Сетевая библиотекаСетевая библиотека
กำเนิดความกล้าหาญ มอร์แกน ไรซ์ กษัตริย์และผู้วิเศษ #2 เรื่องราวแอ็คชั่นแฟนตาซีที่จะต้องถูกใจแฟนนิยายของ มอร์แกน ไรซ์ ตลอดจนแฟนผลงานอย่าง The Inheritance Cycle โดยคริสโตเฟอร์ เปาลินี่.. แฟนนิยายรุ่นเยาว์จะต้องชื่นชอบผลงานล่าสุดของไรซ์ และต้องติดใจอย่างแน่นอนThe Wanderer, A Literary Journal (เรื่องกำเนิดราชันย์มังกร) นวนิยายขายดีอันดับ 1! กำเนิดความกล้าหาญ คือหนังสือเล่มที่ 2 ในนิยายชุดกษัตริย์และผู้วิเศษ ซึ่งเป็นนิยายแฟนตาซีสุดยิ่งใหญ่ของ มอร์แกน ไรซ์ (โดยมีเล่มแรกชื่อว่า กำเนิดราชันย์มังกร ดาวน์โหลดได้ฟรี) ! ท่ามกลางการโจมตีของมังกร ไคร่าถูกส่งไปยังภารกิจเร่งด่วน การเดินทางข้ามเอสคาลอนเพื่อออกค้นหาลุงของเธอในหอคอยเยอร์อันลึกลับ ถึงเวลาที่ไคร่าจะได้รู้ว่าเธอคือใคร ใครคือแม่ของเธอ การฝึกฝนและการพัฒนาพลังพิเศษของเธอ ซึ่งเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตรายสำหรับผู้หญิงเพียงลำพัง เอสคาลอนเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและมนุษย์ที่ไม่อาจคาดการณ์ ไคร่าต้องใช้พลังทั้งหมดของเธอเพื่อเอาชีวิตรอดดันแคนต้องนำเหล่าทหารลงทางใต้ มุ่งสูเมืองเอเซพุสที่มีแม่น้ำขนาดใหญ่ เพื่อปลดปล่อยผู้คนจากกรงขังของแพนดิเซีย ถ้าดันแคนทำสำเร็จ เขาจะต้องเดินทางไปยังทะเลสาบไอร์ และไปยังยอดเขาน้ำแข็งโคส์ สถานที่อยู่อาศัยของเหล่านักรบสุดทรหดของเอสคาลอน ซึ่งเป็นผู้ที่ดันแคนต้องการนำมาร่วมทัพเพื่อยึดเมืองหลวงคืนมาอเล็คหนีออกมาจากกำแพงอัคคีพร้อมมาร์โก้ และพบว่าเขากำลังวิ่งอยู่ในป่าแห่งหนาม ถูกไล่ล่าโดยสัตว์ป่าดุร้าย ซึ่งเป็นการเดินทางที่ทรมานตลอดทั้งคืนเพื่อกลับไปยังบ้านเกิด อเล็คหวังว่าจะได้พบกับครอบครัว แต่เมื่อไปถึงเขาต้องตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เจอเมิร์คตัดสินใจหันหลังกลับไปเพื่อช่วยเด็กผู้หญิง และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาพบว่าตัวเองต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องของคนแปลกหน้า เขามุ่งหน้าต่อไปยังหอคอยเยอร์เพื่อแสวงบุญ เมิร์ครู้สึกเจ็บปวดที่ได้รู้ว่าหอคอยไม่เหมือนกับสิ่งที่เขาคิดเอาไว้ เวซูเวียสยังคงกระตุ้นยักษ์เพื่อนำทางโทรล ภารกิจใต้ดินยังคงดำเนินต่อไป และพยายามข้ามผ่านกำแพงอัคคี ขณะที่มังกรเธออสมีภารกิจสำคัญที่เอสคาลอนกำเนิความกล้าหาญ มีเนื้อเรื่องที่เข้มข้นและตัวละครที่เกี่ยวข้องอัศวิน นักรบของพระราชา ขุนนาง เกียรติและศักดิ์ศรี เวทมนต์ โชคชะตา สัตว์ประหลาดและมังกร ซึ่งเป็นเรื่องราวของความรักและหัวใจที่แตกสลายจากการหลอกลวง ความทะเยอทะยานและการหักหลัง เรื่องราวแฟนตาซีอันยอดเยี่ยมที่จะพาเราเข้าสู่โลกใบใหม่ที่จะอยู่กับเราไปตลอดกาล เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยหนังสือเล่มที่ 3 ของกษัตริย์และผู้วิเศษจะได้รับการเผยแพร่เร็ว ๆ นี้หากคุณกำลังมองหาเรื่องราวน่าสนใจหลังจากจบชุดวงแหวนของผู้วิเศษ ขอแนะนำเรื่องกำเนิดราชันย์มังกรของ มอร์แกน ไรซ์ ที่นำเสนออีกหนึ่งนวนิยายชั้นยอด ทำให้เราเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวแฟนตาซีของโทรลและมังกร เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความกล้าหาญ เวทมนต์และความศรัทธาในโชคชะตา มอร์แกนได้สร้างตัวละครที่เข้มข้นอีกครั้ง ทำให้เราคอยลุ้นตามในทุกหน้า.. เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวแฟนตาซีผู้วิจารณ์หนังสือและภาพยนตร์ Roberto Mattos (เรื่องกำเนิดราชันย์มังกร) กำเนิดราชันย์มังกรประสบความสำเร็จตั้งแต่เริ่มต้น.. เรื่องราวแฟนตาซีอันยอดเยี่ยม.. เริ่มเนื้อเรื่องได้ย่างเหมาะสม ตัวละครเอกที่ต้องต่อสู้และเข้าสู่วงโคจรอันกว้างใหญ่ เหล่าอัศวิน มังกร เวทมนต์ สัตว์ประหลาด โชคชะตา.. และกับดัก รวมทุกองค์ประกอบของโลกแฟนตาซี ตั้งแต่ทหารและการสู้รบที่ท้าทาย.. เหมาะสำหรับนักอ่านที่ชอบเรื่องราวแฟนตาซีสุดยิ่งใหญ่ที่นำเดินเรื่องด้วยตัวละครที่มีความเชื่อและทรงพลังMidwest Book Review, D. Donovan, นักวิจารณ์หนังสืออีบุ๊ก (เรื่องกำเนิดราชันย์มังกร) กำเนิดราชันย์มังกร คือนิยายที่มีเนื้อเรื่องเข้มข้น เหมาะสำหรับการอ่านในช่วงสุดสัปดาห์.. เป็นนวนิยายที่เริ่มต้นได้เป็นอย่างดีSan Francisco Book Review (เรื่องกำเนิดราชันย์มังกร) กำเนิดความกล้าหาญ (กษัตริย์และผู้วิเศษ เล่ม 2) มอร์แกน ไรซ์ มอร์แกน ไรซ์ มอร์แกน ไรซ์ เป็นผู้แต่งหนังสือขายดีอันดับ 1 และเป็นผู้แต่งมหากาพย์แฟนตาซีที่ขายดีที่สุดใน USA Today นิยายชุดวงแหวนของผู้วิเศษ จำนวน 17 เล่ม นิยายชุดขายดีอันดับ 1 บันทึกของแวมไพร์ จำนวน 11 เล่ม (และยังมีเล่มต่อไป) นิยายชุดขายดีอันดับ 1 เรื่อง THE SURVIVAL TRILOGY เรื่องราวระทึกขวัญหลังวันโลกาวินาศ จำนวน 2 เล่ม (และยังมีเล่มต่อไป) และนิยายชุดเรื่องราวแฟนตาซีใหม่ล่าสุด กษัตริย์และผู้วิเศษ หนังสือของ มอร์แกน มีทั้งรูปแบบเสียงและสิ่งพิมพ์ และได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 25 ภาษา มอร์แกน ยินดีรับฟังความคิดเห็นของคุณ โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.morganricebooks.com เพื่อสมัครรับข่าวสารทางอีเมล พร้อมรับหนังสือฟรีและของรางวัลมากมาย สามารถดาวน์โหลดแอปฟรี เพื่อรับข่าวสารล่าสุด หรือเชื่อมต่อกับ Facebook และ Twitter โปรดติดตาม! คำนิยมสำหรับ มอร์แกน ไรซ์ “เรื่องราวแฟนตาซีที่เชื่อมโยงองค์ประกอบของความลึกลับและการวางแผน เส้นทางแห่งวีรบุรุษ เกี่ยวข้องกับการสร้างความกล้าหาญและการตระหนักถึงเป้าหมายของชีวิตที่จะนำไปสู่การเติบโต ความเป็นผู้ใหญ่ และความดีงาม...เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหานิยายแนวผจญภัยแฟนตาซี ตัวละครสำคัญ อุปกรณ์ และการกระทำที่ส่งผลให้ชีวิตของธอร์เปลี่ยนแปลงจากเด็กช่างฝันสู่วัยรุ่นที่กำลังเผชิญหน้ากับเรื่องราวอันเหลือเชื่อเพื่อเอาชีวิตรอด...นั่นเป็นแค่เพียงการเริ่มต้นของนิยายชุดวัยรุ่นที่ยอดเยี่ยม” --Midwest Book Review (D. Donovan นักวิจารณ์อีบุค) “วงแหวนของผู้วิเศษ มีส่วนผสมทุกอย่างของการประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องหลัก โครงเรื่องย่อย ความลึกลับ อัศวินผู้กล้าหาญ ความสัมพันธ์ที่แบ่งบานพร้อมกับการอกหัก การหลอกลวงและการทรยศ คุณจะเพลิดเพลินได้หลายชั่วโมง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกวัย แนะนำให้มีประจำไว้ในห้องสมุดสำหรับคอนักอ่านแนวแฟนตาซี” --Books and Movie Reviews, Roberto Mattos “เรื่องราวแฟนตาซีแสนสนุกของไรซ์ [วงแหวนของผู้วิเศษ] มีเนื้อหาสุดคลาสสิค การจัดวางเรื่องราวที่เข้มข้น ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของสกอตแลนด์ยุคโบราณ รวมถึงความฉลาดในการวางแผน” —Kirkus Reviews “ฉันชอบวิธีการสร้างตัวละครธอร์ของมอร์แกน และโลกที่เขาอาศัยอยู่ ภูมิประเทศ รวมถึงสัตว์ประหลาดที่ได้รับการใส่ใจรายละเอียดเป็นอย่างดี...ฉันมีความสุข [เนื้อเรื่อง] เรื่องราวที่กระชับและกลมกล่อม...มีความเหมาะสมของจำนวนตัวครที่บทบาทน้อย ดังนั้นฉันจึงไม่รู้สึกสับสน เรื่องราวประกอบด้วยการผจญภัยและการลุ้นระทึก ฉากต่อสู้ไม่ได้ประหลาดมากจนเกินไป หนังสือเล่มนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักอ่านวัยรุ่น...จุดเริ่มต้นของบางอย่างที่น่าจดจำ...” --San Francisco Book Review “หนังสือเล่มแรกนี้อัดแน่นไปด้วยการผจญภัย นิยายชุดแฟนตาซีเรื่อง วงแหวนของผู้วิเศษ (ปัจจุบันมี 14 เล่ม) ไรซ์ได้แนะนำให้ผู้อ่านรู้จัก “ธอร์” ธอร์กริน แม็คคลอยด์ อายุ 14 ปี ที่ฝันอยากเข้าร่วมกองรบเงิน กองกำลังอัศวินชั้นยอดของพระราชา...การเขียนของไรซ์โดดเด่นและนำเสนอเรื่องราวได้น่าสนใจ” --Publishers Weekly “[เส้นทางแห่งวีรบุรุษ] เป็นหนังสือที่กระชับและอ่านง่าย ตอนท้ายของแต่ละตอนจะทำให้คุณอยากรู้จะว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนต่อไป คุณจะประทับใจจนวางไม่ลง การพิมพ์ผิดในหนังสือและบางชื่ออาจดูสับสนอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ทำให้เรื่องราวโดยรวมทั้งหมดเสียรสชาติ ตอนจบทำให้ฉันอยากอ่านเล่มถัดไปทันที นิยายชุดวงแหวนของผู้วิเศษทุกเล่มสามารถสั่งซื้อได้ที่ร้านค้า Kindle และตอนนี้เส้นทางแห่งวีรบุรุษสามารถเริ่มอ่านได้ฟรี! หากคุณกำลังมองหานิยายที่กระชับและสนุกสำหรับวันหยุด หนังสือเล่มนี้คือตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่ง --FantasyOnline.net หนังสือของ มอร์แกน ไรซ์ กษัตริย์และผู้วิเศษ กำเนิดราชันย์มังกร (เล่ม 1) กำเนิดความกล้าหาญ (เล่ม 2) วงแหวนของผู้วิเศษ เส้นทางแห่งวีรบุรุษ (เล่ม 1) การเดินทางแห่งราชา (เล่ม 2) ชะตาแห่งมังกร (เล่ม 3) เสียงร่ำร้องแห่งเกียรติยศ (เล่ม 4) คำปฏิญาณแห่งศักดิ์ศรี (เล่ม 5) อำนาจแห่งดาบ (เล่ม 7) ประทานพรแห่งสรรพาวุธ (เล่ม 8) นภาแห่งเวทมนตร์ (เล่ม 9) ท้องทะเลแห่งโล่ (เล่ม 10) การครองราชย์แห่งเหล็กกล้า (เล่ม 11) ดินแดนแห่งเปลวเพลิง (เล่ม 12) บัญญัติแห่งราชินี (เล่ม 13) คำสาบานของพี่น้อง (เล่ม 14) ความฝันแห่งมรณะ (เล่ม 15) การแข่งขันของอัศวิน (เล่ม 16) ของขวัญจากการต่อสู้ (เล่ม 17) ไตรภาคแห่งหนทางการอยู่รอด สนามที่หนึ่ง ปลดปล่อยความเป็นทาส (เล่ม 1) สนามที่สอง (เล่ม 2) บันทึกของแวมไพร์ กลายร่าง (เล่ม 1) ความรัก (เล่ม 2) การทรยศ (เล่ม 3) พรหมลิขิต (เล่ม 4) ความปรารถนา (เล่ม 5) การหมั้นหมาย (เล่ม 6) คำสาบาน (เล่ม 7) การค้นหา (เล่ม 8) ฟื้นคืนชีพ (เล่ม 9) การโหยหา (เล่ม 10) โชคชะตา (เล่ม 11) ฟัง นิยายชุด กษัตริย์และผู้วิเศษ ในรูปแบบหนังสือเสียง! ต้องการหนังสือฟรี? สมัครรับอีเมลของ มอร์แกน ไรซ์ เพื่อรับหนังสือฟรี 4 เล่ม ฟรี 2 แผนที่ ฟรี 1 แอป และของขวัญสุดพิเศษ! สมัครได้ที่ www.morganricebooks.com ลิขสิทธิ์ © 2011 โดย มอร์แกน ไรซ์ สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด ยกเว้นได้รับอนุญาตภายใต้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ค.ศ. 1976 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ห้ามนำส่วนใดของการตีพิมพ์นี้ไปทำซ้ำ แจกจ่ายและเผยแพร่ในรูปแบบใด ๆ หรือโดยการกระทำใด ๆ หรือจัดเก็บในฐานข้อมูล หรือระบบสืบค้น โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากผู้แต่ง หนังสืออีบุคนี้ อนุญาตเพื่อความบันเทิงส่วนตัวของคุณเท่านั้น และอีบุคเล่มนี้ไม่อนุญาตให้นำไปจำหน่ายต่อหรือยกให้กับบุคคลอื่น ถ้าคุณต้องการแบ่งปันหนังสือเล่มนี้กับบุคคลอื่น โปรดสั่งซื้อหนังสือเพิ่มเติมสำหรับแต่ละคน ถ้าคุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้และไม่ได้ซื้อ หรือไม่ได้ซื้อในนามของคุณ โปรดส่งคืนและดำเนินการสั่งซื้อในนามของคุณเอง ขอบคุณที่ให้ความเคารพกับผลงานที่ผู้แต่งได้ทุ่มเท หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องแต่ง ชื่อ ตัวละคร ธุรกิจ องค์กร สถานที่ เหตุการณ์ และสถานการณ์ต่าง ๆ ล้วนเกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง หรือได้รับการแต่งขึ้นมา ความคล้ายคลึงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลจริง ทั้งที่มีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว เป็นเหตุบังเอิญทั้งสิ้น Jacket image Copyright Photosani ใช้ภายใต้ใบอนุญาตจาก Shutterstock.com สารบัญ บทที่หนึ่ง (#u2ed3e3ee-feaa-56a3-8c33-48c8e32aa855) บทที่สอง (#u7b6c3fb4-20ea-5323-8f32-1dd9cf65e122) บทที่สาม (#u2b102bb4-9414-5e35-bc20-524a8a744c18) บทที่สี่ (#u00bf7365-754f-5f35-bec0-7be698bd443c) บทที่ห้า (#uff5f915d-cadf-5836-89bf-055b2ea35283) บทที่หก (#u972230af-037b-5e12-a0e2-f54c41da2457) บทที่เจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่แปด (#litres_trial_promo) บทที่เก้า (#litres_trial_promo) บทที่สิบ (#litres_trial_promo) บทที่สิบเอ็ด (#litres_trial_promo) บทที่สิบสอง (#litres_trial_promo) บทที่สิบสาม (#litres_trial_promo) บทที่สิบสี่ (#litres_trial_promo) บทที่สิบห้า (#litres_trial_promo) บทที่สิบหก (#litres_trial_promo) บทที่สิบเจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่สิบแปด (#litres_trial_promo) บทที่สิบเก้า (#litres_trial_promo) บทที่ยี่สิบ (#litres_trial_promo) บทที่ยี่สิบเอ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ยี่สิบสอง (#litres_trial_promo) บทที่ยี่สิบสาม (#litres_trial_promo) บทที่ยี่สิบสี่ (#litres_trial_promo) บทที่ยี่สิบห้า (#litres_trial_promo) บทที่ยี่สิบหก (#litres_trial_promo) บทที่ยี่สิบเจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่ยี่สิบแปด (#litres_trial_promo) บทที่ยี่สิบเก้า (#litres_trial_promo) บทที่สามสิบ (#litres_trial_promo) บทที่สามสิบเอ็ด (#litres_trial_promo) บทที่สามสิบสอง (#litres_trial_promo) บทที่สามสิบสาม (#litres_trial_promo) บทที่สามสิบสี่ (#litres_trial_promo) บทที่สามสิบห้า (#litres_trial_promo) บทที่สามสิบหก (#litres_trial_promo) บทที่สามสิบเจ็ด (#litres_trial_promo) บทที่สามสิบแปด (#litres_trial_promo) บทที่สามสิบเก้า (#litres_trial_promo) บทที่สี่สิบ (#litres_trial_promo) “คนขลาดมักตายทั้งเป็นก่อนที่จะพบกับพญามัจจุราช แต่ผู้กล้ากลับเผชิญหน้ากับความตายที่แท้จริงเพียงครั้ง” --วิลเลียม เชกสเปียร์ จูเลียส ซีซาร์ บทที่หนึ่ง ไคร่าเดินอย่างเชื่องช้าผ่านกองซากศพ เสียงหิมะดังกรอบแกรบใต้รองเท้าบูท ซึมซับหายนะที่มังกรได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง เธอพูดอะไรไม่ออกเลย ทหารของท่านลอร์ดจำนวนหลายพันคน ทหารที่น่าประหวั่นมากที่สุดในเอสคาลอน ขณะนี้นอนตายอยู่ตรงหน้าเธอ ถูกกำจัดเสียสิ้นในทันที ซากศพที่ไหม้ดำมีควันขึ้นอยู่รอบตัวเธอ หิมะที่อยู่ภายใต้ละลายหายไปสิ้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสก่อนตาย โครงกระดูกบิดเบี้ยวในรูปลักษณ์ที่ผิดธรรมชาติ มือที่เหลือแต่กระดูกยังคงกำอาวุธไว้แน่น บางศพยังคงยืนตัวตรง มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ด้วยความประหลาดใจว่าสิ่งใดหนอที่ปลิดชีพพวกเขา ไคร่าหยุดข้างซากศพซากหนึ่ง พิเคราะห์ด้วยความประหลาดใจ เธอเอื้อมมือไปสัมผัสไล่ไปที่กระดูกซี่โครง ทันใดนั้นเอง โครงกระดูกก็แตกละเอียดหล่นลงไปกองบนพื้น เศษกระดูกกองทับรองเท้าบูทของเธอ ดาบหล่นลงพื้นอย่างไร้พิษสงในขณะที่เธอมองด้วยความฉงนอยู่นั้น ไคร่าได้ยินเสียงแหลมกรีดร้องอยู่เหนือศีรษะจึงแหงนคอขึ้นไปมองเป็นธีโอส์ บนเป็นวงกลมอยู่สูงขึ้นไปด้านบน พ่นลมหายใจออกเป็นเปลวเพลิง เหมือนกับยังไม่สมใจ เธอรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเขา ความรู้สึกเดือดดาลที่ยังอยู่ในเส้นเลือด เขาต้องการทำลายล้างทั้งแพนดีเซีย – จริง ๆ แล้ว ทำลายล้างโลกทั้งใบต่างหาก – หากเขาสามารถทำได้ นับเป็นความเดือดดาลที่มีมาแต่เดิม เป็นความเดือดดาลซึ่งไม่มีขอบเขตจำกัดจริง ๆ เสียงรองเท้าบูทเหยียบย่ำหิมะกระตุกความคิดของเธอกลับคืนมา ไคร่าเหลียวหลังไปเห็นทหารของพ่อของเธอจำนวนหลายสิบคนกำลังเดินเข้ามา มองความหายนะด้วยความตกตะลึง เหล่าทหารหาญเหล่านี้มีจิตใจอันเข้มแข็ง แต่พวกเขาไม่เคยเห็นภาพในลักษณะนี้มาก่อนเลย แม้แต่พ่อของเธอ ที่เคียงข้างด้วย เอนวิน อาร์ทฟอล และ วิดาร์ ยังมีสีหน้าเคร่งเครียด มันเหมือนเดินผ่านเข้ามาในความฝันเลยทีเดียว ไคร่าสังเกตว่าเหล่านักรบผู้กล้าเหล่านี้ละสายตาจากการมองไปบนฟ้ามาที่เธอ ด้วยความรู้สึกประหลาดใจในดวงตา เหมือนกับว่าเป็น เธอ ที่เป็นผู้กระทำทั้งหมดนี้ เหมือนกับเธอเป็นมังกรเสียเอง เหมือนว่าเป็นเธอที่สามารถเรียกมังกรมาได้ เธอเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ เธอไม่อาจบอกได้ว่าเหล่าทหารมองว่าเธอเป็นนักรบผู้กล้าหรือเป็นตัวประหลาดกันแน่ บางที่พวกเขาอาจไม่รู้จริง ๆ ก็ได้ ไคร่านึกย้อนกลับไปยังคำภาวนาของเธอที่วินเทอร์ มูน เธอปรารถนาที่จะรู้ว่าจริง ๆ แล้วเธอมีความพิเศษจริงหรือไม่ ว่าพลังที่เธอมีเป็นความจริงหรือเปล่า หลังจากวันนี้แล้ว เมื่อสิ้นสุดศึกสงครามในวันนี้แล้ว เธอควรจะหมดความสงสัยได้เสียที เธอเคยตั้งความปรารถนาว่าเจ้ามังกรจะมา และเธอรู้ด้วยตัวเธอเอง จะเพราะเหตุใดเธอไม่อาจรู้ได้ แต่สิ่งที่เธอรู้อย่างแน่นอนแล้วก็คือ เธอมีความแตกต่าง และเธออดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ หมายความว่าคำทำนายเกี่ยวกับเธอจะเป็นจริงหรือไม่ ว่าฟ้าลิขิตให้เธอเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่หรือเปล่า? เป็นผู้ปกครองผู้ยิ่งใหญ่ใช่ไหม? ยิ่งใหญ่กว่าพ่อของเธอหรือไม่? เธอจะสามารถนำประเทศชาติเข้าสู่สงครามได้หรือไม่? และโชคชะตาของเอสคาลอนอยู่บนบ่าของเธอหรือไม่? ไคร่ามองไม่ออกเลยว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงได้ บางที ธีโอส์อาจมาด้วยเหตุผลของตัวเองก็ได้ บางทีความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอเลยแม้แต่น้อยก็ได้ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว เอสคาลอนก็ได้สร้างความเจ็บปวดให้กับเขาไม่ใช่หรือ? ไคร่ารู้สึกไม่มั่นใจในสิ่งใด ๆ เลย เท่าที่รู้ขณะนี้ก็คือ ความรู้สึกถึงความร้อนแรงของเพลิงเผาไหม้ของมังกรที่อยู่ในเลือดของเธอ ขณะที่เดินผ่านสมรภูมิ มองเห็นเหล่าศัตรูผู้ยิ่งใหญ่ของเธอตาย เธอรู้สึกว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ เธอรู้ว่า ขณะนี้เธอไม่ใช้เด็กผู้หญิงอายุ 15 ที่มีความหวังว่าจะได้รับการยอมรับในสายตาของผู้ชายทั้งหลายอีกต่อไป เธอไม่ใช่เพียงของเล่นของท่านลอร์ด โกเวิร์นเนอร์ หรือผู้ชายคนไหน ว่าจะให้ทำตามที่คนเหล่านั้นต้องการอีกต่อไป เธอไม่ใช่สมบัติของผู้ชาย ที่จะทำหน้าที่ของภรรยา ถูกทำร้าย ถูกทำทารุณกรรมอีกต่อไป เธอเป็นตัวของตัวเองแล้ว เป็นนักรบท่ามกลางหมู่ชาย และเป็นผู้หนึ่งที่คนอื่นต้องเกรงกลัว ไคร่าเดินผ่านทะเลแห่งซากศพจนมาถึงจุดที่กองซากศพสิ้นสุด และพื้นดินเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งและหิมะอีกครั้ง เธอหยุดยืนเคียงข้างพ่อของเธอ มองลงไปยังทิวทัศน์ของหุบเขาที่ทอดยาวอยู่ด้านล่าง ณ ที่แห่งนั้นมีประตูแห่งอาร์โกส์ที่เปิดอยู่ เมืองทั้งเมืองว่างเปล่า เนื่องจากชายหนุ่มทั้งหมดเสียชีวิตอยู่ในหุบเขา นับเป็นสิ่งที่น่าขนลุกที่ได้เห็นป้อมปราการอันยิ่งใหญ่ที่ว่างเปล่า ไร้การป้องกันอย่างนี้ ป้อมปราการอันยิ่งใหญ่แห่งแพนดีเซียที่ในเวลานี้เปิดกว้าง รอให้ผู้ใดก็ได้ผ่านเข้าไป กำแพงสูงทะมึนที่สร้างจากก้อนหินหนา เหล่าทหารนับพันที่เคยวางกำลังปกป้องเป็นชั้น ๆ สร้างความประหวั่นให้ผู้ใดก็ตามที่ต้องการต่อกร ด้วยที่ตั้งที่ทำให้แพนดีเซียเป็นเหมือนมือเหล็กของดินแดนตะวันออกเฉียงเหนือของเอสคาลอน พวกเขาเริ่มเดินลงมาตามทางลาดและเข้าสู่ถนนอันคดเคี้ยวที่นำไปสู่ประตูเมือง นับเป็นการเดินแห่งชัยชนะแต่ทว่าเคร่งขรึม ตามถนนยังมีศพอยู่ประปราย น่าจะเป็นกลุ่มที่มังกรมาพบและจัดการก่อนที่จะถึงท้องทุ่งแห่งการทำลายล้าง ช่างเหมือนเป็นการเดินผ่านหลุมฝังศพเสียจริง ขณะที่พวกเขากำลังเดินเข้าประตูอันน่าเกรงขาม ไคร่าหยุดตรงธรณีประตู และต้องตะลึงเนื่องจากเมื่อเธอมองผ่านประตูเข้าไป เธอเห็นซากศพอีกนับพันซากที่ไหม้เกรียมควันฟุ้งอยู่ นี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับองครักษ์ของท่านลอร์ด กลุ่มที่อยู่รั้งท้าย ธีโอไม่ปล่อยให้ใครเหลือรอดเลยแม้สักคนเดียว ความโกรธแค้นของเขาเป็นที่ประจักษ์ แม้แต่บนผนังกำแพง ก้อนหินก้อนใหญ่ที่ก่อเป็นกำแพงก็กลายเป็นสีดำด้วยเปลวเพลิง ขณะที่เดินเข้า อาร์โกส์ ณ เวลานี้เป็นที่ประจักษ์ในความเงียบสงัด ลานด้านหน้าว่างเปล่า มันดูไม่ตลกเลยที่มาเห็นเมืองที่ปราศจากสิ่งมีชีวิตใด ๆ เช่นนี้ เหมือนพระเจ้าได้ดูดกลืนทุกชีวิตขึ้นไปด้วยการหายใจเพียงครั้งเดียว ในขณะที่เหล่าทหารของพ่อเธอเร่งรุดไปด้านหน้า เสียงแห่งความตื่นเต้นดังทั่วไปในอากาศ และในไม่ช้าไคร่าก็รู้ว่าเพราะเหตุใด เธอสามารถมองเห็นว่าบนพื้นดินเต็มไปด้วยขุมทรัพย์แห่งอาวุธที่ไม่เคยมีใครเคยได้เห็นมาก่อนกองอยู่เกลื่อนกลาด กระจายอยู่ทั่วทั้งสนาม อาวุธชั้นเลิศ โลหะที่ดีที่สุด เกราะชั้นยอดที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ส่องแสงเป็นประกายด้วยสัญลักษณ์ของแพนดีเซีย นอกจากนี้ ยังมีถุงทองกระจายอยู่ทั่วไปท่ามกลางกองอาวุธเหล่านี้ด้วย ดียิ่งไปกว่านั้น ขอบสนามเป็นที่ตั้งของคลังอาวุธที่สร้างจากหิน มีประตูที่เปิดกว้างทำให้เห็นห้องที่สร้างจากหินหลายห้อง ภายในมีกองทัพม้าชั้นเลิศ ที่ไม่ได้รับอันตรายจากลมหายใจเพลิงของมังกร ม้าจำนวนมากที่จะขนคนทั้งกองทัพได้ ไคร่าเห็นความหวังผุดขึ้นในดวงตาของพ่อของเธอ ภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และเธอรู้ด้วยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เอสคาลอนจะผงาดขึ้นมาอีกครั้ง เสียงแหลมดังขึ้นอีกครั้ง และไคร่ามองขึ้นไปก็พบธีโอส์บินวนต่ำลงมา ขยายกรงเล็บออก กระพือปีกอันยิ่งใหญ่ในขณะที่บินเหนือเมือง เป็นการแสดงชัยชนะ ดวงตาสีเหลืองสุกปลั่งจ้องมองมาที่เธอ แม้จะอยู่ไกลออกไป แต่เธอก็ไม่สามารถหันไปทางอื่นได้ ธีโอส์กดหัวลงต่ำลงมาและลงแตะพื้นที่ด้านนอกประตูเมือง เขานั่งอย่างภาคภูมิใจ หันหน้ามาทางเธอ เหมือนกับจะเรียกตัวเธอเข้าไปหา และเธอก็รู้สึกว่าเขากำลังเรียกเธออยู่ ไคร่ารู้สึกเหมือนผิวหนังถูกแทง หัวใจเต้นรัวอยู่ภายใน เมื่อเธอรู้สึกถึงการเชื่อมต่อระหว่างเธอกับสิ่งมีชีวิตตัวนี้รุนแรงขึ้น เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินเข้าไปหาเขา ในขณะที่ไคร่าหันหลังกลับและเดินข้ามสนามมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของผู้ชายทั้งหลายที่จ้องมองเธอ ทั้งหมดหยุดเพื่อจ้องมองเธอและมังกร เธอเดินไปที่ประตูเมืองเพียงลำพัง รองเท้าบูทเหยียบหิมะ ในขณะที่เธอเดินไปด้วยใจระทึก เมื่อเธอกำลังจะเดินไปนั้น ไคร่ารู้สึกได้ถึงมืออันอ่อนโยนจับที่แขนของเธอ หยุดรั้งเธอไว้ เมื่อหันกลับไปมองเห็นเป็นพ่อของเธอมีสีหน้าห่วงใยมองมาที่เธอ “ระวังตัวด้วย” เขาเตือน ไคร่าเดินต่อ ไม่รู้สึกกลัวใด ๆ แม้เจ้ามังกรจะมีดวงตาที่ดุร้าย เธอมีเพียงความรู้สึกเชื่อมโยงที่ชัดเจนรุนแรง เหมือนเขาเป็นส่วนหนึ่งของเธอที่ผุดขึ้นมา และเป็นส่วนที่เธอจะขาดไม่ได้ หัวของเธอหมุนคว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น ธีโอส์มาจากไหนกันนะ? เหตุใดเขาจึงมาที่เอสคาลอน? แล้วทำไมเขาจึงไม่มาเร็วกว่านี้? ขณะที่ไคร่าเดินผ่านประตูเมืองอาร์โกส์และเข้าใกล้มังกร เสียงของเขาดังขึ้น เป็นเสียงที่ดังระหว่างเสียงลมหายใจและเสียงคำราม ขณะที่เขารอให้เธอเดินเข้าไปหา ปีกทั้งสองของเขากระพืออย่างนุ่มนวล เขาอ้าปากเหมือนจะพ่นไฟออกมา เผยให้เห็นฟันซี่ใหญ่ แต่ละซี่มีความยาวเท่า ๆ กับตัวเธอ และคมกริบเหมือนดาบ ในชั่วขณะ เธอรู้สึกตื่นกลัว ดวงตาของเขาจ้องนิ่งมายังเธอด้วยความจริงจังจนทำให้ยากที่จะคิด ในที่สุด ไคร่าหยุดเดินตรงตำแหน่งที่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ฟุต เธอมองดูเขาด้วยความเกรงขาม ธีโอส์ดูยิ่งใหญ่ เขาสูงสามสิบฟุต เกล็ดของเขาหนาแข็งและดูเก่าแก่ พื้นสะเทือนขณะที่เขาหายใจ หน้าอกของเขาสั่นไหว และเธอรู้สึกว่าชีวิตเธอขึ้นอยู่กับความเมตตาของเขาแต่เพียงผู้เดียว ทั้งสองยืนอยู่ในความเงียบ หันหน้าเข้าหากัน พิเคราะห์ซึ่งกันและกัน หัวใจของไคร่าเต้นระรัวในหน้าอก ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นในอากาศจนเธอรู้สึกเหมือนกับจะหายใจไม่ออก ลำคอของเธอแห้งผาก ในที่สุด เธอยอมที่จะรวบรวมความกล้าเอ่ยปากออกมาก่อน “ท่านเป็นใคร?” เธอถาม เสียงเธอแผ่วเบาจนคล้ายเสียงกระซิบ “เหตุใดจึงมาหาฉัน? ท่านต้องการอะไรจากฉันหรือ?” ธีโอส์น้อมหัวลงต่ำ ส่งเสียงคำราม และโน้มตัวมาข้างหน้า ใกล้จนจมูกอันใหญ่โตของเขาเกือบสัมผัสหน้าอกของเธอ ดวงตาอันใหญ่โตทั้งสองของเขาเป็นสีเหลืองสุกใส เหมือนกับจะจ้องมองที่เธอ เธอเหลือบมองไปที่ดวงตาคู่นั้น ที่แต่ละดวงใหญ่เท่า ๆ กับตัวเธอ และรู้สึกเหมือนหลงเข้าไปอยู่ในอีกโลก อีกเวลาหนึ่ง ไคร่ารอคอยคำตอบ เธอรอคอยให้ความคิดของเธอได้รับการเติมเต็มด้วยความคิดของเขา เหมือนที่เคยเป็นมาก่อน แต่เธอได้แต่รอกับรอ และต้องตกใจที่รู้สึกว่าจิตใจของเธอช่างว่างเปล่า ไม่มีอะไรสื่อสารมาหาเธอเลย ธีโอส์เงียบไปแล้วหรือ? เธอสูญเสียการเชื่อมต่อกับเขาแล้วอย่างนั้นหรือ? ไคร่าเหลือบมองกลับด้วยความประหลาดใจ มังกรในเวลานี้มีความเร้นลับมากยิ่งกว่าที่เคย ทันใดนั้นเอง เขาลดหลังลงต่ำเหมือนกับจะให้เธอขึ้นขี่ หัวใจเธอเต้นเร็วขึ้น ในขณะที่เธอจินตนาการภาพเธอขี่หลังมังกรบินขึ้นไปบนท้องฟ้า ไคร่าค่อย ๆ เดินไปด้านข้างตัวเขา เอื้อมตัวไปจับที่เกล็ดที่ทั้งแข็งและหยาบ กำลังเตรียมที่จะจับที่ลำคอและปีนขึ้น แต่ทันใดนั้นเอง เมื่อเธอสัมผัสตัว มังกรบิดตัวหนีออกไป ทำให้เธอหลุดมือและเสียหลัก ในขณะที่เขากระพือปีกเพียงครั้งเดียวอย่างรวดเร็ว ลอยตัวขึ้น เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วจนฝ่ามือของเธอถูกับเกล็ดของเขา เหมือนถูกับกระดาษทราย ไคร่ายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบ งุนงง และยิ่งไปกว่านั้น หัวใจสลาย เธอดูหมดหวังในขณะที่เจ้าสิ่งมีชีวิตยกตัวสูงขึ้นในอากาศ ร้องเสียงแหลม และบินสูงขึ้นไปอีก และทันทีที่ถึงกลุ่มเมฆ ธีโอส์บินหลายเข้าไปในกลุ่มเมฆ ไม่เหลืออะไรอีก นอกจากความเงียบที่เข้ามาแทนที่ตัวเขา ไคร่ายังยืนอยู่ตรงนั้น ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งกว่าที่เคย และในขณะที่เสียงร้องสุดท้ายของเขากำลังจางหายไปนั้น เธอรู้สึกเพียงว่า ครั้งนี้ ธีโอส์จากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับ บทที่สอง อเล็กวิ่งผ่านป่าในค่ำคืนอันมืดสนิท มีมาร์โคอยู่เคียงข้าง เขาสะดุดรากไม้ที่โผล่พ้นพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะ เขาวิ่งไปพลางสงสัยว่าเขาจะเอาตัวรอดออกไปได้หรือไม่ หัวใจของเขาเต้นรัวในขณะที่เขาวิ่งหนีเอาชีวิตรอด กระหืดกระหอบ ใจอยากหยุดแต่ต้องพยายามรักษาระยะห่างกับมาร์โคไว้ เขาเหลือบมองข้ามไหล่ไปด้านหลังเป็นครั้งที่ร้อยในขณะที่แสงสว่างจาก เปลวไฟ เริ่มจางลง และเริ่มหายไปในป่าที่พวกเขาหนีมา เขาผ่านบริเวณที่มีต้นไม้หนาแน่น และในไม่ช้า เปลวไฟก็หายไปโดยสิ้นเชิง ขณะนี้ทั้งสองอยู่ท่ามกลางความมืดมิด อเล็กเลี้ยวและพยายามคลำหาทางในขณะที่วิ่งชนต้นไม้ ลำต้นหวดเข้ากับไหล่ กิ่งไม้ขูดเข้ากับแขน เขาวิ่งเข้าไปในความมืดที่อยู่ด้านหน้า แทบไม่รู้ทาง พยายามไม่สนใจกับเสียงประหลาดที่อยู่รอบกาย เขาได้รับคำเตือนมาก่อนแล้วสำหรับป่าแห่งนี้ ว่าไม่มีใครเคยมีชีวิตรอดออกไปได้ และเขายิ่งมีความรู้สึกนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเข้าลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ เขารู้สึกได้ถึงอันตรายที่นี่ สิ่งมีชีวิตอันชั่วร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ทุกหนแห่ง ป่านี้หนาแน่นมากจนยากที่จะเคลื่อนไหว และกิ่งไม้เกี่ยวพันรอบตัวเข้ามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทุกย่างก้าวเขาเริ่มสงสัยแล้วว่า คงดีกว่าหรือไม่ ถ้ายอมอยู่กับเปลวเพลิงด้านหลัง “ทางนี้!” เสียงที่ออกมาแสดงถึงความไม่พอใจ มาร์โคคว้าที่ไหล่ของเขาและดึงเขาให้เลี้ยวไปทางขวา ระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้น มุดใต้กิ่งไม้ที่โน้มลงมา อเล็กวิ่งตามไป ลื่นไปบนหิมะ และไม่ช้าก็ผ่านเข้ามากึ่งกลางป่าทึบ กลายเป็นที่โล่งแจ้งมีแสงจันทร์ส่องถึงคอยนำทางพวกเขา พวกเขาหยุด ก้มตัวไปข้างหน้า มือทั้งสองจับสะโพกไว้ หายใจหอบ เขามองตากันแวบหนึ่ง และอเล็กมองข้ามไหล่ตัวเองไปยังด้านหลังของป่า เขาหายใจเสียงดัง รู้สึกเจ็บหน้าอกจากอากาศเย็น กระดูกซี่โครงเจ็บระบม และเริ่มสงสัย “ทำไมพวกมันถึงไม่ตามเรามา?” อเล็กถาม มาร์โคยักไหล่ “บางทีพวกมันรู้ว่าป่าแห่งนี้จะช่วยจัดการเราให้ก็ได้” อเล็กฟังเสียงของทหารแพนดีเซีย แต่ไม่มีเสียงใด ๆ เลย แทนที่จะเป็นเสียงของทหาร พวกเขากลับได้ยินอีกเสียงหนึ่งที่แตกต่าง – เป็นเสียงทุ้มที่คำรามด้วยความโกรธแค้น “ได้ยินไหม?” อเล็กถาม ขนคอของเขาตั้งชัน มาร์โคส่ายหน้า อเล็กยืนรออยู่ที่นั่น สงสัยว่าจิตใจของเขากำลังล้ออะไรเล่นกับเขาอยู่หรือเปล่า ต่อจากนั้นไม่นาน เขาได้ยินเสียงนั้นอีก มันเป็นเสียงคำรามจากระยะไกล ข่มขู่ ไม่เหมือนที่อเล็กเคยได้ยินมาก่อน เขาหยุดฟังเสียงนั้น ในขณะที่เสียงเริ่มดังยิ่งขึ้น เมื่อสิ่งนั้นเข้ามาใกล้ มาร์โกจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาตื่นกลัว “รู้แล้วล่ะว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ตามเรามา” มาร์โกบอก เสียงของเขาบ่งบอกว่าจำที่มาของเสียงประหลาดนั้นได้ อเล็กเริ่มสับสน “หมายความว่าอะไร?” เขาถาม “วิลวอกซ์” เขาตอบ ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “พวกเขาปล่อยพวกมันออกมาตามล่าเรา” คำ วิลวอกซ์ ทำให้อเล็กเกิดความหวาดกลัว เขารู้จักพวกมันตั้งแต่เด็กแล้ว และเคยได้ยินคำร่ำลือว่าพวกมันอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนาม แต่เขาคิดอยู่เสมอว่า พวกมันเป็นสัตว์ที่มีอยู่แต่ในตำนานเท่านั้น ว่ากันว่าพวกมันเป็นนักล่าที่น่ากลัวที่สุดในยามค่ำคืน เป็นสัตว์แห่งฝันร้าย เสียงคำรามเริ่มดังยิ่งขึ้น ฟังดูเหมือนกับจะมีหลายตัว “วิ่ง!” มาร์โกอ้อนวอน มาร์โกหมุนตัวกลับในขณะที่อเล็กออกวิ่งไปพร้อมกัน และทั้งสองก็วิ่งอย่างรวดเร็วเข้าไปในป่า อะดรีนาลีนถูกสูบฉีดเข้ากระแสเลือดในขณะที่อเล็กวิ่งไป เขาได้ยินเสียงหัวใจเต้นดังเต็มสองรูหูของเขา ขาทั้งสองแทบจะจมลงไปในกองหิมะ เสียงรองเท้าบูทเหยียบหิมะ ในไม่ข้าเขาก็ได้ยินเสียงของเจ้าสิ่งมีชีวิตกลุ่มนั้นใกล้เข้ามาด้านหลัง และเขารู้ด้วยว่ากำลังถูกวิ่งไล่โดยสัตว์ดุร้ายที่ไม่สามารถวิ่งหนีได้ อเล็กสะดุดรากต้นไม้คะมำไปชนยังต้นไม้อย่างจัง เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พยายามสลัดความเจ็บปวดทิ้งแล้ววิ่งต่อ เขากวาดตามองไปที่ป่าเพื่อหาทางหนี ด้วยรู้ดีว่าเวลาเหลือน้อยแล้ว แต่ไม่มีทางหนีเลย เสียงคำรามยิ่งดังขึ้น ในขณะที่กำลังวิ่งอยู่นั้น อเล็กมองข้ามไหล่ไปยังด้านหลัง – และทันทีที่หันไป เขาได้เห็นสิ่งที่คิดว่าไม่อยากเห็น เพราะที่ตามพวกเขามาติด ๆ คือสัตว์ที่น่ากลัวที่สุดที่คนเคยเห็น มันมีทั้งหมดสี่ตัว วิลวอกซ์มีรูปร่างคล้ายหมาป่า แต่มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่า มีเขาแหลมเล็กสองข้างโผล่ออกมาทางด้านหลังของหัว และมีตาแดงโตหนึ่งดวงอยู่ระหว่างเขาทั้งสองข้าง อุ้งมือของพวกมันมีขนาดเท่าอุ้งมือหมี และมีกรงเล็บยาวโผล่ออกมา หนังของมันเป็นมันและดำเหมือนสีของกลางคืน เห็นพวกมันในระยะใกล้แบบนี้ อเล็กรู้ตัวดีว่าเขาเหมือนคนที่ตายแล้ว อเล็กทุ่มพลังที่เหลือทั้งหมดเร่งตัวออกไปข้างหน้า ฝ่ามือทั้งสองของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อทั้งที่อากาศหนาวเย็น ลมหายใจออกของเขาจับตัวแข็งอยู่ต่อหน้าเขา วิลวอกซ์อยู่ใกล้เพียงแค่ยี่สิบเมตรเท่านั้น และเขารู้ดีจากแววตาและจากน้ำลายที่ไหลย้อยลงมาจากปาก ว่าพวกมันต้องฉีกร่างพวกเขาเป็นชิ้น ๆ แน่ เขามองไม่เห็นทางที่จะหนีรอดได้เลย เขามองไปที่มาร์โคด้วยหวังว่าจะมีสัญญาณบอกถึงแผนการอะไรบ้าง แต่มาร์โคก็มีสีหน้าสิ้นหวังไม่ต่างจากเขา แน่นอนว่าเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเช่นกัน อเล็กหลับตาลงและทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน: เขาสวดมนต์ภาวนา เขามองเห็นภาพชีวิตทั้งหมดผ่านเข้ามาในดวงตา มันช่วยเปลี่ยนอะไรบางอย่างในตัวเขา ทำให้เขาตระหนักว่าชีวิตเป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์เพียงใด และทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังยิ่งขึ้น เมื่อพยายามที่จะรักษาชีวิตไว้ ได้โปรดเถิด พระผู้เป็นเจ้า ช่วยพาผมออกไปจากที่นี่ หลังจากทุกสิ่งที่ผมทำกับพี่ชายของผม ขออย่าให้ผมต้องจบชีวิตที่นี่เลย ไม่ใช่ในสถานที่แห่งนี้ จากสิ่งมีชีวิตพวกนี้ ผมขอทำทุกอย่าง อเล็กพลันลืมตาขึ้น มองขึ้นไปด้านบน และทันทีที่เขามองขึ้นไปนั้น