และขอบคุณพระเจ้าที่พวกเขาได้มีชีวิตอยู่เป็นสักขีพยานในเหตุการณ์นี้ ทุกคนจะต้องบูชาพระองค์ราวกับเป็นพระเจ้า ตอนนี้ราชากาเร็ธเสด็จเข้าไปใกล้ดาบ ประทับยืนอยู่ห่างราวหนึ่งฟุต พระองค์รู้สึกพระหทัยสั่น ขณะที่ดำเนินเข้าสู่ลำแสงดวงอาทิตย์นั้น แม้จะทรงเคยเห็นดาบเล่มนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ความงามของมันก็ยังทำให้ทรงตกตะลึง  ราชากาเร็ธไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ได้ขนาดนี้มาก่อน และมันทำให้พระองค์ทรงประหลาดพระทัย มันช่างตึงเครียด ดาบเล่มนี้ทำจากวัตถุที่ไม่มีใครรู้จัก เป็นดาบเล่มยาวส่องประกาย มีด้ามดาบที่หรูหราที่สุดที่ทรงเคยทอดพระเนตร หุ้มด้วยผ้าคล้ายไหมเนื้อดี ประดับด้วยอัญมณีทุกชนิด และมีตราสัญลักษณ์นกเหยี่ยว ขณะที่พระองค์ทรงก้าวเข้าไปอีกก้าว ประทับชะโงกอยู่เหนือมัน ทรงรู้สึกถึงพลังแข็งแกร่งที่แผ่ออกมา จนทำให้พระหทัยสั่น ทรงแทบจะหายพระทัยไม่ออก อีกอึดใจเดียวมันก็จะอยู่ในพระหัตถ์ ชูอยู่สูงเหนือพระเศียร เปล่งประกายในแสงอาทิตย์ให้ทั้งโลกได้เห็น พระองค์คือ ราชากาเร็ธมหาราช ราชากาเร็ธทรงยื่นพระหัตถ์ข้างขวาออกไป ค่อย ๆ กำพระหัตถ์รอบด้ามดาบ ทรงรู้สึกถึงอัญมณีทุกเม็ด ทุกเส้นสายโครงร่างขณะที่กำด้ามดาบไว้ด้วยความตื่นเต้น พลังงานรุนแรงแผ่ผ่านมาสู่พระหัตถ์ ไล่ขึ้นมาตามพระพาหา และแผ่ไปทั่วพระวรกาย มันช่างไม่เหมือนสิ่งใดที่พระองค์ทรงเคยรู้สึก ตอนนี้คือเวลาของพระองค์ เป็นช่วงเวลาของพระองค์ตลอดกาล ราชากาเร็ธจะไม่ทรงเสี่ยง พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์อีกข้างจับด้ามดาบไว้ด้วย แล้วทรงหลับพระเนตร หายพระทัยเข้าสั้น ๆ หากพระเจ้าทรงยินดี โปรดให้ข้ายกมันได้ด้วยเถิด โปรดส่งสัญญาณบอกข้า แสดงให้ข้าเห็นว่าข้าคือราคา แสดงให้ข้าเห็นว่าข้าเกิดมาเพื่อครองบัลลังก์ ราชากาเร็ธทรงภาวนาเงียบ ๆ และรอคอยการตอบรับ รอดูสัญญาณสำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่วินาทีผ่านไป จนถึงสิบวินาที ทั้งอาณาจักรกำลังเฝ้ามองพระองค์ แต่พระองค์กลับไม่ได้ยินสิ่งใด ทันใดนั้นเอง ราชากาเร็ธทรงเห็นพระพักตร์พระบิดา ทรงมองมาที่พระองค์อย่างบึ้งตึง พระราชาทรงลืมพระเนตรขึ้นด้วยความหวาดกลัว ทรงต้องการลบภาพนั้นออกจากความคิด ราชากาเร็ธพระหทัยเต้นแรง ทรงรู้สึกว่านี่คือลางร้าย แต่ถ้าไม่ทรงทำตอนนี้ก็ไม่ต้องทำอีกตลอดไป ราชากาเร็ธเอนพระวรกายไปแล้วพยายามยกดาบขึ้นมาด้วยพละกำลังทั้งหมด พระองค์ทรงพยายามอย่างเต็มที่ จนสั่นกระตุกไปทั้งพระวรกาย แต่ดาบกลับไม่ขยับเขยื้อน เหมือนกับการพยายามจะเคลื่อนย้ายรากฐานของโลก ราชากาเร็ธยังทรงพยายามมากยิ่งขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดพระองค์ทรงเปล่งเสียงร้องและคำรามออกมา ครู่ต่อมาก็ทรงล้มทรุดลง ดาบไม่ขยับแม้เพียงสักนิ้ว เสียงร้องอย่างตกตะลึงดังไปทั่วท้องพระโรงเมื่อพระองค์ทรงล้มลงกับพื้น ที่ปรึกษาหลายคนรีบเข้ามาถวายความช่วยเหลือ ตรวจดูว่าพระองค์ทรงสบายดีหรือไม่ ซึ่งพระองค์ผลักไสพวกเขาออกไปอย่างรุนแรง พระราชาทรงประทับยืนขึ้นด้วยพระบาททั้งสองข้างด้วยความอับอาย ราชากาเร็ธทอดพระเนตรดูประชาชนของพระองค์ด้วยความเสียหน้า ทรงอยากรู้ว่าพวกเขามองพระองค์อย่างไรในตอนนี้ พวกเขาต่างหันหลังหนี พากันทยอยเดินออกจากท้องพระโรงไป ราชากาเร็ธทรงเห็นความผิดหวังบนใบหน้าของพวกเขา ทรงเห็นว่าพระองค์เป็นเพียงราชาอีกองค์หนึ่งซึ่งทำไม่สำเร็จในสายตาของพวกเขา ตอนนี้พวกเขาแต่ละคนได้รู้แล้วว่าพระองค์ไม่ใช่ราชาที่แท้จริง พระองค์ไม่ใช่แม็คกิลผู้ที่โชคชะตากำหนดมา และเป็นผู้ที่ถูกเลือก พระองค์ไม่มีสิ่งใดเลย เป็นเพียงเจ้าชายอีกองค์หนึ่งที่ช่วงชิงบัลลังก์มาได้ ราชากาเร็ธทรงรุ่มร้อนด้วยความอับอาย พระองค์ไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวเท่าช่วงเวลานี้ ทุกสิ่งที่ทรงคิดไว้นับตั้งแต่ทรงพระเยาว์เป็นเรื่องโกหก เป็นภาพหลอน พระองค์ทรงเชื่อในนิทานหลอกเด็กของพระองค์เอง และมันทำให้พระองค์ต้องขายหน้า บทที่ หก ราชากาเร็ธทรงพระดำเนินไปมาอยู่ในห้องบรรทมด้วยความว้าวุ่น พระองค์ยังทรงตกพระทัยกับความล้มเหลวในการยกดาบ ทรงพยายามที่จะประมวลผลที่เกิดขึ้น ราชากาเร็ธทรงคิดอะไรไม่ออก พระองค์แทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองช่างเขลาที่พยายามจะยกดาบประจำราชวงศ์เล่มนั้น ซึ่งไม่เคยมีแม็คกิลคนใดยกได้มาเจ็ดชั่วอายุแล้ว ทำไมพระองค์จึงคิดว่าทรงมีดีกว่าบรรพบุรุษ? ทำไมพระองค์จึงทรงคิดว่าตัวเองน่าจะแตกต่าง? พระองค์น่าจะทรงรู้ดี น่าจะทรงระวัง ไม่ควรจะประเมินพระองค์เองสูงเกินไปเลย  น่าจะทรงพอใจกับราชบัลลังก์ของพระบิดา ทำไมพระองค์จึงต้องพยายามทำด้วย? ตอนนี้บรรดาพสกนิกรต่างรู้ว่าพระองค์ไม่ใช่ผู้ที่ถูกเลือก ตอนนี้เรื่องนี้คงจะทำให้การครองราชย์ของพระองค์ต้องสั่นคลอน บางทีพวกนั้นอาจจะมีเหตุผลให้สงสัยพระองค์เกี่ยวกับการสวรรคตของพระบิดา พระองค์ทรงเห็นว่าทุกคนมองพระองค์อย่างแตกต่างไป เหมือนกับพระองค์ทรงเป็นผีดิบ เหมือนกับทุกคนเตรียมตัวรอราชาองค์ต่อไปกันแล้ว ที่ร้ายไปกว่านั้นราชากาเร็ธทรงไม่แน่พระทัยในตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต ตลอดพระชนม์ชีพพระองค์ทรงมองเห็นชะตาของพระองค์อย่างชัดเจน ทรงมั่นใจว่าพระองค์ถูกกำหนดมาให้แทนที่พระบิดา เพื่อครองราชย์และยกดาบขึ้นมาได้ ความมั่นใจของพระองค์สั่นคลอนอย่างที่สุด ตอนนี้พระองค์ไม่แน่พระทัยในทุกสิ่ง และที่แย่ที่สุดคือพระองค์ไม่สามารถหยุดการมองเห็นภาพพระพักตร์ของพระบิดา ที่ทรงเห็นก่อนจะยกดาบ นี่คือการแก้แค้นของพระบิดาอย่างนั้นหรือ? “ไชโย” มีเสียงเยาะเย้ยดังขึ้นช้า ๆ ราชากาเร็ธทรงหันไปอย่างตกพระทัยที่มีคนอื่นอยู่ในห้องนี้ด้วย พระองค์ทรงจำเสียงนี้ได้ทันที เป็นเสียงที่ทรงคุ้นเคยมากมาหลายปี เป็นเสียงที่พระองค์ทรงดูแคลน มันคือเสียงของพระชายา เฮเลนา นางยืนอยู่ที่มุมห้องอีกฟาก มองดูพระองค์พลางสูบกล้องยาฝิ่น นางหายใจเข้าลึกแล้วกลั้นไว้ จากนั้นจึงค่อยผ่อนออกช้า ๆ ดวงตานางแดงก่ำ ซึ่งพระองค์ทรงรู้ว่านางสูบฝิ่นมานานเกินไป “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” ราชาตรัสถาม “นี่มันก็ห้องหอของข้าเหมือนกัน” นางตอบ “ข้าอยากจะทำอะไรที่นี่ก็ได้ ข้าเป็นชายาท่านและเป็นราชินีของท่าน อย่าลืมสิ ข้าปกครองอาณาจักรนี้เท่ากับท่าน แต่หลังจากความล้มเหลวของท่านในวันนี้แล้ว ข้าคงจะใช้คำว่าปกครองได้ไม่เต็มปากนักหรอก” ราชากาเร็ธพระพักตร์ร้อน เฮเลนามักจะมีวิธีโจมตีพระองค์ด้วยวิธีนอกกติกาที่สุดเสมอ ในจังหวะที่ไม่เหมาะสมที่สุดด้วย พระองค์ทรงดูแคลนนางยิ่งกว่าสตรีใดในชีวิต แทบไม่อยากเชื่อว่าทรงตอบตกลงแต่งงานกับนาง “อย่างนั้นหรือ?” ราชากาเร็ธตะคอก ทรงหันหลังแล้วเสด็จไปหานางด้วยความกริ้ว “เจ้าลืมรึว่าข้าเป็นราชา นางโสเภณี ข้าสั่งขังเจ้าได้ เหมือนกับคนอื่น ๆ ในอาณาจักรของข้า ไม่ว่าเจ้าจะเป็นชายาของข้าหรือไม่ก็ตาม” นางหัวเราะ พ่นลมหายใจทางจมูกอย่างเย้ยหยัน “แล้วอย่างไรต่อเล่า?” นางกระชากเสียงถาม “ประชาชนของท่านสงสัยเรื่องรสนิยมทางเพศของท่านบ้างไหม? ไม่สิ ข้าล่ะสงสัยเรื่องนี้จริง  คงไม่มีอยู่ในโลกแห่งแผนการของกาเร็ธสินะ คงไม่อยู่ในความคิดของชายผู้ที่กังวลมากกว่าใคร ว่าคนอื่นจะมองตัวเองอย่างไร” ราชากาเร็ธประทับนิ่งตรงหน้านาง ทรงรู้ว่านางมีวิธีมองพระองค์ได้ทะลุปรุโปร่ง ซึ่งนั่นทำให้พระองค์ทรงหงุดหงิดไปถึงแก่น ทรงเข้าใจคำขู่ของนางและรู้ว่าการโต้เถียงด้วยจะไม่มีผลดี ดังนั้นจึงทรงประทับนิ่งอยู่เช่นนั้นอย่างเงียบ ๆ และรอคอย ทั้งที่ทรงกำหมัดแน่น “เจ้าต้องการอะไร?” ราชากาเร็ธตรัสถามช้า ๆ พยายามควบคุมพระองค์เองจากความหุนหันพลันแล่น “เจ้าคงไม่มาหาข้าหรอก หากเจ้าไม่ต้องการอะไร” นางหัวเราะแห้ง ๆ เป็นหัวเราะที่เสแสร้ง “ถ้าข้าอยากได้อะไรข้าก็จะเอา ข้าไม่จำเป็นต้องมาขออะไรจากท่านหรอก แต่ข้าอยากจะบอกอะไรบางอย่างกับท่าน ทั้งอาณาจักรของท่านเพิ่งได้เป็นสักขีพยานความล้มเหลวในการยกดาบของท่าน เรามาถึงไหนกันแล้วล่ะ?” “เจ้าหมายความว่าอย่างไร ที่ว่าเรา?” ราชาตรัสถาม พลางสงสัยว่านางจะมาไม้ไหนเรื่องนี้ “ตอนนี้ประชาชนของท่านก็ได้รู้ในสิ่งที่ข้ารู้มานานแล้ว ว่าท่านผู้ล้มเหลว ท่านไม่ใช่ผู้ที่ถูกเลือก ขอแสดงความยินดีด้วย อย่างน้อยก็ได้รู้กันอย่างเป็นทางการแล้ว” ราชากาเร็ธพระพักตร์บึ้งตึง “พระบิดาก็ทรงยกดาบไม่สำเร็จ นั่นไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับการปกครองที่มีประสิทธิภาพในฐานะราชา” “แต่มันมีผลกับการเป็นราชาของพระองค์” นางสะบัดเสียงตอบ “ทุกช่วงเวลาของการเป็นราชา” “ถ้าเจ้าไม่มีความสุขกับการไร้ความสามารถของข้านัก” ราชากาเร็ธทรงกริ้ว “ทำไมเจ้าไม่ไปจากที่นี่เสียล่ะ? ทิ้งข้าไปสิ ทิ้งการแต่งงานจอมปลอมของเราเสีย ตอนนี้ข้าเป็นราชาแล้ว ข้าไม่ต้องการเจ้าอีกต่อไปแล้ว” “ข้าดีใจที่ท่านพูดเรื่องนี้ขึ้นมา” นางบอก “เพราะนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ข้ามาที่นี่ ข้าอยากให้ท่านยุติการแต่งงานของเราอย่างเป็นทางการ ข้าต้องการหย่า มีชายคนหนึ่งที่ข้ารัก ชายที่แท้จริง ที่จริงเขาเป็นอัศวินคนหนึ่งของท่าน เขาเป็นนักรบ เรารักกัน เป็นรักแท้ ไม่เหมือนความรักที่ข้าเคยมี หย่ากับข้าเสีย ข้าจะได้ยุติความสัมพันธ์ลับ ๆ นี้ ข้าอยากให้ความรักของเราเปิดเผย และข้าอยากจะแต่งงานกับเขา” ราชากาเร็ธทรงจ้องมองนางอย่างตกตะลึง รู้สึกใจหายราวกับถูกแทงด้วยมีดสั้นเข้าที่พระอุระ ทำไมเฮเลนาถึงต้องการเปิดเผย? ทำไมต้องเป็นตอนนี้ จากเวลาไหนก็ได้? มันมากเกินไปสำหรับพระองค์ ทรงรู้สึกเหมือนโลกกำลังซ้ำเติมตอนที่พระองค์ล้ม ราชากาเร็ธเองก็ทรงประหลาดพระทัยที่รู้ว่าพระองค์มีความรู้สึกลึกซึ้งบางอย่างกับเฮเลนา เพราะเมื่อทรงได้ยินคำพูดของนางที่ขอหย่า มันทำให้พระองค์รู้สึกบางอย่าง และทำให้ไม่พอพระทัย มันทำให้พระองค์ทรงรู้ว่าไม่ต้องการหย่าขาดจากนาง หากเป็นพระประสงค์ของพระองค์เองนั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากเป็นความต้องการของนางนั่นจึงเป็นอีกเรื่อง พระองค์ไม่ต้องการให้นางมีทางของตัวเอง มันไม่ง่ายเช่นนั้น ที่สำคัญที่สุดราชากาเร็ธทรงสงสัยว่าการหย่าจะมีผลต่อความเป็นราชาของพระองค์อย่างไร ราชาที่ทรงหย่าคงจะทำให้เกิดคำถามมากมาย และพระองค์ทรงพบว่ารู้สึกหึงหวงอัศวินคนนี้ และไม่พอใจที่นางโยนการขาดความเป็นชายของพระองค์ใส่พระพักตร์ พระองค์ต้องการแก้แค้นคนทั้งคู่ “เจ้าจะไม่ได้อย่างที่ต้องการหรอก” ราชาตวาด “เจ้าผูกมัดอยู่กับข้า ต้องติดอยู่กับข้าในฐานะภรรยา ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าเป็นอิสระ และหากข้าได้เจอตัวอัศวินที่เจ้าลอบเป็นชู้ด้วย ข้าจะจับมันทรมานและประหารเสีย” เฮเลนาร้องขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด “ข้าไม่ใช่ภรรยาของท่าน! ท่านไม่ใช่สามีของข้า ท่านไม่ใช่ผู้ชาย การแต่งงานของเรามันไม่ศักดิ์สิทธิ์ นับตั้งแต่วันที่มันถูกกุขึ้นมา เป็นแค่การร่วมมือกันที่จัดขึ้นเพื่ออำนาจ  เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ข้าขยะแขยงมาตลอด และมันทำลายโอกาสเดียวของข้าที่จะได้แต่งงานอย่างแท้จริง” นางหอบหายใจ เมื่อโทสะพลุ่งพล่านขึ้น “ท่านจะต้องหย่าให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะเปิดเผยให้ทั้งอาณาจักรได้รู้ว่าท่านเป็นผู้ชายแบบไหน ท่านเลือกเอา” แล้วเฮเลนาก็หมุนตัวหันหลังให้พระองค์ แล้วเดินออกไปทางประตูที่เปิดอยู่ โดยไม่สนใจจะปิดประตูตามหลัง ราชากาเร็ธประทับอยู่เพียงลำพังในห้องผนังหิน ฟังเสียงสะท้อนของเสียงฝีเท้านาง และทรงรู้สึกเย็นไปทั่วพระวรกายอย่างที่ไม่อาจจะสลัดทิ้งได้ ยังมีสิ่งใดมั่นคงพอจะให้พระองค์ยึดถือไว้ได้อยู่หรือไม่? ราชากาเร็ธประทับอยู่เช่นนั้น พระวรกายสั่นสะท้าน ทอดพระเนตรประตูที่เปิดอยู่ ทรงประหลาดพระทัยที่เห็นใครคนอื่นกำลังเดินเข้ามา พระองค์ยังไม่ทันได้มีเวลาบันทึกการสนทนากับเฮเลนา ยังไม่ทันได้วิเคราะห์คำขู่ของนาง เมื่อใบหน้าที่คุ้นเคยกำลังเดินเข้ามา เฟิร์ธนั่นเอง การก้าวเดินอย่างร่าเริงของเขาหายไปขณะที่เดินเข้ามาอย่างลังเล สีหน้ามีความรู้สึกผิด “กาเร็ธ?” เขาทูลถามน้ำเสียงไม่มั่นใจ เฟิร์ธจ้องมองพระองค์ด้วยดวงตาเบิกกว้าง ซึ่งราชากาเร็ธทรงเห็นว่าเขารู้สึกแย่เพียงใด พระองค์คิดว่าเขาควรจะรู้สึกแย่ อย่างไรก็ตามมันเป็นเพราะเฟิร์ธที่ผลักดันให้พระองค์ทรงยกดาบ เป็นคนที่โน้มน้าวพระองค์ในที่สุด เป็นคนที่ทำให้พระองค์ทรงคิดว่าพระองค์เป็นมากกว่าที่เป็นอยู่ หากไม่มีเสียงกระซิบของเฟิร์ธ ใครจะรู้? บางทีราชากาเร็ธอาจจะไม่ลองยกดาบนั่น ราชากาเร็ธทรงหันไปหาเขาด้วยความกริ้ว ในที่สุดก็ทรงพบเหตุผลที่จะระบายโทสะทั้งหมดใส่เฟิร์ธ เขาเป็นคนปลงพระชนม์พระบิดา เป็นเฟิร์ธ เด็กเลี้ยงม้าโง่เง่าที่พาพระองค์มาสู่เรื่องวุ่นวายทั้งหลายนี้ ตอนนี้พระองค์ทรงเป็นเพียงผู้สืบราชบัลลังก์แม็คกิลที่ล้มเหลวอีกคนหนึ่งู “ข้าเกลียดเจ้า” ราชากาเร็ธทรงกริ้ว “ตอนนี้จะสัญญาอะไรอีกเล่า? ไหนล่ะความมั่นใจของเจ้าว่าข้าจะสามารถยกดาบนั่นได้?” เฟิร์ธกลืนน้ำลาย ดูเป็นกังวลอย่างมาก เขาพูดไม่ออก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีอะไรจะกล่าว “ข้าขอโทษ ฝ่าบาท” เขาทูล “ข้าผิดไปแล้ว” “เจ้าผิดหลายเรื่องเชียวล่ะ” ราชากาเร็ธตวาด ที่จริงแล้วยิ่งราชากาเร็ธทรงคิดเรื่องนี้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งรู้ว่าเฟิร์ธผิดอย่างไร หากไม่ใช่เพราะเฟิร์ธ พระบิดาก็คงยังมีพระชนม์ชีพอยู่ในวันนี้ และพระองค์จะไม่ต้องเจอเรื่องวุ่นวายพวกนี้ ภาระของการเป็นราชาก็จะไม่ตกใส่พระเศียร เรื่องทั้งหลายนี้จะไม่ผิดพลาด พระองค์ต้องการวันธรรมดา ๆ ที่พระองค์ไม่ได้เป็นราชา เมื่อตอนที่พระบิดายังอยู่ ทรงปรารถนาให้ทุกสิ่งกลับมาและเป็นเหมือนเช่นเดิมขึ้นมาทันใด แต่ก็ทรงทำไม่ได้ อย่างไรก็ตามพระองค์ทรงโทษเฟิร์ธสำหรับเรื่องทั้งหมดนี้ “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” ราชากาเร็ธตรัสถาม เฟิร์ธกระแอม ดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ข้าได้ยิน…ข่าวลือ…เรื่องซุบซิบของพวกคนรับใช้คุยกัน มีข่าวมาถึงข้ามาอนุชาและขนิษฐาของพระองค์กำลังมีคำถาม  มีคนเห็นทั้งสองพระองค์ในพื้นที่ของคนรับใช้ กำลังสำรวจปล่องทิ้งปฏิกูลเพื่อหาอาวุธสังหาร มีดสั้นที่ข้าใช้ปลงพระชนม์พระบิดาของพระองค์” ราชากาเร็ธพระวรกายเย็นเฉียบเมื่อได้ยินคำพูดนั้น พระองค์ทรงตัวแข็งด้วยความตกพระทัยและความกลัว วันนี้จะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกหรือไม่? พระองค์ทรงกระแอม “แล้วพวกเขาพบอะไรไหม?” ราชาตรัสถาม พระศอแห้งผาก แทบจะเปล่งคำพูดออกมาไม่ได้ เฟิร์ธส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ฝ่าบาท ที่ข้ารู้คือทั้งสองพระองค์กำลังสงสัยบางอย่าง” ราชากาเร็ธทรงรู้สึกเกลียดเฟิร์ธขึ้นมาอีกอย่างที่ไม่ทรงรู้เลยว่าจะสามารถรู้สึกได้ หากไม่ใช่เพราะความผิดพลาดของเขา หากเขากำจัดอาวุธอย่างสมควรแล้ว พระองค์ก็คงไม่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เฟิร์ธทำให้พระองค์ต้องเสี่ยง “ข้าจะพูดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น” ราชากาเร็ธตรัส พลางก้าวเข้าไปหาเฟิร์ธ แล้วยื่นพระพักตร์เข้าไปใกล้ ทอดพระเนตรเขาอย่างไม่พอพระทัยด้วยสีหน้าเคร่งเครียดที่สุด “ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีกต่อไปแล้ว เจ้าเข้าใจไหม? ไปให้พ้นหน้าข้า และอย่ากลับมาอีก ข้าจะลดตำแหน่งเจ้าไปให้ไกลจากที่นี่ และหากเจ้าเหยียบย่างเข้ามาในกำแพงปราสาทนี้อีก ขอให้แน่ใจได้เลยว่าข้าจะสั่งขังเจ้า” “ไปได้แล้ว!” ราชากาเร็ธทรงตวาด เฟิร์ธน้ำตาคลอหน่วย หันหลังและวิ่งออกไปจากห้อง เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องอยู่นานหลังจากที่เขาวิ่งไปตามทางเดิน ราชากาเร็ธทรงหวนกลับไปคิดเรื่องดาบ คิดถึงความพยายามที่ล้มเหลวของพระองค์ ทรงอดคิดไม่ได้ว่าพระองค์ทรงหาเรื่องเดือดร้อนให้กับตัวเอง ทรงรู้สึกเหมือนผลักตัวเองตกจากหน้าผา และนับจากนี้เป็นต้นไปพระองค์จะทรงพบแต่ความเสื่อมเสีย ราชาประทับนิ่งอยู่เช่นนั้น ราวกับหยั่งรากลงพื้นหินทามกลางความเงียบที่ก้องอยู่ ในห้องบรรทมของพระบิดา ทรงตัวสั่นและสงสัยว่าพระองค์ทรงจัดการให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง พระราชาไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มั่นใจในตัวเองเช่นนี้มาก่อน นี่คือความหมายของการเป็นราชาอย่างนั้นหรือ? * ราชากาเร็ธรีบเสด็จขึ้นไปตามบันไดวน ทรงรีบขึ้นไปชั้นแล้วชั้นเล่า เพื่อไปยังเชิงเทินชั้นบนสุดของปราสาท พระองค์ทรงต้องการอากาศบริสุทธิ์ ทรงต้องการเวลาและพื้นที่เพื่อคิด ราชากาเร็ธทรงต้องการมองอาณาจักรของพระองค์ในมุมกว้าง ทรงต้องการโอกาสที่จะได้เห็นราชสำนักและประชาชนของพระองค์ เพื่อจดจำว่าทั้งหมดนี้เป็นของพระองค์ แม้จะมีเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนฝันร้ายมาตลอดทั้งวัน แต่พระองค์ก็ยังคงเป็นราชาอยู่นั่นเอง ราชากาเร็ธทรงไม่สนพระทัยบรรดามหาดเล็กและวิ่งไปเพียงลำพัง ทรงก้าวขึ้นบันไดไปขั้นแล้วขั้นเล่า พลางหอบหายใจ พระองค์ทรงหยุดที่ชั้นหนึ่งระหว่างทาง ทรงก้มพระวรกายและหอบ น้ำพระเนตรไหลลงมาตามพระปราง ราชากาเร็ธยังคงทอดพระเนตรเห็นพระบิดาทำพระพักตร์ถมึงทึงใส่พระองค์อยู่ตลอดทาง “ข้าเกลียดท่าน!” ทรงตะโกนกับอากาศที่ว่างเปล่า ราชากาเร็ธทรงสาบานได้ว่าพระองค์ได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันตอบกลับบมา พระบิดาทรงพระสรวล พระองค์ทรงต้องการไปจากที่นี่ พระราชาทรงหันหลังและวิ่งต่อไป พุ่งไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งในที่สุดพระองค์ก็ไปถึงชั้นบนสุด พระองค์กระโจนผ่านประตูออกไปสู่อากาศสดชื่นในฤดูร้อนที่ปะทะพระพักตร์ ราชากาเร็ธทรงสูดหายใจลึก พยายามหายใจให้ทัน ทรงพอพระทัยที่ได้อยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์และสายลมอันอบอุ่น ทรงถอดฉลองพระองค์ตัวนอกออก ซึ่งเป็นฉลองพระองค์ของพระบิดา แล้วโยนลงกับพื้น อากาศร้อนเกินไป และพระองค์ไม่ต้องการสวมมันอีกต่อไป ราชากาเร็ธรุดไปยังริมเชิงเทินแล้วทรงยึดกำแพงหินไว้ พลางหอบหายใจ และทอดพระเนตรลงไปด้านล่างยังเขตราชฐาน พระองค์ทรงเห็นฝูงชนมากมายกำลังทยอยออกจากปราสาท พวกเขากำลังออกจากพิธี พิธีของพระองค์ ทรงแทบจะรู้สึกได้ถึงความผิดหวังของพวกเขาจากตรงนี้ พวกนั้นดูตัวเล็กมาก พระองค์ทรงประหลาดพระทัยที่พวกเขาทั้งหมดอยู่ใต้การควบคุมของพระองค์ แต่นานเท่าไรกันเล่า? “การเป็นราชานี่ช่างน่าขัน” มีเสียงดังขึ้น ราชากาเร็ธทรงหันมาและต้องประหลาดพระทัยที่เห็นอาร์กอนยืนอยู่ตรงนั้น ห่างไปราวหนึ่งฟุต เขาสวมเสื้อคลุมสีขาวมีผ้าคลุมศีรษะและถือไม้เท้า อาร์กอนมองพระองค์อยู่ มีรอยยิ้มที่มุมปาก แต่ดวงตาเขาไม่ได้ยิ้มด้วย มันเปล่งประกายจ้องตรงมาที่พระองค์อย่างทะลุปรุโปร่ง ซึ่งทำให้ราชากาเร็ธทรงระวังพระองค์ ดวงตาของเขามองเห็นมากเกินไป มีหลายสิ่งที่ราชากาเร็ธทรงอยากบอกกับอาร์กอน ทรงอยากถามเขา แต่ตอนนี้หลังจากที่ทรงยกดาบไม่สำเร็จ พระองค์กลับนึกเรื่องที่ทรงต้องการถามไม่ออกสักข้อเดียว “ทำไมท่านถึงไม่บอกข้า?” ราชากาเร็ธทรงโอดครวญ น้ำเสียงแฝงด้วยความสิ้นหวัง “ท่านน่าจะบอกข้าว่าข้าไม่ได้ถูกกำหนดมาให้ยกดาบเล่มนั้น ท่านควรจะช่วยไม่ให้ข้าต้องอับอาย” “แล้วทำไมข้าต้องทำเช่นนั้น?” อาร์กอนถาม ราชากาเร็ธทรงพระพักตร์บึ้งตึง “ท่านไม่ใช่ที่ปรึกษาที่แท้จริงของราชา” ราชาทรงตรัส “ท่านอาจจะให้คำปรึกษาที่ถูกต้องแก่พระบิดาของข้า แต่ไม่ใช่กับข้า” “อาจเป็นเพราะพระบิดาของท่านทรงสมควรได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง” อาร์กอนตอบ ราชากาเร็ธทรงกริ้วอย่างยิ่ง พระองค์ทรงเกลียดชายผู้นี้ และทรงโทษเขา “ข้าไม่ต้องการเห็นท่านแถวนี้อีก” ราชากาเร็ธตรัส “ข้าไม่รู้ว่าทำไมพระบิดาถึงทรงจ้างท่านไว้ แต่ข้าไม่ต้องการท่านในราชสำนักของข้า” อาร์กอนหัวเราะ น้ำเสียงแหบต่ำน่ากลัว “พระบิดาของท่านไม่ได้จ้างข้า เจ้าหนุ่มผู้โง่เขลา” เขาบอก “พระอัยกาของท่านด้วย ข้าถูกกำหนดให้มาที่นี่ ที่จริงจะบอกว่าข้าจ้างพวกเขาก็คงได้” จู่ ๆ อาร์กอนก็ก้าวมาข้างหน้า และจ้องมองราวกับกำลังมองทะลุไปถึงวิญญาณของราชากาเร็ธ “จะบอกเช่นนั้นกับท่านได้ไหม?” อาร์กอนถาม “ท่านถูกกำหนดให้มาที่นี่หรือเปล่า?” คำพูดของเขากระทบใจราชากาเร็ธ ทำให้ทรงเย็นวาบไปทั่วพระวรกาย นั่นเป็นสิ่งที่ราชากาเร็ธเองทรงสงสัย พระองค์ทรงกังขาว่านี่คือคำขู่หรือไม่ “ผู้ที่ครองราชย์ด้วยโลหิตจะปกครองด้วยโลหิต” อาร์กอนประกาศ และเมื่อพูดจบเขาก็หันหลังและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวก่อน!” ราชากาเร็ธทรงตะโกน ไม่ต้องการให้เขาจากไป พระองค์ทรงต้องการคำตอบ “ท่านหมายความว่าอย่างไร” ราชากาเร็ธทรงอดรู้สึกไม่ได้ว่าอาร์กอนกำลังส่งข้อความถึงพระองค์ ว่าพระองค์จะไม่ได้ปกครองอยู่นานนัก พระองค์ทรงต้องการรู้ว่านั่นคือสิ่งที่เขาบอกใช่หรือไม่ ราชากาเร็ธทรงวิ่งตามเขาไป แต่เมื่อเข้าไปใกล้ อาร์กอนกลับหายตัวไปต่อหน้าต่อตาพระองค์ ราชากาเร็ธทรงหันหาไปรอบ ๆ แต่ไม่พบอะไร พระองค์ทรงได้ยินเสียงหัวเราะแหบต่ำดังมาจากที่ไหนสักแห่งในอากาศ “อาร์กอน!” ราชากาเร็ธทรงตะโกน พระองค์ทรงหันหาอีกครั้ง แล้วเงยพระพักตร์ขึ้นไปสู่สวรรค์ คุกพระชานุลงข้างหนึ่ง และหงายพระพักตร์ขึ้น พลางตะโกนก้อง “อาร์กอน!” บทที่ เจ็ด อีเร็คเดินไปพร้อมท่านดยุค แบรนด์ทและคณะผู้ติดตามของท่านดยุคอีกหลายสิบคน ทั้งหมดเดินไปตามถนนคดเคี้ยวในเมืองซาวาเรีย ผู้คนเริ่มรวมตัวกันเมื่อทั้งขบวนมุ่งหน้าไปยังบ้านที่สาวรับใช้นางนั้นอาศัยอยู่ อีเร็คยืนกรานที่จะไปพบนางโดยไม่รอช้า และท่านดยุคต้องการที่จะนำทางไปด้วยตัวเอง และเมื่อท่านดยุคไปที่ใด ทุกคนก็จะตามไปด้วย อีเร็คมองไปรอบ ๆ เห็นคณะผู้ติดตามที่ใหญ่ขึ้นทุกทีแล้วรู้สึกอาย เมื่อรู้ว่าเขาจะไปถึงบ้านนางโดยมีขบวนผู้คนติดสอบห้อยตามไปด้วย นับตั้งแต่เขาได้พบนางครั้งแรก อีเร็คก็ไม่สามารถคิดถึงสิ่งอื่นได้อีกแม้เพียงเล็กน้อย เขาสงสัยว่านางเป็นใคร นางดูสูงศักดิ์แต่กลับทำงานเป็นสาวรับใช้ในราชสำนักของท่านดยุค? ทำไมนางจึงรีบหลบเขามา? ทำไมตลอดชีวิตของเขาที่ได้พบกับสตรีสูงศักดิ์มากมาย มีเพียงนางเท่านั้นที่จับหัวใจของเขา? เขาถูกห้อมล้อมด้วยราชนิกูลมาตลอดชีวิต ทั้งในฐานะที่เป็นโอรสของราชาเอง อีเร็คสามารถบอกได้ทันทีว่าใครเป็นราชนิกูล และเขารู้สึกได้นับตั้งแต่ที่ได้พบนางว่านางสูงศักดิ์กว่าที่เป็นอยู่มากมายนัก เขารุ่มร้อนด้วยความใคร่รู้ว่านางคือใคร มาจากที่ใด และมาทำอะไรที่นี่ เขาอยากจะเห็นนางอีกครั้ง อยากจะรู้ว่าเขาเพียงแต่คิดไปเองหรือว่าเขายังรู้สึกเช่นเดิม “คนรับใช้ของข้าบอกว่านางอาศัยอยู่ที่ชานเมือง” ท่านดยุคอธิบายให้ฟังขณะที่เดินไป ผู้คนทั้งสองข้างทางต่างเปิดหน้าต่างและมองดูขบวนที่ผ่านมาอย่างประหลาดใจที่ได้เห็นท่านดยุคและผู้ติดตามในย่านถนนธรรมดาเช่นนี้ “รู้กันว่านางเป็นสาวรับใช้ให้กับเจ้าของโรงแรม ไม่มีใครรู้จักเทือกเถาเหล่ากอของนาง ไม่รู้ว่านางมาจากไหน ที่พวกเขารู้กันคือนางมาที่เมืองของเราในวันหนึ่ง และมาทำสัญญาเป็นคนรับใช้ให้กับเจ้าของโรงแรมนี้ อดีตของนางดูจะเป็นปริศนา” ทั้งหมดเลี้ยวไปยังถนนอีกด้าน ถนนหินกรวดใต้เท้าเริ่มขรุขระมากขึ้น เมื่อพวกเขาเดินไป บ้านเรือนหลังเล็กยิ่งตั้งอยู่ชิดกันและทรุดโทรมมากขึ้น ท่านดยุคกระแอม “ข้าให้นางมาทำงานรับใช้ในราชสำนักในโอกาสพิเศษต่าง ๆ นางเป็นคนเงียบ ๆ เก็บตัว ไม่มีใครรู้เรื่องนางมากนักหรอก อีเร็ค” ท่านดยุคบอก และหันมาหาอีเร็คในที่สุด พลางจับข้อมือเขาไว้ “ท่านแน่ใจเรื่องนี้หรือ? สตรีนางนี้ ไม่ว่านางจะเป็นใครก็ตาม ก็เป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง ท่านสามารถเลือกสตรีนางใดก็ได้ในอาณาจักร” อีเร็คมองตอบท่านดยุคด้วยความจริงจังเท่าเทียมกัน “ข้าต้องพบนางอีกครั้ง ข้าไม่สนใจว่านางจะเป็นใคร” ท่านดยุคส่ายศีรษะอย่างไม่เห็นด้วย ขบวนของพวกเขาเดินต่อไป แล้วเลี้ยวไปตามถนนสายต่าง ๆ ผ่านตรอกซอกซอยคดเคี้ยวและแคบ ขณะที่พวกเขาผ่านไปนั้น  บ้านเรือนเริ่มทรุดโทรมมากยิ่งขึ้น ถนนหนทางมีแต่พวกขี้เมา เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก มีไก่และสุนัขเดินหากินไปทั่ว ขบวนของพวกเขาผ่านร้านเหล้าหลายแห่ง เสียงลูกค้าร้องตะโกนดังออกมาที่ถนน ขี้เมาหลายคนเดินโซเซอยู่ด้านหน้า ขณะที่ยามราตรีเริ่มมาเยือน ถนนทุกสายเริ่มมีแสงคบไฟที่ถูกจุดขึ้น “เปิดทางให้ท่านดยุค!” พ่อบ้านของท่านดยุคตะโกน รีบวิ่งนำหน้าไปและผลักพวกขี้เมาออกไปพ้นทาง คนขี้เมาตัวเหม็นที่เดินไปมาบนถนนเปิดทางให้และมองดูด้วยความประหลาดใจ ที่เห็นท่านดยุคผ่านไป พร้อมด้วยอีเร็ค ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงโรงแรมเล็ก ๆ และเรียบง่าย สร้างจากปูน มุงหลังคาด้วยหินชนวนลาดเอียง ดูเหมือนมันจะสามารถจุลูกค้าได้ราวห้าสิบคนในร้านเหล้าชั้นล่าง และมีห้องพักสำหรับแขกที่ชั้นบนอีกไม่กี่ห้อง ประตูด้านหน้าบิดเบี้ยว หน้าต่างบานหนึ่งพัง โคมที่แขวนอยู่ตรงทางเข้าเอียงกะเท่เร่ แสงไฟวูบไหว ขี้ผึ้งเหลือน้อยมาก เสียงคนเมาดังลอดออกมาทางหน้าต่าง ขณะที่ทุกคนหยุดอยู่ที่หน้าประตู สตรีที่บอบบางเช่นนั้นทำงานในสถานที่แบบนี้ได้อย่างไร? อีเร็คทั้งสงสัยและตกใจ เมื่อได้ยินเสียงตะโกนและคำพูดเหยียดหยันดังมาจากด้านใน หัวใจของเขาร้าวรานเมื่อคิดถึงเรื่องนี้  คิดถึงความอดสูที่นางต้องเผชิญในสถานที่เช่นนี้ เขาคิดว่า มันช่างไม่ยุติธรรม อีเร็คตั้งใจที่จะช่วยพานางไปจากที่นี่ “ทำไมท่านถึงมาหาเจ้าสาวในที่ที่แย่ที่สุดเช่นนี้?” ดยุคถาม พลางหันมาหาอีเร็ค แบรนด์ทก็หันมาหาเขาด้วย “โอกาสสุดท้ายแล้ว สหายข้า” แบรนด์ทกล่าว “ที่ปราสาทมีสตรีสูงศักดิ์มากมายกำลังรอเจ้าอยู่” แต่อีเร็คกลับส่ายหน้าอย่างมุ่งมั่น “เปิดประตู” เขาสั่ง คนของดยุคคนหนึ่งรีบก้าวออกไปและกระชากประตูเปิดออก กลิ่นเหล้าเอลคละคลุ้งโชยออกมา ทำให้เขาผงะ ด้านในมีพวกขี้เมาที่บ้างก็ซบอยู่ที่โต๊ะขายเครื่องดื่ม บ้างก็นั่งเรียงรายอยู่ตามโต๊ะไม้ ส่งเสียงตะโกนโหวกเหวก หัวเราะ ด่าทอและชกต่อยกัน อีเร็คมองออกทันทีว่าคนพวกนี้เป็นพวกดิบเถื่อน มีพุงใหญ่ หนวดเคราไม่โกน เสื้อผ้าไม่ได้ซัก ไม่มีใครเป็นนักรบเลยสักคน อีเร็คเดินเข้าไปหลายก้าว พลางมองหานาง เขาคิดไม่ออกเลยว่าสตรีเช่นนางจะสามารถทำงานในสถานที่เช่นนี้ได้ เขาสงสัยว่าพวกเขาอาจจะมาผิดที่ “ขอโทษที ท่าน ข้ากำลังตามหาสตรีนางหนึ่ง” อีเร็คบอกกับชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเขา เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ มีพุงใหญ่และไม่โกนหนวดเครา “อย่างนั้นหรือ?” ชายคนนี้ตะโกนอย่างล้อเลียน “แหม ท่านคงมาผิดที่แล้วล่ะ! ที่นี่ไม่ใช่ร้านนางโลม แต่มีอยู่ร้านหนึ่งที่อีกฟากของถนน ข้าได้ยินว่านางโลมที่นั่นทั้งขาวทั้งอวบ!” ชายคนดังกล่าวหัวเราะเสียงดังใส่หน้าอีเร็ค โดยมีเพื่อนอีกหลายคนผสมโรงด้วย “ข้าไม่ได้ตามหาร้านนางโลม” อีเร็คตอบ ไม่ตลกด้วย “แต่ข้าตามหาสตรีนางหนึ่ง ที่ทำงานที่นี่” “งั้นเจ้าคงหมายถึงคนรับใช้ของเจ้าของโรงแรม” มีเสียงอีกคนร้องบอก เขาเป็นขี้เมาร่างใหญ่อีกคนหนึ่ง “นางอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งด้านหลัง อาจจะกำลังขัดพื้น น่าเสียดาย…ข้าอยากให้นางอยู่ที่นี่ บนตักข้าเนี่ย!” บรรดาขี้เมาต่างระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ขำขันกับมุขตลกของพวกเขา ขณะที่อีเร็คหน้าแดงเมื่อคิดถึงมัน เขารู้สึกอายแทนนาง ที่ต้องมารับใช้คนประเภทนี้ มันช่างเสียศักดิ์ศรีเกินกว่าที่เขาจะคิดถึง “แล้วเจ้าเป็นใครกัน?” มีเสียงถามขึ้น ชายคนหนึ่งก้าวออกมา เขาตัวใหญ่กว่าคนอื่น ๆ มีเคราและดวงตาดำ หน้าบึ้งตึง กับขากรรไกรกว้าง มีชายท่าทางซอมซ่อหลายคนตามมาด้วย ร่างกายเขามีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน เขาก้าวมาหาอีเร็คด้วยท่าทีคุกคาม แสดงตัวเป็นเจ้าของอย่างเห็นได้ชัด “นี่เจ้าพยายามจะขโมยสาวใช้ของข้าอย่างนั้นหรือ?” เขาถาม “ออกไปจากที่นี่เลย!” เขาก้าวมาข้างหน้าแล้วเอื้อมมือหมายจะคว้าตัวอีเร็คไว้ แต่อีเร็คซึ่งแข็งแกร่งจากการฝึกฝนมาหลายปี และเป็นอัศวินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักร ตอบโต้อย่างที่ชายคนนี้ไม่คิดฝัน ทันทีที่มือของเขาสัมผัสตัวอีเร็ค อีเร็คเด้งตัวลงมือโดยคว้าข้อมือเขาไว้ แล้วหมุนชายร่างใหญ่ด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบ จับคอเสื้อเขาไว้แล้วผลักข้ามห้องไป ชายร่างใหญ่ลอยคว้างไปเหมือนลูกปืนใหญ่ กวาดเอาชายหลายคนล้มระเนระนาดไปบนพื้นด้วยเหมือนพินโบว์ลิ่ง ทั้งห้องเงียบสนิท เมื่อทุกคนหยุดนิ่งและมองดู “ตีกัน! ตีกัน!” พวกผู้ชายส่งเสียงเป็นจังหวะ เจ้าของโรงแรมที่ยังมึนงง ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนได้ ก็พุ่งเข้าใส่อีเร็คพลางส่งเสียงตะโกน ครั้งนี้อีเร็คไม่รอ เขาก้าวเข้าหาผู้โจมตี ยกแขนขึ้นแล้วฟันศอกใส่ใบหน้าของชายคนนั้น ทำให้จมูกเขาหัก เจ้าของโรงแรมเซถอยหลังไปแล้วล้มหงายหลังลงบนพื้น อีเร็คก้าวเข้าหา ดึงเขาลุกขึ้นแม้จะตัวใหญ่กว่า โดยยกเขาขึ้นสูงเหนือศีรษะ ก่อนจะก้าวไปแล้วเหวี่ยงชายคนนี้ลอยไปในอากาศ กวาดเอาคนครึ่งห้องล้มไปกับเขาด้วย ทุกคนในห้องหยุดชะงัก เสียงตะโกนเป็นจังหวะเงียบลง พวกเขาเริ่มตะหนักว่ามีคนพิเศษมาอยู่ในหมู่พวกเขาแล้ว ทันใดนั้นคนขายเหล้าพุ่งตัวออกมา พร้อมเงื้อขวดแก้วขึ้นเหนือหัว หมายจะฟาดใส่อีเร็ค อีเร็คเห็นเหตุการณ์และยื่นมือไปจับดาบ แต่ก่อนที่อีเร็คจะชักดาบออกมา แบรนด์ทสหายของเขาก็ก้าวออกมายืนข้างเขา พลางชักมีดสั้นออกมาจากเข็มขัด แล้วจ่อปลายมีดเข้ากับลำคอของคนขายเหล้า คนขายเหล้าวิ่งเข้าใส่แล้วต้องหยุดชะงัก คมมีดเกือบจะแทงเข้าเนื้อของเขา เขาได้แต่ยืนนิ่ง ตาเบิกกว้างด้วยความกลัว เหงื่อแตก ขวดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ทั้งห้องเงียบสนิทจนสามารถได้ยินเสียงเข็มหล่น “วางขวดลง” แบรนด์ทสั่ง คนขายเหล้าทำตาม ทิ้งขวดลงกระแทกพื้น อีเร็คชักดาบออกมา เสียงโลหะดังก้อง และเดินเข้าหาเจ้าของโรงแรมที่นอนโอดโอยอยู่บนพื้น จ่อปลายดาบเข้าที่คอหอยของเขา “ข้าจะพูดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น” อีเร็คประกาศ “ออกไปจากห้องนี้ให้หมดทุกคน ตอนนี้ข้าขอพบนางผู้นั้นเพียงลำพัง” “ท่านดยุค!” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น ทั้งห้องต่างหันมาและจำท่านดยุคซึ่งยืนอยู่ตรงทางเข้าพร้อมด้วยผู้ติดตามได้ ทั้งหมดรีบถอดหมวกออกและโค้งคำนับ “หากข้าพูดจบแล้วยังมีใครอยู่ในห้องนี้” ท่านดยุคประกาศ “พวกเจ้าแต่ละคนจะต้องถูกจับไปขังทันที” เกิดความโกลาหลขึ้นในห้องเมื่อทุกคนต่างรีบร้อนที่จะออกไป พากันกรูผ่านท่านดยุคและออกไปทางประตูหน้า ทิ้งขวดเหล้าเอลที่ยังดื่มไม่เสร็จไว้อย่างนั้น “เจ้าก็ออกไปด้วย” แบรนด์ทบอกกับคนขายเหล้า ลดมีดสั้นลง จิกผมเขาไว้แล้วผลักออกประตูไป ห้องที่อึกทึกอยู่เมื่อครู่ก่อน ตอนนี้กลับว่างเปล่าและเงียบลง เหลือเพียงอีเร็ค แบรนด์ท ท่านอยุคและคนสนิทอีกสิบกว่าคน พวกเขากระแทกประตูปิดตามหลังเสียงดังก้อง อีเร็คหันมาหาเจ้าของโรงแรม ที่ยังนั่งมึนงงอยู่บนพื้น พลางเช็ดเลือดจากจมูก อีเร็คดึงเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แล้วดึงให้ยืนขึ้นด้วยสองมือ ก่อนจะปล่อยให้นั่งลงบนม้านั่งว่างตัวหนึ่ง “เจ้าทำให้ธุรกิจของข้าในคืนนี้เสียหายหมด” เจ้าของโรงแรมโอดครวญ “เจ้าต้องชดใช้” ท่านดยุคก้าวมาข้างหน้าแล้วตบเข้าด้วยหลังมือ “ข้าสั่งประหารเจ้าได้ด้วยซ้ำที่บังอาจแตะต้องชายผู้นี้” ท่านดยุคตวาด “เจ้าไม่รู้เลยใช่ไหมว่าเขาเป็นใคร? นี่คืออีเร็ค ยอดอัศวินของพระราชา แชมเปี้ยนแห่งกองรบเงิน เขาสามารถฆ่าเจ้าได้ตอนนี้เลยด้วยซ้ำหากเขาต้องการ” เจ้าของโรงแรมเงยหน้ามองอีเร็ค และเป็นครั้งแรกที่ความกลัวปรากฏบนสีหน้าของเขา เขาแทบจะตัวสั่นอยู่บนเก้าอี้ “ข้าไม่รู้เลย ท่านไม่ได้ประกาศตัว” “นางอยู่ที่ไหน?” อีเร็คสั่งอย่างหมดความอดทน “นางอยู่ด้านหลัง กำลังขัดห้องครัว ท่านต้องการอะไรจากนางหรือ? นางขโมยอะไรมาจากท่านหรือเปล่า? นางเป็นเพียงแค่สาวใช้รับจ้างคนหนึ่งเท่านั้นเอง” อีเร็คชักมีดสั้นออกมาแล้วจ่อเข้าที่คอหอยของเจ้าของโรงแรม “ถ้าเรียกนางว่า ‘สาวใช้’ อีกครั้ง” อีเร็คเตือน “ขอให้มั่นใจได้เลยว่าข้าจะปาดคอหอยเจ้าเสีย เจ้าเข้าใจไหม?” เขาถามอย่างหนักแน่นขณะที่กดคมมีดเข้าที่ผิวของเจ้าของโรงแรม ดวงตาของชายร่างใหญ่คลอด้วยน้ำตา ขณะที่เขาพยักหน้าช้า ๆ “พานางมาที่นี่ แล้วก็รีบด้วย” อีเร็คสั่ง กระชากเขายืนขึ้นแล้วผลักเขาถลาไปทางประตูหลัง เมื่อเจ้าของโรงแรมออกไป มีเสียงหม้อกระทบกันดังมาจากด้านหลังประตู มีเสียงตะโกนดังแว่วมา แล้วครู่ต่อมาประตูก็เปิดออก มีสตรีหลายคนในชุดผ้าขี้ริ้ว สวมเสื้อคลุมและหมวกคลุมผมตัวเปื้อนคราบมันจากในครัวเดินเข้ามา สามนางนั้นอายุมากกว่าอยู่ในวัยหกสิบ อีเร็คสงสัยขึ้นมาแวบหนึ่งว่าเจ้าของโรงแรมรู้หรือไม่ว่าเขาพูดถึงใคร แล้วตอนนั้นนางก็เดินออกมา และทำให้หัวใจของอีเร็คหยุดเต้นอยู่ในอกเขา เขาแทบหายใจไม่ออก นางนั่นเอง นางสวมผ้ากันเปื้อนที่เลอะไปด้วยคราบมัน ก้มหน้าต่ำ ดูอายที่จะเงยหน้าขึ้น ผมของนางถูกมัดไว้และคลุมไว้ด้วยผ้า แก้มทั้งสองข้างเลอะคราบเขม่า แต่ก็ยังทำให้อีเร็คใจสั่น ผิวพรรณของนางช่างอ่อนเยาว์และไร้ที่ติ นางมีโหนกแก้มสูงและขากรรไกรได้รูป จมูกเล็ก ๆ เต็มไปด้วยกระ ริมฝีปากอิ่มเต็ม หน้าผากกว้างดูสูงศักดิ์ และผมสีทองสวยงามหลุดลุ่ยออกมาจากผ้าคลุมผม นางเหลือบมองเขาแวบหนึ่งด้วยดวงตายาวรีสีเขียวงดงาม ซึ่งสะท้อนแสงไฟแล้วเปลี่ยนเป็นสีฟ้าใสก่อนจะกลับเหมือนเดิม ทำให้เขาชะงักนิ่งอยู่กับที่ อีเร็คประหลาดใจที่รู้ว่าตอนนี้เขายิ่งหลงใหลนางมากกว่าเมื่อตอนได้พบกันครั้งแรกเสียอีก เจ้าของโรงแรมเดินตามหลังนางออกมา หน้าตาบึ้งตึง ยังคงเช็ดเลือดจากจมูก สาวน้อยเดินมาข้างหน้าอย่างลังเล พร้อมด้วยสตรีสูงวัยคนอื่น ๆ ตรงมาหาอีเร็ค และถอนสายบัวเมื่อเข้ามาใกล้ อีเร็คยืดตัวยืนตรงต่อหน้านาง เช่นเดียวกับผู้ติดตามคนอื่น ๆ ของท่านดยุค “ใต้เท้า” นางกล่าวเสียงนุ่มหวาน ทำให้หัวใจอีเร็คอิ่มเอม “โปรดบอกข้าทีว่าข้าทำสิ่งใดให้ท่านขุ่นเคือง ข้าไม่รู้ว่าได้ทำสิ่งใดลงไป แต่ข้าขออภัยในสิ่งที่ได้ทำจนเป็นเหตุทำให้ท่านดยุคต้องมาถึงที่นี่” อีเร็คยิ้ม ทั้งคำพูด ภาษาและสำเนียงของนาง ทำให้เขาอารมณ์ดีอีกครั้ง เขาไม่อยากให้นางหยุดพูดเลย อีเร็คเอื้อมมือไปแตะปลายคางของนางแล้วดันให้เงยหน้าขึ้นจนดวงตาอ่อนโยนของนางสบกับเขา หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วเมื่อมองเข้าไปในดวงตาของนาง มันเหมือนกับหลงเข้าไปในห้วงทะเลสีฟ้า “แม่หญิง เจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดให้ขุ่นเคือง ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะสามารถทำให้รำคาญใจได้หรอก ข้ามาที่นี่ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่ด้วยความรักต่างหาก นับตั้งแต่ได้พบเจ้า ข้าก็ไม่อาจคิดถึงสิ่งอื่นได้อีก” นางดูประหม่า และหลบตาลงมองพื้นทันทีพลางกระพริบตาหลายครั้ง นางบิดมือดูกังวลอย่างมาก เห็นได้ชัดว่านางไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ “ได้โปรดเถิด แม่หญิง บอกข้าที เจ้าชื่ออะไร?” “อลิสแตร์” นางตอบอย่างอ่อนน้อม “อลิสแตร์” อีเร็คทวนคำอย่างปลื้มปริ่ม มันเป็นชื่อที่ไพเราะที่สุดที่เขาเคยได้ยิน “แต่ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดชื่อของข้าจึงควรเป็นที่รู้จักของท่าน” นางบอกต่ออย่างนุ่มนวล ยังคงก้มมองพื้น “ท่านเป็นขุนนาง และข้าเป็นเพียงสาวใช้” “นางเป็นคนรับใช้ของข้า ถ้าจะพูดให้ถูก” เจ้าของโรงแรมเอ่ยขึ้น พลางก้าวมาข้างหน้าอย่างไม่พอใจ “นางมีสัญญาอยู่กับข้า นางลงชื่อในสัญญาเมื่อหลายปีก่อน ที่นางสัญญาไว้คือเจ็ดปี โดยข้าให้อาหารและที่อยู่เป็นการตอบแทน นางทำมาสามปีแล้ว ท่านเห็นไหมล่ะ ว่านี่มันเสียเวลาเปล่า นางเป็นของข้า ข้าเป็นเจ้าของนาง ท่านจะเอาตัวนางไปไม่ได้ นางเป็นของข้า ท่านเข้าใจไหม?” อีเร็ครู้สึกเกลียดชายเจ้าของโรงแรมยิ่งกว่าที่เคยรู้สึกกับใคร ใจหนึ่งเขาอยากจะชักดาบออกมาแทงที่หัวใจของชายคนนี้และจบเรื่องกับเขาเสีย แต่แม้เขาสมควรจะโดนเช่นนั้นเพียงใด อีเร็คก็ไม่อยากจะทำผิดกฎของพระราชา นอกจากนี้การกระทำใดของเขายังส่งผลไปถึงพระราชาด้วย “กฎของราชาย่อมเป็นกฎของราชา” อีเร็คบอกเจ้าของโรงแรมอย่างหนักแน่น “ข้าไม่มีเจตนาจะละเมิด แต่พรุ่งนี้การแข่งขันจะเริ่มขึ้น และข้าได้รับสิทธิเช่นเดียวกับบุรุษทุกคนที่จะเลือกเจ้าสาวของข้าได้ ขอให้รู้กันในตอนนี้เลยว่าข้าเลือกอลิสแตร์” ทุกคนในห้องอ้าปากค้าง แล้วหันมองหน้ากันอย่างตกใจ “เป็นเช่นนั้น” อีเร็คกล่าวต่อ “หากนางยินยอม” อีเร็คมองอลิสแตร์ด้วยใจเต้นรัว ขณะที่นางยังคงก้มหน้ามองพื้น เขาเห็นว่านางหน้าแดง “เจ้ายินยอมหรือไม่ แม่หญิง?” เขาถาม ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ “ใต้เท้า” นางบอกเสียงเบา “ท่านไม่รู้เลยว่าข้าเป็นใคร มาจากที่ไหน หรือทำไมข้าจึงมาที่นี่ และข้าเกรงว่าข้าไม่อาจบอกเรื่องเหล่านั้นแก่ท่านได้” อีเร็คจ้องมองนางอย่างพิศวง “ทำไมเจ้าจึงบอกข้าไม่ได้?” “ข้าไม่เคยบอกใครนับตั้งแต่มาถึงที่นี่ ข้าได้ตั้งปฏิญาณไว้” “แต่ทำไมกันเล่า?” เขารุกถามด้วยความอยากรู้ แต่อลิสแตร์ไม่ตอบ ก้มหน้าอยู่เช่นนั้น “เป็นความจริง” เสียงสาวใช้คนหนึ่งดังแทรกขึ้นมา “นางไม่เคยเล่าให้พวกเราฟังว่านางเป็นใคร หรือทำไมจึงมาที่นี่ นางปฏิเสธที่จะเล่า พวกเราพยายามมาหลายปีแล้ว” อีเร็ครู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง แต่นั่นเพียงแค่ทำให้นางมีปริศนาเพิ่มขึ้น “หากข้าไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้าเป็นใคร เช่นนั้นข้าก็จะไม่รู้” อีเร็คบอก “ข้าเคารพคำปฏิญาณของเจ้า แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักของข้าที่มีต่อเจ้า แม่หญิง ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร หากข้าชนะการแข่งขัน ข้าจะเลือกเจ้าเป็นรางวัล เจ้าเท่านั้น จากสตรีอื่น ๆ ในอาณาจักรนี้ ข้าขอถามอีกครั้ง เจ้าจะยินยอมหรือไม่?” อลิสแตร์เอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ขณะที่อีเร็คมองอยู่นั้น เขาเห็นน้ำตาไหลลงไปตามพวงแก้ม ทันใดนั้น นางก็หันหลังแล้ววิ่งหนีออกไปจากห้อง โดยปิดประตูตามหลัง อีเร็คยืนนิ่ง เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่ต่างตะลึงงัน เขาไม่รู้ว่าควรจะแปลท่าทีการตอบสนองของนางเช่นไร “ท่านเห็นไหมล่ะ ท่านทำให้ตัวเองเสียเวลา เวลาของข้าด้วย” เจ้าของโรงแรมบอก “นางบอกว่าไม่ ท่านก็ออกไปได้แล้ว” อีเร็คนิ่วหน้าตอบ “นางไม่ได้บอกปฏิเสธ” แบรนด์ทแทรกขึ้น “นางยังไม่ได้ตอบ” “นางมีสิทธิที่จะใช้เวลาคิด” อีเร็คตอบอย่างปกป้อง “ถึงอย่างไรก็มีหลายอย่างที่ต้องพิจารณา นางเองก็ไม่รู้จักข้าเหมือนกัน” อีเร็คยืนอยู่เช่นนั้น ใคร่ครวญว่าจะทำอะไร “ข้าจะพักที่นี่ในคืนนี้” อีเร็คบอกขึ้นในที่สุด “เจ้าต้องจัดห้องให้ข้าที่นี่ ฟากเดียวกับห้องนาง ในตอนเช้าก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้น ข้าจะถามนางอีกครั้ง หากนางยินยอมและหากข้าชนะ นางจะเป็นเจ้าสาวของข้า หากเป็นเช่นนั้นข้าจะไถ่ตัวนางจากการเป็นทาสรับใช้เจ้า และนางจะไปจากที่นี่พร้อมข้า” เห็นได้ชัดว่าเจ้าของโรงแรมไม่ต้องการให้อีเร็คอยู่ใต้ชายคาของเขา แต่เขาไม่กล้าจะพูดอะไร ได้แต่หันหลังและกระทืบเท้าออกไปจากห้อง แล้วกระแทกประตูปิดตามหลัง “ท่านแน่ใจหรือว่าอยากจะพักที่นี่?” ท่านดยุคถาม “กลับไปที่ปราสาทกับเราเถอะ” อีเร็คพยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้าไม่เคยมั่นใจเท่านี้มาก่อนในชีวิต” บทที่ แปด ธอร์พุ่งตัวผ่านอากาศดำดิ่งลงไป พุ่งศีรษะลงไปในท้องน้ำปั่นป่วนของทะเลแห่งไฟ เขาตกลงไปในน้ำและจมลงไป แล้วต้องตกใจเมื่อพบว่าน้ำนั้นร้อน ธอร์ลืมตาขึ้นมาแวบหนึ่งใต้ผิวน้ำ และคิดว่าเขาไม่น่าทำเลย เขาได้เห็นสัตว์ทะเลหน้าตาประหลาดและน่าเกลียดหลายแบบ ทั้งเล็กและใหญ่ หน้าตาพิลึกผิดธรรมดา มีอยู่ในมหาสมุทรแห่งนี้เต็มไปหมด เขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะไม่โจมตีก่อนที่เขาจะไปถึงที่ปลอดภัยบนเรือพาย ธอร์โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอ้าปากหอบหายใจ และมองหาเด็กหนุ่มที่กำลังจมน้ำทันที เขามองเห็นเด็กหนุ่มได้ทันเวลา เขากำลังอ่อนแรงและเริ่มจะจมน้ำ ในอีกไม่กี่วินาทีนี้เขาคงจะจมน้ำลงไปอย่างแน่นอน ธอร์เอื้อมมือไปคว้าตัวเขาไว้จากทางด้านหลัง จับกระดูกไหปลาร้าของเขาไว้แล้วเริ่มว่ายน้ำ โดยพยุงให้ศีรษะของพวกเขาอยู่พ้นน้ำ ธอร์ได้ยินเสียงร้อง เมื่อหันไปดูก็ต้องตกใจที่เห็นโครห์น มันคงจะกระโดดตามเขามา เจ้าเสือดาวว่ายน้ำอยู่ข้างเขา ตะกุยน้ำมาหาธอร์พลางร้องคราง ธอร์รู้สึกแย่ที่โครห์นต้องมาอยู่ในอันตรายเช่นนี้ แต่เขาไม่มีมือที่จะช่วยมันได้และทำอะไรไม่ได้มากนัก ธอร์พยายามไม่มองไปรอบตัว ไม่มองท้องน้ำสีแดงปั่นป่วน ไม่มองสัตว์ประหลาดที่ผลุบโผล่อยู่รอบ ๆ สัตว์หน้าตาน่าเกลียดสีม่วงมีสี่ขาและสองหัว โผล่ขึ้นมาใกล้ ๆ แล้วส่งเสียงขู่เขาก่อนจะผลุบหายไป ทำให้ธอร์ต้องผงะ ธอร์หันไปเห็นเรือพายอยู่ห่างไปราวยี่สิบหลา เขาว่ายเข้าหาอย่างเร่งร้อน โดยใช้แขนข้างเดียวและขาสองข้าง ขณะที่ลากเด็กหนุ่มอีกคนไปด้วย เด็กหนุ่มคนนั้นตะเกียกตะกายและส่งเสียงร้องอย่างขัดขืน ทำให้ธอร์กลัวว่าเขาจะดึงจมลงไปด้วยกัน “อยู่นิ่ง ๆ!” ธอร์ตะโกนบอกเสียงกระด้าง หวังว่าเขาจะฟัง ในที่สุดเขาก็หยุด ธอร์โล่งใจได้ครู่เดียว เขาก็ได้ยินเสียงน้ำสาดกระจาย เมื่อหันไปอีกด้านที่ทางขวาของเขา ก็เห็นสัตว์ประหลาดอีกตัวโผล่ขึ้นมา มันตัวเล็กมีหัวสีเหลืองและมีหนวดเหมือนปลาหมึกสี่เส้น หัวของมันเป็นรูปเหลี่ยมกำลังว่ายน้ำตรงมาที่เขา พลางส่งเสียงขู่และทำตัวสั่น มันดูเหมือนงูหางกระดิ่งที่อยู่ในทะเล ยกเว้นหัวของมันเป็นเหลี่ยมเกินไป ธอร์เตรียมตัวเมื่อมันเข้ามาใกล้ เตรียมพร้อมที่จะถูกกัด แต่แล้วจู่ ๆ มันก็อ้าปากกว้างและพ่นน้ำทะเลใส่เขา ธอร์กระพริบตา พยายามไล่น้ำทะเลที่เข้าตา เจ้าสัตว์ประหลาดว่ายวนอยู่รอบพวกเขาเป็นวงกลม ธอร์พยายามว่ายเร็วขึ้นเป็นสองเท่า พยายามที่จะหนี เขาเข้าไปใกล้เรือมากขึ้นแล้ว แต่ทันใดนั้นสัตว์อีกตัวก็โผล่ขึ้นมาที่อีกด้าน มันมีลำตัวแคบและยาวสีส้ม มีก้ามสองข้างอยู่ที่ปากและมีขาเล็ก ๆ หลายสิบขา และมันยังมีหางยาวสะบัดไปทุกทิศทุกทาง มันดูคล้ายกุ้งมังกรที่ยืนตัวตรง เจ้าสัตว์ประหลาดว่ายอยู่ตามชายน้ำเหมือนแมงดา ส่งเสียงหึ่ง ๆ ขณะที่เข้ามาใกล้ธอร์ หันข้างให้แล้วสะบัดหาง ฟาดเข้าใส่แขนของธอร์ เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เจ้าสัตว์ประหลาดพุ่งตัวไปมา ฟาดหางครั้งแล้วครั้งเล่า ธอร์อยากจะชักดาบออกมาสู้กับมัน แต่เขามีมือที่ว่างเพียงข้างเดียว และต้องใช้ว่ายน้ำ โครห์นว่ายน้ำอยู่ข้างเขา มันหันไปขู่เจ้าสัตว์ประหลาด ด้วยเสียงน่ากลัว และขณะที่โครห์นว่ายเข้าไปหามันอย่างไม่กลัว ก็ทำให้เจ้าสัตว์ประหลาดตกใจกลัวและหายลงไปใต้ผิวน้ำ ธอร์ถอนหายใจอย่างโล่งอก จนกระทั่งมันโผล่ขึ้นมาอีกครั้งที่อีกด้าน แล้วสะบัดหางใส่เขาอีก โครห์นหันไปและไล่มันไปรอบ ๆ พยายามจะจับมันให้ได้ โดยไล่งับมันแต่ก็พลาดเป้าทุกครั้ง ธอร์ว่ายน้ำไปสุดชีวิต เขารู้ว่าทางเดียวที่จะพ้นจากความวุ่นวายนี้ได้คือต้องไปให้พ้นจากน้ำทะเล หลังจากที่เขาว่ายน้ำอย่างหนักจนเหมือนจะไม่สิ้นสุด เขาก็เข้าไปใกล้เรือที่กำลังโยกโยนไปตามคลื่นอย่างรุนแรง เมื่อเขาไปถึง เพื่อนกองทหารยุวชนสองคนที่แก่กว่าเขาและไม่เคยทักทายธอร์หรือเพื่อนของเขามาก่อน กำลังรออยู่ที่นั่นเพื่อช่วยเขา ทั้งสองคนก้มตัวลงมาและยื่นมือมาให้ ธอร์ช่วยเด็กหนุ่มอีกคนขึ้นไปก่อน โดยเอื้อมมือไปยกตัวเขาส่งขึ้นไปบนเรือ เด็กหนุ่มที่โตกว่าช่วยจับแขนเขาแล้วลากขึ้นไปบนเรือ จากนั้นธอร์จึงหันมาคว้าโครห์น โดยจับท้องมันไว้แล้วเหวี่ยงให้พ้นน้ำขึ้นไปบนเรือ โครห์นหล่นโครมลงไปยืนสี่ขาขณะที่ลื่นไถลไปบนพื้นไม้ของเรือ ตัวเปียกโชกและสั่นเทา มันไถลไปบนท้องเรือที่เปียก ก่อนจะกระเด้งตัวลุกขึ้นแล้ววิ่งกลับมาที่กราบเรือ เพื่อมองหาธอร์ มันยืนอยู่ตรงนั้นแล้วมองลงมาในน้ำ พลางร้องเสียงแหลม ธอร์เอื้อมมือขึ้นไปจับมือของเด็กหนุ่มคนหนึ่งไว้ และเตรียมจะดึงตัวเองขึ้นไปบนเรือ แต่ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่แข็งแรงเป็นกล้ามเนื้อพันรอบข้อเท้าและต้นขาของเขา ธอร์หันไปดูแล้วต้องใจหายวาบ เมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตคล้ายปลาหมึกสีเขียวมะนาว พันหนวดของมันรอบขาของเขา ธอร์ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อรู้สึกว่าหนามแหลมทิ่มเข้าไปในเนื้อ ธอร์รู้ว่าหากเขาไม่ทำอะไรสักอย่างโดยเร็ว เขาคงจะต้องเสร็จมันแน่นอน ธอร์เอื้อมมือข้างที่ว่างลงไปที่เข็มขัดแล้วดึงมีดสั้นออกมา ก้มตัวลงไปแทงเจ้าสัตว์ประหลาด แต่หนวดของมันหนาเกินไป มีดสั้นของเขาแทงไม่เข้า มันยิ่งทำให้เจ้าปลาหมึกโกรธ มันโผล่หัวขึ้นเหนือน้ำทันที ตัวสีเขียวไม่มีตา มีขากรรไกรสองอันบนคอยาวของมัน ปากเรียงซ้อนกันอยู่ มันอ้าปากเห็นฟันคมราวใบมีดเรียงเป็นแถว ใกล้เข้ามาหาธอร์ ธอร์รู้สึกว่ามีเลือดไหลจากแผลที่ขา เขารู้ว่าต้องรีบลงมือโดยเร็ว แม้เด็กหนุ่มที่โตกว่าบนเรือจะพยายามดึงเขาไว้ แต่มือของธอร์ก็ลื่นหลุด เขาจมกลับลงไปในน้ำ โครห์นร้องครวญครางเสียงแหลม ขนบนหลังตั้งชันขึ้น มันชะโงกตัวเหมือนเตรียมพร้อมที่จะกระโจนลงมาในน้ำ แต่แม้แต่เจ้าโครห์นก็คงรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะโจมตีเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ เด็กหนุ่มที่แก่กว่าคนหนึ่งก้าวออกมาและตะโกนบอก “หลบ!” ธอร์ก้มหัวลง ขณะที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งขว้างหอกลงมา มันพุ่งผ่านอากาศมาแต่พลาดเป้า ร่วงลงไปในน้ำอย่างไม่มีพิษสง เจ้าสัตว์ประหลาดตัวผอมเกินไปและเร็วเกินไป ทันใดนั้น โครห์นก็กระโจนออกจากเรือกลับลงไปในน้ำ โดยอ้าปาก ฝังฟันคมของมันลงที่คอของเจ้าสัตว์ประหลาด โครห์นจับติดแน่น และสะบัดเหวี่ยงมันไปทางซ้ายทีขวาที ไม่ยอมปล่อย แต่มันเป็นการต่อสู้ที่ไม่เห็นทางชนะ หนังของเจ้าปลาหมึกหนาเกินไปและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มันเหวี่ยงโครห์นไปทางโน้นทีทางนี้ทีก่อนจะสะบัดมันลอยลงไปในน้ำ ระหว่างนั้นหนวดของเจ้าปลาหมึกพันรัดขาธอร์แน่นขึ้นราวกับคีบ ธอร์รู้สึกว่ากำลังขาดอากาศหายใจ หนวดของมันทำให้เจ็บปวดแสนสาหัส ธอร์รู้สึกเหมือนขาของเขากำลังจะถูกฉีกออกจากร่าง เขาพยายามอย่างสิ้นหวังเป็นครั้งสุดท้าย ธอร์ปล่อยมือจากเด็กหนุ่มบนเรือแล้วในจังหวะเดียวกันก็เหวี่ยงตัวเอื้อมไปหยิบดาบสั้นที่เอวออกมา แต่เขาไม่ทันคว้าดาบไว้ได้ หมุนคว้างหน้าทิ่มลงไปในน้ำ ธอร์รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกลากห่างออกไปจากเรือ เจ้าปลาหมึกดึงเขาออกไปในทะเล เขาถูกลากถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว และขณะที่เขาไขว้คว้าอย่างหมดหนทาง ธอร์ก็เห็นเรือพายหายไปต่อหน้าต่อตา สิ่งต่อมาที่เขารู้คือเขากำลังถูกดึงจมลงไปใต้ผิวน้ำ ลึกลงไปในทะเลแห่งไฟ บทที่ เก้า เจ้าหญิงเกว็นโดลีนทรงวิ่งอยู่ในทุ่งหญ้า โดยมีราชาแม็คกิลผู้เป็นพระบิดาอยู่เคียงข้าง เจ้าหญิงยังทรงพระเยาว์ น่าจะชันษาราวสิบปี พระบิดาเองก็ยังทรงหนุ่มอยู่มาก เคราของพระองค์ยังสั้นและไม่มีสีดอกเลาเหมือนเช่นที่เป็นในช่วงท้ายของพระชนม์ชีพ พระฉวียังไม่มีริ้วรอยเหี่ยวย่น ดูอ่อนเยาว์และเปล่งปลั่ง พระองค์ทรงพระสำราญ ปราศจากความกังวล ทรงพระสรวลอย่างเต็มที่ขณะจูงพระหัตถ์เจ้าหญิงและวิ่งไปด้วยกันในทุ่งหญ้า นี่คือพระบิดาที่เจ้าหญิงทรงจำได้ พระบิดาที่พระนางทรงรู้จัก พระบิดาทรงอุ้มเจ้าหญิงขึ้นเหนือพระอังสา แล้วทรงเหวี่ยงเจ้าหญิงไปรอบ ๆ พลางทรงพระสรวลดังขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าหญิงเองก็ทรงพระสรวลคิกคักอย่างขบขัน พระนางทรงรู้สึกปลอดภัยในอ้อมพระกรของพระบิดา และทรงต้องการให้เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันเช่นนี้ไม่มีวันสิ้นสุด แต่เมื่อพระบิดาทรงวางพระนางลง มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น จู่ ๆ เวลากลางวันก็เปลี่ยนจากยามบ่ายที่สดใสเป็นเวลาสนธยา เมื่อพระบาทของเจ้าหญิงเกว็นสัมผัสพื้น กลับไม่มีดอกไม้ในทุ่งหญ้า แต่พระบาทกลับจุ่มลงไปในโคลนลึกถึงข้อพระบาท พระบิดาทรงนอนอยู่ในโคลนห่างจากเจ้าหญิงไปไม่กี่ฟุต ทรงชราขึ้นมาก มากเกินไป พระองค์ทรงติดอยู่ในโคลน มงกุฎของพระองค์เป็นประกายอยู่ในโคลนห่างออกไปอีก “เกว็นโดลีน” พระบิดาตรัส “ลูกสาวพ่อ ช่วยพ่อด้วย” พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นจากโคลน และยื่นมาหาเจ้าหญิงอย่างสิ้นหวัง