ครั้งนี้เขาสังเกตเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่ต่างจากต้นอื่น ๆ กิ่งของมันเป็นตะปุ่มตะป่ำ และคล้อยต่ำลงมา สูงพอให้เขาเอื้อมมือคว้าแล้วกระโดดขึ้นได้ เขาไม่รู้ว่าวิลวอกซ์สามารถปีนต้นไม้ได้หรือไม่ แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว “กิ่งไม้นั่น!” อเล็กร้องตะโกนใส่มาร์โค ชี้มือไปที่ต้นไม้ พวกเขาวิ่งตรงไปยังต้นไม้พร้อมกัน และขณะนั้นเองที่วิลวอกซ์ใกล้เข้ามา ห่างเพียงไม่กี่ฟุต พวกเขากระโดดขึ้นและคว้าไปที่กิ่งไม้โดยไม่หยุดวิ่ง พร้อมกับดึงตัวเองขึ้นไป มือของอเล็กลื่นเนื่องจากหิมะที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ แต่เขาพยายามเกาะไว้ได้สำเร็จ เขาพยายามดึงตัวเองขึ้นไปยังกิ่งที่สูงขึ้นไปจนกระทั่งตัวเขาอยู่พ้นจากพื้นหลายฟุต ทันใดนั้น เขาพยายามกระโดดขึ้นบนกิ่งต่อไป ที่สูงขึ้นไปอีกสามฟุต มาร์โคเคียงข้างเขาไป เขาไม่เคยปีนต้นไม้ได้รวดเร็วอย่างนี้มาก่อนในชีวิต พวกวิลวอกซ์มาถึงต้นไม้แล้ว พวกมันคำรามอย่างดุร้าย กระโดดขึ้นและพยายามตะปบเท้าของพวกเขา อเล็กรู้สึกได้ถึงลมหายใจอันร้อนผ่าวที่ส้นเท้าของเขา ก่อนที่เขาจะยกขาขึ้นสูงหลบเขี้ยวของมันเพียงนิ้วเดียว ทั้งสองยังคงปีนต่อด้วยแรงขับของอะดรีนาลิน จนกระทั่งพวกเขาอยู่พ้นขึ้นไปจากพื้น 15 ฟุต และรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ในที่สุดอเล็กก็หยุดปีน ยึดเกาะกิ่งไม้ไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี หายใจหอบเหนื่อย เหงื่อไหลย้อยลงมาแสบตาของเขา เขามองลงไปด้านล่าง เพ่งมอง ภาวนาว่าขออย่าให้วิลวอกซ์ปีนต้นไม้ได้เลย ในที่สุดเขาก็โล่งใจที่เห็นพวกมันยังอยู่บนพื้น ขู่คำรามและส่งเสียงดัง ในขณะที่กระโดดขึ้นต้นไม้ แต่แน่นอนว่าพวกมันปีนต้นไม้ไม่เป็น พวกมันใช้กรงเล็บขีดข่วนลำต้นอย่างดุร้าย แต่ก็ไร้ประโยชน์ใด ๆ ทั้งสองคนนั่งอยู่บนกิ่งไม้ และในขณะที่ประจักษ์ถึงความจริงที่ว่าพวกเขาปลอดภัยแล้ว ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก มาร์โคระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ยังความประหลาดใจให้อเล็กเป็นอย่างยิ่ง มันเป็นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของความโล่งอก เป็นเสียงหัวเราะของคนซึ่งรอดพ้นเงื้อมมือของมัจจุราชด้วยวิธีการที่เหลือเชื่อ อเล็กตระหนักถึงความฉิวเฉียดนี้ ไม่อาจกลั้นหัวเราะได้เช่นกัน เขารู้ดีว่าพวกเขายังห่างจากคำว่าปลอดภัยยิ่งนัก รู้ว่าพวกเขาไม่อาจหนีจากที่แห่งนี้ไปได้ และรู้ว่ามีโอกาสที่จะต้องจบชีวิตในสถานที่แห่งนี้ แต่สำหรับตอนนี้ อย่างน้อยพวกเขาก็ปลอดภัย “ดูเหมือนฉันจะเป็นหนี้ชีวิตนายนะ” มาร์โคบอก อเล็กส่ายหน้า “อย่าเพิ่งขอบคุณฉัน” อเล็กพูด พวกวิลวอกซ์ยังส่งเสียงคำรามอย่างโหดร้าย แผงขนที่ด้านหลังหัวของพวกมันตั้งชัน และอเล็กมองขึ้นไปยังต้นไม้ที่อยู่ด้านบน ด้วยมืออันสั่นเทา เขาต้องการปีนสูงขึ้นไปอีก และสงสัยว่าพวกเขาจะปีนขึ้นได้สูงอีกเพียงใด สงสัยว่าพวกเขาจะมีทางออกจากที่นี่หรือไม่ ทันใดนั้น อเล็กรู้สึกตัวแข็งทื่อ เมื่อมองขึ้นไปเขาถึงกับผงะ เหมือนถูกตีด้วยความน่ากลัวที่ไม่เคยประสบมาก่อน ที่กิ่งไม้เหนือพวกเขาขึ้นไปนั้น สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดที่พวกเขาเคยเห็นกำลังจ้องมองลงมา ด้วยความยาวแปดฟุต ร่างกายคล้ายงู แต่มีขาทั้งหมดหกชุด แต่ละชุดมีกรงเล็บยาว หัวของมันมีรูปร่างคล้ายปลาไหล มีดวงตาแคบเล็กสีเหลืองด้านที่จ้องมองมาที่อเล็ก มันอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ฟุต หลังโค้งงอ ส่งเสียงขู่ฟ่อ เปิดปากขึ้น ด้วยอาการตกตะลึง อเล็กแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่ามันจะอ้าปากได้กว้างขนาดนี้ – กว้างพอที่จะกลืนเขาเข้าไปทั้งตัว และเขารู้ จากเสียงสั่นกระดิ่งที่หางว่า มันพร้อมที่จะจู่โจม – และสังหารพวกเขาทั้งคู่ ปากของมันเลื่อนเข้ามาใกล้คอของอเล็ก และเขาโต้ตอบอย่างไม่ตั้งใจนักด้วยการกรีดร้องและกระโดดถอยหลังจนมือหลุดจากกิ่งไม้ มาร์โคกระโดดตามเขาไป คิดเพียงอย่างเดียว ให้หนีให้พ้นจากความตายจากเขี้ยวมรณะที่อยู่ในปากอันใหญ่มหึมานั้น เขาไม่ได้คิดถึงสิ่งที่รออยู่เบื้องล่างเลยแม้แต่น้อย เมื่อเขาลอยละลิ่วลงมาในอากาศ โดยปราศจากการควบคม และเมื่อเขาได้คิดก็นับว่าสายไปเสียแล้ว ว่าเขากำลังหนีเขี้ยวพิษชุดหนึ่งไปหาเขี้ยวอีกชุดหนึ่ง เขาเหลือบมองไปด้านหลังและมองเห็นพวกวิลวอกซ์ยืนอ้าปากน้ำลายหกอยู่ ไม่มีสิ่งใดที่จะปกป้องเขาจากการตกลงมานี้ได้เลย เขาได้แลกความตายหนึ่งกับอีกความตายหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บทที่สาม ไคร่าเดินอย่างเชื่องช้าผ่านประตูแห่งอาร์โกส์ สายตาของเหล่าทหารของพ่อของเธอจับจ้องมายังเธอ ทำให้เธอรู้สึกปวดแสบด้วยความอับอาย เธออ่านความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับธีโอส์ผิดไป เธอคิดมาโดยตลอดด้วยความโง่เขลาว่า เธอสามารถควบคุมเขาได้ – แต่ในทางกลับกัน เขากลับปฏิเสธเธอต่อหน้าทหารเหล่านี้ ในทุกสายตาที่มองเธอนั้น เธอเป็นคนที่ไร้ซึ่งอำนาจใด ๆ ไม่สามารถควบคุมมังกรได้ เธอเป็นเพียงแค่นักรบคนหนึ่งเท่านั้น – ไม่ใช่นักรบสิ เธอเป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่นำผู้คนเหล่านี้เข้าสู่ศึกสงคราม และหากมังกรทิ้งพวกเขาไปอย่างนี้แล้ว มันเป็นสงครามที่ไม่มีทางที่จะเอาชนะได้เลย ไคร่าเดินผ่านประตูแห่งอาร์โกส์อย่างเงียบ ๆ รับรู้ได้ถึงการถูกจ้องมอง แล้วตอนนี้พวกเขาจะคิดกับเธออย่างไร? เธอสงสัย เธอไม่รู้ว่าเสียด้วยซ้ำว่าจะคิดถึงตัวเองอย่างไร ธีโอส์ไม่ได้มาช่วยเธอหรอกหรือ? เขาเพียงต่อสู่สงครามของเขาเองเท่านั้นใช่ไหม? แล้วเธอมีพลังพิเศษบ้างหรือเปล่านะ? ไคร่ารู้สึกโล่งอกที่เห็นทหารเหล่านั้นหันมองไปทางอื่น พวกเขาสนใจสมบัติที่ได้มา ทุกคนกำลังสาละวนอยู่กับการรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม พวกเขารีบเร่งเดินกลับไปกลับมา รวบรวมสิ่งของที่เหล่าทหารของท่านลอร์ดทิ้งไว้ นำขึ้นรถม้าและเคลื่อนย้ายออกไป โล่และเสื้อเกราะถูกนำมากองรวมกันไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อหิมะตกหนักขึ้น และท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม พวกเขามีเวลาเหลือน้อยเต็มที “ไคร่า” เป็นเสียงที่คุ้นเคย เธอหันกลับไปยังเสียงนั้นและรู้สึกโล่งอกที่ได้เห็นใบหน้าอันยิ้มแย้มของเอนวินขณะที่เดินเข้ามาหาเธอ เขามองเธอด้วยความเคารพ ความอ่อนโยน และความอบอุ่นอย่างที่เคยเป็นเสมอมา เขาโอบไหล่ข้างหนึ่งของเธอด้วยความรัก มีรอยยิ้มกว้างภายใต้เคราของเขา และถือดาบเล่มใหม่ที่สะท้อนแสงเป็นประกายต่อหน้าเธอ ดาบเล่มนี้แกะสลักเป็นสัญลักษณ์ของแพนดีเซีย “นับเป็นโลหะที่ดีที่สุด ที่ฉันเคยเห็นมาในเวลาหลายปีเลยที่เดียว” เขาพูดพร้อมกับยิ้ม “ขอบคุณเธอ ที่ทำให้เราได้อาวุธมากพอที่จะทำสงคราม เธอช่วยให้เรากลายเป็นศัตรูที่น่าเกรงขามเลยทีเดียว” ไคร่ารู้สึกดีที่ได้ยินคำพูดของเขาเหมือนที่เคยมาทุกครั้ง ถึงกระนั้น เธอก็ยังไม่อาจสลัดความรู้สึกหดหู่ ความสับสน ที่ถูกเมินเฉยจากมังกรได้ เธอยักไหล่ “ฉันไม่ได้ทำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้” เธอตอบ “เป็นธีโอส์ต่างหาก” “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ธีโอส์กลับมาเพื่อช่วย เธอ” เขาตอบ ไคร่าเหลือบมองไปยังท้องฟ้าสีเทาเบื้องบนที่ขณะนี้ว่างเปล่า และเธอเริ่มเกิดความสงสัย “ฉันไม่แน่ใจนักหรอก” ทั้งสองมองท้องฟ้าอย่างเงียบงันเป็นเวลาเนิ่นนาน มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านเท่านั้น “พ่อของเธอรอเธออยู่” เอนวินเอ่ยออกมาในที่สุด นำเสียงของเขาจริงจัง ไคร่าเดินไปพร้อมเอนวิน เสียงกรอบแกรบของน้ำแข็งและหิมะดังใต้รองเท้าบูท พวกเขาเดินผ่านกลุ่มคนที่กำลังทำงานกันอยู่ เดินผ่านทหารของพ่อของเธอสิบคนที่กระจายอยู่ทั่วฐานทัพแห่งอาร์โกส์ รู้สึกผ่อนคลายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเมื่อเห็นทหารเหล่านี้พากันหัวเราะ ดื่มกัน บ้างกระทบไหล่กัน ขณะที่รวบรวมอาวุธและเสบียง พวกเขาเป็นเหมือนเด็ก ๆ ในวันแห่งออล ฮอลโลว์ เหล่าทหารของพ่อของเธออีกหลายสิบคนเข้าแถวเรียงกันเพื่อส่งต่อถุงเมล็ดข้าวของแพนดีเซีย จนรถบรรทุกมีถุงเมล็ดข้าวกองสูง รถอีกคันมีเกราะที่ส่งเสียงกระทบกันในขณะที่แล่นไป มันกองทับกันสูงมากจนบางส่วนหล่นออกด้านข้าง มีทหารพยายามเก็บอุปกรณ์ที่ตกลงมากลับคืน รถเหล่านี้ล้วนมุ่งหน้าไปที่ป้อมปราการ บางคันอยู่บนเส้นทางกลับไปที่โวลิส คันอื่น ๆ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่พ่อของเธอสั่งการไว้ ทุกคันล้วนบรรทุกจนปริ่มขอบ ไคร่ารู้สึกพอใจในภาพที่เห็น ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อสงครามที่เธอเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดเริ่มลดลง พวกเขาเลี้ยวที่มุมหนึ่งในขณะที่ไคร่ามองเห็นพ่อของเธอ รายล้อมไปด้วยทหารของเขา กำลังง่วนอยู่กับการตรวจสอบดาบและหอกที่พวกเขานำออกมาให้พ่อของเธอได้ตรวจตรา พ่อของไคร่าหันมา ในขณะที่เธอเดินเข้าไป เขาส่งสัญญาณให้เหล่าทหารแยกย้ายออกไป ปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพัง พ่อของเธอหันมามองที่เอนวิน ในขณะที่เอนวินยืนอยู่ตรงนั้นสักครู่ ไม่แน่ใจปนประหลาดใจในอาการมองแบบนิ่งเงียบของเขา ในที่สุดเขาก็สั่งให้เอนวินออกมาจากที่นั่นเช่นกัน เอนวินจึงเข้าไปร่วมกับทหารคนอื่น ๆ ปล่อยให้ไคร่าอยู่เพียงลำพังกับพ่อของเธอ เธอเองก็ประหลาดใจเช่นกัน – เขาไม่เคยขอให้เอนวินออกมาก่อนเลย ไคร่ามองขึ้นไปยังใบหน้าของพ่อเธอ เขามีสีหน้าที่ไม่มีใครคาดเดาได้เหมือนเช่นเคย เป็นสีหน้าที่นิ่งเฉยของผู้นำทหาร ไม่ใช่ใบหน้าของพ่อที่เธอเคยรู้จักและเคยรัก เขามองตรงลงมายังเธอ ทำให้เธอรู้สึกประหม่า ในขณะที่ความคิดหลายอย่างแล่นผ่านเข้ามาในหัวเธอในเวลาเดียวกัน: พ่อภูมิใจในตัวฉันหรือเปล่านะ? หรือเขาโกรธที่เธอเป็นคนจุดชนวนสงครามนี้ขึ้น? เขาผิดหวังหรือเปล่าที่ธีโอส์ขับไสไล่ส่งเธอและละทิ้งกองทหารของเขา? ไคร่าได้แต่รอ เธอเคยชินกับการนิ่งเงียบเป็นเวลานานก่อนจะเอ่ยปากบอกสิ่งใด และเธอไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ หลายสิ่งได้เปลี่ยนแปลงระหว่างทั้งสองในเวลาอันรวดเร็ว เธอรู้สึกเหมือนกับโตขึ้นมาในชั่วเวลาข้ามคืน ในขณะที่เขาเปลี่ยนไปจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหมือนกับว่าทั้งคู่ไม่รู้ว่าจะสานสัมพันธ์ดังเดิมได้อย่างไร เขายังคงเป็นพ่อที่เธอรู้จักและรักหรือไม่ คนที่อ่านนิทานให้เธอฟังก่อนเข้านอนตอนกลางคืนหรือเปล่า? หรือเขาเป็นผู้บังคับบัญชาของเธอแล้วในตอนนี้? เขายังยืนนิ่ง จ้องมอง และเธอคิดได้ว่าเขาไม่รู้ว่าจะเอ่ยอะไร ในขณะที่ความเงียบเริ่มกดดันคนทั้งสองมากยิ่งขึ้น มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่าน คบเพลิงที่เหล่าทหารจุดเพื่อขับไล่ความมืดในยามค่ำคืนส่องแสงวับวาวอยู่ด้านหลัง ในที่สุด ไคร่าก็ไม่อาจทนกับความเงียบได้อีกต่อไป “พ่อจะนำสิ่งของเหล่านี้กลับไปที่โวลิสหรือ?” เธอถามขณะที่รถขนดาบวิ่งผ่านส่งเสียงโลหะกระทบกัน เขาหันไปสำรวจรถคันนั้นและดูเหมือนว่าจะหลุดออกมาจากภวังค์ เขาไม่ได้หันกลับมายังไคร่า ยังคงมองไปที่รถในขณะที่ส่ายหัว “โวลิสไม่มีสิ่งใดให้เราอีกต่อไปนอกจากความตาย” เขาพูดด้วยเสียงทุ้มและเด็ดขาด “เรามุ่งหน้าไปทางใต้แล้วในขณะนี้” ไคร่ารู้สึกประหลาดใจ “ทางใต้หรือ?” เธอถาม เขาพยักหน้า “เอสเฟส” เขาเอ่ยออกมา หัวใจของไคร่าท่วมท้นไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อเธอนึกภาพการเดินทางไปยังเอสเฟส ป้อมปราการอันแข็งแกร่งบนเกาะในทะเล เพื่อนบ้านที่ยิ่งใหญ่แห่งแดนใต้ เธอยิ่งรู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้นเมื่อเธอนึกได้ว่า – การเดินทางไปที่แห่งนั้นมีความหมายแต่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น: เขากำลังตระเตรียมทำสงคราม เขาพยักหน้า เหมือนจะอ่านใจเธอออก “เราจะไม่หันหลังกลับไปอีกแล้ว” เขาบอก ไคร่ามองพ่อของเธอด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนเป็นเวลาหลายปีแล้ว เขาไม่ใช่เพียงนักรบที่มีความพึงพอใจกับชีวิตวัยกลางคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ปกป้องฐานทัพเล็ก ๆ อีกต่อไป แต่เขาคือผู้บัญชาการรบที่กล้าหาญที่สุดที่เคยได้รู้จัก ผู้ซึ่งยินดีจะเสี่ยงเพื่ออิสรภาพ “เราจะไปกันเมื่อไร?” เธอถาม หัวใจเธอเต้นโครมคราม ด้วยความหวังที่จะทำศึกเป็นครั้งแรกในชีวิต เธอต้องประหลาดใจเมื่อเห็นเขาส่ายศีรษะ “ไม่ใช่เรา” เขาแก้ไข “ฉันและทหารของฉัน ไม่ใช่เธอ” ไคร่ารู้สึกผิดหวัง คำพูดของเขาเปรียบเสมือนมีดที่กรีดดวงใจของเธอ “พ่อจะทิ้งลูกไว้ที่นี่หรือ?” เธอถามอย่างตะกุกตะกัก “หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้นะหรือ? ลูกต้องทำอย่างไรจึงจะพิสูจน์ตัวเองกับพ่อได้?” เขาส่ายหน้า ในขณะที่เธอรู้สึกสิ้นหวังที่เห็นแววตาอันหนักแน่นในสายตาของเขา สายตาแบบที่เธอรู้ดีว่า เขาจะไม่เปลี่ยนใจอย่างแน่นอน “ลูกจะต้องไปหาลุงของเจ้า” เขาบอก มันเป็นคำสั่งไม่ใช่การขอร้อง และด้วยคำพูดเหล่านี้ เธอรู้ดีถึงสถานะของเธอในเวลานี้ เธออยู่ในสถานะของทหารคนหนึ่ง ไม่ใช่ลูกของเขา ความรู้สึกนี้เจ็บปวดไม่น้อย ไคร่าหายใจเข้าลึก – เธอจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก “แต่ลูกต้องการต่อสู้เคียงข้างพ่อ” เธอยืนยัน “ลูกช่วยพ่อได้” “เธอ จะ ได้ช่วยฉันแน่” เขาบอก “ด้วยการไปยังสถานที่ที่ต้องการลูก และพ่อต้องการให้เธอไปอยู่กับลุง” เธอขมวดคิ้ว พยายามทำความเข้าใจ “แต่ทำไม่ล่ะ?” เธอถาม เขานิ่งเงียบไปพักใหญ่ จนในที่สุดเขาก็ถอนหายใจ “ลูกมี ...” เขาเริ่มพูด “...ทักษะ ที่พ่อเองก็ไม่เข้าใจ ทักษะที่เราต้องการเพื่อที่จะชนะในศึกสงครามครั้งนี้ ทักษะที่มีเพียงลุงของลูกเท่านั้นที่รู้ว่าจะฟูมฟักอย่างไร” เขายื่นมือออกมาจับไหล่ของเธออย่างมีความหมาย “หากลูกต้องการช่วยเราแล้วละก็” เขาเสริม “หากลูกต้องการช่วยผู้คนของเรา ที่แห่งนั้นคือสถานที่ที่ต้องการลูก พ่อไม่ต้องการทหารเพิ่มอีกหนึ่งคน – พ่อต้องการความสามารถอันโดดเด่นที่ลูกมีอยู่ ทักษะที่ไม่มีใครมีเสมอเหมือน” เธอมองเห็นถึงความกระตือรือร้นในดวงตาของเขา แม้ว่าเธอจะรู้สึกแย่ที่ไม่สมหวังที่จะติดตามเขาไป เธอรู้สึกว่าได้รับคำยืนยันจากคำพูดของเขา – ประกอบกับความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นที่เพิ่มพูนยิ่งขึ้น เธอสงสัยว่าทักษะที่เขาพูดนี้หมายถึงอะไร และยิ่งสงสัยว่าลุงของเธอคือใคร “ไปและเรียนรู้ในสิ่งที่พ่อไม่สามารถสอนลูกได้” เขาพูดต่อ “กลับมาอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น และมาช่วยให้พ่อมีชัยชนะ” ไคร่ามองไปที่ดวงตาของเขา และเธอรู้สึกได้ถึงความเคารพ และความอบอุ่นที่ได้รับกลับคืนมา ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นอีกครั้ง “การเดินทางไปเออร์เป็นระยะทางที่ไกลมาก” เขาเสริม “ใช้เวลาขี่ม้าถึง 3 วันเต็มไปทางตะวันตกและขึ้นเหนือ ลูกจะต้องข้ามเอสคาลอนโดยลำพัง ต้องขี่ม้าด้วยความรวดเร็ว ต้องซ่อนตัว และต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางถนน เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ ในไม่ช้าจะแพร่กระจายออกไป และลอร์ดแห่งแพนดีเซียจะโกรธแค้นเป็นอย่างมาก เส้นทางถนนจึงมีอันตรายมาก ลูกต้องใช้เส้นทางในป่า ขี่ขึ้นเหนือมองหาทะเล และพยายามมองทะเลไว้ เพราะมันคือเข็มทิศของลูก เดินทางไปตามแนวชายทะเล แล้วลูกจึงจะเจอเออร์ หลีกเลี่ยงหมู่บ้าน หลีกเลี่ยงผู้คน จงอย่าหยุด จงอย่างบอกใครเป็นอันขาดว่าลูกจะไปที่ไหน และอย่าพูดกับใครเด็ดขาด” เขาจับไหล่เธอแน่น ด้วยแววตาที่เศร้าหมองและดูเร่งรีบ มันทำให้เธอรู้สึกเจ็บแปลบ “ลูกเข้าใจพ่อไหม?” เขาเรียกร้อง “มันเป็นการเดินทางที่อันตรายสำหรับผู้ชายก็ตาม – ไม่ต้องพูดถึงหากเป็นเด็กผู้หญิงที่ต้องเดินทางเพียงลำพัง พ่อไม่อาจหาคนไปเป็นเพื่อนเธอได้ พ่อต้องการให้ลูกมีความเข้มแข็งพอที่จะทำสิ่งนี้เพียงผู้เดียว ทำได้ไหม?” เธอรับรู้ได้ถึงความกลัวในเสียงของเขา เป็นความรักของพ่อผู้ห่วงลูก และเธอพยักหน้ารับ รู้สึกภาคภูมิใจว่าเขาเชื่อใจให้เธอปฏิบัติภารกิจนี้ “ลูกทำได้ ท่านพ่อ” เธอพูดด้วยความภาคภูมิใจ เขาสังเกตเธอ แล้วในที่สุดก็พยักหน้า ด้วยความพึงพอใจ ในไม่ช้า ดวงตาของเขาก็เอ่อล้นด้วยน้ำตา “ในบรรดาคนทั้งหมดที่มี” เขาบอก “บรรดานักรบทั้งหมดเหล่านี้ ลูกเป็นคนซึ่งพ่อต้องการมากที่สุด ไม่ใช่พี่ ๆ ของเธอหรือแม้แต่ทหารที่ไว้ใจได้ มี เธอ เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถนำชัยในศึกสงครามนี้ได้” ไคร่ารู้สึกสับสนและท่วมท้นในเวลาเดียวกัน เธอยังไม่เข้าใจเต็มที่นักว่าเขาหมายความว่าอะไร ขณะที่จะเอ่ยปากถาม เธอก็รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวใกล้เข้ามา เธอหันไปเห็นเบย์เลอร์ ผู้ดูแลม้าของพ่อของเธอ เขาเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนเคย ชายร่างอ้วนเตี้ย คิ้วดกหนา ผมเป็นเส้นเหมือนเส้นด้าย เขาเดินเข้ามาหาคนทั้งสองด้วยท่าทีวางโตและยิ้มให้เธอ หลังจากนั้นจึงมองพ่อของเธอเหมือนกับรอการอนุญาตจากเขา พ่อของเธอพยักหน้าอนุญาต ไคร่าเริ่มประหลาดใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เบย์เลอร์หันมาทางเธอ “ผมได้รับทราบมาว่าท่านกำลังจะเดินทาง” เบย์เลอร์บอก เสียงขึ้นจมูก “สำหรับภารกิจนี้ ท่านต้องมีม้าสักตัวหนึ่ง” ไคร่าขมวดคิ้วด้วยความสับสน “แต่ฉันมีม้าอยู่แล้ว” เธอตอบ มองข้ามไปยังม้าพันธุ์ดีที่เธอขี่มาโดยตลอดที่ทำสงครามกับเหล่าทหารของท่านลอร์ด ที่ผูกอยู่ฝั่งตรงข้ามของสนาม เบย์เลอร์ยิ้ม “นั่นมันไม่ใช่ม้า” เขาบอก เบย์เลอร์มองไปที่พ่อของเธออีกครั้ง และพ่อของเธอพยักหน้า ในขณะที่ไคร่าพยายามที่จะทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “ตามผมมา” เขาบอก “แล้วท่านจะไม่เสียใจเลย” * ไคร่าเดินข้ามสนามที่มีหิมะปกคลุมไปกับเบย์เลอร์ โดยมีเอนวิน อาร์ทฟอล และวิดาร์ไปเป็นเพื่อน ทั้งหมดเดินอย่างกระตือรือร้นไปยังคอกม้าที่สร้างจากหินที่อยู่ด้านล่าง ไกลออกไป ในขณะที่เดินไปนั้น ไคร่าประหลาดใจว่าที่เบย์เลอร์พูดมีความหมายว่าอย่างไร สงสัยว่าม้าแบบไหนกันนะที่เขาเตรียมไว้ให้เธอ เพราะในความคิดของเธอแล้ว ม้าตัวไหน ๆ ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไร ในขณะที่พวกเขาเดินมาถึงส่วนขยายของคอกม้าหินที่มีความยาวอย่างน้อย 100 หลา เบย์เลอร์หันมาหาเธอ ดวงตาของเขาเบิกโพลงด้วยความดีใจ “บุตรสาวของท่านลอร์ดของเราต้องการม้าที่ดีเยี่ยมเพื่อนำเธอไปในที่ที่เธอต้องการเดินทางไป” หัวใจของไคร่าเต้นเร็วขึ้น เธอไม่เคยได้รับม้าจากเบย์เลอร์มาก่อนเลย เกียรติยศระดับนี้มักสงวนไว้สำหรับนักรบผู้มีชื่อเสียงเท่านั้น เธอเคยฝันว่าจะเป็นเจ้าของม้าสักตัวเมื่อเธอโตพอ และเมื่อเธอคู่ควรที่จะได้ครอบครองมัน มันเป็นเกียรติที่แม้แต่พี่ชายของเธอก็ยังไม่มีโอกาสได้รับ เอนวินพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ “เธอคู่ควรแล้ว” เขาบอก “หากเธอสามารถรับมือกับมังกรได้” อาร์ทฟอลเสริมด้วยรอยยิ้ม “เธอย่อมสามารถควบคุมเจ้าแห่งม้าได้แน่” เมื่อคอกม้าปรากฏขึ้น กลุ่มคนขนาดเล็กเริ่มล้อมวงเข้ามา ร่วมเดินไปกับพวกเขา คนเหล่านี้หยุดพักจากการเก็บรวบรวมอาวุธ และสนใจใคร่รู้ว่าเขากำลังนำเธอไปที่ไหน พี่ชายทั้งสองของเธอ ได้แก่ แบรนดอน และแบรกซ์ตันเข้ามารวมกลุ่มด้วย เหลือบมองมาที่ไคร่าด้วยดวงตาแห่งความอิจฉาแต่ไม่กล่าวอะไร พวกเขารีบมองไปทางอื่นโดยทันที ด้วยความหยิ่งทะนงเหมือนที่เคย แทนที่จะชื่นชมกับเธอ กลับรู้สึกไม่ยินดียิ่งขึ้นเมื่อเธอได้รับคำชม จริง ๆ แล้วเธอไม่คาดหวังอะไรจากพี่ชายทั้งสองคนนี้เลย ไคร่าได้ยินเสียงฝีเท้าจึงมองตามเสียงไป และดีใจที่เห็นเดียร์ดรี เพื่อนของเธอ เข้ามาร่วมกลุ่มกับเธอด้วย “ฉันได้ยินว่าเธอกำลังจะไป” เดียร์ดรีบอกขณะที่เดินเข้ามาเคียงข้าง ไคร่าเดินเคียงข้างเพื่อนใหม่ของเธอ รู้สึกอุ่นใจที่เห็นเพื่อนของเธอ เธอนึกย้อนกลับไปเมื่อเวลาที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันในห้องขังของท่านลอร์ด ทั้งความทุกข์ทรมานที่ทั้งสองต้องทน การหลบหนี และเธอรู้สึกถึงความผูกพันที่มีกับเพื่อนคนนี้โดยทันที เดียร์ดรีต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากปานนรกมากกว่าเธอมากนัก ในขณะที่เธอเหลือบมองเพื่อนคนนี้ เธอสังเกตเห็นสีดำใต้ขอบตาทั้งสองข้าง มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความทุกทรมานและความเศร้าที่ยังคงอยู่ในตัวเธอ ทำให้เธอสงสัยว่าสิ่งนี้หรือเปล่าที่ทำให้เธอเป็นเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เธอรู้ดีว่าเธอไม่อาจปล่อยเพื่อนคนนี้ให้อยู่โดยลำพังในป้อมปราการแห่งนี้ได้ ทั้งกองทัพกำลังเคลื่อนลงสู่ทิศใต้ เดียร์ดรีจะต้องถูกปล่อยทิ้งไว้ตามลำพัง “ฉันควรมีเพื่อนร่วมเดินทางด้วย” ไคร่าบอก แนวคิดนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเธอเอ่ยปาก เดียร์ดรีมองไปที่ดวงตาของไคร่า ดวงตาเบิกโพลงด้วยความประหลาดใจ ตามมาด้วยการฉีกยิ้มกว้าง สัญญาณแห่งความหนักใจในตัวเธอเริ่มลดลง “ฉันกำลังหวังอยู่ว่าเธอจะเอ่ยปากชวน” เธอตอบ เอนวินได้ยินดังนั้นมีสีหน้าตึงเครียดทันที “ฉันไม่แน่ใจนะว่าพ่อของเธอจะอนุญาต” เขาแทรกเข้ามา “เธอมีภารกิจสำคัญอยู่ตรงหน้าในขณะนี้” “ฉันจะไม่ขัดขวางแน่นอน” เดียร์ดรีบอก “ฉันต้องเดินทางข้ามเอสคาลอนอยู่แล้ว ฉันกำลังเดินทางกลับไปหาพ่อ คงเป็นการดีถ้าไม่ต้องเดินทางโดยลำพัง” เอนวินเอามือลูบเครา “พ่อของเธอต้องไม่ชอบใจแน่” เขาบอกกับไคร่า “เธออาจเป็นภาระ” ไคร่าจับข้อมือของเอนวินเพื่อให้ความมั่นใจกับเขา “เดียร์ดรีเป็นเพื่อนของฉันนะ” เธอบอก เพื่อยุติเรื่องนี้ “ฉันจะไม่ทอดทิ้งเธอ เฉกเช่นที่เธอจะไม่ทิ้งเหล่าทหารของเธอเช่นกัน นั่นเป็นสิ่งที่เธอบอกแก่ฉันมาโดยตลอดไม่ใช่หรือ? ไม่ทิ้งผู้ใดไว้เบื้องหลัง” ไคร่าถอนหายใจ “ฉันอาจเป็นคนช่วยเดียร์ดรีออกมาจากห้องขังก็จริง” ไคร่าเสริม “แต่เธอได้ช่วยชีวิตฉันไว้เช่นกัน ฉันเป็นหนี้บุญคุณเธอ ฉันขอโทษนะ แต่สิ่งที่ท่านพ่อของฉันคิดอาจมีเหตุผลเพียงเล็กน้อย เพราะเป็น ฉัน คนเดียวมิใช่หรือที่ต้องเดินทางข้ามเอสคาลอน ไม่ใช่เขา เดียร์ดรีจะเดินทางไปกับฉัน” เดียร์ดรียิ้ม เธอก้าวเข้ามาเคียงข้างไคร่าและคล้องแขนเธอด้วยความภาคภูมิใจ ไคร่ารู้สึกดีกับความคิดที่ว่าจะมีเพื่อนร่วมเดินทางด้วยกัน และเธอมั่นใจว่าตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไคร่าสังเกตเห็นพี่ของเธอเดินอยู่ข้าง ๆ และเธออดไม่ได้ที่จะสัมผัสได้ว่าพวกเขามีความรู้สึกผิดหวังที่เขาไม่สามารถปกป้องเธอได้ ทำให้เธอรู้เศร้าเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพวกเขา ถึงอย่างนั้น เธอไม่อาจเปลี่ยนแปลงผู้อื่นได้ เธอตระหนักดีว่า ต้องรู้สึกดีขึ้นในไม่ช้า พวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความอวดดี และย่อมทำอะไรผลีผลามที่อาจทำให้เธอได้รับอันตรายได้ “ฉันอยากไปกับเธอด้วยนะ” เอนวินบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและรู้สึกผิด “ฉันไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไรกับแนวคิดของการเดินทางข้ามเอสคาลอน” เขาถอนหายใจ “แต่พ่อของเธอต้องการให้ฉันช่วยในช่วงเวลาเช่นนี้ ท่านได้ขอให้ฉันไปกับท่าน เดินทัพลงใต้” “และฉัน” อาร์ทฟอลเสริม “ฉันอยากไปกับเธอด้วยเช่นกัน – แต่ฉันได้รับคำสั่งให้ไปทางใต้เหมือนกัน” “สำหรับฉันได้รับคำสั่งให้อยู่ที่นี่เพื่อรักษาโวลิสเมื่อท่านไม่อยู่” วิดาร์เสริม ไคร่ารู้สึกซาบซึ้งในความปรารถนาดี “อย่ากังวลไปเลย” เธอตอบ “เพียงแค่การขี่ม้าเป็นเวลา 3 วันเท่านั้น ฉันต้องปลอดภัย” “เธอจะปลอดภัย” เบย์เลอร์แทรกเข้ามา ก้าวเข้ามาใกล้ “และม้าตัวใหม่ของเธอจะทำให้เธอเป็นเช่นนั้น” พูดจบ เบย์เลอร์ก็ผลักประตูคอกม้าเปิดกว้าง และพวกเขาเดินตามเขาเข้าไปในอาคารที่มีหลังคาต่ำ ที่มีกลิ่นม้าฉุนในอากาศ สายตาของไคร่าค่อย ๆ ปรับให้เข้ากับแสงสลัว ขณะที่เธอเดินตามเขาเข้าไปในคอกม้าที่อับชื้นและเย็น เต็มไปด้วยเสียงของม้าที่แสดงออกถึงความตื่นเต้น เธอมองไปขึ้นและลงตามแถวคอกม้า และเห็นม้าที่สวยงามที่สุดที่เธอเคยพบเห็น – ม้าตัวใหญ่ แข็งแรง สวยงาม สีดำและสีน้ำตาล แต่ละตัวล้วนเป็นผู้ชนะ ที่นี่นับเป็นขุมทรัพย์จริง ๆ “เหล่าทหารของท่านลอร์ดเก็บม้าที่ดีที่สุดไว้ให้ตัวเอง” เบย์เลอร์อธิบายในขณะที่พวกเขาเดินไป ด้วยท่าทีกร่างตามแบบฉบับของเขา เขาสัมผัสม้าตัวหนึ่ง ตบเบา ๆ ที่อีกตัวหนึ่ง และดูเหมือนว่าสัตว์เหล่านี้กลับกลายเป็นมีชีวิตเมื่อเขาอยู่ใกล้ ไคร่าเดินอย่างเชื่องช้า สังเกตทุกสิ่งทุกอย่าง ม้าแต่ละตัวเป็นเหมือนงานศิลปะ แต่ละตัวมีขนาดใหญ่กว่าม้าส่วนใหญ่ที่เธอเคยเห็นมา เต็มไปด้วยความสวยงามและทรงพลัง “ต้องขอบคุณเธอ และมังกรของเธอ ม้าเหล่านี้เป็นของเราแล้วในเวลานี้” เบย์เลอร์พูด “เพียงแต่เลือกเท่านั้น พ่อของเธอบอกกำชับว่าให้เธอเป็นคนเลือกคนแรก ก่อนที่ท่านจะได้เลือกเสียด้วยซ้ำ” ไคร่ารู้สึกตื้นตัน เธอมองไปที่คอกม้า รู้สึกได้ถึงภาระแห่งความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง ด้วยรู้ว่าครั้งนี้นับเป็นโอกาสเดียวในชีวิต เธอเดินช้า ๆ มือลูบไล้ไปที่ขนที่แผงคอของพวกมัน รู้สึกได้ถึงความนุ่ม เรียบลื่น และพลัง เธอไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกตัวไหน “ฉันจะเลือกยังไง?” เธอถามเบย์เลอร์ เขายิ้มและส่ายหัว “ผมฝึกม้ามาตลอดชีวิต” เขาตอบ “ผมเลี้ยงพวกมันด้วย และหากมีเพียงสิ่งเดียวที่ผมรู้เกี่ยวกับม้าละก็ ไม่มีม้าตัวใดเลยที่เหมือนกัน บางตัวถูกเลี้ยงมาให้มีความเร็ว บางตัวเพื่อความแข็งแรง บางตัวเพื่อพละกำลัง ในขณะที่บางตัวเพื่อบรรทุกสัมภาระ ม้าบางตัวหยิ่งทระนงมากเกินกว่าจะยอมบรรทุกสิ่งใด สำหรับตัวอื่น ๆ ถูกสร้างมาเพื่อทำสงคราม บางตัวเหมาะกับการต่อสู่เพียงครั้งเดียวบนหลังม้า บางตัวเพียงแค่อยากต่อสู้เท่านั้น ในขณะที่ตัวอื่น ๆ ถูกสร้างเพื่อทำสงครามแบบมาราธอน บางตัวอาจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ บางตัวอาจเบือนหน้าหนีจากเธอ สัมพันธภาพระหว่างคนกับม้านับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ มันต้องเป็นฝ่ายเลือกเธอ และเธอก็ต้องเป็นฝ่ายเลือกมันเช่นกัน เลือกให้ดี และม้าตัวนั้นจะอยู่เคียงข้างเธอตลอดไป ไม่ว่าจะต้องสู้ศึกหรือในสมรภูมิ ไม่มีนักรบคนใดเลยที่จะเป็นนักรบที่สมบูรณ์ได้โดยปราศจากอาชาเคียงข้าง” ไคร่าเดินช้า ๆ หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น เดินผ่านม้าตัวแล้วตัวเล่า บางตัวมองมาที่เธอ บางตัวหันมองไปทางอื่น บางตัวส่งเสียงร้อง บางตัวใช้ขาหน้ากระทืบพื้นด้วยความใจร้อน บางตัวยืนนิ่ง เธอรอดูว่ามีตัวไหนที่จะเชื่อมต่อกับเธอหรือไม่ แต่เธอไม่รู้สึกถึงการเชื่อมต่อนั้นเลย และนั่นทำให้เธอรู้สึกสับสนยิ่งขึ้น ทันใดนั้น เธอรู้สึกเย็นวาบที่ไขสันหลังโดยฉับพลัน เหมือนสายฟ้าฟาดลงมาที่ตัวเธอ ตามด้วยเสียงแหลมดังก้องอยู่ในคอกม้า เสียงที่จะบอกเธอว่า นั่นแหละม้าตัวที่ใช่ เสียงของมันไม่เหมือนเสียงม้าโดยทั่วไป – แต่เสียงที่เปล่งออกมามีลักษณะที่เน้นหนักมากกว่า มีพลังมากกว่าม้าตัวอื่น ๆ เสียงนั้นดังเด่นชัดเหนือเสียงม้าตัวอื่นทั้งหมด เหมือนเสียงของราชสีห์เจ้าป่าที่พยายามจะปลดตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการ เสียงนั้นทั้งน่ากลัว และ – ในขณะเดียวกัน ก็ดึงดูดเธอเข้าไปหา ไคร่าหมุนตัวหาต้นเสียง และมาหยุดตรงที่ตอนปลายของคอกม้า เมื่อมาถึงเธอได้เห็นไม้ล้มลง เห็นคอกม้ากระจัดกระจาย และเศษไม้ปลิวไปทั่วทุกทิศ หลายคนรีบรุดมายังจุดเกิดเหตุ พยายามที่จะปิดประตูไม้ที่หักพังแล้ว เจ้าม้ายังคงถีบประตูด้วยกีบหน้าทั้งสองข้าง ไคร่ารีบเร่งไปยังจุดที่เสียงดังเอะอะนั้น “เธอกำลังจะไปไหน?” เบย์เลอร์ถาม “ม้าที่ดีเลิศอยู่ที่นี่” แต่ไคร่าไม่สนใจเขา เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น หัวใจเธอเต้นเร็วยิ่งขึ้นตามจังหวะการเดิน เธอรู้ว่ามันกำลังเรียกหาเธออยู่ เบย์เลอร์และคนที่เหลือพยายามที่จะรั้งตัวเธอไว้ในขณะที่เธอเดินมาจนเกือบสุดคอกม้า และเมื่อเดินมาถึง เธอหันไปพบกับภาพที่ทำให้เธอต้องอ้าปากค้าง เพราะที่ยืนอยู่ดูเหมือนจะเป็นม้า แต่มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของม้าทั่วไป ขาใหญ่หนาเหมือนลำต้นไม้ มันมีเขาเล็ก ๆ ที่แหลมคมเหมือนใบมีด ที่มองแทบไม่เห็นอยู่หลังใบหู ผิวหนังของมันไม่ได้เป็นสีน้ำตาลหรือสีดำเหมือนตัวอื่น แต่เป็นสีแดงเลือดนกที่เข้มเป็นประกาย – และดวงตาของมันต่างจากม้าตัวอื่นเช่นกัน ดวงตาของมันเป็นสีเขียวสุกใส ดวงตาทั้งคู่เพ่งจ้องมาที่เธอ เกิดความรู้สึกจุกแน่นพุ่งขึ้นมาที่อกจนเธอแทบหยุดหายใจ เธอไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้เลย เจ้าสัตว์ตัวนั้นยืนตระหง่านอยู่เหนือเธอ ทำเสียงคำรามอย่างดุดัน เผยให้เห็นเขี้ยวในปากของมัน “นี่มันม้าอะไร?” เธอถามเบย์เลอร์ เสียงของเธอแผ่วเบาจนคล้ายเสียงกระซิบ เขาส่ายหัวแสดงอาการไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเธอ “นั่นมันไม่ใช่ม้า” เขามีสีหน้าบูดบึ้ง “แต่เป็นสัตว์ดุร้าย เจ้าตัวประหลาด พบเห็นได้ยากมาก มันคือโซลเซอร์ ที่นำเข้าจากดินแดนไกลโพ้นชายแดนของแพนดีเซีย ลอร์ด โกเวิร์นเนอร์คงจะเก็บมันเอาไว้ตั้งโชว์เหมือนเป็นถ้วยรางวัล เขาไม่สามารถขี่เจ้าสัตว์ตัวนี้ได้ – ไม่มีใครที่สามารถ โซลเซอร์เป็นสัตว์ที่ดุร้าย ไม่สามารถทำให้เชื่องได้ มาเถอะ – เธอเสียเวลาอันมีค่ายิ่ง กลับไปเลือกม้ากันต่อดีกว่า” แต่ไคร่ายังยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนมีรากยึดติดอยู่กับพื้น ไม่สามารถละสายตาไปจากสัตว์ตัวนั้นได้ หัวใจเธอเต้นรัวยิ่งรู้ว่าสัตว์ตัวนี้เป็นของเธอ “ฉันเลือกตัวนี้” เธอกล่าวกับเบย์เลอร์ เบย์เลอร์และคนอื่น ๆ พากันอ้าปากค้าง ทั้งหมดมองมาที่เธอ ราวกับเธอเป็นบ้าไปแล้ว ทั้งหมดพากันเงียบด้วยความตกตะลึง “ไคร่า” เอนวินเริ่มต้นก่อน “ท่านพ่อของเธอจะไม่มีทางอนุญาตให้เธอ—” “ฉันเป็นคนเลือกเอง ไม่ใช่หรือ” เธอตอบ เขามีสีหน้าบูดบึ้งและยกมือทั้งสองขึ้นเท้าสะเอว “นั่นมันไม่ใช่ม้า!” เขายืนยัน “มันเป็นสัตว์ป่า” “ในไม่ช้ามันจะฆ่าเธอ” เบย์เลอร์เสริม ไคร่าหันไปหาเบย์เลอร์ “ก็คุณไม่ใช่หรือที่บอกให้ฉันเชื่อสัญชาติญาณของฉันเอง?” เธอถาม “แล้วเจ้าตัวนี้ก็พาฉันมาที่นี่ เจ้าสัตว์ตัวนี้กับตัวฉันสามารถสื่อถึงกันได้” ทันใดนั้น เจ้าโซลเซอร์ก็ยกขาอันใหญ่โตของมันถีบประตูไม้อีกบานกระเด็น เศษไม้เล็ก ๆ กระเด็นไปทั่ว ในขณะที่ผู้คนพากันแตกตื่น ไคร่ารู้สึกกลัวเกรง มันเป็นสัตว์ป่าที่ไม่เชื่องและยิ่งใหญ่ สัตว์ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าสถานที่แบบนี้ ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถูกจับขังไว้ และเหนือกว่าสัตว์ตัวอื่นอย่างมาก “ทำไมเธอถึงคู่ควรที่จะได้มันล่ะ?” แบรนดอนถาม ขณะที่ก้าวมาข้างหน้าและดันคนอื่นให้หลีกทาง “ฉันอายุมากกว่า และเหนือสิ่งอื่นใด ฉันอยากได้มัน” ก่อนที่ไคร่าจะได้เอ่ยอะไร แบรนดอนก้าวมาข้างหน้าเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของด้วย เขากระโดดขึ้นบนหลังของมัน และเมื่อเขาทำเช่นนั้น โซลเซอร์ก็เหวี่ยงตัวอย่างรุนแรงจนร่างของเขาลอยละลิ่วข้ามคอกม้าไปกระแทกผนัง แบรกซ์ตันจึงก้าวเข้ามาแทนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของเช่นกัน และมันก็เหวี่ยงหัวและกรีดแขนแบรกซ์ตันด้วยเขี้ยวของมัน เมื่อมีเลือดออก แบรกซ์ตันกรีดร้องและวิ่งออกไปจากคอกม้า เอามือกุมแขนตัวเองไว้ แบรกซ์ตันพยุงกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล และก้าวเท้าออกไป ทำให้โซลเซอร์กัดไม่โดน ไคร่ายืนนิ่งเงียบ แต่ไม่รู้สึกหวาดกลัว เธอรู้ว่าหากเป็นเธอแล้วละก็ มันจะต้องปฏิบัติต่อเธอแตกต่าง เธอรู้สึกว่าเธอกับเจ้าสัตว์ดุร้ายตัวนี้สามารถเชื่อมต่อกันได้ ในลักษณะเดียวกับที่เธอมีกับธีโอส์ ทันใดนั้น ไคร่าก็ก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างกล้าหาญ และยื่นอยู่ตรงหน้ามัน ในระยะที่สามารถตายได้จากเขี้ยวของมัน เธอต้องการแสดงให้โซลเซอร์เห็นว่าเธอเชื่อใจมัน “ไคร่า!” เอนวินตะโกน มีความกังวลในน้ำเสียง “ถอยมา!” แต่ไคร่าไม่ใส่ใจ เธอยังยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองเจ้าสัตว์ที่ดวงตา เจ้าสัตว์ร้ายจ้องตอบ เสียงคำรามดังออกมาจากลำคอ เหมือนกับกำลังตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ ไคร่าสั่นด้วยความกลัว แต่เธอไม่ยอมให้ใครเห็น เธอบังคับตัวเองให้แสดงความกล้าหาญออกมา เธอยกมือขึ้นช้า ๆ ในขณะที่ก้าวไปข้างหน้า และสัมผัสผิวหนังสีเลือดนกของมัน มันคำรามดังขึ้น เผยให้เห็นเขี้ยว และเธอสัมผัสได้ถึงความโกรธและความความคับข้องใจของมัน “ปลดล็อกโซ่ให้มัน” เธอสั่งการ “อะไรนะ?” หนึ่งในนั้นร้องออกมา “นั่นมันไม่ฉลาดเลยนะ” เบย์เลอร์ร้อง เสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ทำตามที่ฉันสั่ง!” เธอยืนยัน รู้สึกถึงความเข้มแข็งที่ก่อนตัวเพิ่มขึ้นภายในตัวเธอ เหมือนสัตว์ตัวนี้กำลังส่งผ่านความต้องการของมันมาหาเธอ ด้านหลังมีทหารวิ่งมาพร้อมกุญแจ และปลดล็อกโซ่ตรวน ตลอดเวลา เจ้าสัตว์ป่าตัวนั้นไม่ละสายตาออกจากเธอเลยแม้แต่น้อย ยังคงคำรามเหมือนกับจะท้าทายเธอ ทันทีที่มันเป็นอิสระจากโซ่ตรวน มันก็กระทืบเท้า ทำท่าพร้อมที่จะจู่โจม แต่น่าประหลาดตรงที่มันไม่จู่โจม แต่กลับจ้องมองไคร่าอย่างแน่นิ่ง และค่อย ๆ เปลี่ยนจากท่าทีที่โกรธเกรี้ยวมาเป็นท่าทีที่ยอมรับ บางทีอาจเป็นความกตัญญูรู้คุณก็ได้ แม้จะเล็กน้อย เจ้าสัตว์ตัวนี้ดูเหมือนว่าจะค้อมหัวลงต่ำ มันเป็นท่าทีที่แทบจะสังเกตไม่เห็น แต่เธอก็รับรู้ได้ ไคร่าก้าวไปข้างหน้า จับที่แผงคอของมัน และในภายในเวลาอันรวดเร็ว กระโดดขึ้นขี่ ทุกคนในห้องถึงกับตะลึง ในตอนแรก เจ้าสัตว์เริ่มผงกหัวเตรียมจะสะบัด แต่ไคร่ารับรู้ได้ว่ามันทำท่าไปอย่างนั้นเอง มันไม่ได้อยากจะสลัดเธอทิ้งหรอก – มันเพียงต้องการแสดงออกถึงการต่อต้าน ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ควบคุม และจำกัดให้เธออยู่แต่ในขอบเขต มันต้องการให้เธอรู้ว่ามันเป็นสัตว์ป่า ที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทำให้มันเชื่องได้ ฉันไม่ได้ต้องการที่จะทำให้เธอเชื่องหรอก เธอสื่อสารกับมันทางสายตา ฉันเพียงต้องการให้เราเป็นคู่หูในศึกสงครามเท่านั้น โซลเซอร์สงบลง แต่ยังขยับตัวไปมา ไม่รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ ราวกับเข้าใจในสิ่งที่เธอบอก ในไม่ช้า มันก็หยุดเคลื่อนไหว อยู่นิ่งสนิทภายใต้เธอ ส่งเสียงคำรามไปยังผู้อื่น เหมือนต้องการปกป้องเธอ ไคร่านั่งอยู่บนหลังของโซลเซอร์ด้วยความสงบ มองลงมายังทุกคน คลื่นแห่งความตกตะลึงปรากฏบนใบหน้าที่มองมายังเธอ ทุกคนอ้าปากค้าง ไคร่าค่อย ๆ ยิ้มเต็มที่ รู้สึกถึงสัมผัสของความยิ่งใหญ่ “และนี่” เธอพูด “นี่คือตัวเลือกของฉัน และชื่อของเขาคือ แอนดอร์” * ไคร่าขี่แอนดอร์ไปยังตรงกลางสนามของอาร์โกส์ ต่อหน้าทหารทั้งหมดของพ่อของเธอ ทหารผู้แข็งแกร่งทั้งหมดต้องหยุดและมองเธอด้วยความเกรงขาม แน่นอนว่าพวกเขายังไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน ไคร่าจับขนที่แผงคออย่างอ่อนโยน พยายามปลอบประโลมให้เขาสงบในขณะที่เขาคำรามเบา ๆ ไปที่ทหารเหล่านั้น สายตาจ้องมองเหมือนมีความโกรธแค้นที่จับมันขังไว้ ไคร่าพยายามปรับความสมดุล เบย์เลอร์วางอานหนังสัตว์ใหม่เอี่ยมบนตัวเขา และพยายามทำความคุ้นเคยกับการขี่พาหนะที่สูงเช่นนี้ เธอรู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมมากเมื่อขี่เจ้าสัตว์ตัวนี้ เคียงข้างเธอมีเดียร์ดรีที่ขี่ม้าตัวเมียที่สวยงามที่เบย์เลอร์เลือกให้ และทั้งสองขี่พาหนะผ่านไปบนหิมะจนกระทั่งไคร่ามองเห็นพ่อของเธอจากระยะไกล ยืนอยู่ที่บริเวณประตูรอเธออยู่ เขายืนอยู่กับเหล่าทหาร ทั้งหมดมารอส่งเธอ และทั้งหมดก็มองมาที่เธอด้วยความกลัวและความเกรงกลัวเช่นกันที่เห็นเธอสามารถขี่สัตว์ตัวนี้ได้ เธอเห็นสายตาแห่งความชื่นชม และนั่นทำให้เธอมีความกล้าหาญสำหรับการเดินทางที่กำลังจะมาถึง หากธีโอส์ไม่กลับมาหาเธอ อย่างน้อยเธอก็ยังมีสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ตัวนี้ ไคร่าลงจากหลังแอนดอร์เมื่อเธอมาถึงพ่อของเธอ เธอจับที่แผงคอเพื่อนำทางเขา ในขณะที่มองเห็นความกังวลในดวงตาของพ่อเธอ เธอไม่รู้แน่ว่าเป็นความกังวลในสัตว์ตัวนี้หรือการเดินทางข้างหน้ากันแน่ อย่างน้อย สายตาแห่งความกังวลทำให้เธอรู้ว่าไม่ใช่เพียงแค่เธอเท่านั้นที่มีความกลัวต่อหนทางข้างหน้า และพ่อของเธอมีความห่วงใยในตัวเธอไม่ใช่น้อย ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เขาผ่อนท่าทีอันแข็งกร้าวลงและมองเธอด้วยแววตาที่เธอคุ้นเคย: นั่นคือความรักของผู้เป็นพ่อ เธอรู้ว่าเขาต้องฝืนใจตนเองไม่ใช่น้อยที่ส่งเธอไปปฏิบัติภารกิจนี้ เธอหยุดอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ฟุต เผชิญหน้าพ่อของเธอ เหล่าทหารที่รวมพลอยู่ที่นั่นเงียบเพื่อรอฟังบทสนทนา เธอยิ้มให้เขา “อย่างกังวลไปเลย ท่านพ่อ” เธอบอก “ท่านเลี้ยงลูกมาให้เข้มแข็ง” เขาพยักหน้าตอบ ทำทีว่ายอมรับ – แต่เธอย่อมมองเห็นว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น อย่างน้อย เขายังมีความเป็นพ่ออยู่ เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า “หากเพียงเจ้ามังกรกลับมาหาลูกในเวลานี้” เขาบอก “เธออาจข้ามเอสคาลอนในชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น หรือดีกว่านั้น – มันอาจร่วมเดินทางกับเธอและพ่นไฟใส่ใครก็ตามที่เข้ามาขวางทางเธอ” ไคร่ายิ้มอย่างเศร้า ๆ “ธีโอส์จากเราไปแล้ว ท่านพ่อ” เขามองมาที่ดวงตาของเธอ เปี่ยมด้วยความประหลาดใจ “ตลอดกาลหรือ?” เขาถาม เป็นคำถามที่ผู้นำกองทหารเข้าสู่สมรภูมิเช่นเขาปรารถนาอยากรู้แต่กลัวที่จะถาม ไคร่าปิดตาและพยายามรับรู้ถึงการโต้ตอบของมังกร เธอประสงค์ให้มังกรตอบเธอ แต่เธอไม่ได้รับสัมผัสใด ๆ เลย และนั่นทำให้เธอเริ่มสงสัยว่าเธอสามารถเชื่อมต่อกับมังกรได้ตั้งแต่ต้นหรือไม่ หรือเพียงแต่จินตนาการไปเท่านั้น “ลูกไม่ทราบ ท่านพ่อ” เธอตอบแบบซื่อ ๆ เขาพยักหน้าอย่างยอมรับ เป็นสีหน้าของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเรียนรู้ที่จะยอมรับในสิ่งที่เป็นและพยายามที่จะพึ่งตนอง “จำที่ฉัน –” พ่อเธอเริ่มประโยค “ไคร่า!” เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นดังแทรกเข้ามา ไคร่าหันไปตามเสียง ในขณะที่เหล่าทหารขยับตัวเป็นช่องทาง และใจเธอก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีที่ได้เห็นเอแดนวิ่งผ่านประตูเมืองเข้ามา พร้อมลีโออยู่เคียงข้าง ทั้งสองกระโดดลงจากรถที่ขับโดยทหารของท่านพ่อของไคร่า เขาวิ่งตรงมาที่เธออย่างทุลักทุเลเพราะหิมะ ลีโอรวดเร็วกว่าไอเดนมาก วิ่งนำหน้าและกระโดดเข้ามายังอ้อมแขนของไคร่า ไคร่าหัวเราะในขณะที่ลีโอกระโจนทับตัวเธอ ขาทั้งสี่ยืนอยู่บนหน้าอก และเลียไปที่ใบหน้าของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แอนดอร์คำรามอยู่ด้านหลัง พร้อมที่จะปกป้องเธอ ลีโอกระโจนขึ้นเผชิญหน้าและคำรามตอบ สิ่งมีชีวิตทั้งสองล้วนไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด และทั้งคู่ต้องการปกป้องเธอ ทำให้ไคร่ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง เธอกระโดดขึ้นขวางระหว่างสัตว์ทั้งสอง ดึงลีโอไว้ “ไม่เป็นไร ลีโอ” เธอบอก “แอนดอร์เป็นเพื่อนของฉัน และแอนดอร์” เธอบอกพลางหันกลับไป “ลีโอก็เป็นเพื่อนของฉันเช่นกัน” ลีโอถอยกลับอย่างไม่เต็มใจ ในขณะที่แอนดอร์ยังคงคำราม แม้จะลดความดังลงหน่อยก็ตาม “ไคร่า!” ไคร่าหันไปตามเสียงในขณะที่เอแดนวิ่งเข้ามาสวมกอด เธอก้มตัวลงไปและกอดเขาแน่น ในขณะที่สองแขนเล็ก ๆ ของเขาโอบหลังไคร่าไว้ เธอรู้สึกดีที่ได้สวมกอดน้องชายของเธอ ผู้ซึ่งเธอมั่นใจว่าจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก เขาเป็นเพียงผู้เดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตของเธอ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นอยู่อย่างเดิมโดยไม่มีเปลี่ยนแปลง “ฉันได้ยินว่าพี่อยู่ที่นี่” เขาพูดอย่างเร่งรีบ “และฉันรีบเดินทางมาหาพี่ ฉันดีใจจริง ๆ ที่พี่กลับมา” เธอยิ้มเศร้า ๆ “น่ากลัวว่าอีกไม่นานนะ น้องชาย” เธอบอก ความกังวลฉายขึ้นที่ใบหน้าของเขา “พี่กำลังจะไปหรือ?” เขาถาม ท่าทีผิดหวัง ท่านพ่อเข้ามาขัดจังหวะ “เธอต้องไปหาท่านลุง” เขาอธิบาย “ปล่อยเธอไปเสีย” ไคร่าสังเกตว่าท่านพ่อพูดว่า ลุงของเธอ ไม่ใช่ลุงของเจ้า และเธอรู้สึกสงสัยว่าเพราะเหตุใดท่านพ่อจึงพูดเช่นนี้ “ถ้าอย่างนั้น ขอฉันไปด้วยนะ!” เอแดนยืนยันอย่างภาคภูมิใจ ท่านพ่อส่ายหน้า “เจ้าไปไม่ได้” เขาตอบ ไคร่ายิ้มให้น้อยชายของเธอ ช่างกล้าหาญเหมือนที่เคยเป็น “พ่อต้องการให้น้องอยู่อีกที่หนึ่ง” เธอบอก “ที่สมรภูมิหรือ?” เอแดนถาม หันหน้าไปหาท่านพ่ออย่างมีความหวัง “ท่านกำลังเดินทัพไปยังเอสเฟส” เขาพูดอย่างเร่งรีบ “ฉันได้ยิน! และฉันต้องการร่วมทัพด้วย!” แต่เขาส่ายหัว “พ่อต้องการให้ลูกอยู่ที่โวลิส” เขาตอบ “เจ้าจะอยู่ที่นี่ ได้รับการคุ้มกันโดยเหล่าทหารที่พ่อทิ้งไว้ สมรภูมิยังไม่เหมาะสำหรับลูกในเวลานี้ สักวันหนึ่งเท่านั้น” เอแดนหน้าแดงด้วยความผิดหวัง “แต่ลูกอยากต่อสู้นะ ท่านพ่อ!” เขาประท้วง “ลูกไม่ต้องการอยู่เฉย ๆ ในป้อมปราการที่ว่างเปล่าพร้อมกับผู้หญิงและเด็ก ๆ!” เหล่าทหารพากันหัวเราะคิกคัก แต่ท่านพ่อมีสีหน้าจริงจัง “พ่อตัดสินใจแล้ว” เขาตอบห้วน ๆ เอแดนมีสีหน้าบูดบึ้งทันที “หากลูกไม่สามารถไปกับไคร่าและท่านพ่อได้” เขาพูดอย่างไม่ลดละความพยายาม “แล้วลูกจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำสงครามได้อย่างไร แล้วเมื่อไรลูกจะได้เรียนรู้การใช้อาวุธล่ะ? แล้วที่ฝึกฝนมานี่ เพื่ออะไรหรือ?” “รอให้หน้าอกเจ้ามีขนขึ้นเสียก่อน น้องชาย” แบรกซ์ตันหัวเราะขณะก้าวเข้ามาพร้อมแบรนดอนขนาบข้าง เสียงหัวเราะดังขึ้นในกลุ่มทหาร และเอแดนหน้าแดง แน่นอนว่าเขารู้สึกอับอายต่อหน้าคนอื่น ๆ ไคร่ารู้สึกไม่ดี จึงคุกเข่าต่อหน้าเขาและจ้องมองเขาพร้อมวางมือข้างหนึ่งลงบนแก้ม “เธอจะเป็นนักรบที่ดีเยี่ยมกว่าพวกนั้นทั้งหมด” เธอพูดให้ความมั่นใจแก่เขาอย่างแผ่วเบา เพียงเพื่อให้เขาได้ยิน “จงอดทน และในระหว่างนี้ ดูแลโวลิส พี่ต้องการให้น้องทำหน้าที่นี้ ทำให้พี่ภูมิใจ แล้วพี่จะกลับมา พี่ให้สัญญา และในวันข้างหน้า เราจะร่วมรบในสมรภูมิสำคัญด้วยกัน” เอแดนดูเหมือนจะอ่อนโยนลงบ้าง เมื่อเขาโน้มตัวมาข้างหน้าและสวมกอดเธออีกครั้ง “แต่ฉันไม่อยากให้พี่ไป” เขาพูดอย่างแผ่วเบา “ฉันฝันถึงพี่ ฉันฟันว่า...” เขามองมาที่เธออย่างลังเล ดวงตาเอ่อท้นด้วยน้ำตา “...ว่าพี่จะต้องตายเมื่อไปที่นั่น” ไคร่ารู้สึกตะลึงในคำพูดของเขา โดยเฉพาะสิ่งที่เธอเห็นในดวงตาของเขา มันหลอกหลอนเธอ เธอไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำใดจึงจะเหมาะสม เอนวินก้าวมาข้างหน้าและนำผ้าคลุมขนสัตว์ผืนหนาคลุมที่ไหล่เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ไคร่า เธอยืนขึ้นและรู้สึกว่าตัวเองหนักขึ้นถึงสิบปอนด์ แต่ผ้าคลุมผื่นนี้กันลมและความหนาวเหน็บทั้งหลายได้จนหมดสิ้น เขายิ้มตอบ “ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล และดวงไฟยังห่างออกไป” เขาบอก และสวมกอดเธอ ท่านพ่อของเธอเดินมาข้างหน้า และสวมกอดเธอ เป็นกอดที่เข้มแข็งของผู้นำกองทัพ เธอกอดเขาและรู้สึกได้ถึงความแนบแน่นรุนแรงจากกล้ามเนื้ออันแข็งแรงของเขา รู้สึกได้ถึงความปลอดภัย “ลูกเป็นลูกของพ่อ” เขาพูดอย่างหนักแน่น “อย่าลืมนะ” แล้วเขาพูดเสียงเบามาก เพื่อไม่ให้คนอื่นได้ยิน “พ่อรักลูก” เธอรู้สึกตื้นตันด้วยความรู้สึกทั้งหลาย ก่อนที่เธอจะมีโอกาสพูดอะไรออกไป เขาหมุนตัวกลับและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว – ในขณะเดียวกัน ลีโอก็ส่งเสียงร้อง และกระโดดขึ้นมาหาเธอ ดุนจมูกของมันกับหน้าอกของเธอ “มันอยากไปกับเธอ” เอแดนตั้งข้อสังเกต “เอามันไปด้วยเถอะ – พี่ต้องการมันมากกว่าฉัน ที่ต้องอยู่ที่โวลิสนี้ อีกอย่าง มันเป็นสัตว์เลี้ยงของพี่อยู่แล้ว” ไคร่ากอดลีโอ ไม่อาจปฏิเสธได้ มันก็ต้องการเพียงอยู่เคียงข้างเธอ เธอรู้สึกปลอดภัยเมื่อคิดว่ามีมันร่วมเดินทางด้วย เธอคิดถึงมันอย่างมาก เธออาจได้ประโยชน์จากตาและหูของมันเช่นกัน และไม่มีสัตว์ตัวใดที่ซื่อสัตย์ไปกว่าลีโออีกแล้ว เมื่อพร้อม ไคร่าขึ้นขี่หลังแอนดอร์ในขณะที่ทหารของท่านพ่อของเธอเริ่มเปิดทางให้ เขาถือคบเพลิงเป็นแนวไปจนถึงสะพานเพื่อแสดงออกถึงความเคารพ ขับไล่ความมืดในยามค่ำคืน และส่องทางให้เธอ เธอมองทะลุไปด้านหลังและเห็นท้องฟ้าที่กำลังมืดลง ป่ารกอยู่ต่อหน้า เธอรู้สึกตื่นเต้น กลัว และเหนือสิ่งอื่นใด รู้สึกถึงภาระหน้าที่ ด้วยเป้าหมาย ก่อนเธอจะดำเนินภารกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิต ภารกิจที่ไม่ใช่มีเพียงแค่ศักดิ์ศรีของเธอเท่านั้นเป็นเดิมพัน แต่มันหมายถึงโชคชะตาของเอสคาลอน ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว เธอคล้องสายซองใส่ลูกธนูไว้ที่ไหล่ข้างหนึ่ง และคันธนูที่ไหล่อีกข้างหนึ่ง ลีโอและเดียร์ดรีอยู่เคียงข้าง เธอขี่แอนดอร์อยู่ ทหารทั้งหมดมองเฝ้าดู ไคร่าเริ่มขี่แอนดอร์ออกก้าวเดินไปที่ประตูเมือง เธอค่อย ๆ ไปอย่างช้า ๆ ในช่วงแรก ผ่านคบเพลิงและเหล่าทหาร รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในความฝัน เดินไปสู่โชคชะตาของเธอ ไคร่าเดินหน้าโดยไม่เหลียวหลังกลับ ด้วยไม่ต้องการให้เสียความตั้งใจ เสียงเป่าแตรเขาสัตว์โดยทหารของท่านพ่อของเธอ เสียงแตรแห่งการลาจาก เสียงแห่งความเคารพ เธอเตรียมพร้อมที่จะกระตุ้นแอนดอร์ แต่เขาคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้ว เขาเริ่มต้นวิ่ง ครั้งแรกเป็นการวิ่งเหยาะ ๆ ตามด้วยการควบ ในไม่นาน ไคร่าพบว่าตัวเองกำลังวิ่งอยู่ในเส้นทางที่เต็มไปด้วยหิมะ ผ่านประตูแห่งอาร์โกส์ ข้ามสะพาน ออกไปสู่พื้นที่โล่ง สายลมเยือกเย็นปะทะเส้นผม และไม่เหลือสิ่งใดนอกจากเส้นทางอันยาวไกล เจ้าสัตว์ที่ดุร้าย และความมืดมิดในยามค่ำคืน บทที่สี่ เมิร์ควิ่งผ่าเข้าไปในป่า สะดุดที่พื้นดินลาดเอียง วิ่งเปะปะไประหว่างต้นไม้ เสียงใบไม้แห้งในป่าไวท์วูดดังกรอบแกรบใต้เท้าของเขา ในขณะที่เขาวิ่งด้วยพลังทั้งหมดที่มี เขามองไปข้างหน้าและพยายามจับตากลุ่มควันที่พวยพุ่งที่เส้นขอบฟ้า ตัดกับสีแดงเหมือนเลือดสดของอาทิตย์ยามอัสดง เขายิ่งรู้สึกถึงความรีบร้อนที่เพิ่มขึ้น เขารู้ว่าเด็กผู้หญิงต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งในบริเวณนี้ เป็นไปได้ว่าอาจถูกสังหารในเวลานี้ก็ได้ แต่เขาไม่สามารถทำให้ขาทั้งสองข้างก้าวไปได้เร็วกว่านี้แล้ว ดูเหมือนว่าการฆ่าจะติดตามเขาไปทุกแห่ง และมันเผชิญหน้ากับเขาได้ทุกวัน เหมือนที่ทุกคนกลับบ้านเพื่อรับประทานอาหารเย็น แม่ของเขาเคยบอกว่า เขากลับมีนัดกับความตาย คำพูดเหล่านี้ก้องอยู่ในหัวของเขา และตามหลอกหลอนเขามาตลอดชั่วชีวิต คำพูดของเธอเป็นความจริงหรือไม่? หรือเป็นเพราะเขาเกิดมาพร้อมดาวสีดำอยู่เหนือหัวของเขา? สำหรับเมิร์คแล้ว การฆ่าดูจะเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของชีวิตเขา เหมือนหายใจ เหมือนกินอาหารกลางวัน ไม่ว่าคนที่เขาจัดการจะเป็นใคร หรือจะฆ่าด้วยวิธีใดก็ตาม ยิ่งครุ่นคิดถึงมันมากเท่าใด เขาก็ยิ่งรู้สึกขยะแขยงมากยิ่งขึ้นเท่านั้น มันทำให้เขารู้สึกอยากอาเจียนมาตลอดชั่วชีวิต และเมื่อใดก็ตามที่มโนธรรมที่อยู่ในใจของเขาจะกรีดร้องให้เขาหันหลังกลับ เริ่มต้นชีวิตใหม่ และดำรงตนเหมือนนักแสวงบุญของป้อมปราการแห่งเออร์ เขาไม่สามารถทำตามคำเรียกร้องได้สำเร็จ หรือจะกล่าวว่า ความรุนแรงร้องเรียกเขาอีกครั้งแล้ว และครั้งนี้เขายิ่งไม่สามารถปฏิเสธเสียงเรียกร้องนั้นได้ เมิร์ควิ่งต่อไป กลุ่มควันที่พวยพุ่งอยู่ใกล้เข้า เขาเริ่มหายใจลำบากขึ้น กลิ่นควันทำให้เขาแสบจมูก และความรู้สึกที่คุ้นเคยกำลังเริ่มเข้าครอบงำตัวเขา มันไม่ใช่ความกลัว และในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แม้แต่ความตื่นเต้น มันเป็นความรู้สึกแห่งความคุ้นเคย เหมือนเขากำลังจะเป็นเครื่องจักรสังหาร ทุกครั้งที่เขาเข้าสู่สมรภูมิ – ของการสู้รบภายในตัวของเขา การสู้รบในรูปแบบนี้ เขาฆ่าข้าศึกที่เผชิญหน้าเขา โดยไม่จำเป็นต้องแอบซ่อนหลังกะบังหมวกหรือเกราะเหล็ก หรือแม้แต่มีฝูงชนปรบมือให้เหมือนเป็นอัศวินผู้โด่งดัง ในทัศนะของเขาแล้ว สมรภูมิของเขานับเป็นสมรภูมที่ต้องการความกล้าหาญที่สุด และเหมาะสมสำหรับนักรบที่แท้จริงเช่นเขา และแม้แต่ในขณะที่เขาวิ่ง เมิร์ครู้สึกถึงบางอย่างที่แตกต่าง โดยปกติแล้ว เมิร์คไม่เคยสนใจว่าใครจะอยู่หรือใครจะตาย มันเป็นเพียงแค่งานเท่านั้น นั่นช่วยกันเขาออกมาจากการใช้เหตุผล เป็นอิสระจากการถูกบดบังด้วยอารมณ์ แต่ในครั้งนี้มันแตกต่าง นับเป็นครั้งแรกตราบนานเท่าที่เขาจะจดจำได้ที่เขาทำโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนจากใครเลย เขาดำเนินการด้วยความประสงค์ของตนเองอย่างแท้จริง โดยไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกเหนือจากเขารู้สึกสมเพชในตัวเด็กผู้หญิง และรู้สึกต้องการทำสิ่งที่ถูกต้อง มันทำให้เขาต้องลงทุนลงแรง และเขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้สักเท่าไร เขารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ดำเนินการให้เร็วกว่านี้ และเสียใจที่ปฏิเสธเธอก่อนหน้านี้ เมิร์ควิ่งด้วยความเร็วคงที่ เขาไม่พกอาวุธใด ๆ เลย –ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น สิ่งที่อยู่ภายใต้เข็มขัดของเขามีเพียงกริชเพียงเล่มเดียวเท่านั้น และนั่นก็เพียงพอแล้ว ความเป็นจริงแล้ว เขาอาจไม่จำเป็นต้องใช้มันเลยก็ได้ เขาชอบที่จะเข้าสู่สมรภูมิโดยปราศจากอาวุธ มันช่วยให้คู่ต่อสู่ของเขาขาดความระมัดระวง นอกจากนี้ เขายังสามารถปลดอาวุธของศัตรูและใช้อาวุธนั้นในการต่อสู้ได้ ทำแบบนี้เหมือนกับเขามีคลังอาวุธอยู่ในทุกที่ที่เขาไป เมิร์คพุ่งทะยานออกจากป่าไวท์วูด หลุดออกจากแนวต้นไม้กลายเป็นพื้นที่โล่งกว้างและหุบเขาสูงต่ำ เขาสัมผัสกับดวงอาทิตย์สีแดงดวงใหญ่ อยู่ต่ำแตะเส้นขอบฟ้า หุบเขากว้างใหญ่อยู่ต่อหน้าเขา ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีดำมืด เหมือนพิโรธ และเต็มไปด้วยควัน มีเพลิงไฟที่กำลังลุกไหม้ตรงตำแหน่งที่น่าจะเป็นซากที่เหลืออยู่ของฟาร์มของเด็กหญิง เมิร์คได้ยินเสียงโห่ร้องอย่างลิงโลดของกลุ่มผู้ชายดังมาถึงที่นี่ พวกอาชญากร เสียงของพวกเขาเต็มไปด้วยความลิงโลดและกระหายเลือด ด้วยสายตาอันเชี่ยวชาญของเขาที่กวาดตามองที่เกิดเหตุ เขาเห็นชายกลุ่มหนึ่ง มีด้วยกันทั้งสิ้นสิบสองคน เปลวไฟจากคบเพลิงที่พวกมันถืออยู่ฉายให้เห็นใบหน้าลุกโชน วิ่งกลับไปกลับมา จุดไฟเผาทำลายทุกสิ่ง บางคนวิ่งจากคอกม้าไปที่บ้าน ใช้คบเพลิงจุดไฟที่หลังคาที่ทำด้วยฟาง ในขณะที่คนอื่น ๆ ใช้ขวานจามสังหารวัวควายที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย เขาเห็นว่าหนึ่งในนั้นลากดึงร่าง ๆ หนึ่งด้วยเส้นผมผ่านพื้นที่เต็มไปด้วยโคลน ร่างของผู้หญิง หัวใจของเมิร์คเต้นเร็วขึ้น เมื่อเขาสงสัยว่าร่างนั้นใช่ร่างของเด็กผู้หญิงหรือไม่ – และสงสัยด้วยว่าเธอยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว ชายผู้นั้นลากเธอไปยังกลุ่มคนที่คาดว่าเป็นครอบครัวของเธอ พวกเขาถูกมัดติดอยู่กับโรงนาด้วยเชือก ครอบครัวเธอประกอบด้วยพ่อ แม่ และเคียงข้างด้วยเด็กผู้หญิงสองคนที่ตัวเล็กกว่าและอายุน้อยกว่า คาดว่าจะเป็นน้องของเธอ เมื่อลมพัดพาเอากลุ่มควันไฟสีดำออกไป เมิร์คเหลือบเห็นเส้นผมสีบลอนด์ที่เปราะไปด้วยโคลน และเขารู้ในทันทีว่าเป็นเธอนั่นเอง เมิร์ครู้สึกได้ถึงกระแสของอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่านในตัวเขา ในขณะที่เขาเร่งฝีเท้าลงมาตามทางลาดเขา เขาวิ่งเข้าไปในบริเวณที่เป็นพื้นโคลน ท่ามกลางเปลวไฟและควันและในที่สุดเขาก็ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น: ครอบครัวของเด็กผู้หญิง ที่อยู่ติดกับผนังล้วนเสียชีวิตหมดแล้ว ถูกปาดที่ลำคอ ร่างยังถูกมัดอยู่กับผนัง เขารู้สึกโล่งอกที่เห็นเด็กผู้หญิงที่กำลังถูกลากเพื่อไปรวมกับครอบครัวของเธอยังมีชีวิตอยู่ และพยายามดิ้นรนขัดขืน เขามองเห็นเจ้าคนร้ายยืนรอเธออยู่ ในมือถือกริชเล่มหนึ่ง และเขารู้ทันทีว่า เธอคือรายต่อไป เขามาถึงช้าเกินไปที่จะช่วยชีวิตครอบครัวของเธอ – แต่ไม่ช้าเกินไปที่จะช่วยชีวิตเธอไว้ได้ เมิร์ครู้ว่าเขาต้องจู่โจมในขณะที่ชายกลุ่มนั้นยังไม่ทันตั้งตัว เขาลดความเร็วลงและค่อย ๆ ย่างสามขุมเข้าไปตรงกลาง เหมือนกับว่าเขามีเวลาเหลือเฟือ เพื่อรอจังหวะให้พวกมันสังเกตเห็น และต้องการให้พวกมันสับสน ในไม่ช้า หนึ่งในนั้นก็สังเกตเห็นเขา เจ้าวายร้ายหมุนตัวหาเขาโดยันที ตกตะลึงที่เห็นร่างของชายคนหนึ่งเดินอย่างสุขุมเข้ามายังพื้นที่ที่มีการสังหารโหด เขารีบตะโกนบอกพรรคพวก เมิร์ครู้สึกได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนจ้องมองมายังตัวเขา ขณะที่เขาย่างสามขุมเข้าไปหาเด็กผู้หญิง คนที่กำลังลากเธออยู่มองข้ามไหล่มายังเมิร์ค ทันทีที่เห็น มันหยุดชะงัก คลายมือที่ลากเธออยู่ ปล่อยเธอตกลงไปในโคลน มันหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้าเมิร์คพร้อมกับพรรคพวกของมัน ทั้งหมดย่างเข้ามาและพร้อมที่จะต่อสู้ “ดูสิว่าใครมา?” เสียงร้องจากชายคนที่น่าจะเป็นหัวหน้า เป็นคนที่ปล่อยเด็กผู้หญิงลง ทันทีที่มันเห็นเมิร์ค มันชักดาบออกมาจากเข็มขัดและย่างเข้ามา ในขณะที่คนอื่น ๆ ล้อมเป็นวงกลม เมิร์คจ้องมองไปที่เด็กผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ตรวจสอบดูว่าเธอยังมีชีวิตอยู่และไม่เป็นอันตราย เขารู้สึกโล่งอกที่เห็นเธอนอนบิดไปมาบนพื้นโคลน พยายามที่จะพยุงกายลุกขึ้น ยกศีรษะขึ้นมองมายังเขา ด้วยความมึนงงและสับสน เมิร์ครู้สึกโล่งใจที่อย่างน้อยเขาก็มาทัน อย่างน้อยที่สามารถช่วยชีวิตเธอได้ บางที ครั้งนี้อาจเป็นก้าวแรกของเส้นทางอันยาวไกลเพื่อไถ่โทษ เขาตระหนักว่า บางทีก้าวแรกอาจไม่ได้เกิดขึ้นที่ป้อมปราการ แต่เป็นที่นี่แทน ในขณะที่เด็กผู้หญิงพลิกตัวบนพื้นโคลน พยายามที่จะใช้ข้อศอกพยุงตัวลุกขึ้น ทั้งคู่ก็ประสานสายตากัน และเขามองเห็นความหวังเต็มเปี่ยมอยู่ในดวงตาของเธอ “ฆ่ามัน!” เธอกรีดร้องขึ้นมา เมิร์คยังคงเยือกเย็น เขาเดินอย่างสบาย ๆ มาหาเธอ เหมือนกับไม่มีชายกลุ่มนั้นที่รายล้อมอยู่เลย “แกรู้จักเด็กผู้หญิงคนนี้สินะ” หัวหน้าตะโกนมาที่เขา “เป็นลุงสินะ?” หนึ่งในนั้นพูดอย่างขบขัน “หรือพี่ชายที่หายสาบสูญ?” อีกคนหนึ่งพูดพลางหัวเราะ “แกมาเพื่อปกป้องเธอหรือไงวะ ไอ้แก่?” อีกคนหนึ่งเยาะเย้ย คนอื่น ๆ เปล่งเสียงหัวเราะในขณะที่พวกมันใกล้เข้ามา ในขณะที่เขาไม่แสดงออก เมิร์คใช้สายตาตรวจสอบคู่ต่อสู้ของเขา ใช้หางตากวาดมอง นับจำนวนว่าทั้งหมดมีจำนวนกี่คน ตัวสูงใหญ่แค่ไหน เคลื่อนไหวเร็วขนาดไหน รวมถึงอาวุธที่พวกมันถือ เขาวิเคราะห์ถึงกล้ามเนื้อและไขมันที่มี เสื้อผ้าที่สวมใส่ ความยืดหยุ่นของพวกมันในเสื้อผ้าเหล่านั้น ความคล่องตัวของพวกมันในรองเท้าบูทที่พวกมันสวมอยู่ เขารวบรวมอาวุธที่พวกมันมี – มีดพก, กริช, และดาบที่ลับคมแบบลวก ๆ – และเขาวิเคราะห์ว่าคนกลุ่มนี้ถืออาวุธแบบไหน ถือด้านข้างหรือด้านหน้า อยู่ในมือข้างไหน เขารู้ดีว่า คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นมือสมัครเล่น และไม่มีสักคนเลยที่จะกริ่งเกรงเขา ยกเว้นอยู่คนเดียว คือเจ้าคนที่มีหน้าไม้ เมิร์คบันทึกไว้ในหัวว่า เขาต้องจัดการกับคนนี้เป็นคนแรก แล้วเมิร์คก็เข้าสู่สภาวะที่แตกต่าง รูปแบบการคิดที่แตกต่าง เป็นรูปแบบที่นำทางเขาอย่างเป็นธรรมชาติ เวลาที่ต้องเผชิญหน้า เขาเข้าสู่โลกของตัวเอง โลกที่เขาสามารถควบคุมได้เพียงน้อยนิด และเป็นโลกที่เขาได้อุทิศร่างกายให้แล้ว มันเป็นโลกที่บงการเขาว่า มีกี่คนที่เขาต้องฆ่า รวดเร็วแค่ไหน และมีประสิทธิภาพเพียงใด รวมทั้ง ทำอย่างไรให้สามารถทำลายล้างได้สูงสุดด้วยความพยายามที่น้อยที่สุดที่เป็นไปได้ เขารู้สึกเสียดายแทนคนกลุ่มนี้จริง ๆ พวกมันไม่รู้เลยว่ากำลังเดินเข้าไปหาอะไรอยู่ “เฮ้ย ฉันกำลัง พูด กับแกอยู่นะ!” คนที่เป็นหัวหน้าร้องออกมา ตัวมันห่างออกไปเพียง 10 ฟุตเท่านั้น ในมือถือดาบ หน้าตายิ้มเยาะ เดินใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว เมิร์คยังคงเดินตามเส้นทางเดิมต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความสุขุม และไม่แสดงออกใด ๆ เขามีสมาธิ และแทบไม่ได้ยินเสียงของคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเลย ตอนนี้จิตใจของเขาไม่ได้ยินเสียงใด ๆ เขาไม่อาจวิ่ง หรือแสดงอาการโกรธเกรี้ยวใด ๆ จนกว่าจะเหมาะสม และเขารับรู้ได้ถึงความสงสัยในกลุ่มคนเหล่านี้ที่เห็นเขาไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลย “เฮ้ย นี้แกรู้ไหมว่ากำลังจะตาย?” หัวหน้ายืนยัน “แกได้ยินฉันไหมวะ?” เมิร์คเดินอย่างสุขุม ในขณะที่หัวหน้าเริ่มโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และไม่รอช้าอีกต่อไป เขาตะโกนด้วยความโกรธ เงื้อดาบของเขาขึ้นและเข้าจู่โจม หมายฟันลงมาที่ไหล่ของเมิร์ค เมิร์คใจเย็นรอเวลาและไม่แสดงอาการใด ๆ เขาเดินช้า ๆ ไปหาผู้ที่กำลังจู่โจมเข้ามา รอจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย ไม่แสดงออกถึงอาการหวาดวิตกและไม่ส่งสัญญาณที่จะต่อต้านใด ๆ เลย เขารอจนกระทั่งดาบของคู่ต่อสู่ยกขึ้นสู่จุดสูงสุด สูงเหนือศีรษะของชายผู้นั้น จังหวะนี้เป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดของทุกคน นี่คือสิ่งที่เขาได้เรียนรู้เป็นเวลานานมาแล้ว ทันใดนั้น รวดเร็วเกินกว่าที่ศัตรูคนใดจะคาดการณ์ได้ เมิร์คพุ่งทะยานเข้าหา เหมือนงูฉก ใช้นิ้ว 2 นิ้วของเขาจู่โจมโดยกดที่บริเวณด้านใต้รักแร้ของชายผู้นั้น ผู้จู่โจมมีดวงตาที่ปูดบวมจากความเจ็บปวดและประหลาดใจ จนต้องทิ้งดาบโดยฉับพลัน เมิร์คก้าวเข้าประชิดตัว เอื้อมแขนข้างหนึ่งของเขาโอบรอบแขนของชายผู้นั้น จับฝ่ามือไว้ในท่าล็อก ขณะนั้น เขาคว้าด้านหลังของคอและบังคับหมุนชายผู้นั้นไปมาเหมือนเป็นโล่กำบัง เนื่องจากเมิร์คไม่ได้กังวลในตัวชายที่เป็นหัวหน้าคนนี้เท่ากับคนที่ถือหน้าไม้อยู่ด้านหลัง เมิร์คเลือกที่จะจู่โจมเจ้าทึ่มนี้ก่อนเพียงเพื่อให้เขามีโล่มนุษย์ เมิร์คหมุนตัวเผชิญหน้าชายที่ถือหน้าไม้ และก็เป็นอย่างที่คาด เขาขึ้นหน้าไม้ และเล็งมาที่ตัวเขาแล้ว ในขณะนั้นเอง เขาได้ยินเสียงลูกธนูถูกปล่อยออกมาจากหน้าไม้ และเขามองเห็นมันพุ่งตรงมายังตัวเขา เมิร์คจับโล่ที่เป็นคนที่กำลังดิ้นกระแด่ว ๆ ไว้อย่างแน่นหนา ต่อมาเขาได้ยินเสียงลมหายใจขาดช่วง เมิร์ครู้สึกได้ว่าตัวของเจ้าทึ่มผงะในแขนเขา ตัวหัวหน้าร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด และเมิร์คก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของตัวเองด้วยเช่นกัน เหมือนมีดกรีดลงมาตรงกระเพาะของเขา ตอนแรกเขารู้สึกสับสน – แต่ไม่ช้าจึงได้รู้ว่าลูกธนูทะลุผ่านท้องของโล่มนุษย์ และหัวลูกศรทะลุผ่านมาที่ท้องของเมิร์คด้วย มันจมลงไปในผิวหนังเพียงแค่ประมาณครึ่งนิ้ว – ไม่มากพอที่จะทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส – แต่ก็แรงพอที่จะทำให้เขาเจ็บปวดเหมือนนรก จากการคำนวณเวลาที่ต้องใช้ในการบรรจุลูกธนูใหม่ เมิร์คปล่อยเจ้าหัวหน้าซึ่งตอนนี้อ่อนปวกเปียกลงบนพื้น คว้าดาบจากมือของเขา และขว้างไปยังเจ้าวายรายที่มีหน้าไม้เป็นอาวุธ ดาบหมุนคว้างไปปักที่หน้าอก ชายผู้นั้นกรีดร้องเสียงแหลม ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจสุดขีด เขาปล่อยหน้าไม้ลง และร่างก็ร่วงลงไปกองอยู่ข้างหน้าไม้ เมิร์คหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าพวกที่เหลือ ทั้งหมดอยู่ในอาการตะลึง นักสู้ฝีมือดีที่สุดทั้งสองก็ตายไปแล้ว ตอนนี้ทั้งหมดที่เหลือยังอยู่ในอาการไม่แน่ใจ พวกเขาพากันมองหน้ากัน ตะลึง นิ่งเงียบ “แกเป็นใคร?” ในที่สุด คนหนึ่งก็ร้องถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกลัวลนลาน เมิร์คยิ้มกว้างและหักนิ้วมือ แสดงออกถึงความเพลิดเพลินเป็นที่สุด “ฉัน” เขาตอบ “คือฝันร้ายของพวกแกยังไงล่ะ” บทที่ห้า ดันแคนควบม้าไปพร้อมกับกองทัพ เสียงม้าจำนวนนับร้อยดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เขานำกองกำลังมุ่งลงใต้ ออกมาห่างจากอาร์โกส์ เอนวินและอาร์ทฟอล ทหารที่ดันแคนไว้วางใจกำลังอยู่เคียงข้างเขา ส่วนวิดาร์ยังอยู่ที่ฐานเพื่อปกป้องโวลิส ทหารนับร้อยเรียงแถวขึ้นมา ทั้งหมดควบม้าออกไปด้วยกัน ดันแคนไม่เหมือนขุนศึกคนอื่น เขาชอบขี่ม้าไปพร้อมกับทหาร เขาไม่เคยมองทหารเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งของ แต่ทั้งหมดคือสหายร่วมรบของเขา พวกเขาควบม้าไปในยามค่ำคืน ลมหนาวพัดโชยมา พื้นเบื้องล่างเต็มไปด้วยหิมะ พวกเขารู้สึกดีที่ได้วิ่งไปสู่สงครามโดยไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวอย่างขี้ขลาดอยู่หลังกำแพงโวลิสอีกต่อไป ซึ่งดันแคนทำแบบนั้นมาครึ่งค่อนชีวิต ดันแคนมองดูลูกชายของเขา แบรนดอนและแบรกซ์ตันขี่ม้าอยู่เคียงข้างทหาร เขาภูมิใจที่ลูกชายของเขามาร่วมรบด้วย ลึกลงไปในใจดันแคนยังคงเป็นห่วงไคร่า แม้ว่าเวลาจะผ่านไป เขาบอกตัวเองเสมอว่าไม่ต้องเป็นกังวล แต่ค่ำคืนเช่นนี้ดันแคนกลับคิดถึงเรื่องร้าย ๆ เกี่ยวกับไคร่า ดันแคนสงสัยว่าตอนนี้ไคร่าอยู่ที่ไหน เขานึกถึงการเดินทางข้ามเอสคาลอนโดยลำพังของเธอ ซึ่งมีเพียงเดียร์ดรี แอนดอร์และลีโอเท่านั้น ดันแคนรู้ว่าการส่งไคร่าเข้าสู่การเดินทางแบบนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตแม้แต่นักรบที่เจนศึก หากไคร่ารอดมาได้ เธอจะกลายเป็นนักรบที่ยอดเยี่ยมมากกว่าทหารไหนที่อยู่เคียงข้างเขาทุกวันนี้ แต่ถ้าไคร่าไม่สามารถทำได้ ดันแคนจะไม่สามารถชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดเป็นการเรียกบทพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ เขาต้องการให้ไคร่าทำภารกิจได้สำเร็จมากกว่าสิ่งใด กองทัพเดินทางขึ้นและลงจากเนินเขา ดันแคนมองออกไปยังทุ่งราบที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าภายใต้แสงจันทร์ เขานึกถึงปลายทางที่เอสเฟส ฐานที่มั่นทางทะเล เมืองที่สร้างขึ้นบนท่าเรือ เป็นเส้นทางตัดกันของทิศตะวันออกเฉียงเหนือและท่าเรือ ซึ่งมีความสำคัญอันดับหนึ่งในการขนถ่ายสินค้าทั้งหมด มันคือเมืองที่ติดกับทะเลแห่งหยดน้ำตาด้านหนึ่งและอีกด้านติดกับท่าเรือ กล่าวกันว่าใครก็ตามที่ควบคุมเอสเฟสได้ถือว่าควบคุมครึ่งหนึ่งของเอสคาลอน ป้อมปราการที่ใกล้ที่สุดกับอาร์โกส์และฐานที่มั่นสำคัญ เอสเฟสจะเป็นเป้าหมายแรกของเขา ดันแคนรู้ดีว่าหากเขาต้องปลุกระดมการปฏิวัติ เมืองที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดจะต้องได้รับการปลดปล่อยเสียก่อน ครั้งหนึ่งท่าเรือแห่งนี้เคยเต็มไปด้วยเรือที่มีธงของเอสคาลอนโบกสะบัด แต่บัดนี้เต็มไปด้วยเรือของแพนดิเซีย นับเป็นสิ่งเตือนใจว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเช่นไร ดันแคนและซีวิกผู้เป็นขุนศึกแห่งเอสเฟส เคยมีความใกล้ชิดกัน พวกเขาทะยานเข้าสู่สนามรบในฐานะสหายศึกนับครั้งไม่ถ้วน ดันแคนเคยออกทะเลไปกับเขามากกว่าหนึ่งครั้ง แต่หลังจากการรุกราน พวกเขาขาดการติดต่อกัน ขุนศึกซีวิกซึ่งเคยสง่างาม บัดนี้เป็นเพียงทหารธรรมดา ไม่สามารถออกแล่นเรือได้อีก ไม่สามารถปกครองเมืองของเขาหรือไปเยือนฐานที่มั่นอื่นได้เหมือนเช่นขุนศึกคนอื่น ๆ พวกเขาเหมือนถูกคุมขังและตีตราว่าเขาคือนักโทษเหมือนเช่นขุนศึกคนอื่น ๆ ของเอสคาลอน ดันแคนควบม้าต่อไปภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมิด แนวเขามีเพียงแสงไฟจากคบเพลิงของทหารจำนวนนับร้อยที่มุ่งหน้าไปทางใต้ หิมะเริ่มตกหนักมากขึ้นและลมเริ่มพัดแรง คบเพลิงดูเหมือนต้องพยายามต่อสู้กับสายลม ดังเช่นแสงจันทร์ที่พยายามสาดส่องลงมาผ่านก้อนเมฆ กองทัพของดันแคนยังคงมุ่งหน้าต่อไป ทหารเหล่านี้บุกตะลุยไปทุกพื้นที่ ดันแคนรู้ดีเกี่ยวกับการโจมตียามค่ำคืนที่มีหิมะตก – ดันแคนเป็นนักรบที่ไม่เหมือนใคร มันคือสิ่งที่ทำให้เขานำกองกำลัง สิ่งที่เขาได้รับจากการเป็นผู้บังคับบัญชาของพระราชาองค์เก่า ทำให้เขามีฐานที่มั่นเป็นของตัวเอง และมันคือสิ่งที่ทำให้เขาคือหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยกย่องจากเหล่าขุนศึกที่แตกระแหงไป ดันแคนไม่เคยทำสิ่งที่คนอื่นทำ มันคือคติที่เขาถือมาตลอดชีวิต เขามักทำในสิ่งที่คนอื่นไม่คาดคิด แพนดิเซียต้องคาดไม่ถึงกับการโจมตี เมื่อคำประกาศการปฏิวัติของดันแคนยังไม่กระจายไกลออกไปยังทิศใต้ – ดันแคนหวังว่าจะดำเนินการได้ทันเวลา แพนดิเซียจะไม่มีทางคาดคิดกับการลอบโจมตีตอนกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่หิมะกำลังตก พวกเขารู้ว่าการขี่ม้าตอนกลางคืนมีความเสี่ยง ม้าอาจขาหักได้ และยังมีปัญหาอีกนับไม่ถ้วน ดันแคนรู้ดีว่าสงครามสามารถเอาชนะได้ด้วยความประหลาดใจและความเร็วมากกว่าการใช้กำลังเพียงอย่างเดียว ดันแคนวางแผนที่จะขี่ม้าทั้งคืนจนไปถึงเอสเฟส เพื่อพยายามพิชิตกองกำลังแพนดิเซียขนาดใหญ่และยึดเมืองที่ยอดเยี่ยมกลับมาด้วยทหารไปกี่ร้อยนายของเขา หากว่าเขาสามารถยึดเอสเฟสกลับมาได้ บางทีเขาอาจชิงความได้เปรียบและเริ่มสงครามเพื่อยึดคืนเอสคาลอนทั้งหมดกลับมา “ข้างล่างนั่น!” เอนวินตะโกนออกมา และชี้ไปในหิมะ ดันแคนมองลงไปที่หุบเขาด้านล่าง เขาสังเกตเห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตามแนวชนบทมากมายที่อยู่ท่ามกลางหิมะและสายหมอก ดันแคนรู้ดีว่าหมู่บ้านเหล่านั้นเคยเป็นที่พักอาศัยของนักรบผู้กล้าหาญที่ภักดีต่อเอสคาลอน ซึ่งมีอยู่เพียงหยิบมือหนึ่ง แต่มันสามารถช่วยได้ เขาสามารถชิงความได้เปรียบและหาการหนุนทัพทหาร ดันแคนตะโกนเสียงดังเหนือลมเพื่อให้ได้ยิน “ส่งเสียแตร!” ทหารส่งเสียงแตรออกมาสั้น ๆ มันเป็นเสียงปลุกระดมอันเก่าแก่ของเอสคาลอน เสียงนี้ทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นขึ้นมา เสียงที่ไม่เคยได้ยินในเอสคาลอนมานานหลายปี มันคือเสียงที่คุ้นเคยสำหรับเพื่อนทหารชนบท เสียงที่จะบอกพวกเขาในสิ่งที่เขาต้องการรู้ทั้งหมด หากว่าในหมู่บ้านยังมีซึ่งคนดี เสียงนี้จะปลุกพวกเขา เสียงแตรดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ แสงไฟในหมู่บ้านค่อย ๆ สว่างขึ้นมา ชาวบ้านตื่นตัวต่อการมาเยือนของพวกเขาและเริ่มออกมาที่ถนน คบเพลิงของพวกเขาส่องแสงริบหรี่ท่ามกลางหิมะ พวกผู้ชายต่างเร่งรีบแต่งตัว คว้าอาวุธและสวมชุดเกราะที่พวกเขามี ทั้งหมดจ้องมองไปที่เนินเขาและเห็นว่าดันแคนกับทหารของเขากำลังใกล้เข้ามา ทั้งหมดต่างพากันสงสัย ดันแคนนึกถึงสิ่งที่กองทัพของเขากำลังทำอยู่ การควบม้าท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดในพายุหิมะ และชูคบเพลิงนับร้อยเหมือนเช่นกองทัพแห่งเปลวเพลิงที่ต่อสู้กับหิมะ ดันแคนและทหารขี่ม้าเข้าไปในหมู่บ้านแรกและหยุดลง คบเพลิงนับร้อยเผยให้เห็นถึงใบหน้าที่ตกใจกลัว ดันแคนมองลงไปยังใบหน้าที่มีความหวังและพร้อมรบ เขากำลังปลุกระดมผู้คนอย่างที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน “ชาวเอสคาลอน!” เขาป่าวประกาศก้อง เริ่มควบม้าวนไปมารอบ ๆ อย่างช้า ๆ ดันแคนพยายามทักทายพวกเขา ขณะที่เหล่าชาวบ้านเดินเข้ามารวมตัวกัน “เราทนทรมานภายใต้การกดขี่ของแพนดิเซียมานานเกินไปแล้ว! พวกเจ้าสามารถเลือกว่าอยู่ที่นี่ ใช้ชีวิตในหมู่บ้านนี้และนึกถึงว่าครั้งหนึ่งเอสคาลอนเคยเป็นอย่างไร หรือเลือกที่จะลุกขึ้นสู้ในฐานะเสรีชน และช่วยพวกเราเริ่มสงครามครั้งยิ่งใหญ่เพื่ออิสรภาพ!” พวกชาวบ้านต่างรู้สึกมีกำลังดีใจ “พวกแพนดิเซียจับลูกสาวของพวกเราไป!” ชายคนหนึ่งตะโกนออกมา “เราต้องการอิสรภาพ เราต้องการความเป็นไท!” ชาวบ้านพากันส่งเสียงร้อง “พวกเราอยู่ฝ่ายเดียวกับท่าน ดันแคน!” อีกคนตะโกนออกมา “เราจะติดตามท่านไปจนตัวตาย!” เสียงกู่ร้องดังขึ้นมาอีกครั้ง ชาวบ้านต่างพากันวิ่งเข้ามารวมตัวกับพวกทหาร ดันแคนรู้สึกพอใจกับจำนวนกำลังพลที่เพิ่มขึ้น เขาเตะม้าและเดินทางออกจากหมู่บ้าน หนทางปลดปล่อยเอสคาลอนได้เริ่มขึ้นแล้ว ในไม่ช้าพวกเขาก็ไปถึงอีกหมู่บ้าน ชาวบ้านออกมาข้างนอกและยืนรออยู่ แสงสว่างจากคบเพลิงและเสียงแตรได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี กองทัพมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ชาวบ้านในพื้นที่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ต่างตะโกนเรียกกันโดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก ดันแคนเดินทางผ่านทุกหมู่บ้านจนไปถึงหมู่บ้านสุดท้าย เขาไม่จำเป็นต้องโน้มน้าว ชาวบ้านเหล่านี้กระหายซึ่งอิสรภาพ พวกเขาต้องการฟื้นฟูเกียรติยศ เพื่อขึ้นขี่ม้า คว้าอาวุธ และเข้าร่วมกับกำลังพลของดันแคนไปทุกที่ ดันแคนได้รับกองกำลังเพิ่มจากทุกหมู่บ้าน ทั้งหมดจุดไฟสว่างท่ามกลางค่ำคืน แม้ว่าจะมีลมแรง หิมะตกหนัก และอยู่ในคืนที่มืดมิด แต่ความปรารถนาแห่งอิสรภาพของพวกเขานั้นแรงกล้า ดันแคนสัมผัสได้ว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำทุกอย่าง – พวกเขาต้องการลุกขึ้นจับอาวุธเพื่อแย่งชิงชีวิตของพวกเขากลับมา * ดันแคนขี่ม้าไปตลอดคืน นำกองทัพที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมุ่งสู่ทางใต้ เขาจับบังเหียนด้วยมือที่เย็นชาจากลมหนาว ยิ่งพวกเขามุ่งลงใต้ไปมากเท่าไร สภาพแวดล้อมบริเวณรอบ ๆ ก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไป อากาศเย็นของโวลิสถูกแทนที่ด้วยความชื้นของเอสเฟส เหมือนที่ดันแคนจำได้ว่ามันเป็นอย่างไร ความชื้นของน้ำทะเลและกลิ่นเค็มของเกลือ ต้นไม้ที่นี่เตี้ยกว่า ทั้งหมดโค้งงอจากสายลมตะวันออกที่ดูเหมือนจะไม่เคยหยุดพัด พวกเขาเดินทัพขึ้นเขาลูกแล้วลูกเล่า หิมะยังคงตกอยู่ ดวงจันทร์ส่องสว่างอยู่กลางท้องฟ้าที่สาดแสงลงมาเบื้องล่าง เพียงพอสำหรับการนำทางแก่พวกเขา นักรบทั้งหมดควบม้าต่อไปอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย มันคือค่ำคืนที่ดันแคนจะจดจำไปตลอดชีวิตที่เหลือของเขา หากเขารอดชีวิตมาได้ นี่จะเป็นการต่อสู้ที่เดิมพันกับทุกอย่าง เขานึกถึงไคร่า ครอบครัวของเขา บ้านของเขา และเขาไม่ต้องการสูญเสียทุกอย่าง เขายอมเสี่ยงแม้ว่าชีวิตของเขาจะแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขาต้องทำให้สำเร็จเพื่อทุกชีวิตที่เขารู้จักและหวงแหน ดันแคนมองไปข้างหลังและรู้สึกพอใจที่เห็นว่ามีทหารเพิ่มขึ้นอีกร้อยกว่านาย ทั้งหมดควบม้าเป็นหนึ่งเดียว มุ่งสู่จุดประสงค์เดียวกัน ดันแคนรู้ดีว่าเขามีกำลังพลน้อยกว่ามากและอาจต้องเจอกับกองทัพแพนดิเซียนับพันที่ประจำการอยู่ในเอสเฟส ดันแคนรู้ว่าซีวิกยังคงมีทหารที่ถูกปลดไปหลายร้อยคน แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเสี่ยงเข้าร่วมกับดันแคนหรือไม่ ไม่นานนักพวกเขาได้เดินทางขึ้นไปบนภูเขาอีกลูกหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรต่อ ที่ด้านล่างนั้นคือทะเลแห่งหยดน้ำตาที่ทอดตัวยาวเหยียด คลื่นซัดสาดบนชายฝั่ง ท่าเรือขนาดใหญ่ เมืองโบราณเอสเฟสตั้งอยู่อย่างโดดเด่น ตัวเมืองถูกสร้างขึ้นในทะเล คลื่นกระทบเข้ากับกำแพงหิน เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นโดยหันหลังให้พื้นดิน เหมือนกับกำลังเผชิญหน้ากับท้องทะเล ประตูและกรงเหล็กจมลงอยู่ในน้ำ ราวกับว่าพวกเขาสนใจเรือมากกว่าม้า ดันแคนสำรวจดูท่าเรือที่มีเรือจำนวนมากเทียบท่าอยู่อย่างไม่สิ้นสุด เขารู้สึกผิดหวังที่เห็นธงของแพนดิเซียสีเหลืองและฟ้าโบกสะบัดอยู่ ราวกับเป็นการเย้ยหยัน นั่นคือสัญลักษณ์ของแพนดิเซีย – หัวกะโหลกในปากของนกอินทรีย์ – ทำให้ดันแคนรู้สึกแย่ที่มองเห็นเมืองอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ถูกครอบครองโดยแพนดิเซีย ช่างน่าละอายยิ่งนัก แม้ในยามค่ำคืนเช่นนี้แต่แก้มของเขากลับแดงก่ำ เรือที่เทียบท่าอยู่ทอดสมออย่างปลอดภัย โดยไม่คาดคิดถึงการโจมตี แน่นอน ใครจะกล้าโจมตีพวกเขา? โดยเฉพาะในคืนที่มืดมิดและมีพายุหิมะ? ทุกสายตาของทหารจับจ้องมาที่ดันแคน ช่วงเวลาแห่งความเป็นจริงได้มาถึงแล้ว ทั้งหมดกำลังรอคำสั่งการของเขาอย่างศรัทธา คำสั่งที่จะเปลี่ยนโชคชะตาทั้งหมดของเอสคาลอน ดันแคนนั่งนิ่งอยู่บนหลังม้า สายลมพัดโชยเข้ามา เขารู้สึกได้ว่าโชคชะตากำลังเอ่อล้น นี่คือช่วงเวลาที่จะกำหนดชีวิตของเขา – และชีวิตของทหารเหล่านี้ทั้งหมด “บุก!” ดันแคนประกาศกร้าว ทหารของเขาโห่ร้อง ทั้งหมดพุ่งลงเนินเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน ควบม้าไปยังท่าเรือที่ห่างออกไปหลายร้อยหลา พวกเขาชูคบเพลิงขึ้นสูง หัวใจของดันแคนกำลังเต้นรัว เขารู้ว่าภารกิจนี้เหมือนเป็นการฆ่าตัวตาย – และเขาไม่รู้ว่จะสำเร็จหรือไม่ พวกเขามุ่งลงไปยังชานเมือง ควบม้าอย่างรวดเร็ว อากาศที่แห้งเย็นแทบจะทำให้พวกเขาลืมหายใจ เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ท่าเรือ กำแพงหินข้างหน้าอยู่ห่างออกไปอีกประมาณร้อยหลา ดันแคนเตรียมพร้อมเข้าสู่สงคราม “พลธนู!” เขาตะโกน พลธนูขี่ม้าเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ จุดไฟที่ปลายลูกธนู และกำลังรอคำสั่ง พวกเขาควบม้าเข้าไปเรื่อย ๆ เสียงฝีเท้าของม้าดังกึกก้อง แพนดิเซียยังคงไม่รู้ว่าการโจมตีกำลังจะมาถึง ดันแคนรอจนกว่าพวกเขาจะเข้าไปใกล้กว่านี้ – เหลืออีกสี่สิบหลา สามสิบหลา ยี่สิบหลา – ในที่สุดเขาก็รู้ว่าถึงเวลาแล้ว “ยิง!” ทันใดนั้นค่ำคืนอันมืดมิดก็ส่องสว่างด้วยธนูไฟนับพันที่ทะยานขึ้นสูงผ่านอากาศ และพุ่งเป้าไปที่เรือของแพนดิเซียนับสิบลำที่จอดทอดสมออยู่ในท่าเรือ แสงไฟดูเหมือนกับหิ่งห้อย ลูกธนูพุ่งไปที่เป้าหมาย นั่นคือกองเรือแพนดิเซียที่กำลังจอดอยู่พร้อมธงที่โบกสะบัด ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าที่เรือจะถูกเผาไหม้ ใบเรือและเรือทั้งหมดลุกเป็นไฟ เปลวไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางท่าเรือที่มีแต่สายลม “อีกครั้ง!” ดันแคนตะโกน ทหารระดมยิงซ้ำแล้วซ้ำอีก ธนูไฟตกลงมาเหมือนสายฝนทั่วกองเรือแพนดิเซีย กองเรือของแพนดิเซียที่กำลังอยู่อย่างเงียบสงบในยามค่ำคืน เหล่าทหารต่างพากันเข้านอนอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดไม่ได้คาดคิด แพนดิเซียช่างโอหังนัก สำราญมากเกินไปที่ไม่นึกถึงการโจมตีเช่นนี้ ดันแคนไม่รอเวลาให้แพนดิเซียระดมพล เขาควบม้าไปข้างหน้าเพื่อใกล้เข้าท่าเรือ เขานำทัพตรงไปยังกำแพงหินที่ติดกับท่าเรือ “คบเพลิง!” เขาตะโกน ทหารของเขาพุ่งเข้าไปยังแนวชายฝั่ง ชูคบเพลิงขึ้นสูง และส่งเสียงตะโกนดังสนั่น ทั้งหมดทำตามดันแคน พวกเขาเหวี่ยงคบเพลิงไปยังเรือที่ใกล้ที่สุด คบเพลิงขนาดใหญ่กระแทกเข้าไป เสียงไม้กระทบดังไปทั่ว เรืออีกนับสิบลุกเป็นไฟ ทหารเวรของแพนดิเซียสังเกตเห็นช้าเกินไปว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาตกอยู่ในทะเลเพลิงเรียบร้อยแล้ว ต่างพากันตะโกนร้องและกระโดดลงจากเรือ ดันแคนรู้ดีว่าถึงเวลาปลุกส่วนที่เหลือของแพนดิเซีย “แตร!” เขาตะโกน เสียงแตรดังขึ้นจากกองกำลังของเขา รูปแบบการปลุกระดมอันเก่าแก่ของเอสคาลอน ดันแคนรู้ว่าซีวิกจะต้องจดจำเสียงนี้ได้ ดันแคนลงจากม้า ชักดาบออกมาและพุ่งไปที่กำแพงท่าเรือ เขากระโดดขึ้นไปบนกำแพงหินโดยไม่ลังเล และขึ้นไปบนเรือที่กำลังลุกไหม้ นำทางพุ่งไปข้างหน้า เขาต้องเผด็จศึกแพนดิเซียก่อนที่พวกมันจะระดมพล เอนวินและอาร์ทฟอลพุ่งเข้ามาทางด้านข้าง เหล่าทหารตามมา ทั้งหมดต่างตะโกนสิงหนาทอันกึกก้อง ราวกับว่าพวกเขากำลังทิ้งชีวิตไปในสายลม หลังจากที่ต้องยอมจำนนมาหลายปี วันแห่งการแก้แค้นของพวกเขาได้มาถึงแล้ว ในที่สุดแพนดิเซียก็ไหวตัว ทหารเริ่มรวมตัวกันที่ดาดฟ้าด้านล่าง เดินกันขวักไขว่เหมือนมด ไอจากควันไฟทำให้ทหารแพนดิเซียมึนงงและสับสน พวกมันมองเห็นดันแคนและทหารของเขา ทหารแพนดิเซียชักดาบออกมาและพุ่งเข้าใส่ ดันแคนพบว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับทหารนับร้อย – แต่เขาไม่ลังเล เขารีบเข้าโจมตีทันที ดันแคนก้มหลบเมื่อทหารกำลังฟาดคมดาบมาที่ศีรษะของเขา เขาลุกขึ้นมาและแทงไปที่ท้องของทหาร ทหารอีกคนโจมตีมาทางด้านหลัง ดันแคนหมุนตัวและต้านเอาไว้ – เหวี่ยงดาบของทหารคนนั้นไปรอบ ๆ และแทงเข้าไปที่หน้าอก ดันแคนต่อสู้เยี่ยงวีรบุรุษ เขาถูกโจมตีจากทุกทิศทาง ทำให้นึกถึงวันเก่า ๆ เขาพบว่าตัวเองกรำศึกมามาก เขาหลบหลีกได้จากทุกทิศทาง เมื่อศัตรูเข้ามาใกล้มากเกินไปที่จะใช้ดาบ เขาโน้มตัวกลับหลังและเตะขา สร้างพื้นที่สำหรับการเหวี่ยงดาบ ในพริบตาเขาหมุนตัวตีศอก ต่อสู้ด้วยมือเปล่าในระยะประชิดเมื่อจำเป็น ศัตรูต่างล้มกองอยู่ตรงหน้า และไม่มีใครเข้าใกล้เขาได้ หลังจากนั้นไม่นาน เอนวินและอาร์ทฟอลได้เข้ามาร่วมด้วย พร้อมกับทหารอีกหลายสิบคน เอนวินป้องกันการโจมตีของศัตรูที่พุ่งมาหาดันแคนจากด้านหลัง ทำให้ดันแคนรอดจากการบาดเจ็บ – ขณะที่อาร์ทฟอลก้าวไปข้างหน้า ยกดาบของเขาขึ้นและป้องกันขวานที่จะฟันลงมาที่หน้าของดันแคน ดันแคนได้ก้าวไปข้างหน้าและแทงดาบไปที่ท้องของศัตรูทันที ดันแคนและอาร์ทฟอลต่างร่วมมือกันกำราบศัตรู ทั้งหมดต่อสู้กันอย่างพร้อมเพรียง เสมือนเครื่องจักรที่ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยน้ำมัน ต่างคุ้มกันหลังของกันและกัน เสียงปะทะของดาบและชุดเกราะส่งเสียงอึกทึกท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ดันแคนมองเห็นทหารของเขากระโดดขึ้นไปบนเรือและลงไปที่ท่าเรือ โจมตีกองเรือพร้อมกัน ทหารของแพนดิเซียวิ่งแตกตื่นออกมา ทหารบางคนตัวติดไฟ นักรบของเอสคาลอนทั้งหมดต่อสู้อย่างห้าวหาญท่ามกลางกองเพลิง ไม่มีใครถอยหลัง แม้ว่าจะมีเปลวเพลิงโหมกระหน่ำอยู่รอบตัว ดันแคนพร้อมต่อสู้จนกว่าเขาจะไม่สามารถยกแขนขึ้นได้อีก ความร้อนทำให้หยาดเหงื่อไหลท่วมกาย ควันไฟบดบังการมองเห็น เสียงดาบปะทะกันรอบตัว ทหารแพนดิเซียที่จะหนีออกจากฝั่งร่วงลงสู่พื้นคนแล้วคนเล่า ในที่สุดเปลวไฟก็ลุกโหมอย่างเต็มที่ ทหารของแพนดิเซียในชุดเกราะติดอยู่ในกองเพลิง กระโจนออกมาจากเรือลงไปยังน้ำข้างล่าง – ดันแคนนำทหารของเขาออกจากเรือและข้ามกำแพงหิน ย้อนกลับไปยังฝั่งท่าเรือ ดันแคนได้ยินเสียงตะโกน เขาหันกลับไปเห็นทหารแพนดิเซียนับร้อยพยายามตามมา ทันทีที่ทหารคนสุดท้ายลงมาถึงพื้น ดันหันกลับไป ยกดาบของเขาขึ้นและฟันเชือกขนาดใหญ่ที่ผูกเรืออยู่กับฝั่ง “เชือก!” ดันแคนตะโกน ทหารทั้งหมดทำตามคำสั่งและฟันเชือกที่ทอดสมอกองเรือ เมื่อเชือกขนาดใหญ่ขาดสะบั้น ดันแคนวางเท้าไปที่โครงเรือและถีบออกไปเพื่อผลักเรือออกจากชายฝั่ง เอนวิน อาร์ทฟอลและคนอื่น ๆ รีบวิ่งเข้ามาช่วย พวกเขาทั้งหมดผลักเรือที่ติดไฟออกไปจากชายฝั่ง เรือที่กำลังลุกไหม้เต็มไปด้วยทหาร เรือลำนั้นพุ่งตรงไปชนเรือลำอื่นในท่าเรือ – ทำให้เรือลำอื่นติดไฟเช่นกัน พวกทหารกระโดดลงจากเรือ ส่งเสียง และจมลงไปในน้ำทะเล ดันแคนยืนนิ่ง หายใจหอบและมองดูสิ่งที่เกิดขึ้น ดวงตาของเขาเป็นประกาย เมื่อท่าเรือทั้งหมดลุกเป็นไฟ ทหารแพนดิเซียนับพันออกมาจากดาดฟ้าเรือลำอื่น ๆ – แต่สายเกินไปแล้ว พวกเขาต้องเจอกับกำแพงไฟ และถูกเผาทั้งเป็นอย่างไม่มีทางเลือก หรือไม่ก็กระโดดลงไปสู่ความตายและจมอยู่ในน้ำที่หนาวเหน็บ ทหารแพนดิเซียทั้งหมดเลือกอย่างหลัง ดันแคนมองท่าเรือที่เต็มไปด้วยศพนับร้อยลอยอยู่ในน้ำ ทหารที่รอดชีวิตต่างตะโกนร้องและว่ายมาที่ฝั่ง “พลธนู!” ดันแคนตะโกน พลธนูของเขาเล็งเป้าและระดมยิงซ้ำแล้วซ้ำอีกไปยังทหารที่กำลังแตกทัพ ลูกธนูพุ่งเข้าเป้า กองเรือแพนดิเซียจมดิ่งลงไป แม่น้ำกลายเป็นสีแดงเลือด ในไม่ช้าก็มีเสียงตะโกนและเสียงกรีดร้องดังขึ้น เมื่อฉลามเหลืองเข้ามากินอาหารในท่าเรือที่โชกเลือดแห่งนี้ ดันแคนมองไปยังพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ ทอแสง นี่เขาทำอะไรลงไป เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วกองเรือทั้งหมดของแพนดิเซียยังตั้งอยู่ในท่าเรืออย่างโอหัง สัญลักษณ์การครอบครองของแพนดิเซียไม่มีอีกต่อไปแล้ว เรือนับร้อยถูกทำลาย ทั้งหมดถูกเผาไปพร้อมกับชัยชนะของดันแคน การโจมตีด้วยความเร็วและไม่ทันตั้งตัวของเขาได้ผล เสียงตะโกนดังขึ้นในหมู่ทหาร ดันแคนหันไป ทหารของเขากำลังส่งเสียร้องโห่ขณะมองเรือที่กำลังถูกเผา ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยเขม่า และความเหนื่อยล้าจากการขี่ม้ามาทั้งคืน – แต่ทั้งหมดกำลังดื่มด่ำกับชัยชนะ มันคือเสียงร้องแห่งความดีใจ เสียงร้องแห่งอิสรภาพ เสียงร้องที่พวกเขาเฝ้ารอมาเป็นเวลานานหลายปี หลังจากนั้นไม่นานมีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา – เสียงนี้เหมือนเป็นลางไม่ดี – ตามมาด้วยเสียงที่ทำให้ดันแคนขนลุกชัน เขาหันไปเห็นประตูขนาดใหญ่ค่อย ๆ เปิดขึ้น ดันแคนตกใจกับภาพที่ปรากฏ ทหารแพนดิเซียนับพัน สรรพาวุธพร้อมรบ กองกำลังที่สมบูรณ์แบบ กองทัพมืออาชีพ ในอัตราสิบต่อหนึ่งเมื่อเทียบกับทหารของเขา ทหารแพนดิเซียกำลังเตรียมการ เมื่อประตูเปิดขึ้น ทหารแพนดิเซียก็ส่งเสียงร้องและพุ่งมาที่ทหารของเขา สัตว์ร้ายถูกปลุกให้ตื่นแล้ว ตอนนี้สงครามที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้น บทที่หก ไคร่ายึดแผงคอของแอนดอร์ไว้แน่นขณะที่ทั้งสองควบฝ่าความมืดในยามค่ำคืน โดยมีเดียร์ดรีเคียงข้าง และลีโออยู่ด้านล่าง ทั้งหมดเร่งความเร็วผ่านท้องทุ่งที่เต็มไปด้วยหิมะทางด้านตะวันตกของอาร์โกส์เหมือนขโมยที่กำลังหนีกลางดึก พวกเขาเดินทางมาหลายชั่วโมงแล้ว เสียงฝีเท้าม้าก้องอยู่ในหูของเธอ ไคร่าหลุดเข้าไปในโลกส่วนตัว เมื่อเธอจินตนาการว่าเธอจะได้เจออะไรที่ป้อมปราการแห่งเออร์ ว่าลุงของเธอจะเป็นใคร เขาจะพูดอะไรเกี่ยวกับเธอบ้าง เกี่ยวกับแม่ของเธอ แล้วเธอก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ ถึงอย่างนั้น เธอยอมรับว่ารู้สึกกลัวอยู่เหมือนกัน เพราะนี่เป็นการเดินทางบนเส้นทางอันแสนไกลข้ามเอสคาลอนที่เธอไม่เคยทำมาก่อน เธอเห็นป่าแห่งหนามรอคอยเธออยู่เบื้องหน้า พื้นที่ราบสิ้นสุดลงและในไม่ช้าพวกเขาต้องเข้าสู่พื้นที่ป่าที่ปิดทึบและเต็มไปด้วยสัตว์ที่ดุร้าย เธอรู้ดีว่ากฎเกณฑ์ทั้งหลายที่มีอยู่จะใช้ไม่ได้เลยเมื่อข้ามเข้าไปในแนวป่านี้ หิมะตีเข้าที่ใบหน้าในขณะที่ลมพัดผ่านพื้นที่โล่ง ด้วยมือที่ชาจากความหนาวเหน็บ เธอทิ้งคบไฟด้วยรู้ว่ามันไหม้จนมอดดับมาเป็นเวลานานแล้ว เธอขี่เข้าไปในความมืด หลงเข้าไปในวังวนของความคิด มีเพียงเสียงม้าและเสียงหิมะใต้ฝ่าเท้าและบางครั้งเสียงแอนดอร์คำรามเบา ๆ เท่านั้น เธอรู้สึกได้ถึงความเกรี้ยวกราด ธรรมชาติของเขาที่ไม่เชื่อง ต่างจากสัตว์ที่เธอเคยขี่มาก่อน เหมือนแอนดอร์ไม่ใช่เพียงไม่กลัวเกรงต่อสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเท่านั้น – มันยังรู้สึกอยากเผชิญหน้าเสียด้วยซ้ำ เธอห่อตัวด้วยผ้าขนสัตว์ ไคร่ารู้สึกได้ถึงความหิวอีกระรอก และเธอได้ยินเสียงลีโอส่งเสียงครางอีกครั้ง เธอรู้ได้ว่าพวกเขาไม่สามารถเพิกเฉยต่อความหิวได้อีกต่อไป พวกเขาเดินทางมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงและพวกเขาได้กินเนื้อแผ่นแช่แข็งชิ้นสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว พวกเขาเอาเสบียงมาไม่พอ เธอมารู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว บนพื้นดินไม่มีสัตว์ตัวเล็กให้ล่า และนั่นเป็นลางที่ไม่ดีเอาเสียเลย พวกเขาอาจต้องหยุดเพื่อหาอาหารในเร็ว ๆ นี้ พวกเขาชะลอขณะที่เข้าใกล้แนวชายป่า ลีโอคำรามใส่แนวต้นไม้ดำมืด ไคร่ามองไปด้านหลัง ยังพื้นราบเป็นระลอกคลื่นที่มุ่งสู่อาร์โก รู้สึกรังเกียจที่จะต้องเดินทางต่อไปข้างหน้า เธอรู้กิตติศัพท์ของป่าแห่งหนามแห่งนี้เป็นอย่างดี และเธอรู้ดีว่าจุดนี้เธอไม่อาจหันหลังกลับได้อีกแล้ว “พร้อมไหม?” เธอถามเดียร์ดรี เดียร์ดรีดูเป็นผู้หญิงคนละคนกับคนที่หนีออกจากที่คุมขัง เธอดูแข็งแรง แน่วแน่ เหมือนเธอได้ไปยังนรกขุมที่อยู่ลึกที่สุดแล้วกลับมา และพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่ง “ส่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นก็ได้เกิดขึ้นกับฉันแล้ว” เดียร์ดรีบอก เสียงของเธอเย็นชาและหนักแน่นเหมือนป่าที่อยู่ตรงหน้า เสียงนั้นดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ไคร่าพยักหน้าอย่างเข้าใจ – และทั้งสองเริ้มเข้าสู่แนวชายป่า ในขณะที่พวกเขาทำเช่นนั้น ไคร่าเริ่มรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บ แม้จะเป็นในค่ำคืนที่หนาวเย็นเช่นนี้ มันมืดมากในนี้ บรรยากาศปิดล้อม เต็มไปด้วยต้นไม้โบราณสีดำที่มีตาไม้ตะปุ่มตะป่ำ มีกิ่งไม้มีลักษณะคล้ายหนาม และใบไม้หนาสีดำ ป่านี้ไม่ได้แผ่กระแสของความสงบ แต่เป็นความรู้สึกของปีศาจ พวกเขาเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ท่ามกลางตันไม้เหล่านี้ หิมะ น้ำแข็งส่งเสียงดังกรอบแกรบใต้ฝ่าเท้าสัตว์ทั้งสาม เสียงสิ่งมีชีวิตแปลก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในกิ่งไม้ดังเป็นระยะ เธอหันไปมองและสำรวจเพื่อหาที่มาของเสียงแต่ไม่เห็นสิ่งใด เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมองอยู่ พวกเขาเดินหน้าลึกเข้าไปในป่าเรื่อย ๆ ไคร่าพยายามมุ่งหน้าไปทิศตะวันตกและทิศเหนือเหมือนที่พ่อของเธอบอก จนกว่าจะเจอทะเล เมื่อเดินไป ลีโอและแอนดอร์ส่งเสียงคำรามใส่สิ่งมีชีวิตที่ซุกซ่อนอยู่แต่ไคร่ามองไม่เห็น เมื่อเธอเบี่ยงหลบกิ่งไม้จะเกี่ยวบาดเธอ ไคร่านึกถึงเส้นทางข้างหน้าอีกยากไกล เธอรู้สึกตื่นเต้นเมื่อนึกถึงการเดินทาง แต่เธอรู้สึกอยากอยู่กับผู้คนของเธอมากกว่า อยากต่อสู้เคียงค้างพวกเขาในสงครามที่เธอเป็นคนเริ่มต้น เธอรู้สึกอยากกลับไปมาก ๆ ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ไคร่าเดินทางเข้าไปในป่า สงสัยว่าต้องไปอีกไกลเท่าไรจึงจะถึงทะเล เธอรู้ว่ามันเป็นเรื่องเสี่ยงที่จะขี่ม้าในความมืดเช่นนี้ – แต่เธอรู้ด้วยว่ามันก็เสี่ยงเช่นกันที่จะค้างแรมอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง – โดยเฉพาะยิ่งเธอได้ยินเสียงที่ทำให้เธอสะดุ้งกลัวเช่นนี้ “ทะเลเป็นยังไง?” ในที่สุดไคร่าหันไปถามเดียร์ดรี เพียงเพื่อทำลายความเงียบ เธออาจบอกจากสีหน้าของเดียร์ดรีได้ว่าเธอเป็นคนปลุกให้เดียร์ดรีหลุดจากภวังค์ เธอจินตนาการไม่ออกเลยว่าฝันร้ายที่เดียร์ดรีกำลังคิดอยู่นั้นคืออะไร เดียร์ดรีส่ายหัว “ฉันหวังว่าฉันจะรู้” เธอตอบ เสียงแห้งผาก ไคร่ารู้สึกสับสน “เธอไม่ได้มาทางนี้หรือ เมื่อพวกเขาคุมตัวเธอมา?” เธอถาม เดียร์ดรียักไหล่ “ฉันถูกขังไว้ในกรงตอนหลังของตู้” เธอตอบ “และหมดสติเกือบตลอดการเดินทาง พวกเขาอาจพาฉันมาทางนี้ก็ได้ แต่ฉันไม่รู้จักป่าแห่งนี้” เธอถอนหายใจ มองออกไปในความมืด “แต่เมื่อเราเข้าใกล้ไวท์วูด ฉันน่าจะจำอะไรได้มากขึ้น” พวกเขาเดินทางต่อ บรรยากาศกลับมาสู่ความเงียบอีกครั้ง และไคร่ารู้สึกสนใจในตัวเดียร์ดรีและเรื่องในอดีตของเธอ เธอสัมผัสได้ถึงความเข้มแข็ง แม้จะมีความเศร้าลึก ๆ ไคร่าเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มถูกครอบงำด้วยความคิดด้านมืดของการเดินทางจ้างหน้า การไม่มีอาหาร ความหนาวเย็นที่กัดกิน และสัตว์ดุร้ายที่รอคอยพวกเขาอยู่ และเธอหันกลับที่เดียร์ดรีพยายามที่จะเบี่ยงเบนความคิดตัวเอง “เล่าเรื่องเกี่ยวกับป้อมปราการแห่งเออร์ให้ฉันฟังหน่อยสิ” ไคร่าบอก “มันเป็นยังไง?” เดียร์ดรีมองกลับมา รอบดวงตาเป็นสีดำ เธอยักไหล่ “ฉันไม่เคยไปถึงป้อมปราการ” เดียร์ดรีตอบ “ฉันมาจากเมืองเออร์ – และนั่นห่างจากป้อมปราการไปหนึ่งวันเต็ม ๆ ขี่ม้าไปทางใต้” “ถ้าอย่างนั้น เล่าเกี่ยวกับเมืองของเธอให้ฉันฟังหน่อย” ไคร่าบอก พยายามที่จะคิดถึงเรื่องอื่นนอกจากที่นี่ ดวงตาของเดียร์ดรีลุกโพลง “เออร์เป็นสถานที่ที่สวยงาม” เธอบอก มีเสียงแห่งความปรารถนาอยู่ในน้ำเสียง “เมืองติดทะเล” “เรามีเมืองติดทะเลด้วยเหมือนกันอยู่ทางใต้” ไคร่าบอก “เอสเฟส ห่างจากโวลิสเป็นเวลา 1 วันเดินทางทางม้า ฉันเคยไปที่นั่นพร้อมพ่อของฉันตอนฉันยังเป็นเด็กอยู่” แอนดอร์ส่ายหัว “นั่นไม่ใช่ทะเล” เธอตอบ ไคร่ารู้สึกสับสน “หมายความว่ายังไง?” “นั่นคือทะเลแห่งน้ำตา” เดียร์ดรีตอบ “ของเออร์คือทะเลแห่งความโศกเศร้า ทะเลของเราเป็นทะเลที่เปิดกว้าง บนชายหาดฝั่งตะวันออกของเรามีคลื่นลูกเล็ก ๆ ชายฝั่งตะวันตกของทะเลแห่งความโศกเศร้ามีคลื่นที่สูง 20 ฟุต ซัดเข้าหาฝั่ง มีกระแสน้ำสามารถจมเรือทั้งลำได้ในพริบตาเดียว ในคืนที่พระจันทร์ขึ้นสูง นี่ขนาดไม่ต้องพูดถึงคนนะ ของเราเป็นเมืองแห่งเดียวในเอสคาลอนที่หน้าผาลดขนาดต่ำลงในขนาดที่เปิดโอกาสให้เรือสามารถเข้าเทียบท่าได้ เรามีหาดทรายเพียงแห่งเดียวในเอสคาลอน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมแอนโดรส์จึงถูกสร้างให้ห่างจากเมืองของเราเพียง 1 ชั่วโมงขี่ม้าไปทางทิศตะวันออก” ไคร่าขบคิดคำพูดของเธอ รู้สึกดีที่ได้เบี่ยงเบนความสนใจ เธอนึกย้อนกลับไปถึงบทเรียนจากเมื่อวัยเยาว์ แต่เธอไม่เคยคิดถึงมันในรายละเอียดเลย “แล้วผู้คนของเธอล่ะ?” ไคร่าถาม “พวกเขาเป็นอย่างไร?” เดียร์ดรีถอนหายใจ “คนที่ภาคภูมิใจ” เธอตอบ “เหมือนคนอื่นในเอสคาลอนแต่แตกต่างกัน เขาว่ากันว่าคนเมืองเออร์มีสายตาหนึ่งมองที่เอสคาลอน ส่วนอีกสายตาหนึ่งมองไปที่ทะเล เรามองไปตรงเส้นขอบฟ้า พากเรามีใจกว้างกว่าพวกอื่น ๆ – บางทีเพราะมีชาวต่างชาติมาเยี่ยมเยียนชายฝั่งของเรามากก็เป็นได้ ชายหนุ่มแห่งเออร์เป็นนักรบที่มีชื่อเสียง พ่อของฉันเป็นผู้นำแห่งนักรบ ตอนนี้ พวกเราเป็นเพียงแค่เชลยเหมือนคนอื่น ๆ” เธอถอนใจ และตกอยู่ในความเงียบเป็นเวลานาน ไคร่ารู้สึกประหลาดใจเมื่อเธอเริ่มพูดอีกครั้ง “เมืองของเรามีลำคลองตัดผ่าน” เดียร์ดรีพูดต่อ “เมื่อฉันโตขึ้น ฉันมักชอบนั่งอยู่ที่เนินดิน จ้องมองเรือแล่นผ่านเข้าออกเป็นชั่วโมง ๆ บางครั้งเป็นวัน ๆ พวกเขามาจากทุกแห่งในโลกนี้ มีธงตราสัญลักษณ์ ใบเรือ และสีที่แตกต่าง พวกเขานำเอาเครื่องเทศ ผ้าไหม และอาวุธ รวมถึงอาหารราคาแพงทุกรูปแบบ – บางครั้งนำสัตว์มาด้วย ฉันมักเฝ้ามองผู้คนมาและไป และฉันเคยสงสัยเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ฉันอยากเป็นอย่างพวกเขาอย่างมาก” เธอยิ้ม เป็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาของเธอสว่างโพลง จดจำภาพต่าง ๆ อย่างชัดเจน “ฉันเคยมีความฝัน” เดียร์ดรีบอก “เมื่อฉันโตพอ ฉันจะขึ้นเรือลำหนึ่งในนั้น และเดินทางไปยังต่างแดน ฉันอาจเจอเจ้าชาย และเราอาจใช้ชีวิตอยู่บนเกาะสักแห่ง ในปราสาทสักหลัง ที่ใดก็ได้ที่ไม่ใช่เอสคาลอน” ไคร่ามองเดียร์ดรียิ้ม “แล้วตอนนี้ล่ะ?” ไคร่าถาม สีหน้าของเดียร์ดรีหล่นวูบ เธอก้มมองหิมะ ฉับพลันเธอแสดงออกด้วยความโศกเศร้า เพียงแค่สั่นหัว “สายเกินไปแล้วสำหรับฉัน” เดียร์ดรีบอก “หลังจากทุกสิ่งที่พวกมันทำกับฉัน” “มันไม่มีอะไรที่สายเกินไปหรอก” ไคร่าบอก พยายามสร้างความมั่นใจให้เธอ แต่เดียร์ดรีเพียงแต่ส่ายหัว “มันเป็นเพียงแค่ความฝันของเด็กผู้หญิงที่ไร้เดียงสา” เธอบอก เสียงหนักแน่นไปด้วยความรู้สึกผิด “และเด็กผู้หญิงคนนั้นก็จากไปนานแล้ว” ไคร่ารู้สึกเศร้าที่เพื่อของเธอกลับมาสู่ความเงียบ ยิ่งลึกเข้าไปในป่า เธออยากทำลายความเจ็บปวดของเพื่อนเธอ แต่ไม่รู้วิธี เธอสงสัยในความเจ็บปวดที่ผู้คนต้องเผชิญในชีวิต เหมือนสิ่งที่พ่อเธอเคยบอกเธอครั้งหนึ่งไม่ใช่หรือ? อย่าถูกหลอกโดยสีหน้าของผู้คน พวกเขาทุกคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสิ้นหวังอย่างเงียบ ๆ บางคนซ่อนมันไว้ได้ดีกว่าคนอื่น ๆ จงเห็นใจทุกคน แม้ว่าการทำแบบนั้นจะไม่มีเหตุผลใด ๆ เลย “วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของฉัน” เดียร์ดรีพูดต่อ “คือวันที่พ่อของฉันยอมรับในกฎหมายของแพนดีเซีย เมื่อเขายอมให้เรือเข้ามาในคลองของเรา และยอมให้คนของเขาลดธงของเราลง มันเป็นวันที่น่าเศร้า เศร้ายิ่งกว่าวันที่เขายอมให้พวกมันคุมตัวฉันไป” ไคร่าเข้าใจทุกสิ่งเป็นอย่างดี เธอเข้าใจดีถึงความเจ็บปวดที่เดียร์ดรีต้องเผชิญ ความรู้สึกของการถูกทรยศ “และเมื่อเธอกลับมา?” ไคร่าถาม “เธอจะเจอพ่อของเธอไหม?” เดียร์ดรีมองลงต่ำอย่างเจ็บปวด ในที่สุดเธอบอกว่า “เขายังคงเป็นพ่อของฉัน เขาทำผิด ฉันมั่นใจว่าเขาไม่ได้ตระหนักว่าสิ่งที่ทำส่งผลต่อฉันอย่างไร ฉันคิดว่าเขาคงไม่เป็นเหมือนเดิมหลังจากได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันอยากบอกเขา สบตาเขา ฉันต้องการให้เขารับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ฉันรู้สึก การทรยศของเขา เขาต้องเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ชายเป็นคนตัดสินใจชาตากรรมของผู้หญิง” เธอเช็ดน้ำตา “เขาเคยเป็นวีรบุรุษในใจฉัน ฉันไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงยอมปล่อยฉันไป” “แล้วตอนนี้ล่ะ?” ไคร่าถาม เดียร์ดรีส่ายหัว “ไม่มีอีกแล้ว ฉันเลิกให้ผู้ชายเป็นวีรบุรุษแล้ว ฉันต้องหาวีรบุรุษจากที่อื่น” “แล้วเธอล่ะ?” ไคร่าถาม เดียร์ดรีมองกลับด้วยความสับสน “เธอหมายความว่าอะไร?” “ทำไมจึงมองหาคนอื่น แทนที่จะเป็นตัวเองล่ะ?” ไคร่าถาม “เธอเป็นวีรสตรีในตัวเองไม่ได้หรือ?” เดียร์ดรีหัวเราะขำ “แล้วทำไมจึงต้องเป็นฉันล่ะ?” “เธอเป็นวีรสตรีในใจฉัน” ไคร่าบอก “สิ่งที่ทำให้เธอได้รับความทุกข์ทรมานที่นั่น – ฉันไม่อาจทานทนได้ เธอรอดชีวิตมาได้ ยิ่งไปกว่านั้น ข เธอกลับมายืนหยัด และรอดชีวิตจนถึงทุกวันนี้ นั่นแหละที่ทำให้เธอเป็นวีรสตรีในใจฉัน” เดียร์ดรีไตร่ตรองคำพูดของเธอและไปต่อด้วยความเงียบ “แล้วเธอล่ะ ไคร่า?” ในที่สุดเดียร์ดรีก็ถามออกมา “เล่าให้ฉันฟังเกี่ยวกับตัวเธอบ้าง” ไคร่ายักไหล่ “เธออยากรู้เรื่องอะไรบ้างล่ะ?” เดียร์ดรีกระแอม “เล่าให้ฉันฟังเกี่ยวกับมังกร เกิดอะไรขึ้นที่นั่น ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เหตุใดเขาจึงมาช่วยเธอ?” เดียร์ดรีรีรอเล็กน้อย “เธอคือใคร?” ไคร่ารู้สึกประหลาดใจที่จับความรู้สึกกลัวจากเสียงของเพื่อนเธอได้ เธอขบคิดคำพูด อยากจะตอบตามความจริง และหวังว่าจะรู้คำตอบของคำถามเหล่านั้น “ฉันไม่รู้” เธอตอบตามความเป็นจริง “ฉันคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ฉันคงต้องค้นหาความจริงให้ได้เหมือนกัน” “เธอไม่รู้หรือหรือ?” เดียร์ดรีกดดัน “มังกรบินลงมาจากฟากฟ้าและต่อสู้เพื่อเธอ และเธอไม่รู้เหตุผลว่าทำไมนะหรือ?” ไคร่าคิดดูแล้วฟังดูเหมือนเหลือเชื่อ แต่เธอทำได้เพียงส่ายหัว เธอมองขึ้นไปยังภาพสะท้อนบนท้องฟ้า ที่อยู่ระหว่างกิ่งไม้ที่พันกันเป็นเกลียว ท่ามกลางความหวังทั้งมวล เธอหวังว่าจะเห็นสัญญาณของธีโอส์ แต่เธอไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด เธอไม่ได้ยินเสียงมังกร และความรู้สึกแปลกแยกระหว่างเธอและมังกรก็มากขึ้นทุกที “เธอรู้ว่าตัวเธอมีความแตกต่างใช่ไหมล่ะ?” เดียร์ดรีกดดันต่อ ไคร่ายักไหล่ เธอรู้สึกวาบที่ใบหน้า รู้สึกถึงความรู้ตัว เธอสงสัยว่าเพื่อนของเธอมองเธอเป็นตัวประหลาดหรือเปล่า “ฉันเคยรู้สึกมั่นใจในทุกสิ่ง” ไคร่าตอบ “แต่ตอนนี้...โดยสัจจริงแล้ว ฉันไม่รู้อีกต่อไป” พวกเขายังคงขี่ม้ามาเป็นเวลาหลายชั่วโมง กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง บางครั้งพวกเขาวิ่งเหยาะ ๆ เมื่อป่าเปิดกว้าง บางครั้งป่าทึบมากจนพวกเขาต้องลงจากหลังม้าและจูงสัตว์ทั้งสองไป ไคร่ารู้สึกระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าเธออาจถูกจู่โจมเมื่อใดก็ได้ ไม่เคยรู้สึกผ่อนคลายเลยในป่าแห่งนี้ เธอไม่รู้ว่าอะไรที่เจ็บปวดมากกว่ากัน ระหว่างความหนาวหรือความหิวที่เจ็บแปลบที่ท้องของเธอ รู้สึกเจ็บปวดที่กล้ามเนื้อและริมฝีปากไร้ความรู้สึก เธอรู้สึกทุกข์ทรมาน นึกไม่ถึงว่าจริง ๆ แล้วการผจญภัยจริง ๆ ยังเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ผ่านไปหลายชั่วโมง ลีโอเริ่มส่งเสียงร้องครวญคราง มันเป็นเสียงที่แปลก – ไม่เหมือนเสียงร้องปกติ เป็นเสียงที่มันเปล่งออกมาเมื่อได้กลิ่นอาหาร ในขณะเดียวกัน ไคร่าก็ได้กลิ่นอะไรบางอย่างเช่นกัน – และเดียร์ดรีก็หันไปในทิศทางเดียวกันและจ้องมอง ไคร่ามองผ่านป่าแต่ไม่เห็นอะไรเลย พอพวกเขาหยุดฟัง เธอเริ่มได้ยินเสียงแผ่วเบาของกิจกรรมอยู่ที่ไหนสักแห่งด้านหน้าออกไป ไคร่าทั้งรู้สึกตื่นเต้นกับกลิ่นที่เธอรับรู้ และรู้สึกกังวลเพราะเธอรู้ว่าสิ่งนั้นหมายถึงอะไร: มันหมายถึงมีคนอื่นอยู่ในป่าแห่งนี้เช่นกัน เธอนึกถึงคำเตือนของพ่อเธอได้ และสิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการคือการเผชิญหน้า ไม่ใช่ที่นี่ และไม่ใช่เวลานี้ Конец ознакомительного фрагмента. Текст предоставлен ООО «ЛитРес». Прочитайте эту книгу целиком, купив полную легальную версию (https://www.litres.ru/pages/biblio_book/?art=43698215&lfrom=334617187) на ЛитРес. Безопасно оплатить книгу можно банковской картой Visa, MasterCard, Maestro, со счета мобильного телефона, с платежного терминала, в салоне МТС или Связной, через PayPal, WebMoney, Яндекс.Деньги, QIWI Кошелек, бонусными картами или другим удобным Вам способом.
КУПИТЬ И СКАЧАТЬ ЗА: 199.00 руб.