เจ้าหญิงทรงเร่งรีบที่จะช่วยพระบิดา ทรงพยายามที่จะไปให้ถึงพระองค์ เพื่อจับพระหัตถ์ไว้ แต่พระบาทของพระนางไม่ขยับเขยื้อน เมื่อทรงทอดพระเนตรดูกลับเห็นโคลนจับตัวแข็งอยู่โดยรอบ โคลนแห้งและแตก เจ้าหญิงทรงพยายามบิดองค์เพื่อให้เป็นอิสระ เจ้าหญิงเกว็นทรงกระพริบพระเนตรและพบว่าพระนางกำลังประทับอยู่บนเชิงเทินในปราสาท ทอดพระเนตรลงไปยังเขตราชฐานเบื้องล่าง มีบางอย่างผิดปกติ ขณะที่พระนางทอดพระเนตรนั้น กลับไม่เห็นความรุ่งโรจน์และงานเฉลิมฉลองตามปกติ แต่ทรงเห็นสุสานทอดตัวเหยียดยาวแทน สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นราชสำนักอันรุ่งเรืองของพระราชา กลับกลายเป็นหลุมฝังศพเพิ่งกลบใหม่มากมายสุดสายตา เจ้าหญิงทรงได้ยินเสียงฝีเท้า เมื่อทรงหันไปพบมือสังหาร พระหทัยแทบหยุดเต้น มันสวมเสื้อคลุมสีดำมีผ้าคลุมศีรษะกำลังเข้ามาใกล้พระนาง มันวิ่งรี่เข้ามาหา พลางเปิดผ้าคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ผิดปกติ ดวงตาหายไปข้างหนึ่ง มีแผลเป็นหนาและขรุขระพาดเบ้าตา มันส่งเสียงคำราม ยกมือข้างหนึ่งขึ้น เห็นมีดสั้นเป็นประกาย มีด้ามสีแดงแวววาว มันเคลื่อนที่เร็วมากจนเจ้าหญิงไม่อาจตอบโต้ได้ทันกาล พระนางจึงเตรียมพร้อม ทรงรู้ว่ากำลังจะถูกสังหารเมื่อมันจ้วงแทงมีดสั้นลงมาเต็มแรง จู่ ๆ มันก็หยุด ห่างจากพระพักตร์ไปเพียงไม่กี่นิ้ว เมื่อเจ้าหญิงลืมพระเนตรขึ้นก็เห็นพระบิดาทรงประทับอยู่ตรงนั้น ซากพระศพของพระองค์ทรงจับข้อมือของมือสังหารไว้ แล้วบีบจนมันทิ้งมีดในมือลง จากนั้นจึงทรงยกตัวมันขึ้นเหนือพระอังสาแล้วเหวี่ยงลงไปจากเชิงเทิน เจ้าหญิงเกว็นทรงได้ยินเสียงกรีดร้องของมันขณะที่ร่วงลงไป พระบิดาทรงหันมาและทอดพระเนตรพระนาง พระองค์ทรงจับพระอังสาของเจ้าหญิงไว้แน่นด้วยพระหัตถ์ที่กำลังเน่าเปื่อย สีพระพักตร์จริงจัง “ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับเจ้า” พระบิดาทรงเตือน “มันไม่ปลอดภัย!” พระองค์ทรงตะโกน พระหัตถ์จิกแน่นที่พระอังสาจนทำให้เจ้าหญิงทรงร้องออกมา เจ้าหญิงเกว็นทรงตื่นบรรทมพลางส่งเสียงร้อง พระนางประทับนั่งบนพระแท่น และมองไปรอบ ๆ ห้องบรรทม หาผู้ที่จะมาทำร้าย แต่พระนางกลับพบเพียงความเงียบ ความเงียบงันนิ่งสนิทในยามใกล้รุ่งสาง เจ้าหญิงพระเสโทไหล และทรงหอบหายใจ พระนางลุกจากพระแท่น ทรงสวมฉลองพระองค์ชุดนอนลูกไม้ และรีบเสด็จไปยังอ่างหินใบเล็ก ทรงวักน้ำขึ้นลูบพระพักตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าหญิงทรงเอนพระวรกายพิงผนังห้อง ทรงรู้สึกถึงความเย็นจากพื้นหินบนพระบาทเปลือยเปล่าในยามเช้าของฤดูร้อน และทรงพยายามตั้งพระสติ ความฝันนั้นช่างเหมือนจริง พระนางทรงรู้ว่านี่เป็นมากกว่าความฝัน เป็นคำเตือนจากพระบิดา เป็นข้อความ พระนางทรงรู้สึกว่าควรรีบไปจากราชสำนักในตอนนี้และไม่กลับมาอีก เจ้าหญิงทรงรู้ว่ามีบางอย่างที่ไม่สามารถทำได้ พระนางต้องตั้งพระสติเพื่อให้เกิดปัญญา แต่ทุกครั้งที่ทรงกระพริบพระเนตร จะเห็นพระพักตร์ของพระบิดา ทรงรู้สึกถึงคำเตือนของพระองค์ เจ้าหญิงต้องทำบางอย่างเพื่อสลัดภาพฝันนั้นออกไป เจ้าหญิงเกว็นทอดพระเนตรออกไปและทรงเห็นอาทิตย์ดวงแรกกำลังจะพ้นขอบฟ้า พระนางทรงคิดถึงสถานที่เดียวที่จะช่วยให้ทรงสงบพระทัย แม่น้ำแห่งราชา ใช่แล้ว พระนางจะต้องไปที่นั่น * เจ้าหญิงเกว็นโดลีนดำผุดดำว่ายอยู่ในสายน้ำเย็นเฉียบของแม่น้ำแห่งราชา ทรงกลั้นหายใจและมุดลงไปใต้น้ำ พระนางประทับอยู่ในสระว่ายน้ำธรรมชาติเล็ก ๆ สลักขึ้นจากหิน ซ่อนตัวอยู่ในน้ำพุด้านบนที่ทรงค้นพบและเสด็จมาเสมอนับตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เจ้าหญิงทรงดำอยู่ใต้น้ำและอ้อยอิ่งอยู่เช่นนั้น ทรงรู้สึกถึงสายน้ำเย็นที่ไหลผ่านพระเกศา และพระเศียร รู้สึกถึงสายน้ำที่ชำระล้างและทำความสะอาดพระวรกายเปลือยเปล่า พระนางทรงค้นพบสถานที่ส่วนตัวนี้ในวันหนึ่ง มันซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ สูงขึ้นไปบนภูเขา เป็นที่ราบสูงเล็ก ๆ ที่สายน้ำในแม่น้ำไหลเอื่อยและทำให้เกิดสระที่ลึกและน้ำนิ่ง เหนือพระนางขึ้นไปสายน้ำไหลช้า ๆ ส่วนด้านล่างสายน้ำยังคงไหลลงมา แต่ที่นี่ บนที่ราบสูงแห่งนี้ กระแสน้ำไหลช้าที่สุด สระน้ำลึก หินก็เรียบลื่น สถานที่นี้หลบซ่อนอยู่อย่างดี จนพระนางทรงสามารถเปลือยพระวรกายสรงน้ำได้อย่างเพลิดเพลิน เจ้าหญิงเสด็จมาที่นี่เกือบจะทุกเช้าในฤดูร้อน เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มขึ้น เพื่อให้พระหทัยปลอดโปร่ง และโดยเฉพาะในวันเช่นวันนี้ ที่ความฝันนั้นตามหลอกหลอนพระนาง เช่นที่มักจะเกิดขึ้น ที่นี่เป็นที่หลบลี้เพียงแห่งเดียวของพระนาง มันเป็นเรื่องยากสำหรับเจ้าหญิงเกว็นที่จะทรงรู้ว่านั่นเป็นเพียงความฝันหรือเป็นมากกว่านั้น พระนางจะทรงรู้ได้อย่างไรว่าความฝันนั้นเป็นสารบอกข่าว เป็นลางบอกเหตุ? จะทรงรู้หรือไม่ว่ามันเป็นเพียงการเล่นตลกของความคิดหรือว่าพระนางทรงได้รับโอกาสที่จะกระทำการบางอย่าง? เจ้าหญิงเกว็นโดลีนทรงโผล่ขึ้นมาหายพระทัย ทรงสูดอากาศอุ่นยามเช้าในฤดูร้อน ฟังเสียงนกร้องเพลงอยู่ตามต้นไม้รอบ ๆ พระนางเอนองค์พิงก้อนหิน พระวรกายจมอยู่ในน้ำจนถึงพระศอ ทรงนั่งอยู่บนพระแท่นตามธรรมชาติใต้น้ำ พลางคิดทบทวน เจ้าหญิงทรงวักน้ำขึ้นใส่พระพักตร์แล้วลูบพระเกศายาวสีสตรอเบอรี พระนางทอดเนตรมองผิวน้ำใสที่สะท้อนเงาท้องฟ้า มองเห็นอาทิตย์ดวงที่สองที่กำลังขึ้น เห็นหมู่ไม้โค้งเป็นซุ้มอยู่เหนือสระน้ำ และเห็นพระพักตร์ของพระนางเอง พระเนตรรูปยาวรีสีฟ้าเป็นประกายกำลังมองตอบมาจากเงาสะท้อนที่ไหวเป็นระลอก เจ้าหญิงทรงเห็นพระบิดาในสิ่งเหล่านี้ พระนางทรงเมินกลับมาแล้วคิดถึงความฝันอีกครั้ง เจ้าหญิงเกว็นทรงรู้ดีว่าการประทับอยู่ในราชสำนักทั้งที่ยังมีผู้ลอบปลงพระชนม์พระบิดาอยู่นั้นเป็นเรื่องอันตรายสำหรับพระนาง อีกทั้งยังมีบรรดาสายลับและแผนการต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีกาเร็ธเป็นราชา เชษฐาของพระนางนั้นคาดเดาไม่ได้ ผูกพยาบาท หวาดระแวง และขี้อิจฉา เขามองว่าทุกคนเป็นภัย โดยเฉพาะพระนาง อะไรก็เกิดขึ้นได้ เจ้าหญิงทรงรู้ว่าพระนางไม่ปลอดภัย ไม่มีใครปลอดภัย แต่เจ้าหญิงเกว็นไม่ใช่คนที่วิ่งหนี พระนางทรงต้องการรู้ให้แน่ว่าใครคือฆาตกรที่สังหารพระบิดา และหากเป็นกาเร็ธ เจ้าหญิงจะไม่ทรงหนีจนกว่าจะนำตัวเขามาสู่กระบวนการยุติธรรม ทรงรู้ว่าดวงพระวิญญาณของพระบิดายังไม่สงบจนกว่าฆาตกรจะถูกจับ ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่พระบิดาทรงเรียกร้องมาตลอดพระชนม์ชีพ ซึ่งพระองค์เองก็ควรจะได้รับความยุติธรรมเช่นเดียวกับคนทั่วไปแม้จะสวรรคตไปแล้ว เจ้าหญิงเกว็นทรงคิดถึงตอนที่พระนางและเจ้าชายก็อดฟรีย์ได้พบกับสเตฟเฟนขึ้นมาอีก พระนางมั่นพระทัยว่าสเตฟเฟนปิดบังบางอย่างไว้ และทรงสงสัยว่ามันคืออะไร ใจหนึ่งทรงคิดว่าเขาอาจจะยอมเปิดปากเมื่อพร้อม แต่หากเขาไม่ทำเล่า? เจ้าหญิงทรงรู้สึกว่าต้องรีบหาตัวฆาตกร แต่ไม่รู้ว่าควรจะมองหาที่ไหน เจ้าหญิงเกว็นโดลีนลุกขึ้นจากพระแท่นใต้น้ำในที่สุด พระนางเดินขึ้นฝั่งด้วยพระวรกายเปลือยเปล่า สั่นสะท้านกับอากาศในยามเช้า ทรงแอบเข้าหลังพุ่มไม้หนา แล้วเอื้อมขึ้นหยิบผ้าเช็ดตัวจากกิ่งไม้เช่นที่ทรงทำเสมอ แต่เมื่อทรงเอื้อมพระหัตถ์ขึ้นไป ก็ต้องตกพระทัยที่ไม่พบผ้าเช็ดตัวอยู่ที่เดิม พระนางประทับยืนอยู่ตรงนั้น เปลือยเปล่า เปียกโชกและไม่เข้าพระทัยสิ่งที่เกิดขึ้น พระนางแน่ใจว่าทรงแขวนผ้าไว้ที่นั่นเหมือนเช่นที่เคยทำเสมอ ขณะที่เจ้าหญิงกำลังประหลาดพระทัย สั่นสะท้านและพยายามที่จะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นพระนางทรงรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่ด้านหลัง มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทุกอย่างดูพร่าเลือน ทันใดนั้นเจ้าหญิงทรงรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นเมื่อรู้ว่ามีชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังพระนาง มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป ในไม่กี่วินาทีนั้นชายสวมเสื้อคลุมสีดำมีผ้าคลุมหน้าเหมือนในความฝันก็มาอยู่ด้านหลังพระนาง มันคว้าเจ้าหญิงไว้จากทางด้านหลัง ใช้มือผอมเป็นกระดูกปิดพระโอษฐ์ไว้ ปิดกั้นเสียงกรีดร้องของพระนางขณะที่มันจับพระวรกายไว้แน่น โดยใช้มืออีกข้างรัดไว้ที่บั้นพระองค์ ดึงเจ้าหญิงเข้าชิดตัวแล้วยกขึ้นพ้นจากพื้น เจ้าหญิงทรงถีบขาอยู่ในอากาศ พยายามกรีดร้องจนมันวางพระนางลง แต่ยังคงจับไว้แน่น เจ้าหญิงพยายามดิ้นให้พ้นจากการจับกุมแต่มันแข็งแรงมากเกินไป มันยื่นมือมาและเจ้าหญิงเกว็นทรงเห็นมันถือมีดสั้นที่มีด้ามสีแดงแวววาว เหมือนที่ทรงเห็นในความฝัน มันคือคำเตือนนั่นเอง พระนางทรงรู้สึกถึงคมมีดแนบที่พระศอ มันถือมีดจ่อแน่นจนหากพระนางขยับไปทางใด มีดก็คงจะปาดพระศอ น้ำพระเนตรไหลลงมาตามพระปรางขณะที่ทรงพยายามหายพระทัย เจ้าหญิงทรงกริ้วพระองค์เองที่ช่างโง่เขลา พระนางควรจะรอบคอบมากกว่านี้ “ทรงจำข้าได้ไหม?” มันทูลถามขึ้น มันชะโงกหน้ามา เจ้าหญิงทรงรู้สึกถึงลมหายใจร้อนเหม็นสาบที่พระปราง และเห็นใบหน้ามัน พระหทัยของพระนางแทบหยุดเต้น เมื่อทรงเห็นว่ามันเป็นใบหน้าจากความฝัน ชายคนที่ดวงตาหายไปข้างหนึ่งและแผลเป็น “ได้” พระนางตรัสบอกเสียงสั่น มันเป็นใบหน้าที่ทรงรู้จักดี เจ้าหญิงไม่ทรงรู้จักชื่อของมันแต่ทรงรู้ว่ามันเป็นองครักษ์ชั้นต่ำ ที่มักจะคอยอยู่รอบตัวกาเร็ธนับตั้งแต่ยังเด็ก มันคือผู้ส่งสารของกาเร็ธ เชษฐาของพระนางจะส่งมันไปหาใครก็ตามที่ต้องการขู่ให้กลัว ทรมาน หรือต้องการสังหาร “เจ้าเป็นสุนัขรับใช้ของพี่ชายข้า” เจ้าหญิงตรัสตอบอย่างไม่เกรงกลัว มันยิ้มเห็นฟันหลอ “ข้าคือผู้ส่งสารของพระองค์” มันทูล “และสารของข้ามาพร้อมกับอาวุธพิเศษที่จะช่วยให้พระนางจดจำได้ ข้อความจากพระราชาถึงเจ้าหญิงในวันนี้คือ จงหยุดถามคำถาม เป็นสารที่พระนางจะทรงจำได้ดี เพราะเมื่อข้าเสร็จสิ้นภารกิจกับพระนางแล้ว รอยแผลที่ข้าจะทิ้งไว้บนพระพักตร์งดงามของเจ้าหญิงจะทำให้ทรงจำไปตลอดพระชนม์ชีพ” มันพ่นลมหายใจผ่านจมูกแล้วเงื้อมีดขึ้นสูงก่อนจะจ่อลงมาที่พระพักตร์ “ไม่!” เจ้าหญิงเกว็นทรงกรีดร้อง เจ้าหญิงทรงเตรียมรับรอยกรีดที่จะเปลี่ยนชีวิตของพระนาง แต่ขณะที่คมกรีดเคลื่อนลงมานั้น มีบางอย่างเกิดขึ้น จู่ ๆ ก็มีนกร้องเสียงแหลม บินโฉบลงมาจากท้องฟ้า พุ่งเข้าใส่ชายชุดดำ เจ้าหญิงทรงเหลือบมองและจำได้ในวินาทีสุดท้าย เอสโตฟิลีส มันโฉบลงมา กางกรงเล็บออกและข่วนที่ใบหน้าของชายชุดดำขณะที่กำลังลดมีดสั้นลงมา คมมีดเพิ่งบาดเข้าที่พระปรางและสร้างความเจ็บแปลบให้เจ้าหญิง เมื่อจู่ ๆ ก็เปลี่ยนทิศทาง ชายชุดดำส่งเสียงร้อง ทิ้งมีดลงแล้วยกมือขึ้น เจ้าหญิงเกว็นทรงเห็นแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นบนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ส่องแสงอยู่หลังกิ่งไม้ และเห็นเอสโตฟิลีสบินจากไป พระนางทรงรู้ว่าพระบิดาทรงส่งเหยี่ยวตัวนี้มา เจ้าหญิงเกว็นไม่ทรงรอช้า พระนางหมุนองค์ เอนไปด้านหลังแล้วทำเหมือนที่ครูฝึกสอนมา ทรงเตะเข้าที่ช่องท้องของชายชุดดำอย่างแรงด้วยพระบาทเปล่า เข้าเป้าอย่างเหมาะเจาะ มันทรุดตัวลงรู้สึกถึงแรงเตะจากพระเพลาของเจ้าหญิงขณะที่ฟาดเข้าใส่มันเต็มแรง เจ้าหญิงเกว็นทรงจดจำได้นับตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ว่าพระนางไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งจึงจะตอบโต้ผู้ที่เข้ามาทำร้ายได้ เพียงแต่ต้องใช้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุด ซึ่งคือพระเพลา และเล็งให้เข้าเป้า ขณะที่ชายชุดดำทรุดอยู่ตรงนั้น เจ้าหญิงทรงก้าวไปข้างหน้า กระชากผมมันหงายหน้าแล้วยกพระชานุขึ้น เล็งเป้าให้แม่นยำอีกครั้ง แล้วกระแทกเข้าที่สันจมูกมันอย่างเหมาะเหม็ง เจ้าหญิงเกว็นได้ยินเสียงแตกอย่างพอพระทัย และทรงรู้สึกถึงโลหิตอุ่นไหลทะลักเปื้อนพระเพลา ขณะที่ชายชุดดำล้มพับลงกับพื้น พระนางทรงรู้ว่าได้กระแทกจมูกของมันหัก เจ้าหญิงทรงรู้ว่าควรจะจัดการมันให้เด็ดขาด ใช้มีดสั้นเล่มนั้นแทงเข้าไปในหัวใจของมัน แต่พระนางประทับเปลือยเปล่าอยู่ตรงนั้น สัญชาตญาณของพระนางบอกให้หาเสื้อผ้าคลุมพระวรกายและเสด็จไปจากที่นี่เสีย เจ้าหญิงไม่ต้องการให้โลหิตของชายคนนี้เปื้อนพระหัตถ์ แม้ว่ามันสมควรจะได้รับเพียงใดก็ตาม ดังนั้นเจ้าหญิงจึงทรงเอื้อมไปหยิบมีดของมันแล้วโยนลงไปในแม่น้ำ ทรงสวมฉลองพระองค์และเตรียมที่จะหนีไป แต่ก่อนจะจากมา พระนางทรงหันกลับไป รวบรวมพระกำลังแล้วเตะมันเข้าที่หว่างขาอย่างแรงที่สุดเท่าที่จะทรงทำได้ ชายชุดดำร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ขดตัวงอเหมือนสัตว์ที่บาดเจ็บ เจ้าหญิงเกว็นทรงสั่นกลัวอยู่ภายใน รู้ดีว่าพระนางทรงเฉียดความตายมาเฉียดฉิวเพียงใด หรืออย่างน้อยอาจจะพิกลพิการ ทรงรู้สึกถึงรอยแผลเจ็บแปลบที่พระปราง และรู้ว่าอาจจะมีรอยแผลเป็นบ้างแม้จะเล็กน้อย เจ้าหญิงทรงตกพระทัยแต่พระนางไม่ต้องการแสดงให้มันเห็น เพราะในขณะเดียวกันทรงรู้สึกถึงพละกำลังแปลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นในพระวรกาย พลังของพระบิดา พลังของราชาแม็คกิลทั้งเจ็ดรัชกาล เป็นครั้งแรกที่เจ้าหญิงทรงรู้สึกว่าพระนางเองก็แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน แข็งแกร่งเหมือนพี่น้องคนอื่น ๆ แข็งแกร่งไม่แพ้พวกเขาคนใด ก่อนที่เจ้าหญิงจะจากมา พระนางทรงก้มลงไปใกล้เพื่อให้ชายชุดดำได้ยินสิ่งที่ทรงตรัสท่ามกลางเสียงร้องครวญครางของตัวเอง “ถ้าเข้ามาใกล้ข้าอีก” เจ้าหญิงเกว็นทรงตะคอก “ข้าจะฆ่าเจ้าด้วยมือข้าเอง” บทที่ สิบ ธอร์รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะถูกดูดลงไปใต้น้ำและรู้ว่าอีกไม่นานเขาคงจะถูกดึงลึกลงไปและคงจะจมน้ำตาย หากเขาไม่ถูกกินทั้งเป็นเสียก่อน ธอร์ภาวนาด้วยทุกอย่างที่เขามี ได้โปรด อย่าให้ข้าตายตอนนี้เลย ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่ที่แห่งนี้ ไม่ใช่เพราะสัตว์ประหลาดตัวนี้ ธอร์พยายามรวบรวมพลัง ไม่ว่ามันจะคืออะไร เขาพยายามอย่างเต็มที่ อยากให้พลังพิเศษนั่นไหลมาสู่ตัวเขา ช่วยให้เขาเอาชนะสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้ ธอร์หลับตาและตั้งสมาธิให้มันทำงาน แต่มันกลับไม่มาเมื่อเขาต้องการ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดา ไร้อำนาจพิเศษ เป็นเหมือนกับคนอื่น ๆ พลังของเขาไปอยู่เสียที่ไหนกันตอนที่เขาต้องการมันที่สุด? มันมีจริงหรือไม่? หรือว่าที่ผ่านมานั่นเป็นเรื่องบังเอิญ? ขณะที่เขาเริ่มจะเสียสมาธิ ภาพต่าง ๆ แวบเข้ามาในความคิด เขาเห็นราชาแม็คกิล เหมือนกับพระองค์มาอยู่ที่นั่นด้วย กำลังทอดพระเนตรดูเขา ธอร์เห็นอาร์กอน แล้วก็เห็นเจ้าหญิงเกว็นโดลีน พระพักตร์สุดท้ายนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมีชีวิตอยู่ ทันใดนั้น ธอร์ได้ยินเสียงน้ำกระจายที่ด้านหลังเขา แล้วได้ยินเสียงเจ้าสัตว์ประหลาดกรีดร้อง เมื่อหันไปมองก่อนที่เขาจะจมลงใต้ผิวน้ำ ธอร์เห็นเจ้าชายรีซอยู่ในน้ำด้านข้างเขา ดาบของพระองค์ถูกชักออกมา และเจ้าชายทรงถือหัวของสัตว์ประหลาดตัวนั้นไว้ในพระหัตถ์ หัวของมันถูกตัดขาดจากลำตัว แต่มันยังคงส่งเสียงร้องขณะที่โลหิตสีเหลืองทะลักออกจากลำตัว ธอร์รู้สึกว่ามันค่อยคลายหนวดที่พันรัดขาเขา เจ้าชายรีซทรงเอื้อมหัตถ์มากระชากมันออกจากตัวเขา ธอร์รู้สึกเหมือนโดนไฟเผา เขาหวังและภาวนาอย่าให้มีการบาดเจ็บถาวรเกิดขึ้น ธอร์รู้สึกว่าเจ้าชายรีซทรงโอบไหล่เขาไว้ และรู้สึกว่าถูกดึงถอยหลังกลับไปที่เรือ เขากระพริบตา สะลึมสะลือ มองเห็นคลื่นลูกใหญ่ที่ม้วนตัวอยู่ในทะเลปั่นป่วนอย่างเลือนราง รู้สึกว่าคลื่นยกตัวขึ้นสูงและลดต่ำลงอยู่รอบตัวเขา Конец ознакомительного фрагмента. Текст предоставлен ООО «ЛитРес». Прочитайте эту книгу целиком, купив полную легальную версию (https://www.litres.ru/pages/biblio_book/?art=43698239&lfrom=334617187) на ЛитРес. Безопасно оплатить книгу можно банковской картой Visa, MasterCard, Maestro, со счета мобильного телефона, с платежного терминала, в салоне МТС или Связной, через PayPal, WebMoney, Яндекс.Деньги, QIWI Кошелек, бонусными картами или другим удобным Вам способом.
КУПИТЬ И СКАЧАТЬ ЗА: 299.00 руб.